Blog

  • เมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยจะไปต่ออย่างไร

    เมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยจะไปต่ออย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/read/1501892/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jNqwD8SNoaLKVyOrqWGOk

  • ขาดดุลแฝด!อีกหนึ่งพายุใหญ่ รอวันขย่มเศรษฐกิจไทยจมดิ่ง | เดลินิวส์

    ขาดดุลแฝด!อีกหนึ่งพายุใหญ่ รอวันขย่มเศรษฐกิจไทยจมดิ่ง | เดลินิวส์

    ท่ามกลางความไม่แน่นอน! ว่า.. สุดท้ายแล้ว “สหรัฐ”กับ “อิหร่าน” จะยอมตกลงเซ็นสัญญาสงบศึก กันเมื่อใด? แล้วหันมาทำให้โลกใบนี้เดินหน้าต่อไปอย่างปกติ

    ประชาชนคนไทย ก็ต้องก้มหน้าทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะงัดสารพัดมาตรการออกมาประคับประคองและลดภาระให้เผชิญความยากลำบากน้อยที่สุดก็ตาม

    แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่า ณ เวลานี้ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นหนทางที่ชัดเจนว่า จะลดน้อยถอยลง เบาลง ได้เวลาไหนกันแน่

    เพราะพายุแต่ละลูกที่โถมกระหน่ำเข้าสู่ประเทศไทย ในเวลานี้ ต่างมีความเร็ว ความแรง ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการ “ขาดดุลแฝด”

    ทุกวันนี้! รัฐบาลต่างเดินหน้าชี้แจงว่า ภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะถ้าลงไปดูในไส้ในของตัวเลขแล้วมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว

    แล้ว?… ขาดดุลแฝด คืออะไร หากแปลงเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ…การที่ประเทศเผชิญกับการ ขาดดุลการคลัง และ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไปพร้อม ๆ กัน

    ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็ลองนึกถึงครอบครัวหนึ่งที่พ่อบ้าน หรือรัฐบาล หาเงินได้ไม่พอใช้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาจุนเจือบ้านตลอดเวลา

    ขณะเดียวกันสมาชิกในบ้าน หรือประชาชนคนไทยทุกคน ก็ยังมีการจับจ่ายใช้สอยกันแบบสนุกมือ ซื้อสินค้าจากต่างประเทศเกินตัว จนเงินไหลออกนอกบ้านมากกว่าเงินไหลเข้าบ้าน

    เมื่อถังเงินในบ้านร่อยหรอและหนี้สินรอบตัวพุ่งสูง บ้านหลังนี้ก็พร้อมจะล้มละลายได้ทุกเมื่อ นั่นคือ…ภาพจำลองของประเทศไทยในเวลานี้

    จากข้อมูลของแบงก์ชาติ ระบุว่า ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุด ติดลบสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทุบสถิติเดิมเมื่อ 13 ปี ที่ผ่านมา ที่เคยติดลบ 4,100 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย.56 ถือเป็นการขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์โดยดุลการค้าในเดือนเดียวกันขาดดุลสูงถึง 10,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 69 (ต.ค. 68 – เม.ย.69) รัฐบาลขาดดุลการคลังไปแล้วทั้งสิ้น 1,046,653 ล้านบาท

    ที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารประเทศด้วยงบขาดดุลมานานหลายสิบปี รายได้ที่เก็บได้น้อยกว่ารายจ่ายที่มีอยู่มากเพราะภาคธุรกิจซบเซา จากปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นแบบไม่มีเว้นวาง โดยเฉพาะปัจจัยลบที่มาจากต่างประเทศ

    แต่ขณะเดียวกันรายจ่ายในประเทศ ท่พุ่งกระฉูดราวกับท่อน้ำซึม ทั้งจากงบประมาณรายจ่ายประจำที่เทไปกับระบบราชการที่เทอะทะ งบสวัสดิการสังคมของสังคมผู้สูงอายุ

    ที่ร้ายที่สุดคือ “งบประชานิยม” ประเภทแจกเงินหว่านพืชหวังผลทางการเมือง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้สร้างผลิตภาพระยะยาวให้กับประเทศ แต่เป็นเพียงการกู้เงินมาแจกเพื่อตอบสนองภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น

    เมื่อเงินรายได้ไม่พอ รัฐบาลก็ต้องออก “ตั๋วเงินคลัง” และ “พันธบัตร” เพื่อกู้เงินมาโปะรูรั่ว จนเพดานหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เส้นตายเข้าไปทุกที

    ขณะที่ในอดีตประเทศไทยเคยภาคภูมิใจกับการเป็นครัวโลกและศูนย์กลางการผลิตที่โกยเงินตราต่างประเทศเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ

    แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างการส่งออกของไทยกำลังล้าสมัย สินค้าไฮเทค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือยานยนต์ที่เคยเป็นพระเอก กลับถูกดิสรัปต์และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

    ส่วนประเทศไทย…ต้องนำเข้าพลังงานราคาแพง สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้ามาดัมพ์ตลาด ผลลัพธ์ คือ ดุลการค้าที่เคยบวกกลับกลายเป็นลบ

    เมื่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังเดียวไม่สามารถแบกรับภาระทั้งหมดได้ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงดิ่งลงเหว เมื่อมาเผชิญเข้ากับดุลการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่อง ก็หนีไท่พ้นที่คนไทยทั้งประเทศต้องรับกรรมแบบหนีไม่พ้น

    ทั้งการเผชิญกับ … ภาวะดอกบี้ยขาขึ้นซ้ำซ้อน เพราะในเมื่อรับบาลต้องออกพันธบัตรมาแข่งกับเอกชน ก็บีบให้ดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจะตกใส่หัวชนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำทันที ดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถ และดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะขยับราคาขึ้น

    ระลอกต่อมาคือ “ค่าเงินบาทอ่อนค่าและเงินเฟ้อนำเข้า” จากเงินไหลออกเพราะขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้านำเข้าทุกอย่างแพงขึ้น เมื่อต้นทุนแพง ไทยก็ต้องตกอยู่ในภาวะแพงทั้งแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ที่น่ากลัวที่สุดคือ “อัมพาตทางการคลัง” รัฐบาลจะหมดหน้าตักและไร้กระสุนในการเยียวยาประชาชน !

    แม้ฟากฝั่งรัฐบาลพยายามชี้แจงให้เห็นถึงที่ไปที่มาและทิศทางในอนาคต แต่อย่าลืมว่า… เวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่กระเป๋าเงินของคนทั้งประเทศเท่านั้นที่อ่อนแอ แต่!! ภาวะจิตใจของคนทั้งประเทศก็อ่อนแอ

    ดังนั้น… ณ เวลานี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลต้องแสดงฝีมือการบริหารไม่ใช่เพียงแค่บริหารประเทศ แต่ต้องบริหารจิตใจ ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ความเชื่อมั่น ความหวังของคนไทยทั้งประเทศจะกลับมาอีกครั้ง!

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5944575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qhhQ-vS__kZlHEKk-Coe9

  • ตรัง เร่งวางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จับมือภาคเอกชนเดินหน้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

    ตรัง เร่งวางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จับมือภาคเอกชนเดินหน้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/154006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vRjnTujI7WhxV7hiteHJf

  • นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย

    นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย

    นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย


    15/06/2569 | 50 |

    วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยในช่วงบ่ายของวันที่อังคารที่ 16 มิถุนายน หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต

    “นายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้กับประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องสามารถเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก

    การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/165145


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/512319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LjxPVGaCkJ5h4VYcrnuDg

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 15/06/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 15/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/154000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lx2rUcsv_h4I0zjMw50RO

  • ธอส.ลุยปล่อยสินเชื่อประหยัดพลังงาน สานฝันคนไทยอยากมีบ้าน

    ธอส.ลุยปล่อยสินเชื่อประหยัดพลังงาน สานฝันคนไทยอยากมีบ้าน

    นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 10 มิ.ย.69 ธอส. ได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว 95,366.16 ล้านบาท คิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท สนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นจำนวน 100,424 บัญชี สะท้อนบทบาทการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นผู้นำด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง

    “ช่วงครึ่งปีแรก จะสามารถผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวก อาทิ สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

     ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศ ประกอบกับการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่า 539,062 ล้านบาท ลดลงเพียง 0.001% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

    อย่างไรก็ตาม ธอส. ยังติดตามความท้าทายด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในแถบประเทศตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาพลังงานให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2569 ธอส. จึงได้จัดสรรกรอบวงเงิน 32,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อ Green Loan และสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล ให้กับประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีบ้านเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    นายมหัทธนะ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธอส.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อพันธกิจให้คนไทยมีบ้านและรักษาบ้านตัวเองไว้ ปัจจุบันธอส.ปล่อยสินเชื่อให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง 4.8 ล้านครัวเรือนแล้วคิดเป็น 10% ของครัวเรือนประเทศไทยที่มี 30 ล้านครัวเรือน ดังนั้นจึงมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปล่อยสินเชื่อให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเองเพิ่มเป็น 6 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 20% ของครัวเรือนไทย

