Blog

  • เศรษฐกิจโลกก้าวสู่ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’..!!?

    เศรษฐกิจโลกก้าวสู่ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’..!!?

    จากธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ล่าสุดประจำเดือนมิถุนายนปี 2569 ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั่วโลก ต้องหันกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์กันขนานใหญ่ เมื่อตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 2.5% ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

    ชนวนเหตุสำคัญที่ฉุดกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ หนีไม่พ้นความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปะทะกันโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอลและอิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 4 ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญสุดของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้องถูกปิดลงอย่างไม่มีกำหนด วิกฤตการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนแบบโดมิโนทั่วทุกภาคส่วน

    ผลกระทบระลอกแรกสะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ กรณีฐานสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือเพิ่มขึ้นกว่า 36% จากปีก่อนหน้านี้และหากความขัดแย้งไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในเวลาอันสั้น ธนาคารโลกเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (กรณีฉากทัศน์ที่เลวร้ายสุด)

    หากวิกฤตพลังงานลุกลามสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน เศรษฐกิจโลก อาจดิ่งลงเหลือเพียง 1.3% เท่านั้นเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงสุด โดยคาดการณ์ GDP ถูกหั่นลงเหลือเพียง 1.6%

    ขณะที่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีน หนีไม่พ้นเช่นกัน โดยตัวเลขเติบโตถูกปรับลดลงเหลือ 4.2% จากเดิมเคยทำได้ถึง 5% ในปีที่ผ่านมา ส่วนยูโรโซน และญี่ปุ่น ยังเผชิญภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน 

    อย่างไรก็ตามท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ “อินเดีย” ยังเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้สูงถึง 6.6% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่มีความยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอกได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกพลังงาน หรือการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก

    สิ่งที่น่ากังวลสุดจากรายงานฉบับนี้ คือ คำเตือนของ “อินเดอร์มิต กิลล์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีความเปราะบางมากกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2551 และปี 2561 เสียอีกเนื่องจากเรากำลังเผชิญกับปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัยที่ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง หรือการลงทุนจากภาคเอกชนที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

    กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเสี่ยงต่อการติดหล่มทศวรรษที่สูญหาย เนื่องจากไม่สามารถยกระดับรายได้ต่อหัวเพื่อให้ก้าวทันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ทันตามเป้าหมายไว้ ปัญหาระดับหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ ยังทำให้รัฐบาลต่าง ๆ ขาดเครื่องมือและงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายอัตราเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานและราคาปุ๋ย บีบบังคับให้ธนาคารกลางทั่วโลก จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับสูง เปรียบเสมือนการเหยียบเบรกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของภาคธุรกิจ และประชาชนระดับฐานรากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    รายงานฉบับนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยชัดเจนว่า ปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ช่วงระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความผันผวนครั้งใหม่ นโยบายแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว บริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลาหลังจากนี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/838632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-QebiFWA1PvBwqpfwu6qg

  • หอการค้าชง10ข้อเร่งด่วน กู้วิกฤตเศรษฐกิจ-ปลดล็อกอุตฯไทย

    หอการค้าชง10ข้อเร่งด่วน กู้วิกฤตเศรษฐกิจ-ปลดล็อกอุตฯไทย

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.30 น.

    หอการค้าชง10ข้อเร่งด่วน กู้วิกฤตเศรษฐกิจ-ปลดล็อกอุตฯไทย

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนได้หารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “ความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจไทย” โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ และข้อกังวลจากภาคเอกชน เพื่อนำไปปรับปรุงระบบการทำงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน แต่จะเป็นรากฐานของการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในเวทีสากล

    คณะผู้บริหารหอการค้าไทยฯได้เสนอ 10 ข้อเร่งด่วน เพื่อให้เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจพ้นจากวังวนที่ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค ได้แก่ 1.กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค โดยเสนอให้เร่งดำเนินโครงการกระตุ้นกำลังซื้อต่อยอดจากความสำเร็จเดิม เช่น “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยปรับให้เน้นใช้จ่ายในจังหวัดรอง จังหวัดชายแดน หรือ Low Season เพื่อกระจายเม็ดเงินอย่างทั่วถึง 2.ลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม พร้อมเสนอให้ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนจริง แทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

    3.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี และเสริมสภาพคล่อง โดยจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่าย 4.แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สิน โดยดำเนินการในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพ 5.ปกป้องตลาดภายในประเทศ ควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะทุ่มตลาด หรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทบต่อเอสเอ็มอี

