Category: วัฒนธรรม

  • ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

    ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

    ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

    วันนี้, 07:01น.

              ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการและเลขานุการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กล่าวชี้แจงรายงานว่า กองทุนฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นทุนเลี้ยงชีพ รักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม การให้การศึกษาบุตร และสวัสดิการสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด โดยมีกรอบกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2516 มีผลใช้บังคับเมื่อ 23 พฤษภาคม 2556 โดยมีคณะกรรมการและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการ โดยคณะกรรมการมีหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของกองทุน กำหนดแนวทางการบริหารและการจ่ายเงินกองทุน ระดมการจัดหาทุน ออกระเบียบการจ่ายเงิน เก็บรักษา อนุมัติ การเบิกจ่ายเงิน และการยกเลิกการจ่ายเงิน การบริหารการจัดหาผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติ ตลอดจนปฏิบัติติการอื่นใดตามที่กฎหมายบัญญัติ

              ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ในการบริหารกองทุนฯ ตามระเบียบของคณะกรรมการ รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ จัดทำรายงานและการบัญชีของกองทุนฯ จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีนำเสนอต่อคณะกรรมการ โดยการจัดทำรายงานการเงินของกองทุนฯ เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ตรวจสอบรายงานการเงิน ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 งบแสดงผลการดำเนินงาน ทางการเงิน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ รวมถึงสรุปนโยบายการเงินสำคัญ ซึ่งมีความเห็นว่า รายงานการเงินดังกล่าวมีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 180 ล้านบาท รายได้อื่นกว่า 31 ล้านบาท รวมรายได้กว่า 211 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นกว่า 234 ล้านบาท ซึ่งรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิกว่า 23 ล้านบาท

              ต่อมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อภิปราย นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า แม้สมาชิกรัฐสภาจะจ่ายเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาท เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ในเชิงสวัสดิการ 5 สิทธิ คือ เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล/ตรวจร่างกาย ปีละไม่เกิน 130,000 บาท เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร เบิกได้ 2 คน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงปริญญาตรี กรณีทุพพลภาพได้รับเงิน 15,000 บาทต่อเดือน และกรณีถึงแก่กรรมได้รับเงิน 200,000 บาท ซึ่งมองว่าเป็นกองทุนฯ ที่ให้สวัสดิการมากเกินไป และอยากเสนอแนะว่าหากปรับลดสวัสดิการตรงส่วนใดได้ก็ควรปรับลด ไม่เช่นนั้นกองทุนฯ อาจจะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินการต่อได้ โดยยกตัวอย่างสิทธิในการได้รับเงินบำนาญเริ่มต้น 21,300 บาทต่อเดือน หากเป็น สส. เพียง 1 เดือน แต่ไม่ถึง 1 ปี ก็จะได้รับบำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งเห็นว่านี่เป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป

    ….

    วิทยุรัฐสภา

    #ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160460&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1onZG0OwJKgzEu-prq2-j3

  • แจ้ง 2 ข้อหาครูอังกฤษล่วงละเมิด-ตบตีนักเรียนชาย 3 ปี ยันคดีไม่ล่าช้า

    แจ้ง 2 ข้อหาครูอังกฤษล่วงละเมิด-ตบตีนักเรียนชาย 3 ปี ยันคดีไม่ล่าช้า

    ผู้กำกับการ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เผยคดีครูล่วงละเมิดทางเพศ ตบตีนักเรียนชาย แจ้งข้อหาแล้ว 2 ข้อหา ยันคดีไม่ล่าช้า อยู่ระหว่างสอบพยานเพิ่มเติม คาดส่งสำนวนได้เร็วๆ นี้

    วันที่ 2 เม.ย. 68 มีรายงานว่า น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ได้พานายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 20 ปี น้องชายเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ หลังได้แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 กรณีถูกครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนดังแห่งหนึ่ง ใน จ.บุรีรัมย์ ล่วงละเมิดทางเพศ

    น.ส.บี (นามสมมติ) เล่าว่าเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นน้องชายเรียนอยู่ชั้น ม.5 อายุ 17 ปี ถูกครูสอนภาษาอังกฤษ ตอนนั้นอายุ 45 ปี หลอกลวงแล้วทำการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งหลังจากนั้นทั้งสองได้ติดต่อกันมาโดยตลอดโดยครูรายนี้ จะยื่นข้อเสนอทั้งการช่วยเหลือด้านการเงิน ค่าใช้จ่ายในการเรียน อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงโทรศัพท์มือถือ จะเป็นคนดูแลทั้งหมดตั้งแต่ตอนนั้น