    “เดินมา 5 คน ต้องมี 1 คน เป็นลูกค้าธอส. โดยธอส.จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งเงินฝาก และสินเชื่อ ตอบโจทย์พฤติกรรมการผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยและอาชีพ เช่น ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ อาชีพอิสระ มีเงิน ไม่นิยมซื้อบ้านเป็นของตัวเอง แต่เน้นเช่าเป็นหลัก ธอส.จะพยายามออกแบบสินเชื่อให้เปลี่ยนค่าเช่า เป็นค่าผ่อนบ้าน ส่วนอาชีพอิสระ แต่ไม่มีเงิน ยื่นสินเชื่อไม่ผ่าน จะให้ความช่วยเหลือสร้างเครดิต ผ่านโรงเรียนการเงินธอส. และออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้ตรงกับพฤติกรรม เพื่อตอกย้ำพันธกิจของธอส.ทำให้คนไทยมีบ้านและรักษาบ้านไว้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2939353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kz0FGirny2FRiHhTNNWUS

  • นายกฯ ดัน ‘อุตสาหกรรมเกม’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นำไทยสู่ฮับอาเซียน

    นายกฯ ดัน ‘อุตสาหกรรมเกม’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นำไทยสู่ฮับอาเซียน

    นายกฯ ดัน ‘อุตสาหกรรมเกม’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ สร้างงานรายได้สูงให้คนรุ่นใหม่ มอบ ‘ดีอี’ ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

    15 มิ.ย. 2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมเกมให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง อาศัยความคิดสร้างสรรค์และทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังสามารถสร้างงาน รายได้ และโอกาสทางอาชีพให้คนไทยได้อย่างกว้างขวาง

    สำหรับประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมเกมมีศักยภาพเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะจากโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน gamescom asia x Thailand Game Show ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้พัฒนาเกม นักลงทุน ผู้ประกอบการ และแฟนเกมจากทั่วโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่าการจัดงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาเกม นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ และครีเอเตอร์ไทย ได้แสดงศักยภาพต่อสายตานานาชาติ นำไปสู่การจ้างงาน การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต

    โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า เด็กไทยและคนรุ่นใหม่มีศักยภาพสูงในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม กราฟิก แอนิเมชัน การออกแบบเกม การสร้างเนื้อหา และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานโลกมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันศักยภาพดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเกมของไทย ทั้งการเชื่อมโยงบริษัทเกมชั้นนำระดับโลกกับนักพัฒนาไทย การส่งเสริมบุคลากรด้านดิจิทัลและครีเอทีฟ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีศักยภาพสูง

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าอุตสาหกรรมเกมไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์ แอนิเมชัน อีสปอร์ต เทคโนโลยีภาพและเสียง ดนตรี ดิจิทัลคอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    สำหรับงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 206,000 คน จาก 95 ประเทศทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกมกว่า 5,500 คน จาก 81 ประเทศ และผู้แสดงสินค้ากว่า 294 ราย สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาค ภายในงานยังมีเวที Thailand Game Talent Showcase ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยไทยได้นำเสนอผลงานด้านเกมดีไซน์ เทคโนโลยี วิชวลอาร์ต เนื้อเรื่อง และการออกแบบสร้างสรรค์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีระดับโลก หากได้รับการสนับสนุนและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม

    ทั้งนี้ งาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และผลักดันคนไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเกมระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนไทยในระยะยาว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1014021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-P-32aq-FEg-qYHnhmtLJ

  • ‘หุ่นยนต์มนุษย์’ ฮิวแมนนอยด์ คลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ มูลค่าแตะ 2 แสนล้านดอลล์ ปี 78

    ‘หุ่นยนต์มนุษย์’ ฮิวแมนนอยด์ คลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ มูลค่าแตะ 2 แสนล้านดอลล์ ปี 78

    กระแสความสนใจในหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า “Humanoid Robot” พุ่งสูงขึ้นในแวดวงการลงทุนระดับโลก หลังผู้บริหารและนักวิเคราะห์ชั้นนำประเมินตรงกันว่าเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

    มาซาโยชิ ซัน ซีอีโอของ SoftBank ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า Physical AI หรือเอไอที่แสดงตัวในรูปแบบกายภาพ หมายถึง ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้ทำงานอยู่แต่ในซอฟต์แวร์หรือหน้าจอ แต่ถูกฝังเข้าไปในร่างกายของหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหว หยิบจับสิ่งของ และปฏิบัติงานในโลกจริงได้ จะเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์รายถัดไปของโลก

    Barclays ชี้ตลาดโตได้100เท่าใน10ปี

    หนึ่งในผู้ที่ศึกษาแนวโน้มนี้อย่างจริงจัง คือ ซอร์นิตซา โทโดโรวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเชิงธีมด้านตราสารหนี้ สกุลเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคาร Barclays และหนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานชื่อ AI Gets Physical ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อต้นเดือนมิถุนายน

