Blog

  • ส.อ.ท.ชี้สันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69

    ส.อ.ท.ชี้สันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69

    ภาคอุตสาหกรรมไทยจับตาพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง หลังความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการเดินเรือพาณิชย์ ส่งสัญญาณคลายความกังวลด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

    พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถลงนามและบังคับใช้ได้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป และภาคขนส่ง

    “หากสถานการณ์คลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    — พิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองว่ายังต้องติดตามความชัดเจนของการลงนามและการบังคับใช้ข้อตกลง รวมถึงการฟื้นตัวของปริมาณการเดินเรือและทิศทางราคาพลังงานในระยะต่อไป เพื่อประเมินว่าผลเชิงบวกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 เป็น 1.6%-2.0% จากเดิม 1.2%-1.6% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    แม้ตัวเลขการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโตถึง 18.9% และกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 48.4% แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวในลักษณะ K-shape หรือฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เนื่องจากหลายภาคส่วนยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าระหว่างประเทศ

    พิมพ์ใจ กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายควรถูกมองเป็น ‘โอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยอัตโนมัติ เพราะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันยังคงเป็นโจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย

    ในระยะต่อไป ส.อ.ท. จะเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการนำระบบ Automation, Digital และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การใช้พลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-middle-east-peace-thai-economy-2569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_Ei7mA5wbplBeOMLwllh

  • วันแรก! เริ่มใช้สิทธิสั่ง “ฟู้ดเดลิเวอรี” ผ่านไทยช่วยไทย พลัส

    วันแรก! เริ่มใช้สิทธิสั่ง “ฟู้ดเดลิเวอรี” ผ่านไทยช่วยไทย พลัส

    วันนี้ (15 มิ.ย.2569) เป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี โดยใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ขณะเดียวกันมีร้านอาหารลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า

    สำหรับการใช้งาน ให้เปิดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ กดเลือกแบนเนอร์หรือสัญลักษณ์ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ระบบจะเชื่อมต่อไปยังแอปฯ เป๋าตังอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้บริการกดยืนยันการผูกบัญชีและยินยอมเข้าถึงสิทธิ จากนั้น ค้นหาร้านอาหารที่มีสัญลักษณ์โครงการฯ เลือกเมนูอาหารหรือเครื่องดื่มที่ต้องการลงตะกร้า เมื่อกด “สั่งซื้อ” ระบบจะคำนวณสัดส่วนให้อัตโนมัติ (รัฐช่วยจ่าย 60% และผู้ใช้จ่ายเอง 40%) จากนั้นระบบจะส่งคำสั่งซื้อไปยังแอปฯ เป๋าตังโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สิทธิต้องรีบเข้าแอปฯ เป๋าตัง เพื่อกดชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด (เช่น ภายใน 5-10 นาที) เพื่อเป็นการยืนยันออเดอร์ให้เสร็จสมบูรณ์

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าบริการจัดส่ง โดยผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้ชำระค่าส่งเต็มจำนวน ตามอัตราของแอปฯ นั้นๆ

    ขณะที่กระทรวงการคลัง เปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดของโครงการฯ พบว่า มีร้านค้าที่พร้อมเปิดให้บริการทั้งร้านค้าทั่วไปและร้านเดลิเวอรี รวมกันมากกว่า 1 ล้านแห่ง แบ่งเป็น กลุ่มร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมมาตรการของรัฐ 875,831 ร้านค้า และมีร้านค้าหน้าใหม่ที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มอีก 168,307 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,576 ร้านค้า

    ส่วนผู้ได้รับสิทธิในโครงการฯ ใช้จ่ายแล้ว 24.8 ล้านคน และพบว่า มีประชาชนกลุ่มที่ใช้สิทธิเต็มวงเงิน 1,000 บาท ถึง 2.65 ล้านคน มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 29,363 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจ่ายให้เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 17,012 ล้านบาท และส่วนที่เป็นเงินของภาคประชาชนร่วมจ่ายสมทบเอง 12,350 ล้านบาท

    ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นปัจจัยบวก ช่วยประคองเศรษฐกิจและทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยมียอดขายดีขึ้น แต่ผู้ประกอบการอาจไม่ได้รู้สึกว่า ธุรกิจสดใส เพราะยังมีต้นทุนที่สูงขึ้น จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง ขณะที่ผลจากโครงการฯ ต่อระบบเศรษฐกิจ คาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค.