    6.ส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ โดยขยายตลาดใหม่ ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุลและเป็นธรรม 7.ฟื้นฟูภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด เป็นต้น 8.ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ 9.ปฏิรูประบบราชการ โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้บูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่อลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ และ 10.ช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและเศรษฐกิจภูมิภาค และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ผ่าน Soft Power เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    นายวราวุธ กล่าวว่า คณะผู้บริหารหอการค้าไทยฯยังได้ยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 7 ด้านหลักเพื่อเร่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ ได้แก่ 1.ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับ Ease of Doing Business 2.ส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 3.ผลักดันพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว 4.ปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากสินค้าทุ่มตลาด และข้อกังวลกฎหมายโรงงาน 5.พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย 6.ดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทย และ 7.ดูแลผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/970701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2heryQh6NDNiByEfWvfS7P

  • เช็กไทม์ไลน์สำคัญ! โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

    เช็กไทม์ไลน์สำคัญ! โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/153965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_cbWcioN5OFYeMwcPMEqv

  • ประธานเครือสหพัฒน์ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” หนุนรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน ดึงความเชื่อมั่นต่างชาติ

    ประธานเครือสหพัฒน์ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” หนุนรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน ดึงความเชื่อมั่นต่างชาติ

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันในเวทีโลกที่รุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ มองว่ากุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพประเทศไม่ใช่มาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่จะสร้างรากฐานการเติบโตในระยะยาว

    Infrastructure เครื่องยนต์ตัวจริงของเศรษฐกิจ

    คุณบุณยสิทธิ์สะท้อนมุมมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เพราะเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจ้างงาน การกระตุ้นการใช้จ่าย และการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    สำหรับเขา โครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่เพียงถนน ทางด่วน หรือสนามบิน แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่ทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนจากอดีตอย่างการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิและระบบทางด่วนในกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างสำคัญ แม้ในช่วงเริ่มต้นจะเผชิญเสียงคัดค้านจำนวนมาก แต่หากประเทศไทยไม่ตัดสินใจลงทุนในวันนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงกับโลกภายนอกอาจเผชิญข้อจำกัดมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    ในมุมมองของคุณบุณยสิทธิ์ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เริ่มต้นเสมอไป แต่ภาครัฐควรเป็นผู้วางรากฐานและสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นก่อน เพื่อเปิดทางให้การลงทุนในอนาคตเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

    สร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก

    หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคือการสร้างงานในวงกว้าง ตั้งแต่แรงงานภาคก่อสร้าง ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน

    เมื่อมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น รายได้ก็จะกระจายลงสู่ระดับครัวเรือน ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและหมุนเวียนทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากสู่ภาพรวมของประเทศ

    คุณบุณยสิทธิ์มองว่า หากรัฐต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากคือหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุด

    ความชัดเจนของนโยบาย สัญญาณบวกต่อนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากการลงทุนภายในประเทศแล้ว คุณบุณยสิทธิ์ยังมองเห็นสัญญาณเชิงบวกจากความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมามองประเทศไทยมากขึ้น

    เขาสังเกตจากทิศทางตลาดทุนที่มีการปรับตัวดีขึ้น สะท้อนว่าต่างชาติกำลังมองเห็นโอกาสและศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โดยปัจจัยสำคัญคือความชัดเจนของนโยบายภาครัฐและการเดินหน้าโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การดึงดูดการลงทุนไม่ใช่เพียงเรื่องของนโยบายเท่านั้น แต่ต้องควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล เพราะหากการลงทุนขาดความโปร่งใส ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว

    “โปร่งใส” เงื่อนไขสำคัญของการพัฒนา

    แม้จะสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งลงทุน แต่คุณบุณยสิทธิ์ย้ำชัดว่า ทุกโครงการต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและตรวจสอบได้

    สำหรับเขา ความกล้าตัดสินใจและความโปร่งใสเป็นสองสิ่งที่ต้องเดินควบคู่กัน หากโครงการใดไม่โปร่งใสก็ไม่ควรเดินหน้า แต่หากมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและดำเนินการอย่างถูกต้อง ก็ควรเร่งดำเนินการโดยไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป

    แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงใช้กับภาครัฐ แต่ยังสะท้อนมายังภาคธุรกิจเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

    สหพัฒน์กับภารกิจตรึงราคาสินค้า ฝ่าวิกฤตต้นทุนพุ่ง

    ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เครือสหพัฒน์ยังคงพยายามตรึงราคาสินค้าให้นิ่งที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