    โทโดโรวา ให้สัมภาษณ์ในรายการ Squawk Box Europe ของซีเอ็นบีซีว่า “นี่คือทศวรรษของหุ่นยนต์” พร้อมชี้ว่า แม้ตลาดหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ในปัจจุบันจะยังมีขนาดเล็กมาก โดยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่ Barclays คาดการณ์ว่าตลาดดังกล่าวจะขยายตัวสู่ระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 หรือเติบโตขึ้นประมาณ 100 เท่าตัวในระยะเวลาเพียงทศวรรษเดียว

    รายงานของ Barclays ระบุว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ถือเป็น “ระบบอัตโนมัติรุ่นที่ 3” หรือ Automation 3.0 ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาต่อยอดจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมและซอฟต์แวร์อัตโนมัติในยุคก่อนหน้า โดยมีแรงผลักดันสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานทั่วโลก

    ทั้งการที่ประชากรในหลายประเทศกำลังแก่ตัวลง การขยายตัวของเมือง และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการทำงานบางประเภท ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในระดับที่แก้ไขได้ยากด้วยวิธีเดิม

    งานที่มักถูกเรียกว่า 3D Jobs ได้แก่ งานสกปรก (Dirty) เช่น เก็บขยะ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ล้างถังบำบัดน้ำเสีย ทำความสะอาดโรงงานอุตสาหกรรม ทำงานในฟาร์มปศุสัตว์หรือโรงฆ่าสัตว์

    งานน่าเบื่อซ้ำซาก (Dull) และงานอันตราย (Dangerous) คืองานที่รายงานมองว่าเหมาะกับการนำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มากที่สุด และขณะนี้ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

    โทโดโรวา อธิบายว่า ในปัจจุบันหุ่นยนต์เหล่านี้เริ่มถูกนำไปใช้ในงานพื้นฐานที่มีรูปแบบชัดเจนแล้ว เช่น การยกกล่องสินค้า การหยิบชิ้นส่วนบนสายการผลิต หรือการทำงานซ้ำๆ ในโรงงาน ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งที่หลายแห่งหาแรงงานมนุษย์มาทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

    อย่างไรก็ตาม โทโดโรวายอมรับตรงๆ ว่าเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงพัฒนา และยังมีงานอีกมากที่ต้องทำก่อนที่หุ่นยนต์จะสามารถรับมือกับงานซับซ้อนได้เต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่เธอเน้นย้ำคือความเร็วของการพัฒนา โดยเฉพาะโมเดลเอไอที่สามารถประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

    โอกาสใหญ่ที่สุดในตลาดตะวันตกจะเกิดขึ้นเมื่อ Physical AI เริ่มบุกเข้าสู่ภาคบริการ เพราะนั่นคือส่วนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลักของประเทศตะวันตก และเมื่อถึงวันนั้น ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงงานหรือคลังสินค้า แต่จะขยายเข้าไปสู่ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

    สองระลอกการเปิดตัวหุ่นยนต์

    Barclays คาดการณ์ว่า การนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ไปใช้งานจะเกิดขึ้นเป็น 2 ระลอกใหญ่ ระลอกแรกกำลังดำเนินอยู่แล้วในขณะนี้ และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงประมาณปี 2573 โดยเน้นในภาคการผลิต โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถกำหนดขั้นตอนการทำงานให้หุ่นยนต์ปฏิบัติตามได้ไม่ยาก

    หลังปี 2573 เป็นต้นไป จะเข้าสู่ระลอกที่สอง ซึ่งหุ่นยนต์จะเริ่มเข้าไปทำงานในภาคส่วนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์โดยตรงมากขึ้น ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การศึกษา และธุรกิจบริการต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ในระดับที่สูงกว่างานในโรงงานทั่วไป

    จีนมหาอำนาจหุ่นยนต์ทิ้งห่างโลกตะวันตก

    ประเด็นที่รายงานของ Barclays ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ บทบาทของจีนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โลก โดยระบุว่าจีนได้กลายเป็นทั้ง “มหาอำนาจด้านหุ่นยนต์” และ “ห้องทดลองนวัตกรรม” ของโลกไปพร้อมกัน

    จีนติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมประมาณ 300,000 ตัวต่อปี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนการติดตั้งทั่วโลก ในขณะที่สหรัฐติดตั้งเพียงประมาณ 34,000 ตัว และตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ความหนาแน่นของหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมจีนเพิ่มขึ้นถึง 600% จนปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 500 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน

    ในส่วนของหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์โดยเฉพาะ จีนครองความเป็นผู้นำทั้งด้านการผลิตและการนำไปใช้งานจริง โดยคิดเป็น 85% ของการติดตั้งทั่วโลกในปีที่ผ่านมา และข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้จีนทิ้งห่างคู่แข่งได้คือ ต้นทุนการผลิต โดยหุ่นยนต์หนึ่งตัวในจีนมีต้นทุนเฉลี่ยราว 50,000 ดอลลาร์ หรือถูกกว่าผู้ผลิตในสหรัฐและยุโรปประมาณครึ่งหนึ่ง

