Blog

  • สมุทรสงครามเดินหน้าตรวจประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2569

    สมุทรสงครามเดินหน้าตรวจประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2569

    สมุทรสงครามเดินหน้าตรวจประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2569


    15/06/2569 | 10 |

    วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) เวลา 08.45 น. ณ โดมอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินคัดสรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลงาน การลงพื้นที่ตรวจประเมินในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยทางอำเภออัมพวาได้ส่งผลการดำเนินงานเข้ารับการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 4 ประเภท ประกอบด้วย:

    ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น: ได้แก่ ตำบลแควอ้อม

    หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น: ได้แก่ บ้านบางเกาะ หมู่ที่ 5 ตำบลแควอ้อม

    กลุ่ม/องค์กรแกนหลักสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านดีเด่น: ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแป้งร่ำ ตำบลบางนางลี่

    ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น (ผู้นำ อช.):

    ผู้นำ อช. หญิง ได้แก่ นางสาวณภัสสร แสงสุข (ตำบลปลายโพงพาง)

    ผู้นำ อช. ชาย ได้แก่ นายธนา อ่วมศิริ (ตำบลยี่สาร)

    นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา เปิดเผยว่า อำเภออัมพวาได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการชุมชน จนทำให้ตำบลแควอ้อมมีความเข้มแข็งใน 3 มิติ ทั้งในด้านความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งการตรวจประเมินในวันนี้ คณะกรรมการฯ จะนำข้อเสนอแนะและผลการพิจารณาไปใช้ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของอำเภออัมพวาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/18ikJL55aK/

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/2100566/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/512510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ib56InUER6ChvL26pXlXH

  • ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้วกว่า 95,000 ล้านบาท ดันคนไทยมีบ้านเพิ่มทะลุ 1 แสนบัญชี มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 246,795 ล้านบาท ลุยสินเชื่อ Green Loan รองรับยุคพลังงานสะอาด

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้วจำนวน 95,366.16 ล้านบาท คิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท สนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นจำนวน 100,424 บัญชี สะท้อนบทบาทการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นผู้นำด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง 

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

    ทั้งนี้ ธอส. เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีแรก จะสามารถผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวก อาทิ สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศ ประกอบกับการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 539,062 ล้านบาท ลดลงเพียง 0.001% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
     

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    อย่างไรก็ตาม ธอส. ยังติดตามความท้าทายด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในแถบประเทศตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาพลังงานให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2569 ธอส. จึงได้จัดสรรกรอบวงเงิน 32,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อ Green Loan และสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล ให้กับประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีบ้านเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gDOihoCoinmKGuuCkA1Gk

  • รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก


    15/06/2569 | 9 |

    รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 15 มิ.ย. 2569 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา จัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ วิศมา จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SME ร่วมงาน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นอย่างเข้มข้นระหว่างวันที่ 15 – 16 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ เพื่อนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของตนเอง

    ภายในงานมีการติวเข้มให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกว่า 300 กิจการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การตลาดออนไลน์ เทคนิคการออกแบบโลโก้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การคุ้มครอง ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สิทธิประโยชน์พิเศษ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ สนับสนุนค่าธรรมเนียมยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุดกิจการละ 3,000 บาท บริการ Fast Track สำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ SME โดยจะทราบผลพิจารณาอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน โซนให้คำปรึกษาแบบครบวงจรจากหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. อย. และ SME D Bank

    นอกจากนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมเติมความรู้ทั้ง 6 ครั้งแล้ว โครงการยังเตรียมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจผ่านงานแสดงและจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ รวมถึงกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ร่วมกับกลุ่มโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าส่งค้าปลีก เพื่อขยายช่องทางการตลาดผู้ประกอบการ SME ไทย ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME เนื่องจากเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมี SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งหมด มีการจ้างงานสูงถึง 13.60 ล้านคน ด้วยเหตุนี้ จึงได้มอบนโยบายและผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ สสว. ในการดำเนินโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน.


