Category: วัฒนธรรม

  • “เอกนิติ” เรียกประชุมด่วน คตร.นัดแรก ถกโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” เรียกประชุมด่วน คตร.นัดแรก ถกโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรียกประชุมด่วนนัดแรก คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่กระทรวงการคลัง หลังจากเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว เพื่อเพื่อเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ท่ามกลางผลกระทบจากวิกฤตสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีหน้าที่สำคัญในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการคำนวณราคา และกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น และราคาที่ขายให้กับผู้ค่าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้ ครม.พิจารณา ด้วยเช่นกัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582198&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jJBMPqv2KokkDwePCURKZ

  • “ดร.เอกนิติ” สั่งรื้อโครงสร้างน้ำมันกดราคาหน้าปั๊มลง จ่อชงครม. 6 เม.ย. นี้

    “ดร.เอกนิติ” สั่งรื้อโครงสร้างน้ำมันกดราคาหน้าปั๊มลง จ่อชงครม. 6 เม.ย. นี้

    ดร. เอกนิติ นั่งหัวโต๊ะประชุมคตร. นัดแรก สั่งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน คำนวนค่าการกลั่น-ค่าการตลาดที่เหมาะสม พร้อมศึกษาการลดภาษีสรรพสามิต หวังลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง พร้อมชง ครม. นัดแรก 6 เม.ย. 69

    2 เม.ย. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นัดแรก ว่า การประชุมวันนี้คตร. ได้เชิญกลุ่มโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงถึงสถานการณ์ของน้ำมัน โดยพบว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการคำนวนราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด และ ราคาหน้าปั๊มมากขึ้น

    โดยจากการตรวจสอบข้อมูลราคาค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอในปัจจุบันอาจจะสูงเกินไป ขณะที่ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) มาคำนวณในราคาขายปัจจุบันไม่ได้นำมารวมแล้ว จึงเห็นควรให้ตัดส่วนนี้ออกเพื่อลดค่าการกลั่นลง

    ดังนั้นจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ประชุมจึงได้มีข้อสรุป ดังนี้

    1.มอบกระทรวงพลังงาน ไปทำตัวเลขในการคำนวนราคาขายโดยไม่นับรวมค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นลดลง

    2.ในตะวันออกกลางจะทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบจะทำให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยงสงคราม (War Premium) สูงขึ้น แต่โรงกลั่นหลายแห่งไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีต จึงได้มอบกระทรวงพลังงานให้หารือกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนที่แท้จริงที่รวม War Premium บนความเป็นจริง

    “ตอนนี้มีการอ้างกันว่ามีค่า War Premium แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ เป็นเท่าไร เราจึงมอบให้ไปศึกษาเพื่อคำนวนค่าการกลั่น”

    3. มอบให้กระทรวงพลังงานพิจารณาค่าการตลาดที่เหมาะสม

    “คตร. ให้กระทรวงพลังงานไปทำการบ้านมานำเสนอ เรามีหน้าที่ศึกษาค่าการกลั่นที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร วันนี้ทิศทางเบื้องต้นก็ควรจะลดลง แม้เราจะมีเวลา 15 วันตามคำสั่งนายกฯ แต่ก็จะตั้งใจทำให้เสร็จเพื่อนำเสนอ ครม. ในการประชุมนัดแรกวันที่ 6 เม.ย. นี้ สุดท้ายก็ต้องมีกลไกการส่งผ่านไปสู่ราคาหน้าปั๊มให้ราคาถูกลง เราต้องเร่งดำเนินการเพราะเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน โดยเราจะประชุมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้”

    ส่วนข้อเสนอการใช้ มาตรการเพดานราคา (Ceiling and Floor) ของค่าการกลั่น ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ โดยเป็นหนึ่งในข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน ซึ่งการใช้มาตรการ Ceiling and Floor ต้องมีการศึกษาต้นทุนที่แท้จริงก่อน

    “คณะกรรมการหลายท่านก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าควรมีการศึกษามาตรการเพดานราคาไว้ด้วย ซึ่งเราต้องได้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนเพื่อจะได้นำไป Ceiling and Floor ด้วย”

    สำหรับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่อยู่ระหว่างศึกษาในการบริหารจัดการราคาน้ำมัน ร่วมกับกลไกอื่นๆ เช่น กองทุนน้ำมัน และการปรับปรุงโครงสร้างค่าการกลั่น

    “ไม่ว่าจะเลือกใช้เครื่องมือใด ทั้งกองทุนน้ำมัน ค่าการกลั่น หรือภาษี วัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้ ราคาน้ำมันสะท้อนความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และคิดว่าจากการศึกษาเบื้องต้นของ คตร. คาดว่าการใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ จะส่งผลให้ราคาสุดท้ายที่ส่งไปถึงประชาชนลดลง”

    ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับประชาชน ได้มอบให้ ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดพลังงานเป็นผู้ให้ข่าวเนื่องจากเรื่องราคาพลังงานมีข้อมูลที่ละเอียดมาก

    “การที่คตร. เข้ามาช่วยกันเพื่อสร้างความชัดเจนและความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ให้ราคาพลังงานสะท้อนความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องราคาที่ส่งผ่านไปถึงประชาชน”

    ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ค่าการตลาดเกิดจากการบวกลบความต่างของราคาขายส่งขายปลีก โดยค่าการตลาดเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึง 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ขณะที่หากดูค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังในช่วงปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 2.40-2.45 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันตัวเลขมีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงครามอย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานได้กำกับดูแลค่าการตลาดไม่ให้เกินค่าที่ศึกษามาได้

    “ปีที่แล้วมีการศึกษาค่าการตลาดที่เหมาะสม โดยนำค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่งต่างๆ ที่สถานีบริการจะต้องใช้ในการตั้งราคา ซึ่งค่าการตลาดที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าค่าการตลาดในปัจจุบันยังไม่ได้สูงเกินไป”