    จากคำบอกเล่าของ นายเอ็ม (นามสมมติ) หลังจากคบหากันครูรายนี้เรื่อยมาจนถึงเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ครูได้ใช้อำนาจเข้ามาบังคับข่มเหง ให้ทำตามที่สั่งในลักษณะหึงหวง ถึงขั้นสั่งย้ายหอเป็นประจำ ครั้งหลังสุดนายเอ็มแขนหักจากการย้ายหอเพราะมีเรื่องทะเลาะกันระหว่างขนของ ก่อนจะไปทะเลาะทำร้ายกันต่อในโรงพยาบาล แต่ครูรายนี้กลับไปแจ้งความให้เอาผิดกับนายเอ็มที่ไปทำร้ายร่างกาย เช่นเดียวกับพวกตนที่ไปแจ้งความในคดีเดียวกัน

    หลังจากแจ้งความที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 คดีกลับไม่คืบหน้า อีกทั้งยังถูกครูรายนี้ข่มขู่มาโดยตลอด ทำให้นายเอ็มกลายเป็นคนซึมเศร้า ทำร้ายตัวเองทุกครั้งเมื่อโดนข่มขู่

    น.ส.บี เล่าด้วยว่า ตอนนี้ครอบครัวของนายเอ็มรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ฝ่ายครูได้เริ่มล่วงละเมิดนายเอ็ม ตั้งแต่อายุ 17 ปี ทั้งยังบังคับลักษณะกักขังหน่วงเหนี่ยว จึงเดินหน้าติดตามคดีทำร้ายร่างกาย และเข้าร้องไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของครูรายนี้เพื่อให้ดำเนินการทางวินัย และหากสามารถเอาผิดคดีล่วงละเมิดได้ ญาติก็จะทำเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

    ขณะที่ พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผู้กำกับการ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้มาพบกับผู้รับมอบอำนาจและผู้เสียหายด้วยตัวเอง พร้อมอธิบายว่า ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ดำเนินการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานตามกระบวนการขั้นตอน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร

    ทั้งนี้ผู้กำกับการ ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ทำคดีล่าช้า ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดตั้งแต่ปี 66 แต่ทางผู้รับมอบอำนาจจากผู้ปกครองได้พาผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์เมื่อเดือน ต.ค. 68 หลังจากได้รับแจ้งความก็ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหาตามขั้นตอน รวมทั้งรวบรวมพยานบุคคลและพยานเอกสาร หลังจากนั้นก็ได้แจ้งข้อกล่าวหากับครูที่ถูกกล่าวหาไปแล้ว 2 ข้อหา คือ “พรากผู้เยาว์ , ข่มขืนใจให้กระทำการใดไม่กระทำการใด”

    เบื้องต้น ครูที่ถูกกล่าวหาก็ให้การปฏิเสธ และมีการอ้างชื่อพยานเพิ่มเติมหลายคน ทางพนักงานสอบสวนก็ต้องเรียกสอบปากคำพยานเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานเพื่อประกอบสำนวนคดี หลังจากนั้นก็จะรวบรวมพยานหลักฐาน สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการตามขั้นตอน ซึ่งทางตำรวจก็ต้องทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2924350&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LQvn-logrgr5u-sGhZxta

  • สมัครงาน 2569 : กรุงเทพมหานคร รับสมัครข้าราชการ 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : กรุงเทพมหานคร รับสมัครข้าราชการ 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : กรุงเทพมหานคร รับสมัครข้าราชการ 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา

    สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครบุคคลสอบบรรจุเข้ารับราชการในสังกัด 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 11,380 – 21,404 บาท รับสมัคร 9-27 เม.ย. 69

    สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1/2569 ทั้งหมด 14 ตำแหน่ง จำนวน 121 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 11,380 – 21,404 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 9 – 27 เมษายน 2569 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 50 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร
    ประกาศสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1/2569
    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หรืออนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชาหรืออนุปริญญา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    2. เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หรืออนุปริญญา หลักสูตร 2 ปีต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชาหรืออนุปริญญา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    3. นายช่างโยธาปฏิบัติงาน จำนวน 11 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชา เทคนิควิศวกรรมสํารวจ สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมโยธา หรือสาขาวิชาเทคนิคการจัดการงานก่อสร้าง หรือ อนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาก่อสร้าง
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาโยธาสาขาวิชาสำรวจ หรือสาขาวิชาการก่อสร้าง
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    4. พนักงานเทศกิจปฏิบัติงาน จำนวน 33 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หรืออนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา หรืออนุปริญญา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    5. เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน และได้รับใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    6. นักจัดการงานโยธาปฏิบัติการ จำนวน 3 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางโยธา หรือทางการจัดการงานก่อสร้าง สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ทางวิศวกรรมโยธา หรือทางวิศวกรรมก่อสร้าง หรือ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    7. นักบัญชีปฏิบัติการ จำนวน 5 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางบัญชีหรือทางการบัญชี
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    8. นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชา บริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    9. นักวิชาการคลังปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สขาวิชานิติศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    10. นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ จำนวน 3 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในทุกสาขาวิชา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    11. นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาโตสาขาวิชาหนึ่ง ทางสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาวิทยาการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ทางเคมี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ทางอนามัยสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ทางสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    12. นิติกรปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชานิติศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    13. บรรณารักษ์ปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางบรรณารักษ์ศาสตร์ ทางบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ทางบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ทางสารสนเทศศึกษา หรือทางสารนิเทศศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    14. สถาปนิกปฏิบัติการ จำนวน 7 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาสถาปัตยกรรม และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามที่กฎหมายกําหนด
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://ksb.bangkok.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 27 เมษายน 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/272421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fWx3M9jse8ZScsYPiwjcn