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/512404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23LgCneTFuPrdGbPNIlf7S

  • นายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 17-18 มิ.ย. หวังเปิดตลาดใหม่

    นายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 17-18 มิ.ย. หวังเปิดตลาดใหม่

    วันนี้ (15 มิ.ย.2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยนายกฯ จะออกเดินทางจากประเทศไทยในช่วงบ่ายวันที่ 16 มิ.ย. หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ หารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย รวมถึงผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    นายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สามารถเปิดตลาดใหม่ สร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากนี้ ไทยจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ

    อ่านข่าว :

    วันแรก! เริ่มใช้สิทธิสั่ง “ฟู้ดเดลิเวอรี” ผ่านไทยช่วยไทย พลัส

    ราคาน้ำมันโลกร่วงรับ สหรัฐฯ-อิหร่าน จับมือบรรลุข้อตกลงเปิด “ฮอร์มุซ”

    ลอบเผาโซลาร์ฟาร์มปัตตานี เสียหายหนัก เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WRZ1j4baI-baiLHX439em

  • พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    ภูมิภาค

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ห้องประชุมหลวงจำนงภิบาลภูเขต ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง 

    ในการนี้ ดร.ณัฏฐพล ศรีพันธุ์ พัฒนาการจังหวัดเลย มอบหมายให้นางสาวสิริกร ศรีทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ทำหน้าที่เลขานุการการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าและกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเลยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาผลการดำเนินงานด้านการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจากทั้ง 14 อำเภอ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาชีพสำคัญของจังหวัด อาทิ ภาคการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจกรรมอาหารปลอดภัย และโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดเลยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดยุคใหม่ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยด้านอาหาร และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้ประชาชน

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ต้นน้ำ ด้านการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการผลิต กลางน้ำ ด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และ ปลายน้ำ ด้านการตลาด การสร้างช่องทางจำหน่าย และการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าและบริการของชุมชนสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน

    สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเลย ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพกลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการชุมชน และเครือข่ายประชารัฐ ให้สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดเลยอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/479640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFAE_dntMsrF-FVyYLZP9

  • ‘เอกนิติ’ ชี้สัญญาณดี ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ หยุดยิง ช่วยเศรษฐกิจฟื้น

    ‘เอกนิติ’ ชี้สัญญาณดี ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ หยุดยิง ช่วยเศรษฐกิจฟื้น

    ‘เอกนิติ’ ชี้ ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงสัญญาณดี เชื่อจีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท ยันเปลี่ยนผ่านพลังงานยังจำเป็น ลุยใช้งบ 2 แสนล้าน

    15 มิ.ย. 2569 – เมื่อเวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ว่า หากสงครามยุติเป็นสัญญาณที่ดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างน้อยเมื่อสงครามสงบจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เชื่อว่าราคาพลังงานจะลดลง และจะไม่กลับไปเท่าเดิม เป็นการลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะวิกฤตเริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงสงครามเยอะมาก เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงลดลงมาหน่อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ วิกฤตต้นทุน ที่ส่งผลต่อราคาสินค้า ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีจุดประสงค์เพื่อการลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการสะท้อนว่า ทำให้ยอดขายดีขึ้น

    “วิกฤตทรัมป์ ถ้ามันจบลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จีดีพีโลกน่าจะดีขึ้น น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์” นายเอกนิติ ระบุ

    ส่วนสิ่งที่ต้องคาดการณ์หลังจากนี้คือ ผลกระทบจากรายย่อย โดยเฉพาะราคาที่เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเราต้องติดตามและช่วยลดผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น หวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสในช่วง 3-4 เดือนนี้ จะช่วยลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องประเมินจีดีพีของไทยใหม่หรือไม่ หลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องมารีวิวกันใหม่ แต่ไม่อยากให้ดีใจหรือตกใจในบางเหตุการณ์ เพราะโลกมีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาอีกก็ได้ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมช่วยรายย่อย