    อ่านข่าว :

    พ่อค้าแม่ค้าประสานเสียงขอ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หลังยอดขายพุ่ง 50%

    สภาอุยกูร์โลกประณามไทย หลังศาลสั่งประหาร 2 ผู้ต้องหาคดีระเบิดแยกราชประสงค์

    สภาพอากาศวันนี้ ฝนหนักทั่วไทย เหนือ-อีสาน-ตะวันออก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dPbWRW-vuUCDc4zqaDTw5

  • ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังส่งออกตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

    ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังส่งออกตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

    สืบเนื่องจากที่เช้าวันที่ 15 มิ.ย.2569 เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ประกาศว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย พร้อมเสริมว่า พิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    ส่งผลให้ วันเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับ ‘อิหร่าน’ อนุมัติเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติ การทางทหารในทุกแนวรบโดยทันที

    วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้อิสราเอลจะยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ แต่หากสามารถลงนามในข้อตกลงได้ ก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ไม่น่าจะขัดแย้งกับแนวทางของสหรัฐฯ มากนัก และอย่างน้อยจะช่วยให้สถานการณ์ในภูมิภาค ‘คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง’

    ภาพแผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชีย 1

    ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนนั้น ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่ดำเนินมายาวนานและยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ส่งออก ภาคธุรกิจไทยยังคงจับตาสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของภูมิภาคและไทย

    เผยส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

    โดยปัจจุบัน จากสถานการณ์ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าไทยไปยังตะวันออกกลาง ลดลงอย่างมาก เหลือเพียงราว 20-30% ของปริมาณเดิม เนื่องจากท่าเรือหลักหลายแห่งได้รับผลกระทบ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปยังท่าเรืออื่นแทน

    หนึ่งในท่าเรือสำคัญคือท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) ท่าเรือดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ของภูมิภาค แต่ในช่วงหลังมีการเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบียมากขึ้น แม้จะต้องอ้อมผ่านเส้นทางทะเลแดงก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ท่าเรือหลายแห่งยังไม่สามารถรองรับ เรือสินค้าขนาดใหญ่ได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความแออัด ขณะที่การขนส่งภายในประเทศยังต้องพึ่งพารถบรรทุก ทำให้ต้นทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง

    “ผมประเมินว่าไทยยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหากมีการประกาศเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันต่อเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศในเอเชียยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก” วิศิษฐ์ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันและโรงกลั่นหลายแห่งยังไม่ต้องการปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันจากรัสเซียหรือสหรัฐฯ เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันแตกต่างกัน และจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะหากลงทุนไปแล้ว แต่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น

    ด้านสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ ยังไม่พบภาวะขาดแคลนมากนัก แม้ก่อนหน้านี้จะมีความกังวลเกี่ยวกับวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น เม็ดพลาสติก แพกเกจจิง ซองบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับตัว ทั้งยังมีการบริหารสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน จึงยังสามารถพยุงราคาต่อไปได้

    ในขณะเดียวกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ที่กักตุนวัตถุดิบไว้ในราคาสูงอาจต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การปรับลดต้นทุนจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-6 เดือน จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น ผู้ประกอบการพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่สะท้อนภาพได้อย่างชัดเจน แม้จะขอปรับขึ้นราคาประมาณ 10% แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าธุรกิจ ผู้ประกอบการ ‘ยอมเจ็บตัว’ สามารถปรับขึ้นได้จริงเพียง 2-3% เท่านั้น เนื่องจากต้องรักษาฐานลูกค้าไว้

    ขณะที่ประเทศคู่ค้าก็เผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากจำเป็นต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกไว้ต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ส.อ.ท. ชี้สัญญาณบวก หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า

    “หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก”

    โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความ ไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง”

    หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” พิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6-2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2-1.6%

    ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5-3.0%

    “สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ คือ ‘จังหวะโอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

    ภาพ: Istanblue78 / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hormuz-strait-us-iran-asia-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ImSyogHoiyEDzJMyjpXaf

  • ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1238597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HuvAN0DphpTBEURy2uWCV

  • ทองคำแนวต้านแรก นับหนึ่ง แนวต้านต่อไปพบกัน ฿67,000!! – InterGold

    ทองคำแนวต้านแรก นับหนึ่ง แนวต้านต่อไปพบกัน ฿67,000!! – InterGold

    .