  • DSI ร่วมแสดงความยินดี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในโอกาสครบรอบ 87 ปี

    DSI ร่วมแสดงความยินดี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในโอกาสครบรอบ 87 ปี

    Developed by Bureau of Technology and Information Inspection Center. Department of Special Investigation.

    Copyright © 2016 Department of Special Investigation

    128 Chaeng Watthana Road, Thung Song Hong Subdistrict, Lak Si District, Bangkok 10210

    Admin Contact : webadmin@dsi.go.th, Official Document Contact : saraban@dsi.go.th

    Tel. 02-831-9888 Fax. 02-975-9888

    Follow DSI : DSI Facebook Fanpage DSI PR Instagram DSI TikTok DSI Twitter DSI PR Youtube

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/95a6213711eec5f0e06187426109debc&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jCId5ysG0HtSVe-RdgrC3

  • ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ จากอดีตผู้ก่อตั้งอนาคตใหม่ สู่ขั้วตรงข้าม

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ จากอดีตผู้ก่อตั้งอนาคตใหม่ สู่ขั้วตรงข้าม

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และเส้นทางการเมือง

    คริส โปตระนันทน์ เป็นที่รู้จักในฐานะทนายความและนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคเส้นด้าย รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19

    ชีวิตการศึกษาและครอบครัว

    คริส เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 มีภูมิลำเนาในเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายของนายมีพาศน์ โปตระนันทน์ และนางวีณา วราโชติเศรษฐ์ เขาสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนอุดมวิทยา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ด้านระดับอุดมศึกษา เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งในการคว้าปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม) สมัยเรียนได้รับเลือกเป็นประธานองค์กรนักศึกษากฎหมายแห่งเอเชีย (ALSA) และรองหัวหน้านิสิตคณะนิติศาสตร์ฯ หลังจากสอบผ่านเนติบัณฑิตไทย รุ่นที่ 63 เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา Graduate Diploma of Economics (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม สหราชอาณาจักร

    จากนั้น คริสได้รับทุนฟุลไบรท์ (Fulbright) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) ด้านกฎหมายป้องกันการผูกขาดและเศรษฐศาสตร์ (Antitrust Law and Economics) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา

    บทบาทในแวดวงวิชาการและงานเขียน

    ในด้านวิชาการ คริสเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยที่สถาบันพระปกเกล้า และนักวิชาการรับเชิญที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เขายังมีผลงานการเขียนบทความเชิงวิพากษ์สังคม กฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โดยมีจุดยืนสนับสนุนการแข่งขันเสรี เศรษฐกิจแบบตลาดที่รัฐไม่เข้าไปแทรกแซง และเสนอให้มีการกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทย รวมไปถึงการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง

    เส้นทางการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่ สู่ขั้วการเมืองของตนเอง

    จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมืองของคริส เริ่มจากการเป็นผู้ทำพาเหรดล้อการเมืองในสมัยเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา ต่อมาเขาได้เข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้ง พรรคอนาคตใหม่ โดยได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค

    ในการเลือกตั้งปี 2562 เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่สามารถคว้าคะแนนเสียงไปได้ถึง 23,980 คะแนน การลงพื้นที่ครั้งนั้นได้รับความสนใจจากแคมเปญ 888 : หาเสียงผ่าเมือง ที่ร่วมสำรวจและเสนอแนวทางแก้ปัญหาขนส่งมวลชนผ่านการนั่งรถเมล์สาย 8 นอกจากนี้เขายังมีบทบาทในการผลักดันร่างกฎหมายสุราก้าวหน้าเพื่อทลายกลุ่มทุนผูกขาดอุตสาหกรรมสุรา

    ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2564 คริสได้ก่อตั้งกลุ่ม เส้น-ด้าย (Zendai) ร่วมกับพี่ชาย เพื่อประสานงานรับส่งผู้ป่วยและช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขของรัฐ

    จากบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เขาได้ยุติบทบาทกับพรรคก้าวไกล และผันตัวมาก่อตั้งพรรคเส้นด้าย ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นประธาน พรรคเศรษฐกิจ และดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างแนวทางและขั้วการทำงานการเมืองในแบบฉบับของตนเองอย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9881818/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw087SEYumh5AVWdjVt1tSYi

  • เจาะโปรไฟล์ระดับโลก ดร.สันติธาร เสถียรไทย กลางข่าวสะพัด ถูกดึงนั่งผู้ช่วยคลัง

    เจาะโปรไฟล์ระดับโลก ดร.สันติธาร เสถียรไทย กลางข่าวสะพัด ถูกดึงนั่งผู้ช่วยคลัง

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.39 น.