    เมื่อถามว่า การใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทจากพระราชกำหนดกู้เงิน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมากระทบทั้งโลก ต่อให้สงครามจบ แต่แหล่งน้ำมันถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้น การที่สถานการณ์มันจะกลับมาเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้น เป็นไปได้ยาก เราต้องอยู่ในโลกของนํ้ามันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ และเมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง เราจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว เราต้องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการติดแผงโซลาร์มากขึ้น

    เมื่อถามย้ำว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนมองว่าประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสูงมาก วันที่น้ำมันแพง เราจะทำอย่างไร ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านยังจำเป็น

    ส่วนมีการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ใช้งบ 2 แสนล้านบาทที่เหลือแล้วหรือยังนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงต่างๆ ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการแล้ว ซึ่งเตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันว่าเราต้องการช่วยทั้งคนและการเปลี่ยนผ่าน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่ 16 มิ.ย. จะยังไม่มีการเสนอ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1014193/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MLNl768Jl-iGQtXZD0gRv

  • ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทย โดยล่าสุดได้มีการเปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ ผู้ผลิต ผู้พัฒนา และผู้ให้บริการเพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ

    ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 50,609 ล้านบาท 

    ดิจิทัลคอนเทนต์ปี 67 โต 14%

    ซึ่งในปี 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 14% อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ปี 2567 โดยสะท้อนถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นของคนไทย 

    ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาข้อมูลผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยยังคงกระจัดกระจาย และขาดฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ 

    ด้วยเหตุดังกล่าวจึงจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์แบบครบวงจร เพื่อรวบรวม จัดกลุ่ม และจัดทำภาพรวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งให้สอดคล้องกับบริบทระดับสากล เพื่อเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจกับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ดันไทยฮับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ดร.ศุภกร กล่าวต่อไปอีกว่า การมีฐานข้อมูลกลาง และระบบขึ้นทะเบียนที่ได้มาตรฐานจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปในภาคอุตสาหกรรมได้แสดงศักยภาพสู่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปูทางการเติบโตจาก Local Talent สู่ Global Content 

    และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งภาครัฐยังสามารถกำหนดทิศทางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ 

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจึงได้จัด ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย โดยดีป้าจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ อีกทั้งร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง และพร้อมก้าวไปสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    อย่งไรก็ตาม ได้จำแนกกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ออกเป็น 6 สาขาหลักที่มีศักยภาพสูง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ประกอบด้วย เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ อีสปอร์ต คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ก 

    โดยผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ลงทะเบียนในระบบจะสามารถสร้าง Portfolio เพื่อแสดงผลงาน ซึ่งภายในฟีเจอร์สดังกล่าวจะทำหน้าที่เสมือนหน้าร้านออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาค้นหาผลงาน ซี่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oT6ZEc90kd6oga2cig8in

  • พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    ภูมิภาค

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ห้องประชุมหลวงจำนงภิบาลภูเขต ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง 

    ในการนี้ ดร.ณัฏฐพล ศรีพันธุ์ พัฒนาการจังหวัดเลย มอบหมายให้นางสาวสิริกร ศรีทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ทำหน้าที่เลขานุการการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าและกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเลยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาผลการดำเนินงานด้านการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจากทั้ง 14 อำเภอ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาชีพสำคัญของจังหวัด อาทิ ภาคการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจกรรมอาหารปลอดภัย และโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดเลยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดยุคใหม่ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยด้านอาหาร และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้ประชาชน

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ต้นน้ำ ด้านการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการผลิต กลางน้ำ ด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และ ปลายน้ำ ด้านการตลาด การสร้างช่องทางจำหน่าย และการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าและบริการของชุมชนสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน

    สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเลย ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพกลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการชุมชน และเครือข่ายประชารัฐ ให้สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดเลยอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/region/479640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ij5e6SBMkLg729GUHoSCb

  • วิกฤตซูดานกับผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตซูดานกับผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตซูดานกับผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

    แม้ว่าข่าวจากซูดานในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักถูกนำเสนอในมิติด้านมนุษยธรรมและความขัดแย้งทางทหาร แต่รายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติในเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า ซูดานกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสงคราม ทรัพยากรธรรมชาติ และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านทองคำ เกษตรกรรม และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ข้อมูลล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และโครงการอาหารโลก (WFP) ระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรซูดานเกือบ 19.5 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของประชากรทั้งประเทศ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารในระดับวิกฤต ขณะที่ประชาชนกว่า 135,000 คนอยู่ในภาวะอดอยากขั้นรุนแรง และเด็กมากกว่า 825,000 คนมีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่ร้ายแรงที่สุดของโลกในปัจจุบัน โดยสาเหตุสำคัญมาจากสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ระหว่างกองทัพซูดานและกองกำลัง RSF ซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ ระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย เส้นทางลำเลียงสินค้าและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกตัดขาด ส่งผลให้การผลิตอาหารภายในประเทศลดลงอย่างมาก และการค้าภายในประเทศหยุดชะงักในหลายพื้นที่ 

    นอกจากผลกระทบด้านมนุษยธรรมแล้ว ซูดานยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตทองคำ รายใหญ่ของแอฟริกา รายได้จากการส่งออกทองคำกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของกลุ่มติดอาวุธและเครือข่ายทางการเมืองต่าง ๆ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การควบคุมเหมืองทองคำและเส้นทางการส่งออกมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการยึดครองพื้นที่ทางทหาร ทำให้สงครามในซูดานมีลักษณะเป็น สงครามเพื่อทรัพยากร” มากขึ้นตามลำดับ รายได้จากทองคำช่วยหล่อเลี้ยงความขัดแย้งและยืดระยะเวลาของสงครามออกไป ขณะที่เครือข่ายการค้าทองคำยังเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่น ๆ 

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรซูดาน ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เกษตรกรจำนวนมากรายงานว่าต้องลดพื้นที่เพาะปลูกหรือชะลอการผลิต เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผลผลิตสำคัญ เช่น ข้าวฟ่าง งา และพืชอาหารหลักอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลงอีกในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป

    นักวิเคราะห์ด้านการค้าและโลจิสติกส์มองว่า กรณีของซูดานกำลังสะท้อนแนวโน้มใหม่ของเศรษฐกิจโลก กล่าวคือ ความขัดแย้งในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดพลังงานในวงกว้างได้มากกว่าที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงในซูดานยังอาจส่งผลต่อเส้นทางการค้าสำคัญในภูมิภาคทะเลแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดของโลกอีกด้วย 

    โดยสรุป ข่าวจากซูดานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสงครามหรือวิกฤตมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ การควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ และผลกระทบต่อการค้าโลกในยุคที่ทุกประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น วิกฤตในซูดานจึงเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงทางการเมืองกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 

    ข้อสังเกตุ/ข้อเสนอแนะ

    • สถานการณ์ในซูดานแม้จะถูกมองว่าเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก แต่หากพิจารณาในมิติการค้าระหว่างประเทศ จะพบว่าซูดานเป็นตัวอย่างสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อความไม่มั่นคงทางการเมืองและความขัดแย้งทางทหารเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจและการค้าของประเทศอย่างรุนแรง สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ส่งผลให้การผลิตสินค้าเกษตร การขนส่ง และการส่งออกสินค้าหลายประเภทหยุดชะงัก ขณะที่ประชากรจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้ซูดานซึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านเกษตรกรรมสูงที่สุดของแอฟริกา ไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ วิกฤตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงภายในประเทศ และความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