    แดน ไอฟส์ (กรรมการผู้จัดการและนักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสของ Wedbush Securities ยืนยันกับซีเอ็นบีซีในทิศทางเดียวกันว่า จีนคือผู้นำที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมนี้ขณะนี้ ในขณะที่สหรัฐยังอยู่ในโหมดไล่ตาม

    เอเชียคือหัวใจของการลงทุนครั้งนี้

    เจสัน พิดค็อก ผู้จัดการกองทุน Asian Income Fund มูลค่า 3,690 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ Jupiter กล่าวว่า หากมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์

    เขาคาดการณ์ว่า ในอนาคต หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จะปรากฏอยู่ทุกที่ ทั้งในโรงงาน กองทัพ และหน่วยงานรัฐบาล และอาจถึงขั้นที่ผู้คนมีหุ่นยนต์ลักษณะนี้ใช้งานอยู่ภายในบ้าน โดยเขาบอกว่าในอีก 10 ปี แทบทุกคนจะมีคนรู้จักหรือสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเจ้าของหุ่นยนต์มนุษย์สักเครื่องหนึ่ง

    พิดค็อก เชื่อว่าการขยายตัวของหุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้ เพราะการสร้างหุ่นยนต์เพียงหนึ่งตัวต้องอาศัยทั้งห่วงโซ่การผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งหมายความว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะสร้างผลประโยชน์เป็นวงกว้างให้กับผู้เล่นในหลายภาคส่วนพร้อมกัน

    เขายังมองว่า เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าว และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่กองทุนของเขาเลือกลงทุนหนักในบริษัทเทคโนโลยีของเอเชีย โดยพอร์ตการลงทุนหลักในปัจจุบันประกอบด้วย MediaTek, TSMC, Samsung Electronics, Foxconn, ST Engineering และ Singtel ซึ่งกองทุน Asian Income ให้ผลตอบแทนสูงถึง 49.2% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานับถึงสิ้นเดือนเมษายน 2568

    พิดค็อกถือหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเขาเลือกเล่นธีม “การบริโภค” ผ่านหุ้นเทคโนโลยีแทน โดยมองว่าผู้บริโภคในอนาคตจะนำเงินดิสเครชันนารี หรือเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายจำเป็นไปกับสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือในที่สุดก็อาจรวมถึงการซื้อหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เครื่องแรกของตนเอง

    โอกาสระดับล้านล้าน แต่ต้องระวังความเสี่ยง

    แดน ไอฟส์ จาก Wedbush Securities ระบุกับซีเอ็นบีซีว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุคเอไอ โดยเขาเรียกมันว่า “ไข่ทองคำ” ของ Physical AI และบอกว่าเทคโนโลยีนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Tesla ที่กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ Optimus อยู่

    ไอฟส์ บริหาร AI Revolution ETF ของ Wedbush ที่ให้ผลตอบแทน 4.19% ในปีนี้ โดยถือหุ้นหลักในบริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง Micron Technology, AMD, Broadcom และ Nvidia

    อย่างไรก็ตาม เขาชี้ให้เห็นจุดที่นักลงทุนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยากในตอนนี้ว่า บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จำนวนมากยังเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

    เขาคาดว่า ตลาดโดยรวมจะมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า และจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคและการดำเนินงานของภาคธุรกิจ

    ทว่าไอฟส์ก็ย้ำในตอนท้ายว่า แม้หุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล การขยายตัวของเทคโนโลยีนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาและกำกับดูแลอย่างรอบคอบควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว

    ++++

    อ้างอิง: Barclays และ CNBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1238443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YQdQPOz1jooaXe7iO8Jvx

  • ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    น่าสังเกตุที่ทุกครั้งที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 และวิกฤติโควิดในปี 2563 นั้น 

    แม้ว่าเราจะฟื้นได้ทุกครั้งภายหลังวิกฤติ แต่ละครั้งนั้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะไม่กลับไปอยู่ระดับเดิมเท่ากับในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ เช่น อัตราการขยายตัว GDP หลังฟื้นตัวจากวิกฤติต้มยำกุ้ง GDP ไทยขยายตัวอยู่ที่ 6% เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีก่อนเกิดวิกฤติที่ 8.1% 

    และในช่วงหลังจากเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2550-2551 นั้น GDP ไทยขยายตัวราว 4% เทียบกับ 5.6% ก่อนเกิดวิกฤติ และอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยภายหลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติไวรัสโควิดอยู่ 2-3% เทียบกับ 4% ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ 

    ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    เศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรงหลังวิกฤต

    ทำให้หลายคนฉงนว่าทุกครั้งที่ระบบเศรษฐกิจไทยเจอวิกฤติ แม้ว่าจะหลุดรอดฟื้นตัวขึ้นมาได้ แต่เหมือนว่าไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าปรับตัวไม่ได้ในเวทีเศรษฐกิจโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มีวิกฤติ หรือโรคร้ายได้ทำลายความเข็มแข็งของเราไปบางส่วน จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยหล่นหายไประหว่างการฟื้นตัว จนในปัจจุบันนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับรั้งท้ายของอาเซียน  

    สาเหตุที่ประเทศไทยสูญเสียความสามารถตกหล่นไปในระหว่างวิกฤติหรือระหว่างการฟื้นตัวนั้น ได้แสดงออกมาทางผลิตภาพการผลิต หรือ Productivity แม้แต่รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจยังเอ่ยว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ จำเป็นที่ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ 

    ผลิตภาพการผลิตของแรงงานลดกว่าเท่าตัว

    ซึ่งก็จริงดังที่กังวล เพราะหากดูที่อัตราการขยายตัวผลิตภาพการผลิตของไทยจะพบว่า Productivity ของไทยขยายตัวช้าลงในช่วงหลังๆ เช่น การศึกษาของ OECD ที่ระบุว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภาพการผลิตของแรงงานไทยในช่วง 2558 – 2566 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งลดลงกว่าเท่าตัวในช่วง 2553 – 2558 ที่มีอัตราการขยายตัวที่ 4.8% และถ้ามองในรูปด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มองผ่านตัวชี้ที่เรียกว่า Total Factor Productivity (TFP) แล้ว อัตราขยายตัวเฉลี่ยของไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาเท่ากับศูนย์

    ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    ในปี 2567 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แจงว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจาก TFP ของภาคบริการกว่า 3.07 ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเท่ากับ 0.38 และ ภาคเกษตรฯ ติดลบ 0.98 สรุปง่าย ๆ ก็คือ ภาคบริการมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารได้ดีมาก 

    ขณะที่ภาคเกษตรฯ ยังถือว่าไม่มีการพัฒนานวัตกรรมแต่อย่างใด ส่วนในภาคอุตสาหกรรมนั้นเรียกได้ว่าการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะของแรงงานนั้นยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับชาวบ้าน 

    นอกจากนี้ ระดับของนวัตกรรมยังกระจุกอยู่กับอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศ (FDI) เป็นส่วนมาก และยังกระจุกในบางพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) รวมทั้งเป็นการเชื่อมทางธุรกิจกับต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ทำให้การกระจายนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่น ๆ ในประเทศได้น้อยมาก

    เร่งเพิ่มผลิตภาพการผลิตเป็นทางรอด

    ดังนั้นประเด็นเร่งด่วนในการค้นหาสิ่งที่ขาดหายไประหว่างทางของการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลายากลำบากทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่าการเอาจริงเอาจังในเรื่องการเพิ่มผลิตภาพการผลิตคือหนึ่งของหนทางที่จะพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอย่างน้อยก็พอที่จะฟื้นไข้ได้เร็ว เข้มแข็ง จนพอมีแรงที่จะไปคิดหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ชอบเรียกว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ไม่เช่นนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะยังไปได้ช้า และกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น FDI 

    การเพิ่มผลิตภาพการผลิตมองง่าย ๆ โดยแบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือ การยกระดับคุณภาพปัจจัยการผลิต ที่ประกอบด้วยทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

    ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี

    ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือการสร้างความพร้อมและยกระดับระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่จะช่วยให้ภาคการผลิตใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับปรุงระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ที่สร้างต้นทุนทั้งเงินและเวลาให้กับภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น ปัญหาคอรับชั่น การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่ภาคการผลิต ยกระดับการศึกษาและประสิทธิภาพแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานทั้งกายภาพ การเงิน และงานวิจัย รวมทั้งนโยบายการค้าต่างประเทศที่เปิดโอกาสทางการตลาดและการลงทุน 

    ทั้งหมดนี้เป็นการขยับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายออกไป รวมทั้งยังช่วยให้หน่วยผลิตของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญยิ่ง ปัจจัยด้านระบบนิเวศน์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่จะทำให้เราสามารถสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ไปได้พร้อมกับการเรียกคืนความสามารถในการแข่งขันให้กับเครื่องยนต์เดิมที่ยังมีอยู่ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง 