    ส่วนค่าการกลั่นตัวเลข 13-14 บาทที่เห็นในปัจจุบัน ม่ใช่กำไรของโรงกลั่น อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมดเพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ แฝงอยู่ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าพรีเมียม เนื่องจากปัจจุบันอาจไม่ได้ซื้อในราคาที่ประกาศ เป็นต้นทุนไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม

    “เราได้หารือกับโรงกลั่นและขอให้เปิดเผยต้นทุนที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามว่าเป็นเท่าไร แล้วกำไรคงเหลือเป็นเท่าไร เราจะนำตัวเลขเหล่านี้มาพิจารณาในการจัด Ceiling and Floor และเราจะได้มาดูว่าตัวที่เป็น Windfall จริงๆ คือเท่าไร”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/235827/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RYnLAaQsXZfIUGtLahCDg

  • สปสช.พร้อมนำผลศึกษา ‘ต้นทุนรพ.รัฐ’ เข้าอนุฯพิจารณาก่อนชงบอร์ดใหญ่

    สปสช.พร้อมนำผลศึกษา ‘ต้นทุนรพ.รัฐ’ เข้าอนุฯพิจารณาก่อนชงบอร์ดใหญ่

    สปสช.พร้อมนำผลศึกษา “ต้นทุนรพ.รับ” ของทีดีอาร์ไอ เข้าอนุบอร์ดสปสช.พิจารณาก่อนชงบอร์ดใหญ่ ห่วงปรับอัตราจ่ายผู้ป่วยในแตะ13,000 บาทดันงบประมาณเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท 

    จากผลการศึกษา เรื่อง “การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการจัดสรรงบประมาณ  โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาล : กรณีศึกษาโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ(TDRI) สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ที่สะท้อนต้นทุนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในมีความแตกต่างกันในรพ.แต่ละระดับนั้น โดยในส่วนต้นทุนผู้ป่วยใน ต่ำสุด 13,475 บาทต่อ ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (AdjRW)  สูงสุด 34,807 บาทต่อAdjRW

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ผลการศึกษานี้ยังไม่ได้เข้ามาที่ประชุมบอร์ดสปสช. แต่เข้าใจว่าเป็นการศึกษาของทีดีอาร์ไอ ที่สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ซึ่งตามขั้นตอนก็จะเสนอมายังสปสช. จากนั้นก็จะนำเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของอนุกรรมการฯ ในบอร์ดสปสช. ชุดที่เกี่ยวข้อง และเสนอต่อบอร์ดสปสช.ตามขั้นตอนต่อไป  ทั้งนี้ จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูรายละเอียดโดยเฉพาะ ที่สำคัญจะนำผลศึกษามาใช้งาน จะใช้แบบไหนอย่างไร ต้องพิจารณาก่อน   

    ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการศึกษาของ ทีดีอาร์ไอ กรณีผู้ป่วยใน จะต้องปรับเรื่องงบประมาณอย่างไร นพ.จเด็จ กล่าวว่า โดยหลักการต้องนำข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งต้องบอกว่า ต้นทุนแตกต่างกันในแต่ละระดับรพ.เป็นเรื่องที่ทราบอยู่แล้ว เพราะต้นทุนแต่ละอย่างไม่เท่ากัน จึงต้องมาดูว่ามีอะไรที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี  โดยจะไม่มีการบอกว่า คนทำราคาต่ำสุดดีที่สุด หรือคนทำราคาแพงสุดดีที่สุด ขอไปดูรายละเอียดผลการศึกษาก่อน

    ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะนำผลการศึกษาเรื่องต้นทุนนี้มาพิจารณาจ่ายแก่รพ.อัตราต่างกันตามต้นทุนแต่ละขนาดรพ. นพ.จเด็จ กล่าวว่า ต้องไปดูรายละเอียด เพราะถ้าจ่ายไม่เหมือนกัน ก็อาจเกิดประเด็นใส่ทรัพยากรเต็มที่ ทั้งที่ต้องดูว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะตอนนี้ต้องเน้นความจำเป็นเป็นหลัก ดังนั้น ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าต้องเป็นแบบนั้น อย่างผ่าตัดไส้ติ่ง รพ.ในโรงเรียนแพทย์ก็แตกต่าง เพราะต้องมีการเรียนการสอนด้วย เช่น ผ่าตัดมีแพทย์ประจำบ้าน (Resident) มาด้วย ก็ต้องถามว่าจำเป็นหรือไม่ แต่ถ้าบอกว่าเป็นการศึกษาวิจัย ความจำเป็นจึงแตกต่าง

    “ส่วนจะต้องจ่ายตามต้นทุนที่ศึกษาได้หรือไม่ หรือต้องจ่ายให้รพ.แต่ละขนาดไม่เท่ากันหรือไม่นั้น อาจต้องดูประเด็น เพราะยังมีเรื่องประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ความเหมาะสม ซึ่งเรื่องต้นทุนจริงๆต้องดูทั้งหมด และต้นทุนแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากันด้วย อย่างระยะต่อไปหากค่ายาขึ้น 30% ต้นทุนรพ.ที่ศึกษามานี้อาจต้องรวมค่ายาเพิ่มขึ้น 30% ก็เป็นไปได้”นพ.จเด็จกล่าว   

    นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า  ผลการศึกษานี้คงไม่ได้เอามาตอบประเด็นงบค่าบริการผู้ป่วยใน ขาขึ้นปี 2570 เพราะตกลงไปแล้วในการประชุมบอร์ดสปสช.ว่าอยู่ที่ 10,000 บาท ต่อ AdjRW ซึ่งเป็นตัวที่สปสช.ร่วมกับสธ.เสนอไป   ส่วนปีงบประมาณ 2569 ยังคงอยู่ที่ 8,350 บาทต่อ AdjRW   ขณะที่ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของ สว.ที่ตัวเลขต้นทุน 13,000  บาทต่อ AdjRW นั้น  ในที่ประชุมบอร์ดสปสช.มีข้อห่วงใยเรื่องงบประมาณจะเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท  จึงยังไม่ได้มีการตัดสินใจอะไร ต้องดูข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1227974&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PzsUBwRknU65k_GISFXMl

  • ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินทอนวัด ส่วนแพ่งต้องคืนเงิน 5 ล้านให้สำนักพุทธฯ

    ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินทอนวัด ส่วนแพ่งต้องคืนเงิน 5 ล้านให้สำนักพุทธฯ

    เปิดเหตุผลศาลอาญาคดีทุจริต ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม ชี้ ไม่มีส่วนรู้เห็นสนับสนุน จพง.-ฟอกเงินฯ อดีต ผอ.สำนักพุทธกับพวก แต่รับชดใช้ส่วนเเพ่งสั่งคืนเงิน 5 ล้าน

    2 เมษายน 2569 – ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ห้องพิจารณา 303 ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั่นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน

    คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการปราบปรามการจริตฯ 1 ยื่นฟ้องอดีตพระพรหมเมธี กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปป.ได้สืบคดีเงินทอนวัดจนพบว่าอดีตพระพรหมเมธี มีพฤติกรรม รับเงินจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 5 ล้าน งบโรงเรียนพระปริยัติธรรม ปี 2557

    ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานจากทางไต่สวนประกอบรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีฐานะเป็นกรมในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครองและ ส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ได้รับการจัดสรรงบประมาณในโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐตามพระราชบัญญัติ
    งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 เป็นเงิน 1,426,349,700 บาท

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายรายหัวในอัตราที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับ นักเรียนในสังกัดอื่น ๆ ของรัฐ งบประมาณดังกล่าวจัดอยู่ในงบเงินอุดหนุนทั่วไปอันเป็นการให้เงิน อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วัดสัมพันธวงศ์ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 5ล้านบาท

    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา กับพวกเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือไม่

    จากการไต่สวนพยานหลักฐานไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด พยานหลักฐานมีเพียงการอนุมัติเงินจำนวน 5 ล้าน บาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 พฤติการณ์การถอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีตนเองนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายนพรัตน์กับพวกได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว

    แต่กระบวนการเสนอเรื่องและอนุมัติงบประมาณเป็นเรื่องภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ต้องดำเนินการตามลำดับชั้น

    จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยได้สมคบหรือสั่งการอย่างไร พยานหลักฐานจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการหรือร่วมมือกับนายนพรัตน์กับพวกในการจัดทำบันทึกข้อความเสนออนุมัติเงินจำนวน 5ล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

    มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

    เห็นว่าการฟอกเงินต้องมีเจตนาเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของเงิน ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ในกรณีนี้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 5 ล้านบาทเป็นเรื่องการดำเนินงานภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ จำเลยไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยมีการระบุชื่อบัญชีต่อท้ายชื่อของจำเลยว่า “สร้างศาลา” และ “(ทุนสร้างศาลา)” ข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุนว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาเป็นเงินสำหรับโครงการก่อสร้างศาลาของวัด พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าเงินในเช็คจำนวน5 ล้าน บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง

    มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน5ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดทางอาญาตามฟ้อง

    แต่พยานหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ก่อสร้างอาคารของวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอาพาธและจำเลยเข้าใจว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ

    แต่ตามข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณอุดหนุนการศึกษาซึ่งวัดสัมพันธวงศ์ไม่มีสิทธิได้รับและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้เพื่อการก่อสร้างอาคาร

    คดีในส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหาย

    พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย

    โดยก่อนหน้านี้ อดีตพระพรหมเมธี ได้หลบหนีคดีออกจากประเทศจากไทย ข้ามไปยังแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว ด้านตรงข้าม จ.นครพนม ก่อนจะเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา จากนั้นขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อต่อเที่ยวบินไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทั่งถูกทางการเยอรมนีควบคุมตัวไว้ได้เมื่อคืนวันที่ 2 มิ.ย. 2561 เเละมีรายงานว่าได้สถานะลี้ภัยจนกลับมามอบตัวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เเละได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/974002/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d70mxuXZdAAdeDuOE7lJN

  • เทรนด์ความยั่งยืนในการพัฒนาสินค้าเครื่องใช้ในบ้าน

    เทรนด์ความยั่งยืนในการพัฒนาสินค้าเครื่องใช้ในบ้าน

    ปัจจุบัน ความยั่งยืน (sustainability) กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้าน บริษัทต่าง ๆ เริ่มนำแนวคิดการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองต่อความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    โดยข้อมูลจาก The Knot Worldwide 2026 Real Weddings Study พบว่า ร้อยละ 28 ของผู้บริโภค      เจเนอเรชัน Z ที่กำลังวางแผนแต่งงาน เลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ จากการศึกษาดัชนี Business of Sustainability Index ของ PDI ระบุว่าร้อยละ 91 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เจเนอเรชัน Z ต้องการซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีแนวทางความยั่งยืน และร้อยละ 77 พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าประเภทนี้ ขณะที่กลุ่ม Millennials (ร้อยละ 72)  Gen X (ร้อยละ 67)  และ Baby Boomers (ร้อยละ 62) มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน 

    นอกจากนี้ ในรายงาน Recommerce Report ของ eBay ระบุว่า ไม่เพียงเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แต่ยังรวมถึงการเลือกซื้อสินค้ามือสองด้วย โดยร้อยละ 45 ของผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้ามือสองโดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

    แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มปรับตัวเพื่อตอบสนองเทรนด์นี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท Williams-Sonoma เปิดร้าน GreenRow แห่งแรกในนครนิวยอร์ก โดยเน้นเฟอร์นิเจอร์บ้านที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืน และหลายบริษัทเริ่มมองความยั่งยืนเป็นมาตรฐานใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่าการเป็นฟีเจอร์เสริม

    ตัวอย่างสินค้าที่สะท้อนแนวโน้มนี้ ได้แก่

    • Jean Dubost Circo Knife: ด้ามทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100% ใบมีดสแตนเลสรีไซเคิล 85% บรรจุภัณฑ์ใช้วัสดุที่ผ่านการรับรอง  FSC และเส้นใยหญ้าประหยัดน้ำ ระบบสกรูที่จดสิทธิบัตรช่วยให้ผู้ใช้เปลี่ยนชิ้นส่วนและยืดอายุสินค้าได้

    • Gleam Team Sink Set: ชุดอ่างล้างมือทำจากไม้ไผ่ เซรามิก และสบู่ก้อนแทนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

    • Tricol Clean ActiveWeave Kitchen Cleaning System และ Farberware Onesie Mat: ใช้ผ้าทำความสะอาดและเสื่อที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลและเส้นใยย่อยสลายได้

    • Notabag ของ LSY Defense: กระเป๋าแบบฮาร์บริด tote และ backpack ลดการใช้ถุงพลาสติก พร้อมบริจาค 1% ของยอดขายประจำปีให้มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม

    • Gleener S’wet Wet/Dry Bag: ถุงใช้ซ้ำได้ทำจากผ้ารีไซเคิล 100%

    • Lotus Professional Coffeemaker: กรองสแตนเลสถาวรแทนกระดาษกรองใช้แล้วทิ้ง

    • Sainstore Airthereal Revive R800: เครื่องคอมโพสท์ไฟฟ้าสำหรับใช้ในบ้าน ลดปริมาณขยะอาหารได้ถึง 90% ด้วยกระบวนการควบคุมกลิ่น

    จากตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานของตลาดเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งในด้านวัสดุ กระบวนการผลิต การออกแบบที่สามารถใช้ซ้ำได้ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทที่ไม่ปรับตัวอาจพลาดโอกาสในการตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่มีคุณค่าและยั่งยืน

    ตลาดเครื่องใช้ในบ้านกำลังเปลี่ยนโฟกัสจากฟีเจอร์เพียงอย่างเดียวไปสู่การรวมความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ต่าง ๆ ต้องตอบสนองด้วยสินค้าและประสบการณ์ที่เป็นมิตรต่อโลกอย่างแท้จริง  

    ข้อคิดเห็น

    ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการเปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ผลิตสินค้า เป็น ผู้สร้างคุณค่าความยั่งยืนเป็นหัวใจและมาตรฐานของการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งการออกแบบ การใช้วัสดุ กระบวนการผลิต การลดขยะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการแข่งขันในตลาดโลกในระยะยาว  

    โดยเฉพาะตลาดเครื่องใช้ในบ้านสายยั่งยืน จะต้องเลิกมองความยั่งยืน เป็นต้นทุน แต่ให้มองเป็นโอกาส ในการสร้างคุณค่า โดยใช้ความยั่งยืนเป็นเครื่องมือในการบุกตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดพรีเมียม ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลงานวิจัยต่างๆ พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยินดีพร้อมจ่ายเงินเพิ่มสำหรับสินค้าแนวยั่งยืน

    ผู้ประกอบการไทย จึงควรพิจารณา

    • การใช้วัสดุ บรรจุภัณฑ์แบบรีไซเคิล ลดการใช้พลาสติก หรือวัสดุย่อยสลายได้ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์

    • การออกแบบสินค้าให้ใช้ซ้ำหรือปรับปรุงชิ้นส่วนได้ เพื่อยืดอายุการใช้งาน

    • เน้นความโปร่งใสและสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น ระบุแหล่งที่มาของวัสดุและกระบวนการผลิต

    • การจดมาตรฐานรับรองสิ่งแวดล้อม เช่น FSC, Green Label, Carbon Neutral

    • การทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอเมริกัน และการเจาะตลาดให้ตรงกับความต้องการ เช่นกลุ่มเจเนอเรชัน Z และ Millennials พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่ยั่งยืน

    • สร้างนวัตกรรมและความแตกต่าง เช่น การพัฒนาสินค้าแนวไฮบริด อาทิ กระเป๋า tote + backpack หรือเครื่องครัวที่ประหยัดน้ำหรือไฟ

    • การติดตามเทรนด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/svxigs2vdmz7nmprnnbq1c34&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nvQv_VdoG4plQ5vazey2B

  • “เช็คดวงวันนี้” เลขเด็ด เลขที่บ้าน วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ.2569

    “เช็คดวงวันนี้” เลขเด็ด เลขที่บ้าน วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ.2569

    “เช็คดวงวันนี้” เลขเด็ด เลขที่บ้าน วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ.2569

    ดวงประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ.2569

    • ฤกษ์ดีประจำวันพฤหัสบดีเวลา 10.09 – 14.09 น.
    • สีมงคล สีส้ม สีขาว สีดำ
    • เลขไพ่ที่ได้ทั้งหมด 91800
    • เลขมงคล  9  1  8
    • เลขเด่น   9 99  11  88 91 19 81 18 89 98
    • เลขแปลง 00 09 90 69 96 08  80 10 01 06 60

     