    • ในภาพรวมของการค้าโลก กรณีซูดานสะท้อนแนวโน้มที่นักลงทุนและบริษัทข้ามชาติให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ก็อาจไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ ในทางกลับกัน ประเทศที่มีเสถียรภาพและสามารถรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ จะได้รับความสนใจมากกว่า ซูดานยังเป็นตัวอย่างของการที่ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทองคำ สามารถกลายเป็นปัจจัยที่ยืดเยื้อความขัดแย้งได้ เนื่องจากรายได้จากการค้าทรัพยากรถูกนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มติดอาวุธ ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศติดอยู่ในวงจรของความรุนแรงและการพึ่งพาทรัพยากรแทนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

    • ในส่วนของประเทศไทย ผลกระทบโดยตรงจากซูดานยังมีไม่มากนัก เนื่องจากมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของไทย อย่างไรก็ตาม ซูดานให้บทเรียนสำคัญแก่ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศอย่างมาก กล่าวคือ ความมั่นคงทางการเมืองและความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกระจายตลาดส่งออก และการติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างใกล้ชิด

    • แม้ในระยะสั้น ซูดานจะยังไม่ใช่ตลาดที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนหรือการขยายการค้า แต่ในระยะยาว หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย ประเทศจะมีศักยภาพสูงในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการไทยอาจมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูประเทศผ่านการส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีด้านชลประทาน วัสดุก่อสร้าง และบริการด้านวิศวกรรม อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อซูดานสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนระหว่างประเทศได้ก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ซูดานจึงควรถูกมองเป็นกรณีศึกษาของความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุน มากกว่าจะเป็นตลาดเป้าหมายทางเศรษฐกิจของไทยในระยะใกล้ แต่ยังเป็นประเทศที่ควรติดตามอย่างต่อเนื่องในมุมมองระยะยาวของการพัฒนาเศรษฐกิจแอฟริกาและการฟื้นฟูหลังความขัดแย้ง

    ———————————

    แหล่งที่มา

    1. รูปภาพจาก BBC

    2. United Nations Geneva – Sudan Hunger Crisis Deepens

    3. World Food Programme / FAO / UNICEF Joint Release

    4. Reuters – Almost 20 million people in Sudan still face acute hunger 

    5. Reuters – Iran war poses new threat to harvests in hunger-stricken Sudan 

    6. AP News – Over 40% of Sudan’s population face high levels of acute food insecurity 

    7. Le Monde – Sudan faces the world’s worst humanitarian crisis

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ola7g99zgwhdub1sgajnumka&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06PCOGzAsvEFH_6gWiTKce

  • โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจของแอฟริกาเหนือ

    โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจของแอฟริกาเหนือ

    โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจของแอฟริกาเหนือ

    image.png

    รายงานการจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในแอฟริกาเหนือประจำปี 2569 ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของโมร็อกโกในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของแอฟริกาเหนือ  ปัจจุบัน บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด อันดับแรกของภูมิภาค มีถึง 8 บริษัทที่เป็นบริษัทสัญชาติโมร็อกโก และในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 20 อันดับแรกของทวีปแอฟริกา มีบริษัทจากโมร็อกโกมากถึง 11 แห่ง ขณะที่บริษัทจากอียิปต์กลับมีบทบาทลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

    African Business วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของรัฐบาลโมร็อกโกที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ยานยนต์ อากาศยาน พลังงานหมุนเวียน เหมืองแร่ และบริการทางการเงิน ส่งผลให้โมร็อกโกมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

    บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในภูมิภาคยังคงเป็นธนาคาร Attijariwafa Bank ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 15.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการเงินโมร็อกโกที่สามารถขยายธุรกิจไปยังหลายประเทศในแอฟริกาได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทเหมืองแร่ Managem กลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ โดยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจาก 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาหนึ่งปี ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำและเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเริ่มดำเนินการโครงการเหมืองทองแดงและทองคำใหม่ทั้งในโมร็อกโกและเซเนกัล ตลอดจนการขยายธุรกิจสู่แร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น โคบอลต์ ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นทั่วโลก 