    Nasdaq พุ่งต่อเนื่อง ตะวันออกกลางจบ ทองคำเตรียมร่วง? อย่าเพิ่งหลงกลภาพลวงตา!

    .

    สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ช่วงหลังเลิกงานแบบนี้ ชวนมาดึงสติและมองข้ามช็อต “ข่าวดี” เรื่องการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกันสักนิด หลายคนเห็นราคาน้ำมันร่วง Bond Yield ลด แล้วคิดว่าทองคำกำลังจะหมดเสน่ห์ขาลง แต่บอกเลยว่านาทีนี้ ราคาทองคำที่ดีดกลับขึ้นมายืนบริเวณ 4,315 ดอลลาร์ มันคือ “ของจริง” ที่กำลังเปล่งประกายท่ามกลางฟองสบู่ของตลาดทุนครับ!

    .

    เบื้องหลังความสงบ คือวิกฤตเงินเฟ้อที่ฝังรากลึก 

    แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนสงบ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจครับ ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.2% โดยมีแรงหนุนมาจากภาคพลังงาน และมันกำลังเตรียมลุกลามเข้าสู่ภาคการผลิตรวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซ้ำร้ายกว่านั้น Fed อาจใช้ข้ออ้างเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยลดต้นทุนในอนาคต มาเป็นเหตุผลในการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อวิ่งลอยตัว สภาวะที่ดอกเบี้ยไล่ตามเงินเฟ้อไม่ทันแบบนี้ กำลังผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุค “ต้นทุนทางการเงินติดลบ” (Negative Real Yield) อย่างเต็มตัว ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการเสื่อมมูลค่าครั้งใหญ่ในระบบเงินกระดาษที่จะหนุนให้ราคาทองคำเป็นขาขึ้นยาวๆ ครับ

    .

    เกมจัดระเบียบโลกใหม่ และอาวุธลับของจีน

    ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงของราคาทองคำในระยะยาวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการสงบศึกชั่วคราว แต่คือการจัดระเบียบขั้วอำนาจโลกใหม่ (New World Order) และการต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าแบนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน ฝั่งจีนก็ตอบโต้ด้วยเกมเหนือชั้นอย่างการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่า ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกจากจีนแพงขึ้น และกลายเป็นการ “ส่งออกเงินเฟ้อ” ไปถล่มซ้ำเติมเศรษฐกิจทั่วโลกทันที

    .

    วิกฤตดอลลาร์เสื่อมค่า เม็ดเงินวิ่งหาที่หลบภัย

    ยิ่งไปกว่านั้น กระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) เริ่มแสดงผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราได้เห็นการเปิดตัวสกุลเงินของกลุ่ม BRICS ที่มีทองคำหนุนหลังสูงถึง 40% รวมถึงการที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลางหันมาซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวนมากขึ้น เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาระหนี้สินมหาศาลจนไม่สามารถรับภาระการจ่ายดอกเบี้ยในระดับสูงได้ตลอดไป ทางออกที่เลี่ยงไม่ได้คือการพึ่งพาการพิมพ์เงินเพิ่มและปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมมูลค่าลง และวิกฤตความเชื่อมั่นนี้เองที่จะส่งผลให้เม็ดเงินทั่วโลกต้องหนีตายเข้าหาที่หลบภัยในสินทรัพย์ที่รัฐบาลพิมพ์เพิ่มไม่ได้อย่างทองคำ

    .