    คนเกิดวันพฤหัสบดี 

    • การงาน  การพยายามทำงานที่บ้าน  เพื่อปรับตามสถานการณ์บ้านเมือง  หรือสอดส่องสถานที่ให้ดีขึ้นเพื่อความมั่นใจ   การแก้ไขเคลียร์งานเก่า
    • การเงิน ใช้จ่ายเยอะเพื่อความสุขของคนในครอบครัว  รวมถึงการศึกษาของลูกหลาน   มีโชคลาภดวงดีกับบ้านเลขที่ให้โชค
    • ความรัก ช่วยเหลือกันทุกอย่าง  โดยเฉพาะคนในครอบครัว  ลูกหลานบริวาร   คนโสดมีโอกาสพบรักมีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จัก
    • สุขภาพ  เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับความดัน  ระบบทางเดินหายใจ  โดยเฉพาะคนอายุมากๆ ต้องดูแลเป็นพิเศษ

     

    คนเกิดวันศุกร์ 

    • การงาน      จะทำอะไรต้องมีคนช่วยรวมถึงมีบริวาร  คนในครอบครัวก็ช่วยได้   การแก้แก้ไขปัญหา  และการเรียนรู้เพื่อให้การงานผ่านไปได้ดี
    • การเงิน     การเก็บเล็กผสมน้อย  เคลียร์หนี้สินทุกอย่าง   มีโชคลาภกับบ้านเลขที่ให้โชค
    • ความรัก     แบ่งหน้าที่ทุกคนในครอบครัว  ทำให้ดีที่สุด   การเอาใจใส่ทุกคนมากขึ้น    คนโสดมีโอกาสพบรักกับบุคคลใกล้ตัว  โดยเฉพาะการทำงานร่วมกัน
    • สุขภาพ     การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  แขนขา  หัวเข่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    คนเกิดวันเสาร์ 

    • การงาน       มีความขยันมากขึ้น   ความรอบคอบกับเรื่องของการงาน  มีโอกาสทำมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป
    • การเงิน      การเคลียร์หนี้สิน  การหมุนเงิน  มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค
    • ความรัก      ช่วยเหลือกันมากขึ้น  เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข  คนโสดมีโอกาสพบรักกับข้าราชการ  หรือคนในเครื่องแบบ
    • สุขภาพ     แข็งแรงดูแลเอาใจใส่ตนเองมากขึ้น   คนเจ็บป่วยใช้การรักษาตัวสักระยะอาการจะดี

    คนเกิดวันอาทิตย์ 

    • การงาน       การเรียนรู้เพิ่มขึ้นในเรื่องของการงาน  จะมีลูกค้ามากขึ้น  เพราะความเชื่อใจ  การงานประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ
    • การเงิน     ใช้จ่ายเยอะ  ใจบุญ  แล้วก็มีคนเมตตาอยู่เสมอ  มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน   มีโชคลาภจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โชค   การเสี่ยงเซียมซี  การจับลูกปิงปอง  เลขธูปมงคลให้โชค
    • ความรัก      ได้ครอบครัวที่ดีคอยช่วยเหลือ  พึ่งพาอาศัยลูกหลานได้  รวมถึงได้รับข่าวดีกับการเรียนการศึกษาของลูกหลาน   คนโสดมีโอกาสพบรักกับผู้ใหญ่ใจบุญ
    • สุขภาพ      ดูแลใจตัวเองทุกอย่าง   คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น

    คนเกิดวันจันทร์ 

    • การงาน        การต้องร่วมงานกับบุคคลเก่าเก่า  หรือได้เดินทางไปสถานที่ไปมาแล้วได้กลับไปอีกครั้ง   โดยเฉพาะบางคนไกลถึงต่างประเทศ  แต่ก็สามารถทำได้ดี
    • การเงิน      มีเหตุให้ใช้จ่ายอยู่ตลอดทั้งวัน  แต่ดีตรงที่ว่ามีเงินเข้ามาตลอด   มีโชคลาภกับบ้านเลขที่ให้โชค
    • ความรัก     ถึงแม้จะมีความขัดแย้งกัน  แต่ก็จะคืนดีกัน  หรือร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น   คนโสดมีโอกาสพบรักกับชาวต่างชาติในขณะเดินทาง
    • สุขภาพ      เอาใจใส่เรื่องของขาและกระดูก  รวมถึงโรคประจำตัว  จะได้เดินทางไปรักษาตัวสำหรับบางคน  หรือไปตรวจสุขภาพ

    คนเกิดวันอังคาร 

    • การงาน      มีความขยันมุ่งมั่นและชอบเรียนรู้อะไรใหม่ใหม่ในการงาน  มีความรับผิดชอบเป็นอย่างดี    จะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  รวมถึงมีคนยอมรับในผลงาน
    • การเงิน     รู้จักค่าของการเงินมากขึ้น  แต่ก็ซื้อความสุขในสิ่งที่จำเป็นเพื่อครอบครัว  มีโชคลาภดวงดีกับรถป้ายแดงคันแรกที่มองเห็น
    • ความรัก      จะได้พาครอบครัวไปเที่ยว  รวมถึงแก้ไขปัญหาให้กับคนในครอบครัวผ่านไปได้ดี   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนอายุน้อยในที่ทำงาน  หรือเด็กฝึกงานรวมถึงคนเพิ่งเข้ามาใหม่
    • สุขภาพ       แข็งแรงดูแลใจตัวเองอยู่ตลอด   คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้น

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    • การงาน        ความห่วงใยในเรื่องของการงาน   พยายามปรับปรุงและแก้ไขเพื่อให้ผลงานออกมาดี  จะมีงานใหญ่เข้ามา
    • การเงิน     ใช้จ่ายเยอะ  แต่ก็มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน  เป็นเงินก้อนใหญ่  รวมถึงซื้อขายประสบความสำเร็จ  มีโชคลาภดวงดีกับอายุวันเดือนปีเกิดของตนเองให้โชค
    • ความรัก     ช่วยเหลือกันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว  ให้มีความสุขมากขึ้น   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนมีฐานะดีแต่ต้องระวังมีเจ้าของแล้ว  หรือเป็นความรักซ้อน
    • สุขภาพ      เอาใจใส่เรื่องขาและกระดูก  รวมถึงมีโอกาสได้เดินทางไปหาหมอ  หรือพาใครไปรักษาตัว