    นอกจากนี้ โมร็อกโกกำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างล่าสุดคือการที่บริษัท Stellantis เปิดศูนย์รีไซเคิลและรื้อถอนยานยนต์แห่งแรกของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาในโมร็อกโก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

    ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ โมร็อกโกได้รับประโยชน์จากตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเชื่อมยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกใช้โมร็อกโกเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นประตูเข้าสู่ตลาดแอฟริกาที่กำลังเติบโต ส่งผลให้ประเทศได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้เป็นจำนวนมาก 

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของโมร็อกโกยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญว่า จะสามารถกระจายผลประโยชน์ไปสู่ประชาชนในวงกว้างได้มากเพียงใด เนื่องจากยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความท้าทายด้านการจ้างงานในบางพื้นที่ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจและการลงทุนจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มล่าสุดสะท้อนว่าโมร็อกโกกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางธุรกิจ อุตสาหกรรมและการเงินที่สำคัญของแอฟริกาเหนือ และอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดของทวีปแอฟริกาเหนือในอนาคตอันใกล้

    ข้อสังเกตุ/ความเห็น

    • การที่บริษัทสัญชาติโมร็อกโกครองสัดส่วนบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในแอฟริกาเหนือ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ กล่าวคือ โมร็อกโกกำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากกระแสการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Reconfiguration) ซึ่งเกิดขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนสงครามในยุโรป นักลงทุนและบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ที่มีเสถียรภาพทางการเมือง อยู่ใกล้ตลาดผู้บริโภค และสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจมองได้ว่า โมร็อกโกตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ใกล้ยุโรป มีข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้โมร็อกโกไม่ได้เป็นเพียงตลาดในแอฟริกาเหนืออีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่เชื่อมยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน

    • ในมิติการค้าระหว่างประเทศ การเติบโตของโมร็อกโกสะท้อนแนวโน้มใหม่ที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกระดับบทบาทจากผู้ส่งออกวัตถุดิบไปสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ หากมีนโยบายที่ต่อเนื่องและสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้สำเร็จ ปัจจุบันโมร็อกโกมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน พลังงานหมุนเวียน และแร่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทำให้ประเทศกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนจากยุโรป จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ความสำเร็จดังกล่าวยังสะท้อนว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาดโลก ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

    • สำหรับประเทศไทย การเติบโตของโมร็อกโกถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในด้านโอกาส โมร็อกโกสามารถเป็นประตูสำคัญในการขยายการค้าของไทยเข้าสู่แอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรรวมกันหลายร้อยล้านคนและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โมร็อกโกเป็นฐานกระจายสินค้า เช่น อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ฮาลาล ยางรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ การที่โมร็อกโกกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และไฮโดรเจนสีเขียว ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพด้านชิ้นส่วนอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และบริการด้านวิศวกรรม เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

    • อย่างไรก็ตาม โมร็อกโกในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นคู่แข่งของไทยในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในตลาดยุโรป เนื่องจากโมร็อกโกมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางและข้อตกลงทางการค้า ทำให้สามารถส่งสินค้าเข้าสู่ยุโรปได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าไทย ในระยะยาว ไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว หากไทยสามารถสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับโมร็อกโกได้อย่างเป็นระบบ โมร็อกโกอาจกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ไทยขยายบทบาททางการค้าในทวีปแอฟริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    —————————————–

    แหล่งที่มา

    1. รูปภาพ  https://www.atalayar.com/en/articulo/economy-and-business/morocco-launches-the-2024-2025-support-programme-for-exporters/20231011112554192210.html

    2. African Business – Top Companies in North Africa 2026: Morocco in the Driving Seat 

    3. AfricanCEO – Morocco Leads North African Corporate Rankings 

    4. Africa.com – Moroccan Firms Dominate North African Ranking 

    5. Reuters – Stellantis opens first Middle East and Africa vehicle dismantling centre in Morocco 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/q18icr802wv40y95hmshyb5n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3026JCfRVhN8VFSziAapGp