    ในท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทย ทั้งวิกฤตพลังงานที่ดันค่าครองชีพพุ่งสูง และโจทย์ใหญ่เรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เท่าทันโลกดิจิทัล การปรากฎข่าวว่า  ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการทาบทาม ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ “ดร.ต้นสน” เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง จึงไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งทางการเมืองทั่วไป แต่คือปรากฏการณ์  วางคนให้เหมาะกับงาน  ที่ถูกที่ถูกเวลาที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองไทย

    การตัดสินใจครั้งนี้ต้องให้เครดิตและความชื่นชมต่อวิสัยทัศน์ของ ดร.เอกนิติ ที่กล้าก้าวข้ามกรอบ “โควตาการเมือง” แบบเดิมๆ แล้วเลือกดึง “มืออาชีพ” ระดับสากลเข้ามาเสริมทัพ สะท้อนให้เห็นว่าในยามวิกฤตบ้านเมือง ผู้นำที่เก่งคือผู้นำที่รู้จักแสวงหาและรวบรวมคนเก่งมาทำงานเพื่อส่วนรวม โดยมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นใด

    สำหรับชื่อของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย นั้น ถือเป็น “เพชรยอดมงกุฎ” ของนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีรากฐานครอบครัวที่บ่มเพาะมาเพื่อการรับใช้สังคมโดยแท้ เขาเป็นบุตรชายของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดัง สายเลือดของนักคิดและนักปฏิบัติที่ไหลเวียนอยู่ในตัว ทำให้ ดร.สันติธาร มีมุมมองที่เฉียบคมทั้งในเชิงนโยบายสาธารณะและการบริหารจัดการระดับโลก

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือที่คนในวงการเรียกว่า “ดร.ต้นสน” คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างนักวิชาการระดับโลกและนักบริหารภาคเอกชนชั้นนำ

    จบการศึกษาทั้งปริญญาโท–เอก จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยจบปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ

    จบปริญญาเอก ด้านนโยบายเศรษฐกิจจาก ด้วยทุนการศึกษาของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พร้อมรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม และปริญญาตรี-โท ด้านเศรษฐศาสตร์จาก LSE (London School of Economics)

    ไม่เพียงแต่เส้นทางการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น ประสบการณ์การทำงาน กับองค์กรภาคธุรกิจระดับนานาชาติ ก็ผ่านงานสำคัญมามากมาย

    เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง Group Chief Economist ของ Sea Group( บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเจ้าของ Shopee) ได้รับคัดเลือกจากAsia society ให้เป็นหนึ่งใน 21 ผู้นำรุ่นใหม่แห่งเอเชีย  รวมถึงเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของ World Economic Forum ประสบการณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนอาวุธหนักที่เขาจะนำมาช่วย ดร.เอกนิติ ในการแก้โจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างดี

    และยังเคยทํางานภาคการเงินระหว่าางประเทศที่ธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) ประจําสิงคโปร์ ตําแหน่งสุดท้ายก่อนออกจากอุตสาหกรรมการเงิน คือ Head of Emerging Asia Economics Research นักเศรษฐศาสตร์ผู้เดียวในเอเชีย ที่ชนะรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลกของ Consensus Economics ติดกันสามปีซ้อน

    หากใครได้ติดตามงานเขียนของเขา โดยเฉพาะเล่มที่ทรงอิทธิพลอย่าง “The Great Remake: เมื่อโลกไล่ล่าเรา” หรือ “Twists and Turns” จะเห็นได้ชัดว่า ดร.สันติธาร ไม่ได้มองเศรษฐกิจเป็นเพียงตัวเลข แต่เขามองเห็น “โอกาส” ในวิกฤตเสมอ เขาเคยย้ำเตือนผ่านปลายปากกาว่าไทยต้องเร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” และปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก การก้าวจากหน้ากระดาษสู่การลงมือทำจริงในกระทรวงการคลังครั้งนี้ จึงเป็นการนำทฤษฎีมาสร้างผลลัพธ์เพื่อ “Remake” เศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    การเชื่อมโยงระหว่าง ดร.เอกนิติ และ ดร.สันติธาร ยังมีความน่าสนใจในฐานะ “ศิษย์เก่าสายตรงจากคลัง” (สศค.) ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายเทคโนแครตที่พูดภาษาเดียวกัน เน้นการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ความเข้าขาและเคมีที่ลงตัวนี้จะช่วยลดรอยต่อระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่ง ดร.สันติธาร เพิ่งลาออกมาจากตำแหน่งกรรมการ กนง. เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ

    บทสรุปของความร่วมมือครั้งนี้ คือสัญญาณบวก และแสงแห่งความหวัง การรวมตัวของความเก๋าในระบบราชการของ ดร.เอกนิติ และวิสัยทัศน์โลกใหม่ของ ดร.สันติธาร คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนปรวนแปร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956578&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cWnWWS4MRfiSqm-E7ZtMe

  • ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

    ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

    ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งค่าการกลั่น และค่าการตลาด

    เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้

    ทั้งนี้ จากการประชุม พบว่า สูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในส่วนของค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) ที่ถูกนำมาคำนวณรวมในราคาขายส่ง ทั้งที่ในทางปฏิบัติปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในบางกรณี จึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสั่งการให้ศึกษารายละเอียดของ War Premium หรือส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่พบว่าโรงกลั่นไทยได้ปรับตัวไปจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางแล้ว

    คตร. จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงว่าควรจะเป็นเท่าใด ซึ่งจะได้นำมาคำนวณในค่าการกลั่น และรวมถึงการคำนวณค่าการตลาดที่เหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ขณะเดียวกัน ในช่วงวิกฤตที่ต้นทุนสูงขึ้น คตร. ก็ได้มีการหารือถึงการพิจารณาการนำระบบ Ceiling and Floor (การกำหนดเพดานราคาสูงสุดและต่ำสุด) มาใช้กำกับดูแลค่าการกลั่น เพื่อป้องกันกำไรที่เกินควร (Windfall Profit) และสร้างระบบที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่กระทรวงพลังงานศึกษา  อย่างไรก็ตาม จะต้องได้ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อมากำหนดเพดานต่อไป

    “คตร. ตั้งเป้าหมายจะดำเนินการศึกษาและสรุปตัวเลขโครงสร้างราคาทั้งหมดให้เสร็จ และเสนอที่ประชุมครม.นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้ แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่คณะกรรมการเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนจึงต้องการเร่งรัดให้เร็วที่สุด ซึ่งเราต้องการให้ราคาหน้าปั๊มที่เก็บกับประชาชนสะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมที่สุด หากมีส่วนกำไรที่เกินสมควรในช่วงสงคราม ควรจะส่งผ่านกำไรนั้นกลับไปสู่ประชาชน”

    ทั้งนี้ คตร. จะมีการประชุมต่อเนื่องอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อสรุปตัวเลขขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป และเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ส่งถึงประชาชน ได้มอบหมายให้ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ให้แถลงรายละเอียดการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้เพียงผู้เดียว

    ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของค่าการตลาด (Marketing Margin) นั้น ตัวเลขเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 เมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ 2.45 บาทต่อลิตร

    สำหรับค่าการกลั่น (Refinery Margin) ที่มีกระแสข่าวว่าสูงถึง 13-14 บาทนั้น เป็นเพียงส่วนต่าง (Spread) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นๆ โดยค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในช่วงสถานการณ์ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2.40 – 2.45 บาทต่อลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655623&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BoOi1iscaBq8F_QNto3ab

  • กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ พัฒนาสู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ พัฒนาสู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ พัฒนาสู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันนี้, 08:10น.

              กรมประมงประกาศความสำเร็จยกระดับการเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ ที่ช่วยลดการสูญเสียพ่อแม่พันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เตรียมผลักดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดสู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

              นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลาน้ำเงิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phalacronotus apogon (Bleeker, 1851) จัดอยู่ในวงศ์ Siluridae สกุล Phalacronotus ลักษณะลำตัวยาว แบนข้าง ไม่มีครีบหลัง ไม่มีก้านครีบแข็ง และมีสีเงินแวววาว สามารถเจริญเติบโตได้ยาวถึงประมาณ 70 เซนติเมตร ในประเทศไทยนิยมเรียกปลากลุ่มนี้ว่า “ปลาเนื้ออ่อน” พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำโขง และบึงบอระเพ็ด เป็นต้น จัดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมในการบริโภค เนื่องจากเนื้อที่มีคุณภาพ รสชาติดี และไม่มีก้างฝอย สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ โดยมีราคาจำหน่ายประมาณ 300–600 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงาม ราคาจำหน่ายประมาณ 300–1,200 บาทต่อตัว และยังมีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการจับมาใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปริมาณปลาน้ำเงินในธรรมชาติลดลงอย่างชัดเจน

              กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด ในปีงบประมาณ 2569 ได้ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคที่ช่วยลดการสูญเสียพ่อพันธุ์ และลดการบอบช้ำของแม่พันธุ์จากการรีดไข่ ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการเพาะฟักและอนุบาลลูกปลาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการให้อาหารที่เหมาะสม ส่งผลให้ลูกปลายอมรับการเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปได้ดี มีสุขภาพแข็งแรง และมีอัตราการรอดสูง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง และสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

              นางสาวกฤษณา เตบสัน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป็นการพัฒนามาจากวิธีการเดิมที่ต้องสูญเสียพ่อพันธุ์เพื่อเก็บถุงน้ำเชื้อ หรือสูญเสียพ่อพันธุ์จากความบอบช้ำจากการรีดน้ำเชื้อ และสูญเสียแม่พันธุ์ที่บอบช้ำจากการรีดไข่ แต่วิธีการเพาะพันธุ์ด้วยเทคนิคใหม่นี้ เป็นวิธีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติหลังจากที่ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อกระตุ้นและควบคุมกระบวนการพัฒนาของเซลล์สืบพันธุ์ จากนั้นจึงปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยนำพ่อแม่พันธุ์ปล่อยลงในกระชังไนล่อนที่แขวนอยู่ภายในบ่อซีเมนต์ ควบคุมระดับน้ำลึกประมาณ 50 เซนติเมตร มีระบบน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและติดตั้งเครื่องให้อากาศพร้อมหัวทรายเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในกระชังประมาณ 8-12 ชั่วโมง พ่อแม่พันธุ์ปลาจะผสมพันธุ์และวางไข่ โดยไข่มีลักษณะจมและเกาะติดกับวัตถุ แล้วจึงนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากกระชังและทำการเก็บรวบรวมไข่ที่ติดอยู่กับกระชัง โดยใช้วิธีกวักน้ำอย่างเบามือเพื่อให้ไข่หลุดออก จากนั้นนำไข่ไปโรยบนตะแกรงฟักไข่ที่เตรียมไว้ในบ่อซีเมนต์ขนาด 1.5 × 2.5 เมตร โดยค่อย ๆ โรยไข่ไม่ให้ไข่ติดกัน เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และให้ไข่กระจายทั่วตะแกรง พร้อมติดตั้งเครื่องให้อากาศพร้อมหัวทรายเพื่อให้ออกซิเจนอย่างเบา ๆ รอบตะแกรง ไข่ปลาน้ำเงินใช้ระยะเวลาประมาณ 22-24 ชั่วโมงในการฟักเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 27–29 องศาเซลเซียส โดยแม่พันธุ์หนึ่งตัวจะให้จำนวนลูกปลาเฉลี่ยประมาณ 6,500 ตัว เมื่อลูกปลาฟักเป็นตัวและมีอายุได้ประมาณ 2 วัน ถุงไข่แดงเริ่มยุบ จึงเริ่มให้อาหารเป็นลูกไรแดง จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 20 วัน เริ่มให้อาหารเป็นไรแดงตัวเต็มวัยร่วมกับอาหารสำเร็จรูปชนิดเกล็ดสำหรับปลาวัยอ่อนที่มีระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 52 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อลูกปลามีอายุ 50 วัน เริ่มเสริมด้วยอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำที่มีระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีอายุ 60 วันขึ้นไป ลูกปลาสามารถกินอาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำสำหรับปลากินเนื้อขนาดเล็กได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราการรอดตายประมาณ85 เปอร์เซ็นต์ โดยเทคนิคนี้ช่วยลดการสูญเสียพ่อแม่พันธุ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

              อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมประมงได้ขยายผลความสำเร็จการเพาะพันธุ์ ปลาน้ำเงิน สู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ได้เริ่มนำลูกปลาน้ำเงิน ออกจำหน่ายเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว อีกทั้งยังได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาน้ำเงินให้แก่หน่วยงานภายในของกรมประมง อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลก รวมถึงสถาบันการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาวิจัย ตลอดจนใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในอนาคต นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังได้มีแผนที่จะปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มปริมาณและช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ อันจะนำไปสู่การสร้างความสมดุลของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคและการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในระยะยาวต่อไป

              สำหรับลูกพันธุ์ปลาน้ำเงินมีราคาจำหน่ายตามขนาดต่าง ๆ ดังนี้ 3-5 เซนติเมตร ราคา 20 บาท 5-7 เซนติเมตร ราคา 30 บาท และ 7-10 เซนติเมตร ราคา 50 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท

    ….