    คนเกิดวันพุธกลางคืน

    • การงาน     พยายามเรียนรู้ในเรื่องของการงาน  ทำตามความฝันและสิ่งที่ชอบจะได้ดี   การเปลี่ยนแปลงโยกย้าย  หรือได้รับหน้าที่ใหม่
    • การเงิน      ใช้จ่ายเยอะ  มีเหตุให้ต้องเสียเงิน  หรือการซื้ออะไรใหม่มาแทนที่ของเก่า   มีโชคลาภกับรหัสเอทีเอ็มให้โชค
    • ความรัก     การช่วยเหลือภายในครอบครัว  ซ่อมแซมปรับปรุงข้าวของเครื่องใช้    คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนหน้าตาดีอายุมากแต่ยังดูดี
    • สุขภาพ      เอาใจใส่เรื่องของความเครียดความกังวล  ที่เคยผ่านเหตุการณ์ยังมีความรู้สึกกังวลอยู่   แต่กาลเวลาช่วยเหลือได้

    #อาจารย์มงคลรอดเที่ยงธรรม 
    รับงานอีเว้นท์ทั่วประเทศ นักพยากรณ์ไพ่ยิปซี  ลายมือ ศาสตร์แห่งตัวเลข ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ในสไตล์ธรรมชาติของชีวิตจริง สอนสักลายมือเศรษฐีมงคลพร้อมรับสักลายมือเศรษฐีมงคล   การเปิดดูดวงแล้วแต่ศรัทธา     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/615314&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vNAq54jsGC3YwgLFsUevB

  • ตม.1 บุกทลาย!

    ตม.1 บุกทลาย!

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

    บุกรวบ 10 ครูต่างชาติ! ตม.1 ทลายโรงเรียนนานาชาติเถื่อนย่านประเวศ เปิดสอนไร้ใบอนุญาตนานนับปี พร้อมเตือนผู้ปกครองเช็กด่วนก่อนส่งลูกเรียน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 และ พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผบก.น.4 นำกำลังเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 สนธิกำลังกับฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.ประเวศ และกรมการจัดหางาน เข้าตรวจสอบโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตประเวศ หลังได้รับแจ้งเบาะแสความผิดปกติ

    จากการตรวจสอบพบว่าโรงเรียนนานาชาติดังกล่าว ไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนตามกฎหมาย แต่ได้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับอนุบาลและประถมศึกษามานานกว่า 1 ปี โดยมีนักเรียนในความดูแลมากกว่า 100 คน นอกจากนี้ยังพบการจ้างชาวต่างชาติหลายสัญชาติ อาทิ อินเดีย, บังคลาเทศ, ปากีสถาน และไนจีเรีย เข้ามาทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนและลูกจ้างรวม 10 ราย ซึ่งทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมและส่งตัวให้ สน.ประเวศ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 เปิดเผยว่า กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับประชาชนในการเลือกสถานศึกษาให้บุตรหลาน หากโรงเรียนไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถูกสั่งปิดทำการเมื่อใดก็ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการศึกษาและประวัติของนักเรียนโดยตรง จึงขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของใบอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการก่อนตัดสินใจ

    ทั้งนี้ ตม.1 เน้นย้ำว่าการนำบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องประเภทวีซ่าและใบอนุญาตทำงานตามพื้นที่ที่กำหนด หากพี่น้องประชาชนพบเห็นเบาะแสการทำงานของบุคคลต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 หรือสายด่วน ตม. 1178 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    /////-026

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/956343&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SWz2f7QN1jd8j8eBOTy7y

  • อดีตปลัด มท.จัดพิมพ์หนังสือ ปวศ.เมืองนครนายก 5,000 เล่มเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

    อดีตปลัด มท.จัดพิมพ์หนังสือ ปวศ.เมืองนครนายก 5,000 เล่มเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

    ข่าวสังคม

    อดีตปลัด มท.จัดพิมพ์หนังสือ ปวศ.เมืองนครนายก 5,000 เล่มเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.46 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “สุทธิพงษ์” อดีตปลัด มท. จัดพิมพ์หนังสือ ปวศ.เมืองนครนายก 5,000 เล่ม เฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

    นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และภริยา ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ จัดพิมพ์ หนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองนครนายก : จากดงละคร สู่ นครนายก” จำนวน 5,000 เล่ม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยพระองค์ทรงศึกษาประวัติศาสตร์จังหวัดนครนายก และทรงกระตุ้นให้กรมศิลปากรและสถาบันการศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าจนทําให้องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของนครนายกมีความคึกคัก ชัดเจนเพิ่มมากขึ้นเป็น  เช่น การขุดค้นและศึกษาเมืองดงละคร และการศึกษาการตั้งทัพของทหารญี่ปุ่นที่เมืองนครนายก ฯลฯ

    หนังสือประวัติศาสตร์เมืองนครนายกฯ ที่จัดพิมพ์จำนวน 5,000 เล่ม และจัดทำเป็น e-book นั้น จึงเป็นการน้อมสนองพระราชดำริในพระองค์ที่ทรงศึกษาและกระตุ้นให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์นครนายก โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสุทธิพงษ์และครอบครัว เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือประวัติศาสตร์เมืองนครนายก จำนวน 10  เล่ม เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    สำหรับหนังสือประวัติศาสตร์เมืองนครนายกฯ ที่จัดพิมพ์จะเรียบร้อยแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนพฤษภาคมนั้น นายสุทธิพงษ์จะทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 1,000 เล่ม ส่วนที่เหลืออีก 4,000 เล่ม จะมอบเป็นวิทยาทานแก่โรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ

    อนึ่ง หนังสือประวัติศาสตร์เมืองนครนายกฯ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ลำดับที่ 3 ที่นายสุทธิพงษ์จัดพิมพ์ โดยก่อนหน้าได้เคยจัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์เมืองตราด และประวัติศาสตร์เมืองสระบุรี โดยทุนส่วนตัว เพื่อมอบแก่ห้องสมุดสถาบันการศึกษาต่างๆ ด้วยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เยาวชนสนใจศึกษาเรื่องราวความเป็นมาใกล้ตัวและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากขึ้น

    สำหรับท่านที่สนใจหนังสือดังกล่าวยังสามารถหาอ่านได้จาก e-book ที่หนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองนครนายฯ”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/gallery/471447&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HiNzO3l4k0fmEJGRMpFus

  • สกศ. จับมือภาคีเครือข่ายภาคเหนือ รุกนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู้วิกฤตพัฒนาการเด็กปฐมวัย

    สกศ. จับมือภาคีเครือข่ายภาคเหนือ รุกนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู้วิกฤตพัฒนาการเด็กปฐมวัย

    สกศ. จับมือภาคีเครือข่ายภาคเหนือ รุกนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู้วิกฤตพัฒนาการ ชูแนวคิด 4H : Head – Hand – Heart – Health ฟื้นฟูเด็กปฐมวัยยุคดิจิทัล

    วันที่ 2 เมษายน 2569 ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค โดยมี ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสื่อสารมวลชน พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญหน่วยงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ ประชาสังคม และนางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ร่วมประชุม ณ โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ควบคู่การถ่ายทอดสดผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและยูทูบ “สภาการศึกษา” และ “ปฐมวัยไทยแลนด์”

    ดร.สุภชัย กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมมือกับหน่วยงานการพัฒนาเด็กปฐมวัยส่วนกลางและภูมิภาคจัดการประชุมในวันนี้ เพื่อเสริมองค์ความรู้และทักษะแก่ ครู ผู้ดูแลเด็ก และภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการเด็กเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ย้ำถึงการพัฒนาเด็กในช่วง 0 – 6 ปี คือ ช่วงเวลาทองของการสร้างรากฐานสมองโดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งการลงทุนในเด็กเล็กช่วงนี้จะให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุดในระยะยาว ผ่านแนวคิด 4H : Head – Hand – Heart – Health ซึ่งการเพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเด็กไทยที่คิดเป็น เรียนรู้ได้ และปรับตัวได้ ท่ามกลางความท้าทายในยุควิกฤต

    การเสวนาวิชาการขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค โดย ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย นางสาววนิจช์ตา โชติวิศิษฐกุล ศธจ.เชียงใหม่ รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง และนายธาม เชื้อสถาปนศิริ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ได้ร่วมกันถ่ายทอดแนวทางการนำนโยบายไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบท การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่ขัดขวางพัฒนาการ เพื่อวางรากฐานสำคัญให้เด็กปฐมวัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน พร้อมถอดบทเรียนการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย

    “3 เร่ง” ต้องเร่งฟื้นฟูพัฒนาการ เร่งคัดกรองและติดตามพัฒนาการเด็ก โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและหน่วยบริการสาธารณสุข เพื่อค้นหาเด็กที่มีภาวะเสี่ยงและให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เร่งเสริมทักษะการเรียนรู้เชิงรุกและการเล่น (Active Learning) อย่างมีคุณภาพ เร่งสนับสนุนโภชนาการและสุขภาพจิตของเด็กและครอบครัวอย่างเป็นระบบ

    “3 ลด” ต้องลดปัจจัยเสี่ยงกระทบพัฒนาการ ลดความเครียดในครอบครัวผ่านการให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายพ่อแม่ ลดเวลาอยู่หน้าจอโดยส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์แทนการใช้สื่อดิจิทัลเกินความจำเป็น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการจัดสรรทรัพยากรอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง

    “3 เพิ่ม” สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่นเพื่อพัฒนาทักษะสมองและอารมณ์ เพิ่มบทบาทครอบครัวเป็นฐานการเรียนรู้แรก สนับสนุนพ่อแม่ให้มีความรู้และทักษะดูแลลูก ส่งเสริมความร่วมมือชุมชน ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ การแก้วิกฤตเด็กปฐมวัยต้องอาศัยการบูรณาการนโยบายสาธารณะ การสนับสนุนครอบครัว และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ มีการนำเสนอโมเดลของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการนำนโยบายไปปรับในมิติการทำงานเชิงรุกผ่านโมเดล Lanna Child 4D Model ครอบคลุมทั้งด้านทันตสุขภาพ Dental, พัฒนาการ Development & Play, โภชนาการ Diet และการป้องกันโรค Disease ผสานเข้ากับโมเดลการมีสุขภาวะที่ดีและระบบครอบครัว (SEL & Well-being) เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ และโครงการพัฒนาทักษะความเป็นพ่อแม่ ตลอดจนการนำนโยบายมาประยุกต์ปรับสมดุลระบบนิเวศการเรียนรู้ในมิติของครูและผู้เรียน ได้แก่ เร่ง : ทักษะชีวิต ยกระดับครู สร้างโอกาส ลด : ภาระงานครู การท่องจำ ความเหลื่อมล้ำ เพิ่ม : คุณภาพผู้เรียน ความสุข และการมีส่วนร่วม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคือ เด็กเชียงใหม่เติบโตอย่างสมวัย มีความสุข และเท่าเทียม

    ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมปลดล็อก “4 พลังสร้างสมองการเรียนรู้ปฐมวัย” ผ่าน Mini Workshop และ Mini Lecture ขับเคลื่อนแนวคิด 4H : Head – Hand – Heart – Health ครอบคลุมทั้งการอ่าน การเล่น การเรียนรู้อารมณ์ และสุขภาวะสมอง กาย และใจของเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมศักยภาพการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล ดังนี้

    Head เรื่อง มหัศจรรย์แห่งการอ่าน : เพิ่มพลังสมอง เสริมศักยภาพพลังการเรียนรู้ โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ สาธิตกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือภาพ นิทาน และการเล่าเรื่อง ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง พัฒนาทักษะภาษา สมาธิ และจินตนาการ ซึ่งการอ่านหนังสือให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอจะเป็นเครื่องมือกระตุ้นโครงสร้างสมองและจินตนาการ รวมถึงการจัดมุมหนังสือในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล เทคนิคการเล่านิทานอย่างมีชีวิตชีวา ล้วนเป็นรากฐานของการพัฒนาทักษะภาษา ความจำ สมาธิ และจินตนาการซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษาในอนาคต ทั้งนี้ การอ่านไม่ใช่เพียงการสอนให้เด็กจำตัวอักษร แต่คือการสร้างบทสนทนา ความผูกพัน และแรงบันดาลใจ เด็กที่เติบโตมากับหนังสือมักมีทักษะการคิดวิเคราะห์และมีคลังคำศัพท์เพื่อการสื่อสารที่ดี

    Hand เรื่อง เล่นเปลี่ยนโลก : พัฒนาสมองด้วยการเล่นอิสระ โดย นางสาวทัตติยา ลิขิตวงษ์ และนางสาวสุนีย์ สารมิตร สาธิตกิจกรรมการเล่นอิสระกับชิ้นส่วนที่หลากหลายหรือ Loose parts เป็นการเล่นปลายเปิดที่เด็กสามารถจินตนาการเชื่อมโยงอย่างไร้ขอบเขตในแบบเฉพาะเด็กเองค้นพบสิ่งใหม่ เกิดประสบการณ์ใหม่ที่มีความเฉพาะของแต่ละคนอย่างอิสระ ทำให้เด็กค้นพบตัวเองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว ตัวอย่างของ Loose parts ได้แก่ กิ่งไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ก้อนหิน แกนทิชชู วัสดุรีไซเคิล เป็นต้น ดังนั้นการเล่นอิสระไม่ใช่เพียงกิจกรรมยามว่าง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะสมอง การสร้างสรรค์ด้วยอุปกรณ์หรือวัสดุธรรมชาติ ช่วยให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตนเอง ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย เพราะการเล่นคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก

    Heart เรื่อง From Head to Heart : สื่อเด็กกับการเรียนรู้อารมณ์และความรู้สึก โดย นายณรงค์พัชร์ โตษยานนท์ และนายรัฐ จำปามูล กล่าวว่า อารมณ์มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสัมพันธ์กับการพัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่งกำกับอารมณ์และพฤติกรรม ผู้ดูแลเด็กควรเลือกใช้สื่อ เพลง เสียงดนตรี และการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมปลอดภัย และช่วยพัฒนาสมองของเด็ก ซึ่งสื่อสำหรับเด็กมีบทบาทสำคัญต่อการหล่อหลอมความคิดและอารมณ์ รวมถึงการพูดคุยถึงความรู้สึก การสอนให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจ และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ จะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงทางอารมณ์ และสามารถปรับตัวได้ดีในสถานการณ์ต่าง ๆ

    Health เรื่อง Digital Health : สุขภาพสมอง-กาย-ใจ ของเด็กปฐมวัยในยุคดิจิทัล โดย นายธาม เชื้อสถาปนศิริ เจาะลึก Digital Health + Digital Literacy สำหรับเด็กปฐมวัย ชี้ให้เห็นว่าในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยจอส่งผลให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมาธิสั้น เทียม และขัดขวางการทำงานของสมองส่วนหน้า 

    ดังนั้น สุขภาพของเด็กจึงรวมถึงสุขภาวะทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ โดยการสร้างความฉลาดทางดิจิทัลนั้นไม่ใช่การห้ามใช้เทคโนโลยี แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการลดเวลาหน้าจอและเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือการที่ผู้ปกครองร่วมนั่งชมและชวนเด็กพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อจะช่วยให้เด็กสามารถแยกแยะความจริงและสิ่งที่ปรากฏในสื่อได้ เพื่อให้เด็กปฐมวัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล

    ในช่วงท้าย ที่ประชุมร่วมสรุปแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย สู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค โดย สกศ. และภาคีเครือข่ายย้ำว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน โดยต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครองและครูถึงความสำคัญของช่วงวัยทองแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสและพื้นที่สร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัย เพื่อร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับอนาคตของประเทศ ท่านที่สนใจสามารถรับชมย้อนหลังการเสวนาผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและยูทูบ “สภาการศึกษา” และ “ปฐมวัยไทยแลนด์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2924318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZWNhvlt1TiQlE6xu5lbUF

  • “เอกนิติ รมว.คลัง” เรียกประชุม คตร. นัดแรก ถกกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน รับมือน้ำมันแพง

    “เอกนิติ รมว.คลัง” เรียกประชุม คตร. นัดแรก ถกกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน รับมือน้ำมันแพง

    รายงานจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า วาระงานด่วนวันนี้ (2 เม.ย.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ณ กระทรวงการคลัง โดยจะมีการแถลงข่าวภายหลังการประชุม

    ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายเอกนิติ เป็นประธาน คตร. โดยมีคณะกรรมการ ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทพลังงานร่วมเป็นกรรมการ

    สำหรับคตร.จะทำหน้าที่ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นและราคาที่ขายให้กับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาด้วยเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/138836&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lsX7RAjjNi6fYdhjV9DQm