    สรุปกลยุทธ์เย็นนี้ อดทนถือครอง โซนย่อลึกคือ “โอกาสทอง”

    สำหรับทิศทางระยะสั้นหลังจากที่ราคาทองคำดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อาจเป็นการรีบาวนด์และยังคงมีความผันผวนหลงเหลืออยู่ นักลงทุนควรยึดหลักการลงทุนอย่างยั่งยืนไว้ครับ

    • ผู้ที่มีทองคำอยู่แล้ว 80-90% ของพอร์ต “ไม่จำเป็นต้องเทขาย” เพื่อหนีความผันผวนในระยะสั้นครับ แนะนำให้ถือครองต่อไป (Hold) เพื่อกอดสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งนี้ไว้

    • กระสุนนัดสุดท้าย 10% ในกรณีที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนกและกดดันให้ราคาย่อตัวลงลึกจนหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ให้มองว่าเป็นเพียงการสะบัดลงชั่วคราวและเป็น “โอกาสทอง” ในการนำเงินสดสำรองที่เหลือเข้าซื้อสะสมเพิ่มเติมทันทีครับ

    การอดทนถือครองทองคำสวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจที่เปราะบาง จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของคุณ และเปิดโอกาสรับผลตอบแทนอย่างมหาศาลเมื่อฟองสบู่ในตลาดหุ้นระดับประวัติศาสตร์สิ้นสุดลง แล้วเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยครับ

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/OtyNqV98_Xc

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-15-06-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ae_3UjgcueQbgvWqdrb0p

  • ส.อ.ท. ชี้สัญญาณสันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ส.อ.ท. ชี้สัญญาณสันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569


    ส.อ.ท. ชี้สัญญาณสันติภาพตะวันออกกลาง – เปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดแรงกดดันต้นทุนพลังงาน–โลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 แต่ภาคอุตสาหกรรมยังต้องเร่งปรับตัวสู่ Intelligent Industry

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6%–2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2%–1.6% ขณะที่การส่งออกปรับ

    เพิ่มเป็นขยายตัว 8%–10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5%–3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง หรือ K-shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ ควรถูกมองเป็น “จังหวะโอกาส” ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบ Automation และ Digital & AI ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YFYgvhD7wbxW8OQ-nHFFs

  • อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    อนุทิน มองบวก 'สหรัฐ-อิหร่าน' สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐและอิหร่านเตรียมลงนามสัญญาสันติภาพว่าถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยให้วิกฤตการณ์โลกคลี่คลายลงและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพปัจจัยภายนอกที่ผันผวนได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลไม่ได้ดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเพียงรายวัน แต่ได้วางกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก 

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในภาวะวิกฤตการณ์จากภายนอกและภาวะสงคราม รัฐบาลมีความพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยจะไม่ลดน้อยถอยลง โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้ความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงจนกระทบต่อการดำรงชีวิต

    รัฐบาลพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประชาชน เพื่อให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลดน้อยถอยลง แม้จะเผชิญกับภาวะสงครามหรือวิกฤตจากภายนอกก็ตาม

    ขณะเดียวกันในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ แม้จะเป็นการกู้เงิน แต่เป็นจะการกู้เงินในรูปแบบเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

    ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน จากเดิมก่อนที่จะมีการออกพ.ร.ก.เงินกู้ กระทรวงการคลังได้รายงานว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อปี แต่ด้วยสภาพคล่องและเงินฝากจำนวนมากในระบบ รัฐบาลสามารถบริหารจนได้เงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 1.2 % ต่อปีเท่านั้น และรัฐบาลมีหน้าที่ในการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยส่วนนี้โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติมที่จะเป็นภาระของประชาชน

    ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยและเงินต้นที่กู้มานี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระคืนทั้งหมด พวกผมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปชำระดอกเบี้ยและผ่อนจ่ายเงินกู้ด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและยกระดับเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทย โดยรัฐบาลได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายเดลิเวอรีได้แก่ Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายและกระจายสินค้าสู่ประชาชน 

    โครงการนี้ใช้โมเดลการร่วมจ่ายแบบวิน-วิน โดย รัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเพียง 40% ซึ่งช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลงและผู้ขายขายได้มากขึ้น โดยผลจากการดำเนินโครงการพบว่า ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า และในกลุ่มสินค้าที่มีมาตรฐานโดดเด่นสามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 9-10 เท่า