    #ปลาน้ำเงิน

    #กรมประมง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160462&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qnWPCwkpMGO9jeZJhZPiR

  • จับตา‘2แม่ทัพใหม่’แก้วิกฤตพลังาน ผ่าโครงสร้าง-กู้ศรัทธาประชาชน

    จับตา‘2แม่ทัพใหม่’แก้วิกฤตพลังาน ผ่าโครงสร้าง-กู้ศรัทธาประชาชน

    จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาด จากรอบแรกปรับราคาขึ้นพรวดที่ 6 บาทต่อลิตร จนรัฐบาลโดนด่าระงม ล่าสุดวันที่ 2 เมษายน ปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร

    รอบนี้ราคาอาจไม่แรงเท่ารอบแรก แต่เมื่อมีข่าวออกมาในช่วงกลางดึกก่อนปรับราคาในวันรุ่งขึ้น ก็ทำประชาชนแห่กันไปเติมน้ำมันกันแน่นปั๊มอีกเช่นเคย พร้อมกับเสียงก่นด่าอีกครั้ง ด้วยนอกจากราคาน้ำมันขึ้นแล้ว ประชาชนยังต้องรับผลพวงจากเรื่องราคาสินค้าต่างๆ ที่กำลังทยอยปรับขึ้นสอดรับกับราคาน้ำมันอีกด้วย

    ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลชุดใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอำนาจหน้าที่ของ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่ตั้งขึ้นตามคำสั่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อจัดการวิกฤตที่เกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และผลกระทบทั้งราคาน้ำมัน พลังงาน สินค้าต่างๆ กำลังจะสิ้นสุดลงตามรัฐบาลนายอนุทิน 1

    จากนั้นเมื่อได้รัฐบาลใหม่อย่างสมบูรณ์ตามขั้นตอนแล้ว จะมีการตั้งกลับมาอีกครั้งในรัฐบาลอนุทิน 2 เพื่อให้การทำงานต่อเนื่อง แต่การตั้งขึ้นในรัฐบาลใหม่นั้น นายอนุทินได้วางตัว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง มานั่งผู้อำนวยการ ศบก. แทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม หลังนายพิพัฒน์เคยยื่นใบลาออกจาก ศบก.แล้ว เพราะเกิดความไม่สบายใจต่อข้อครหาทางสังคมที่ตนเองเป็นเจ้าของกิจการน้ำมัน แต่กลับมานั่งมีตำแหน่ง ผอ.ศูนย์ดังกล่าว จนถูกมองเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน แต่นายอนุทินไม่อนุมัติใบลาออก พร้อมปกป้องนายพิพัฒน์ว่าไม่มีผลประโยชน์แน่นอน และมองเป็นการดีที่ได้นายพิพัฒน์ที่มีความรู้เรื่องกลไกน้ำมันมาทำงานได้ตรงกับงาน

    แต่ทว่าหลังการดำเนินการแก้ไขปัญหาหลายด้านจากผลกระทบด้านพลังงานของรัฐบาลอนุทิน ที่มี ศบก.เป็นศูนย์กลาง กลับได้รับแต่เสียงสะท้อนในแง่ลบจากประชาชน ทั้งเรื่องการสื่อสาร การบริหารสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่อง น้ำมัน ซึ่งก่อน ศบก.จะจบไปกับรัฐบาลชุดเดิม ยังได้แต่งตั้งโฆษกคนใหม่คือ “โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา” ด้วย

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งฉบับ เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) โดยให้มี คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มี นายเอกนิติ เป็นประธาน

    ส่วนกรรมการอื่นๆ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษา รมว.พลังงาน, นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

    โดยอำนาจหน้าที่ให้ คตร.ศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ ซึ่งนายเอกนิติได้เรียกประชุมนัดแรก คตร. ในวันที่ 2 เมษายน ทันที

    โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาภายในวันที่ 6 เมษายนนี้

    ขณะที่ในรัฐบาลหนู 2 ที่รอบนี้มีเจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่ อย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มารับไม้ต่อ ซึ่งภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เจ้าตัวจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทันที เพื่อพิจารณาราคาน้ำมัน ทั้งราคาหน้าปั๊มและหน้าโรงกลั่น

    ซึ่งนายเอกนัฏมองว่า “ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์  มีความผันผวนสูง เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นมีต้นทุนน้ำมันดิบที่อ้างอิงราคาดูไบ และส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบหรือค่าการกลั่น พบว่าค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูงผิดปกติ โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร ซึ่งโรงกลั่นยังสามารถทำกำไรได้ ทำให้ในช่วงเดือนมีนาคม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 บาทต่อลิตร และในช่วงต้นเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเกือบ 14 บาทต่อลิตร จึงต้องประชุมอย่างเร่งด่วนในเรื่องดังกล่าว”

    ส่วนในระยะยาว เจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่จะหารือถึงมาตรการ ภาษีลาภลอย ซึ่งจำเป็นต้องใช้อำนาจของ กบง.ในการทบทวนค่าการกลั่นในส่วนที่สูงเกินระดับปกติ โดยมองว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมยกระดับความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยเปลี่ยนการรายงานสต๊อกน้ำมันจากรายเดือนมาเป็นรายวัน เพื่อปิดช่องโหว่การแต่งบัญชีและกักตุน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ยุติธรรมและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ

    จึงต้องจับตาต่อจากนี้คือการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะคุมกระทรวงพลังงาน พร้อมคุม คตร.และ ศบก. ประสานการทำงานกับนายเอกนัฏ เจ้ากระทรวงพลังงานป้ายแดง จะโชว์ผลงานบริหารน้ำมันได้สำเร็จหรือไม่ และ “รัฐบาลหนู 2” จะสามารถบริหารความรู้สึกและจิตใจประชาชนในช่วงสถานการณ์ร้อนนี้ ได้เป็นที่พึงพอใจได้อย่างไร?.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/973996/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0owuCrXzGJYSof6oLtrV1S

  • “เอกนิติ” ลุยรื้อค่าการกลั่น-ค่าการตลาด เร่งสรุป 6 เม.ย. ชง ครม.เคาะนัดแรก

    “เอกนิติ” ลุยรื้อค่าการกลั่น-ค่าการตลาด เร่งสรุป 6 เม.ย. ชง ครม.เคาะนัดแรก

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มเริ่มชัด หลัง “เอกนิติ” ประธาน คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดประชุม นัดแรก สั่งพลังงานรื้อโครงสร้างต้นทุนใหม่ทั้งระบบ ทบทวนค่าการกลั่น ค่าการตลาด และตัด War Premium ที่อาจบวกเกินจริง เร่งสรุปภายใน 6 เม.ย.นี้ เพื่อนำเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก  คณะรัฐมนตรี (ครม.) 7 เม.ย.นี้ หวังกดค่าครองชีพประชาชน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 เม.ย.) เวลา 10.30 น. ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เรียกประชุมนัดแรก โดยใช้เวลาหารือเกือบ 4 ชั่วโมงเต็ม

    ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้เชิญตัวแทนโรงกลั่นเข้าชี้แจงข้อมูล เพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ จากการพิจารณาตัวเลขในปัจจุบัน พบว่า อัตราค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนออาจอยู่ในระดับสูงเกินไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้มีการบวก ค่าความเสี่ยง หรือ War Premium เข้าไปในการคำนวณทั้งค่าการกลั่น ค่าการตลาด และราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ

    อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติจริง โรงกลั่นไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว และยังมีแหล่งจัดหาอื่นรองรับ ขณะเดียวกัน ต้นทุนบางรายการ เช่น ค่าขนส่ง (Freight) และ ค่าประกันภัย ที่ไม่ควรถูกรวมในโครงสร้างราคาขาย ก็ยังถูกนำมาคิดรวมอยู่ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรตัดออก

    ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงมีมติและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

    ปรับลดค่าการกลั่น โดยจัดทำตัวเลขใหม่ ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง
    หาตัวเลข War Premium ที่แท้จริง โดยหารือกับโรงกลั่น เพื่อประเมินต้นทุนส่วนนี้ตามข้อเท็จจริง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องให้ใช้กลไก กำหนดเพดาน (Ceiling) และขั้นต่ำ (Floor) ทั้งในส่วนของค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยให้กระทรวงพลังงานนำข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงมาจัดทำเป็นข้อเสนออย่างชัดเจน

    นายเอกนิติ ระบุว่า กระบวนการทั้งหมดต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยกำหนดให้โรงกลั่นส่งข้อมูลกลับมาภายในวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.) และแม้นายกรัฐมนตรีจะให้กรอบเวลาศึกษา 15 วัน แต่คณะกรรมการตั้งเป้าจะสรุปผลให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 6 เม.ย.นี้ เพื่อเสนอเข้าสู่การประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก

    “เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดในครั้งนี้ จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงจากปัจจุบันอย่างแน่นอน” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมพิจารณาใช้กลไกอื่นควบคู่กัน ทั้ง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ มาตรการภาษี เพื่อให้การดูแลราคาพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

    ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบัน ค่าการตลาดเฉลี่ย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงเกินไป และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่กระทรวงพลังงานเคยศึกษาไว้

    ทั้งนี้ จากการประเมินต้นทุนสถานีบริการ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พบว่า ค่าการตลาดที่เหมาะสมควรอยู่ที่ราว 2.45 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงพลังงานได้กำกับดูแลไม่ให้เกินระดับดังกล่าว

    ส่วน ค่าการกลั่น ที่ปัจจุบันปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ 13-14 บาทต่อลิตร นั้น แท้จริงเป็นเพียง ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เพราะยังมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังในช่วง 5 ปีที่สถานการณ์ปกติ จะพบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับค่าการตลาด

    “ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ขอให้โรงกลั่นชี้แจงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำมาหักล้างและค้นหาตัวเลข กำไรสุทธิ (Windfall Profit) ที่แท้จริง สำหรับใช้คำนวณกรอบเพดานและขั้นต่ำต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bvdOKaTJxZzmUW6M7TnXm