    คุณบุณยสิทธิ์ยืนยันว่า บริษัทไม่ต้องการฉวยโอกาสจากสถานการณ์เพื่อปรับขึ้นราคาสินค้าเกินความจำเป็น แต่หากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการรับภาระ ธุรกิจก็จำเป็นต้องปรับตัวตามกลไกตลาดเพื่อรักษาความอยู่รอด

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภคและการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว

    แจกเงินอย่างไรให้ได้มากกว่า “การบริโภค”

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองต่อนโยบายแจกเงินของภาครัฐ ซึ่งคุณบุณยสิทธิ์เสนอให้มองนโยบายนี้ในมิติที่ลึกกว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น

    เขามองว่า หากรัฐบาลสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการรวบรวมข้อมูลประชาชนอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Data Center ที่มีคุณค่าต่อการบริหารประเทศในอนาคต

    ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย การวางนโยบายสาธารณะ และการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

    แม้จะยอมรับว่าการแจกเงินมีข้อกังวลเรื่องการสร้างพฤติกรรมรอรับความช่วยเหลือจากรัฐ แต่หากสามารถเปลี่ยนต้นทุนของนโยบายให้กลายเป็นการลงทุนด้านข้อมูล ก็อาจเป็นผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่าต่อประเทศ

    ค่าเงินบาทและโจทย์ความสามารถแข่งขันของไทย

    นอกเหนือจากปัจจัยภายในประเทศ คุณบุณยสิทธิ์ยังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ค่าเงินบาท ซึ่งมีผลโดยตรงต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทย

    ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในระดับประมาณ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพารายได้จากตลาดต่างประเทศ

    หากไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    กล้าคิด กล้าลงทุน และโปร่งใส คือสูตรฟื้นเศรษฐกิจไทย

    สารสำคัญจากมุมมองของคุณบุณยสิทธิ์ คือประเทศไทยต้องมองการพัฒนาในระยะยาวมากขึ้น ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างฐานข้อมูลประเทศ และการบริหารจัดการที่โปร่งใส

    เพราะในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางรากฐานที่แข็งแรง กล้าตัดสินใจในสิ่งจำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/khun-boonyasit-supports-infrastructure-investment-thailand/opinions/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cfj2jcgyi6aqDOoY2X4cG

  • เตือนสงคราม “อิหร่าน” ฉุดศก.โลกโตต่ำสุดนับจากยุคโควิด-19 | ทันโลก EXPRESS | 14 มิ.ย. 69

    เตือนสงคราม “อิหร่าน” ฉุดศก.โลกโตต่ำสุดนับจากยุคโควิด-19 | ทันโลก EXPRESS | 14 มิ.ย. 69

    ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือเติบโตเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงด้านพลังงาน อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวหนักสุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19

    #สงครามอิหร่าน #สงครามฉุดเศรษฐกิจโลก #เศรษฐกิจโลก #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/220523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TsF2dobUbV57Ztr7Y2QyK

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี่ยังไง? เปิดขั้นตอนวิธีใช้ อย่างละเอียด

    “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี่ยังไง? เปิดขั้นตอนวิธีใช้ อย่างละเอียด

    วิธีสั่งเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังไง?  เปิดขั้นตอนสั่งเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านแอปเป๋าตัง อย่างละเอียด เริ่มใช้สิทธิ์ 15 มิถุนายน 2569

    ประชาชนเตรียมตัวใช้สิทธิ์โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส สั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยรัฐสนับสนุนค่าอาหาร 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% ผ่านแอป เป๋าตัง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    กลุ่มเป้าหมายและวงเงินสนับสนุน

    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.18 ล้านคน
    • ประชาชนทั่วไปประมาณ 30 ล้านคน

    วงเงินช่วยเหลือสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทต่อคน และจำกัดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท

    วิธีสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีในแอปเป๋าตัง

    ผู้ใช้สามารถเข้าเมนูสั่งอาหารได้ 2 ช่องทาง

    1. กดแบนเนอร์ฟู้ดเดลิเวอรีจากหน้าแรกของแอป
    2. เข้าแบนเนอร์ฟู้ดเดลิเวอรีในหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    ขั้นตอนสั่งอาหารแบบละเอียด

    1. เลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปเป๋าตัง

     

    2. เลือกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ต้องการใช้บริการ

    3. ค้นหาและเลือกร้านอาหารตามต้องการ 

    4. เข้าสู่แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเพื่อชำระค่าจัดส่ง