    รัฐบาลคาดการณ์ว่าเมื่อจบโครงการ ผู้ประกอบการจะมีการปรับฐานรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า อย่างยั่งยืน จากการเข้าถึงช่องทางขายใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มขนาดกิจการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eu7LU1-zTqz_l-YB-EXHO

  • มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

    15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณถนนสีลม ซอย 5 และซอย 10 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร และพื้นที่พักผ่อนของพนักงานออฟฟิศในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพนักงานออฟฟิศในช่วงพักกลางวัน

    ตลอดเส้นทางมีประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชัน Z และเจเนอเรชัน Y เข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสียงเชียร์ “เบอร์ 14” ดังกึกก้องทั่วทั้งซอย สะท้อนกระแสความสนใจต่อนโยบายการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหากรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม

    จากการรับฟังความคิดเห็นของพนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ พบว่าปัญหาที่ต้องการให้เร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเดินทางที่ใช้เวลานาน ปัญหารถติดเรื้อรัง ค่าโดยสารสาธารณะที่เป็นภาระรายจ่าย การขาดพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน คุณภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเวลากลางคืน

    ขณะที่ประชาชนในกรุงเทพชั้นใน โดยเฉพาะย่านสีลม สาทร สุขุมวิท อโศก พระราม 4 และราชเทวี ยังสะท้อนปัญหาสำคัญเรื่องการจราจรติดขัด น้ำท่วมขังซ้ำซาก การค้าขายที่ชะลอตัว ทางเท้าไม่เป็นระเบียบ การเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ยังไม่สมบูรณ์ และต้นทุนการดำรงชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 14 ประการ หรือ “Human Innovation” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีควบคู่กับความเข้าใจชีวิตของประชาชน โดยจะนำระบบ AI Traffic มาช่วยบริหารจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์ ลดเวลาการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพรถโดยสารสาธารณะ พัฒนาระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าด้วย AI Flood Radar ขยายพื้นที่สีเขียวทั่วกรุงเทพมหานคร ยกระดับความปลอดภัย 24 ชั่วโมงด้วยระบบไฟส่องสว่างและกล้องอัจฉริยะส่งสัญญาณทันทีเมื่อมีเหตุไม่ปกติตามตรอกซอกซอย รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองผ่านนโยบาย Street Food Paradise และการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น

    “กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจะสร้างเมืองที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย ทำมาหากินได้ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมทั้ง 50 เขต” ดร.มัลลิกา กล่าว

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสตอบรับจากคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้ความสนใจต่อนโยบายการพัฒนาเมืองยุคใหม่ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของประชาชน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/970932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kVrLb3goUxOlK-XA4Ze7K

  • อิศรา เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย | one31.co.th

    อิศรา เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KaliC-Z3oQIHW3HtHabVU

  • ‘เอกนิติ’ ลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น เล็งปรับ GDP ใหม่ | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ ลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น เล็งปรับ GDP ใหม่ | เดลินิวส์

    วันที่ 15 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐและอิหร่านว่า หากวิกฤติการณ์โลกและสงครามคลี่คลายลง จะส่งผลให้เศรษฐกิจและ GDP โลกดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยรัฐบาลเตรียมที่จะทบทวนตัวเลข GDP ของประเทศไทยใหม่อีกครั้ง เมื่อสถานการณ์สงครามเบาบางลง

    อย่างไรก็ตามความผันผวนของสถานการณ์โลกที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงต้องมีความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ โดยสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดคือการดูแลผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนระดับฐานราก เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของกลุ่มคนเหล่านี้โดยตรง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาทหลังที่สนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีการปรับตัวลดลงบ้างในบางช่วง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี และการจะกลับไปราคาถูกเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้นเป็นไปได้ยาก

    “รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพในระยะยาว ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยตอบโจทย์ทั้งสองด้าน คือการเยียวยาประชาชนให้มีค่าใช้จ่ายน้อยลง และช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน”

    สำหรับการช่วยเหลือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและรายย่อย โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยลดต้นทุน เพิ่มยอดขายผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อความยั่งยืน รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เริ่มบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ และคณะกรรมการจัดทำงบประมาณ เพื่อเสนอโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านและมาตรการช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5946298/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ixOIy3C6TKs4paDkg5EU