    รัฐบาลทุกยุครู้ดีว่าต้องทำอะไร

    เรื่องต่าง ๆ ข้างต้นนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องเดียวกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีการพูดกันมานาน หลายเรื่องก็เริ่มกันมาแล้ว บางเรื่องก็ได้แต่พูด และทุกเรื่องที่จะต้องทำต้องการระยะเวลาและความมุ่งมั่นทางการเมืองที่สูงมาก เชื่อว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรู้เรื่องดีและรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ที่ไม่ทำหรือทำไม่เต็มที่นั้น ก็อาจเป็นเพราะบางเรื่องเหล่านี้อาจทำยาก ทำนาน สร้างผลกระทบผู้คนในวงกว้าง และไม่อาจเสร็จทันในยุคสมัย เลยเลือกที่จะหันไปทำเรื่องไว ๆ เลยทำให้โครงสร้างใหญ่ไม่ได้มีการปรับปรุงให้แข็งแรงตามยุคสมัยได้

    สำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ที่ได้ฟังจากรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจหลายท่านพูดแล้ว ก็อุ่นใจได้เปลาะหนึ่งว่ารัฐบาลรู้ปัญหาดีมาก ส่วนที่เหลือ ก็เหลือแต่ความจริงใจและความกล้าหาญมางการเมืองจริง ๆ ในการสร้างความเข้มแข็งที่หล่นหายไปในทุกช่วงของวิกฤติที่เศรษฐกิจไทยประสบมา เอาใจช่วย ไม่เช่นนั้น Whatever we lost in Transition, will be gone for good 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/661354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u0zGqf6YouiKH6L-17ONT

  • ‘เอไอแทนคน’จุดเสี่ยงเศรษฐกิจ คนตกงานสูญรายได้ ฉุดกำลังซื้อกระทบศก.ทั้งระบบ

    ‘เอไอแทนคน’จุดเสี่ยงเศรษฐกิจ คนตกงานสูญรายได้ ฉุดกำลังซื้อกระทบศก.ทั้งระบบ

    เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ระบบเศรษฐกิจอีกระลอก เมื่อองค์กรทั่วโลกลุยปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง และนำเอไอเข้ามาทำงานแทนที่เพื่อลดต้นทุน แต่เมื่อคนทำงานถูกเลิกจ้าง สูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายสินค้าบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    งานวิจัย The AI Layoff Trap หรือ ‘กับดักเลิกจ้างด้วยเอไอ’ บ่งชี้ว่า แม้เอไอจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุนให้ธุรกิจ แต่การแทนที่แรงงานวงกว้างอาจทำให้รายได้ และกำลังซื้อผู้คนลดลงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่ไม่กระทบเฉพาะคนทำงาน แต่รวมถึงธุรกิจ และเศรษฐกิจทั้งระบบด้วย

    นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลเอไอ ขณะที่องค์กรภาคธุรกิจเริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ในงานหลายประเภท ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานเอกสาร และงานธุรการ

    การพูดคุยเกี่ยวกับเอไอช่วงแรก มักเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลายองค์กรชูภาพเอไอในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างผลงานได้มากขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “เอไอช่วยคนทำงานอย่างไร” ไปสู่ “เอไอจะเข้ามาแทนคนได้มากแค่ไหน”

    บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากปรับโครงสร้างองค์กรคู่กับการลงทุนเอไอ ผู้บริหารบางราย เผยว่า ตำแหน่งงานบางประเภทไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกต่อไป ขณะที่บางองค์กรเริ่มทดลองใช้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนพนักงาน ทำให้เกิดความกังวลในตลาดแรงงานทั่วโลกว่า การปฏิวัติด้านเอไอกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแรงงานไปจากเดิม

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอไอแต่คือแรงจูงใจธุรกิจ

    งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” โดย เบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก (Brett Hemenway Falk) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ เจอร์รี ซูคาลาส (Gerry Tsoukalas) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนในระบบเศรษฐกิจยุคเอไอ นั่นคือ การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างมากเกินกว่าที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม จนท้ายที่สุดกระทบทั้งแรงงาน และตัวบริษัทเอง

    นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากทุกบริษัทต่างรู้ว่าการเลิกจ้างในวงกว้างอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว เหตุใดจึงยังไม่มีใครยอมชะลอการใช้เอไอ

    งานวิจัยยกตัวอย่างบริษัท Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ ที่ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่า เอไอทำให้งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลในสหรัฐพบว่าปี 2568 มีการเลิกจ้างมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และราว 55,000 ตำแหน่งเชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้งานโดยตรง

    พนง.ไม่ได้เป็นต้นทุนแต่เป็นฟันเฟืองศก.

    ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า กระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น

    นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ผลกระทบจากลดการจ้างงาน กลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลง แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ

    จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด

    บริษัทมองเห็นกำไรแต่ไม่เห็นต้นทุนระบบ

    ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง

    สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายสู่ธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงเล็กน้อย งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ”

    ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์เป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท

    นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที

    เสนอเก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ

    นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ ผลคือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้

    ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ

    แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน

    รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้

    นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต

    บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่ เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด

    เทคสหรัฐปลดคนแล้วกว่า 1.5 แสนคน

    ขณะที่ การปลดพนักงานในภาคเทคโนโลยีของสหรัฐ ปี 2026 ยังดำเนินต่อไป มีจำนวนรวมมากกว่า 150,000 ตำแหน่งแล้ว แม้รายงานการจ้างงานเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาจะออกมาแข็งแกร่ง แต่ “ภาคเทคโนโลยี” ยังลดพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ

    บริษัทชาลเลนเจอร์ เกรย์ แลนด์คริสต์มาส ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีปลดพนักงาน 38,242 คนในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีตำแหน่งงานในภาคเทคโนโลยีหายไปแล้วมากกว่า 123,000 ตำแหน่ง ขณะที่รายงานของบริษัททรูอัป ประเมินตัวเลขดังกล่าวไว้สูงกว่าที่ 150,526 ตำแหน่ง

    สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนพ.ค. ได้แก่ Meta เริ่มปลดพนักงาน 8,000 คนตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้า ส่วน Intuit ปลดพนักงานราว 3,000 คน ทั้งยังมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก Wix, Cisco, LinkedIn และ GM ส่วนเดือนเม.ย. มีพนักงานเกือบ 12,000 คนถูกปลดออกจากงาน รวมถึงจาก Disney, Amazon และ Snap ส่วนเดือนมี.ค. เป็นเดือนที่มีตัวเลขสูงที่สุด โดยมีผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 50,000 คน

    หลายบริษัทต่างระบุถึงสาเหตุสำคัญของการปลดพนักงานว่า มาจากการเพิ่มการลงทุนใน AI

    ทรูอัประบุว่า การปลดพนักงานดูเหมือนจะเกิดขึ้นในอัตราที่ “เร็วกว่าปีก่อน” โดยตลอดปี 2025 มีพนักงานในภาคเทคโนโลยีมากกว่า 245,000 คนถูกเลิกจ้าง

    Oracle-Meta นำทีมเลิกจ้าง

    ภาคเทคโนโลยีที่ประกาศลดจำนวนพนักงานในปีนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการคลาวด์ ไปจนถึงบริษัทเกมรายใหญ่ หลายแห่งระบุว่าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น

    Oracle ปรับลดพนักงานจำนวนมากในเดือนมี.ค. ท่ามกลางรายงานว่าบริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้าน Meta เริ่มทยอยปลดพนักงานราว 8,000 คนในเดือนพ.ค. พร้อมยกเลิกตำแหน่งงานที่เปิดรับอีก 6,000 ตำแหน่ง เพื่อเปิดทางสำหรับการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้น ขณะที่ Cisco ประกาศปลดพนักงานเกือบ 4,000 คน โดยจะนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจชิป เครือข่าย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้ AI ภายในองค์กร 

    ส่วน LinkedIn เตรียมลดพนักงาน 5% หรือประมาณ 875 คน ขณะที่ Coinbase, Cloudflare, ClickUp และ Wix ต่างประกาศลดจำนวนพนักงานพร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ด้าน Salesforce หนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกเริ่มปลดพนักงานในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ AI และระบบคลาวด์

    ไม่ได้เลย์ออฟแค่ในภาคเทคโนโลยี

    กระแสลดจำนวนพนักงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเทคโนโลยี แต่ลามไปยังหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน ค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงโลจิสติกส์

    เอสเต ลอเดอร์ (Estee Lauder) บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของโลก เพิ่มเป้าลดจำนวนพนักงานเป็น 9,000-10,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่วางแผนไว้ไม่เกิน 7,000 ตำแหน่ง

    ไฮเนเกน (Heineken) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก เผยว่ากำลังลดพนักงานสูงสุด 6,000 ตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะตลาดเบียร์ที่ซบเซา และการปิดโรงงานผลิตบางแห่งนอกทวีปยุโรป

    ยูพีเอส (UPS) บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์รายใหญ่ของสหรัฐ เตรียมลดพนักงานด้านปฏิบัติการเพิ่มเติมอีก 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ หลังจากเพิ่งปลดพนักงานไปแล้ว 48,000 ตำแหน่งในปี 2025 ส่งผลให้ยอดลดพนักงานสะสมในช่วงสองปีแตะ 78,000 ตำแหน่ง ส่วนไนกี้ (Nike) ก็ประกาศลดพนักงานรอบที่สองของปี พนักงานได้รับผลกระทบ 1,400 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสายงานเทคโนโลยี หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดพนักงานไปแล้ว 775 คน ส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานกระจายสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1238441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oktC2nc-1LNOuyaCTpjeK