    5. รอ Notification แจ้งเตือนจากแอปเป๋าตังให้ชำระค่าอาหาร

    6. ตรวจสอบรายการและกด “ชำระเงิน” ผ่าน G-Wallet

    7. ยืนยันการชำระเงิน ใส่รหัส PIN 6 หลัก

    8. บันทึกสลิปเพื่อยืนยันรายการสำเร็จ

    ข้อควรระวังในการชำระเงิน

    ผู้ใช้งานต้องดำเนินการชำระเงินภายใน 5 นาทีหลังได้รับ Notification มิฉะนั้นรายการอาจถูกยกเลิก และระบบจะเรียกเก็บเฉพาะค่าจัดส่ง ส่วนค่าอาหารจะชำระผ่านแอปเป๋าตัง

    ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

    ร้านค้าที่เข้าร่วมสามารถสมัครได้เพียง 1 แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี และต้องรับออร์เดอร์สุดท้ายก่อนเวลา 21.00 น. ของวันที่ 30 กันยายน 2569

    เป้าหมายของโครงการ

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ช่วยผู้บริโภค ร้านอาหาร และแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พร้อมลดภาระค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

    อ่านเพิ่มเติม

    แหล่งอ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951955/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QtHoSnJfaU2gGqlaihqoq

  • นายกฯ ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นำไทยเป็นฐานผลิตชิปในอาเซียน

    นายกฯ ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นำไทยเป็นฐานผลิตชิปในอาเซียน

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ

    ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductor and Advanced Electronics) เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศ ในการเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    นายกฯ ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นำไทยเป็นฐานผลิตชิปในอาเซียน

    องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นรองประธานกรรมการ, กรรมการประกอบไปด้วย รมว.ต่างประเทศ, รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.), รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.อุตสาหกรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์, นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี, นายอนุชิต อนุชิตานุกูล และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ

    นายกฯ ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นำไทยเป็นฐานผลิตชิปในอาเซียน

    สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

    1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

    2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

    3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี

    4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

    และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

    อย่างไรก็ตาม คำสั่งฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภา ที่ต้องการให้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์(Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ

    ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

    โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทย ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ.2050 หรือ ปีพ.ศ.2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12822399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0De2TemF_Lrr–OZkWqeEO

  • “อนุทิน” เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นั่ง ปธ.เอง มุ่งสู่การเป็นฮับของอาเซียน

    “อนุทิน” เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นั่ง ปธ.เอง มุ่งสู่การเป็นฮับของอาเซียน

    “นายกฯ อนุทิน” ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นั่งประธานเอง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน สร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย สู่เป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์”

    วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ

    ด้วยรัฐบาลมีนโยบาย พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนลงทุนนำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวม และการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

    และมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธานกรรมการ ขณะที่กรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ ส่วน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ ปี พ.ศ. 2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้ เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง

    โดยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุนและวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2939396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ygU76IrZuDp4AWTy1cVlA

  • ดร.มัลลิกา บุกบางบอน ชูแก้ท่วม ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน หวังโตเท่าเทียม 50 เขต

    ดร.มัลลิกา บุกบางบอน ชูแก้ท่วม ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน หวังโตเท่าเทียม 50 เขต

    ดร.มัลลิกา

    เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน เวลา 18.00 น.ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ตลาดสุขสวัสดิ์ 66 เขตบางบอน โดยจำนวนมากได้สะท้อนปัญหาค่าครองชีพ รายได้ที่ลดลง การค้าขายซบเซา การเดินทางที่ไม่สะดวก และปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

    ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครต้องกลับมาเป็นเมืองแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ชานเมืองที่มีศักยภาพสูงอย่างบางบอน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และมีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก โดย
    ปัญหาสำคัญของเขตบางบอน คือ

    1. ปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำ

    บางบอนเป็นพื้นที่ลุ่มฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อกับบางขุนเทียน หนองแขม และสมุทรสาคร ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฝนตกหนัก โดยเฉพาะบริเวณถนนเอกชัย ถนนกาญจนาภิเษก และพื้นที่ชุมชนริมคลองต่าง ๆ

    2. การจราจรติดขัด

    การขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรและชุมชนที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ระบบขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้ประชาชนต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก ส่งผลให้ถนนสายหลักมีปริมาณรถหนาแน่นในช่วงเช้าและเย็น

    3. ขนส่งสาธารณะไม่ทั่วถึง

    ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ารถโดยสารสาธารณะและเส้นทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้ายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเดินทางจากชุมชนเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง

    4. ขยะและสิ่งแวดล้อม

    การขยายตัวของชุมชนทำให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัญหาการทิ้งขยะลงคลองส่งผลต่อการระบายน้ำและคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

    5. พื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะยังไม่เพียงพอ

    ประชาชนต้องการสวนสาธารณะ ลานกีฬา และพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัวมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาร่วมของหลายเขตในกรุงเทพมหานคร

    “แนวทางแก้ไขที่ เสนอ คือ ติดตั้งระบบเรดาร์และเซ็นเซอร์ตรวจวัดน้ำแบบเรียลไทม์เชื่อมข้อมูลคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าก่อนเกิดน้ำท่วมเพิ่มรถเมล์สายรองเชื่อมชุมชน พัฒนารถโดยสาร Feeder เชื่อมรถไฟฟ้าใช้ AI วิเคราะห์สัญญาณไฟจราจรลดการติดขัด เพิ่มรถไฟฟ้าสายนี้ ส่งเสริมตลาดชุมชนและผู้ค้ารายย่อย เพิ่มพื้นที่ค้าขายอย่างเป็นระเบียบ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวชุมชน เพิ่มสวนสาธารณะขนาดเล็กในชุมชน ปลูกต้นไม้ลดฝุ่นและความร้อน พัฒนาลานกีฬาและพื้นที่ออกกำลังกายใกล้บ้าน เพิ่มไฟส่องสว่าง ติดตั้งกล้องอัจฉริยะ เพิ่มจุดตรวจและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินในชุมชน” ดร.มัลลิกา กล่าว และทิ้งท้ายว่า บางบอนไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ผ่าน แต่ต้องเป็นพื้นที่แห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ การคมนาคมที่สะดวก และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เราต้องทำให้กรุงเทพฯ เติบโตครบทั้ง 50 เขต ไม่ใช่เฉพาะใจกลางเมืองเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5761428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C3pwC1Z9mXpBNKkoB3rv4

  • กรมพัฒน์ฯ เปิดคอร์สอัปสกิลบริการอาหาร – เครื่องดื่ม เรียนฟรีได้ใบเซอร์ รับตลาดท่องเที่ยวและบริการโต

    กรมพัฒน์ฯ เปิดคอร์สอัปสกิลบริการอาหาร – เครื่องดื่ม เรียนฟรีได้ใบเซอร์ รับตลาดท่องเที่ยวและบริการโต

    กรมพัฒน์ฯ เปิดคอร์สอัปสกิลบริการอาหาร – เครื่องดื่ม เรียนฟรีได้ใบเซอร์ รับตลาดท่องเที่ยวและบริการโต

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เดินหน้าจัดอบรม Upskill–Reskill ฟรีมีใบรับรอง เสริมศักยภาพแรงงานไทย รองรับเศรษฐกิจเติบโตในจังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำ

    นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการถือเป็นเสาหลักและฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีการเติบโตและฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีมาตรฐานการให้บริการในระดับสากลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จึงมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกในการเตรียมความพร้อม พัฒนา และยกระดับศักยภาพของแรงงานไทยให้มีศักยภาพสูง มีคุณภาพตามมาตรฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างความประทับใจให้แก่ฟันเฟืองด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

    นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดหลักสูตรฝึกอบรมในสาขาการท่องเที่ยวและบริการ ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มทักษะความรู้ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพในภาคบริการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานที่ทำ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนรายได้และสร้างความมั่นคงให้แก่วิชาชีพได้อย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าว กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการ ขณะนี้ มีหน่วยงานกำลังเปิดรับสมัครฝึกอบรม เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจอบรมหลักสูตรพนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม และหลักสูตรเทคนิคการให้บริการไวน์ (ระยะเวลา 30 ชั่วโมง) ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถเลือกเรียนได้เพียงหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเท่านั้น จะอบรมระหว่างวันที่ 25–28 มิถุนายน 2569 ณ วิทยาลัยสหวิทยาการ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 31 สระแก้ว เปิดฝึกอบรม หลักสูตรพนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม อบรมวันที่ 1-4 กรกฎาคม 2569 เป็นต้น โดยจะเปิดรับสมัครจำนวนจำกัดเพียงหลักสูตรละ 20 คนเท่านั้น ผู้เข้าอบรมจะได้รับการฝึกทักษะฟรี พร้อมบริการอาหารจัดเลี้ยง และเมื่อสำเร็จการอบรมจะได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานทันทีเพื่อนำไปใช้ประกอบการทำงานในอนาคต

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ด้วยตนเองที่ สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือดูหลักสูตรอื่น ๆ ที่สนใจได้ที่เว็บไซต์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อ กำหนดการฝึกอบรม อธิบดีสมาสภ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1027993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zg14Oiahy5cvLcIqhRLUt