Blog

  • ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เขย่าเศรษฐกิจโลก ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน-ขาดแคลนอาหาร ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เขย่าเศรษฐกิจโลก ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน-ขาดแคลนอาหาร ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปี 2026 จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปี เกิดขึ้นเมื่อลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอ่อนกำลังลง ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ กระบวนการนี้จะปล่อยความร้อนปริมาณมหาศาลที่สะสมในมหาสมุทรออกสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร พลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากสงครามอิหร่าน

    แอนดรูว์ วัตกินส์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโมนาช ชี้ให้เห็นว่าซูเปอร์เอลนีโญ จะยิ่งทำให้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยความร้อนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะทำให้อากาศกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น 7%  ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งภัยแล้งที่รุนแรง และการแกว่งตัวไปสู่พายุฝนที่รุนแรงอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่ หวัง หย่าฉี วิศวกรอาวุโสของศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีนเตือนว่า ซูเปอร์เอลนีโญเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งภูมิอากาศ และเศรษฐกิจ ทั้งนี้เฉิน ลี่จวน หัวหน้านักพยากรณ์อากาศเตือนว่า แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อุณหภูมิโลกอาจยังไม่แตะระดับสูงสุดในปีนี้ เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญมักจะเกิดช้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ความผันผวนของสภาพอากาศในปี 2026 นี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ในทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วิกฤติความมั่นคงทางอาหาร

    เบนจามิน เซลวิน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเตือนว่า ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมจากเอลนีโญในปี 2026 อาจนำไปสู่ทุพภิกขภัยทั่วโลก เดิมทีความหิวโหยเป็นเรื่องของการเมือง และเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่เอลนีโญเข้ามาทำให้เกิดความร้อน และภัยแล้งที่รุนแรงทำลายผลผลิต ยิ่งจะซ้ำเติมระบบอาหารโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว

    สินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดกำลังเผชิญกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น เช่น โกโก้ เนื่องจากแหล่งผลิตหลักอย่างกานา และโกตดิวัวร์เจอภัยแล้งรุนแรง ขณะที่ในเอเชีย เกษตรกรต้องรับมือกับราคาปุ๋ย และดีเซลที่สูงขึ้นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอกับเอลนีโญอาจทำให้น้ำตาล และยางพาราขาดแคลน ส่วนปริมาณน้ำฝนในช่วงมรสุมที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอินเดีย กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร

    การพึ่งพาปุ๋ยเคมี และปลูกพืชเชิงเดี่ยวในระบบเกษตรสมัยใหม่ ทำให้พืชปรับตัวได้น้อยลง เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเครียดจากความร้อนยังทำให้ผลิตภาพของปศุสัตว์ลดลงด้วย ในประเทศที่ยากจน และมีหนี้สินล้นพ้นตัว การพึ่งพาการนำเข้าอาหาร และปุ๋ยทำให้ไม่มีกันชนทางการเงินเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความหิวโหยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ภาคปศุสัตว์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องจากใช้พื้นที่เกษตรกรรมถึง 80% ของโลกปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งต้องการปุ๋ย และพลังงานฟอสซิลในปริมาณมหาศาล งานวิจัยของ ศ.เซลวิน เสนอว่าการเปลี่ยนไปสู่นิเวศเกษตร ที่เน้นความหลากหลายของพืช และการหมุนเวียนสารอาหารตามธรรมชาติจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารได้มากกว่าในระยะยาว

    ตัวอย่างความสำเร็จจากมาลาวี  แสดงให้เห็นว่าการปลูกข้าวโพดสลับกับพืชตระกูลถั่วช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 80% และมีความเสถียรมากกว่าในช่วงปีที่แห้งแล้ง หากไม่มีการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างระบบอาหารในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อาจทำให้ข้าวมีผลผลิตลดลงอย่างหนัก

    วิกฤติความมั่นคงทางพลังงาน

    ซูเปอร์เอลนีโญยิ่งทำให้ปัญหาวิกฤติความมั่นคงทางพลังงานรุนแรงยิ่งขึ้น เจสัน ยิง นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์สังเกตเห็นความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นในเอเชียเพื่อใช้ในการทำความเย็นในช่วงอากาศร้อนจัด สิ่งนี้อาจทำให้ยุโรปขาดแคลนก๊าซในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากสินค้าถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเอเชียแทน

    ภัยแล้งที่มาพร้อมกับซูเปอร์เอลนีโญ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในหลายภูมิภาค เช่น จีน บราซิล และโคลอมเบีย เมื่อระดับน้ำในเขื่อนลดต่ำลง ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องหันไปเผาไหม้ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเพื่อชดเชยการผลิตไฟฟ้าที่ขาดหายไป

    การหันไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงาน แต่ยังเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งส่งผลให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นไปอีก หวัง หย่าฉี ระบุว่าภาวะนี้สร้างวงจรที่สร้างความเสียหายซึ่งสร้างภาระหนักแก่เศรษฐกิจ นอกจากนี้ สภาพอากาศสุดขั้วเช่น น้ำท่วมรุนแรงยังอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้า เช่น สถานีไฟฟ้าย่อย และสายส่ง

    ในประเทศอย่างอินเดีย อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ปริมาณฝนที่ลดลงทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหยุดชะงัก ความตึงเครียดในระบบพลังงานนี้ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และซ้ำเติมวิกฤติราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน

    แม้บางประเทศอาจได้รับประโยชน์ในบางด้าน เช่น ปารากวัย ที่มีอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำที่แข็งแกร่ง แต่อีกหลายประเทศในแถบเทือกเขาแอนดีส กลับเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงกว่า การขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอาจทำให้โรงงานต้องลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งทำให้ซัปพลายเชนหยุดชะงักในวงกว้าง

    การจัดการความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางปริมาณน้ำที่ลดลงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้วางแผนนโยบาย ซึ่งต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางพลังงานในระยะสั้นกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    แรงกดดันจากเงินเฟ้อ

    ดีเอโก เปเรยรา นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของเอลนีโญต่อเศรษฐกิจไม่ได้เป็นแบบเส้นตรง โดยความเสียหายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นเกินเกณฑ์ 1.0 องศาเซลเซียส ดังนั้นซูเปอร์เอลนีโญอาจทำให้เกิด “ภาวะเงินเฟ้อช็อก” (Inflation Shock) ทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะในลาตินอเมริกา และเอเชีย

    ในสภาวะปกติ หากมีการจัดการที่ดีพอซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อโลก แต่สถานการณ์ในปี 2026 แตกต่างออกไป เนื่องจากเกิดควบคู่กับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แรงกดดันด้านราคามักจะพุ่งสูงสุดในช่วง 4-8 เดือนหลังจากเกิดผลกระทบครั้งแรก ซึ่งหมายความว่าผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงปี 2027

    ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญกับความกดดันที่ต้องรัดกุมนโยบายการเงินต่อไป เพื่อควบคุมราคาอาหาร และพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ความน่าเชื่อถือของผู้กำหนดนโยบายเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้การพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นภาวะเงินเฟ้อทั่วไปที่ควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางวิกฤติผลผลิตอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางภูมิภาค

    ในระดับภูมิภาค ผลกระทบมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก อาร์เจนตินา อาจได้รับประโยชน์จากฝนที่ช่วยเพิ่มผลผลิตถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยพยุงค่าเงินเปโซได้ ในทางตรงกันข้าม เปรู และเอกวาดอร์ ตกอยู่ในสถานะลำบากจากการประกาศสถานะฉุกเฉินเนื่องจากดินถล่ม และน้ำท่วม ซึ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และท่าเรือ

    การรับมือกับเอลนีโญจึงขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ มีการลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม และการจัดการน้ำมากน้อยเพียงใด ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้สาธารณะที่สูงทำให้บางรัฐไม่มีกันชนทางการเงินเพียงพอในการช่วยเหลือครัวเรือนเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น องค์กร Oxfam จึงเรียกร้องให้ประเทศกลุ่ม G7 ปรับเปลี่ยนงบประมาณทางการทหารมาช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางเหล่านี้

    การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในด้านการผลิตอาหาร และพลังงาน รวมถึงการก้าวข้ามโมเดลทางเศรษฐกิจที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นไปสู่ระบบที่เน้นความยืดหยุ่น และยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของโลก

    ที่มา: Financial TimesSouth China Morning PostThe ConversationThe Wall Street Journal

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1236881&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-zwXzRkRd1pf0odBcxzgh

  • ไทยตั้งเป้าเข้า OECD มุ่งเสริมศักยภาพประเทศ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน | เดลินิวส์

    ไทยตั้งเป้าเข้า OECD มุ่งเสริมศักยภาพประเทศ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่นของฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ระดับรัฐมนตรี (OECD Ministerial Council Meeting 2026 : MCM) ที่สำนักงานใหญ่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

    จากนั้น นายสีหศักดิ์ร่วมกล่าวในการประชุมแบบเต็มคณะ หัวข้อ “การสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายและผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรม” ตอนหนึ่งว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการทดแทนการนำเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่มุ่งเป้าหมาย การดำเนินยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) อย่างเข้มแข็ง และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยนโยบายเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี แต่บริบทที่เคยเอื้อต่อความสำเร็จดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจทางภาษี แต่ยังให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน นวัตกรรม คุณภาพของกฎระเบียบ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความมีเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ ขณะที่ประเทศต่างๆ ยังต้องสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายอุตสาหกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะภาคส่วน ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั่นหมายถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว และยังหมายถึงการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนในปัจจุบันต่างเชื่อมโยงและเป็นดำเนินการข้ามพรมแดนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแนวทางสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบัน ขณะที่เร่งเดินหน้าการปฏิรูป เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดีจึงมีความสำคัญต่อไทย เพราะเรามองว่าการเข้าเป็นสมาชิกไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ไทยสามารถนำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างไทยกับโออีซีดีไม่ได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ และตราสารต่างๆ ของโออีซีดี อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของโออีซีดี และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราเชื่อว่าโออีซีดีสามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในโออีซีดี และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ไทยจะได้เรียนรู้จากโออีซีดี แต่ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของโออีซีดีในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ตนเชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่าง ๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีโออีซีดีจึงยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

    จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รมว.ต่างประเทศบัลแกเรีย และรมช.ต่างประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการโออีซีดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5917946/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q1h-XbG3TiWKAbM5ZOj4x

  • พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว

    พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว

    พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว

    นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสแรกจะขยายตัว 2.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่เติบโตถึง 15.5% แต่ถือเป็นสัญญาณอันตรายและไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากเป็นการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกามีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเมื่อผลของการเร่งส่งออกล่วงหน้าหมดลง

    ข้อกังวลที่สำคัญคือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% ซึ่งทรงตัวในระดับต่ำมาตั้งแต่ปี 2567 สะท้อนว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า (Pass-through) โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย นอกจากนี้ ภาคบริการและการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 62% ของ GDP ยังเป็นเพียงบริการมูลค่าต่ำ และไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลดิจิทัล (Digital Deficit) จากการใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ

    นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดคือดุลบัญชีเดินสะพัด โดยในเดือนเมษายน 2569 เพียงเดือนเดียว ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ติดลบแล้ว 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับภาวะ Negative Deindustrialization หรือโครงสร้างอุตสาหกรรมหดตัวเพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพราะมีผลิตภาพที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดัน 3 ชุดหลัก ได้แก่ 1. การชะลอตัวของการส่งออกและการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีน 2. ความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากยืดเยื้ออาจฉุดให้ GDP ไทยทั้งปีเหลือเพียง 0.2% และ 3. ดัชนีความเชื่อมั่นต่อผลผลิตในอนาคต (PMI) ที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง โดยทางออกคือรัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรม แก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคตอย่างเร่งด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/743393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CTDHHQo4Dely0pKGKTPnO

  • ‘ยุทธพร’ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ คือนวัตกรรมการคลัง พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘ยุทธพร’ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ คือนวัตกรรมการคลัง พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    “รศ.ดร.ยุทธพร” ชี้ “ไทยช่วยไทย พลัส 60 : 40” คือนวัตกรรมการคลัง ช่วยเร่งการใช้จ่าย ลดต้นทุนชีวิต พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    4 มิถุนายน 2569 – รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” ว่า ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการคลังที่มีความลุ่มลึกและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก และกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแรง

    รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะกับดักการเติบโตต่ำ ต่อเนื่องมายาวนาน ขณะที่นโยบายการเงินแบบเดิม เช่น การลดดอกเบี้ย เริ่มมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ส่งผลให้นโยบายการคลังต้องเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน

    ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่เป็น สถาปัตยกรรมทางนโยบาย ที่ออกแบบมาอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

    จุดแข็งสำคัญของโมเดลร่วมจ่าย คือ การดึงเงินออมที่นอนนิ่งอยู่ในมือประชาชนให้ออกมาหมุนเวียนในระบบทันที แตกต่างจากนโยบายแจกเงินสดทั่วไปที่มักทำให้ประชาชนเลือกเก็บออม หรือใช้หนี้ จนเม็ดเงินไม่เกิดการหมุนเวียน

    “โมเดล 60/40 ทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้ร่วมลงทุนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงผู้รับสวัสดิการ เม็ดเงินจากภาครัฐจึงสามารถดึงเม็ดเงินจากภาคประชาชนเข้ามาเสริมพลังทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล” รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ

    นอกจากนี้ การกำหนดวงเงินใช้จ่ายรายวัน ยังช่วยเร่งความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน ทำให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ร้านค้ารายย่อย ร้านโชห่วย ตลาดสด และร้านอาหารทั่วประเทศ เกิดการหมุนเวียนหลายรอบในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว

    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ การขยายสิทธิประโยชน์ไปยังระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถบัส รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพของแรงงานและมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    “ต้นทุนการเดินทางของคนเมืองบางส่วนสูงถึง 20-30% ของรายได้ต่อวัน การที่รัฐช่วยลดภาระตรงนี้ลง 60% เท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ที่แท้จริงให้ประชาชนทันที”

    พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า การนำระบบ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในโครงการ ถือเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เพราะข้อมูลการซื้อขายของร้านค้ารายย่อยจะกลายเป็นเครดิตทางการเงินดิจิทัล ที่สามารถใช้ยื่นขอสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต

    นี่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจนอกระบบ เพราะที่ผ่านมา พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ เนื่องจากไม่มีเอกสารทางการเงินรองรับ

    “เมื่อร้านค้ามีประวัติการซื้อขายในระบบดิจิทัล ก็เท่ากับมีโปรไฟล์ทางเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ สามารถใช้เป็นหลักฐานในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐ และช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบในระยะยาว” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แตกต่างจากนโยบายประชานิยมแบบเดิม เพราะไม่ได้สร้างสังคมพึ่งพิงรัฐ แต่สร้างรัฐหุ้นส่วนประชาคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ

    “การที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วม มีศักดิ์ศรี และเป็นหุ้นส่วนของนโยบาย ไม่ใช่เพียงผู้รับของแจกฟรี” พร้อมมองว่า การหมุนเวียนเม็ดเงินในระดับชุมชน ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งทางสังคมและเศรษฐกิจฐานราก เพราะประชาชนหันมาอุดหนุนร้านค้าท้องถิ่น เกิดการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชนมากขึ้น

    รศ.ดร.ยุทธพร สรุปว่า ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ใช่เพียงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นต้นแบบนวัตกรรมการคลังยุคใหม่ ที่เปลี่ยนการสงเคราะห์ให้กลายเป็นความร่วมมือ เปลี่ยนเงินภาษีให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไปพร้อมกัน

    “นี่คือนโยบายที่ควรได้รับการสนับสนุนและต่อยอด เพราะเป็นหนึ่งในโมเดลการบริหารเศรษฐกิจที่เหมาะสมที่สุดกับบริบทของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1008304/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02YzlKsD9lez_Jj5MknpNn

  • “ธนกร” หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

    “ธนกร” หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

    4 มิถุนายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ภายใต้การนำของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อรับมือกับวิกฤตความผันผวนทางพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมองว่า การ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด คือหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางการแข่งขันของโลกที่ดุเดือด ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการวางอนาคตไทยให้มั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการภายใต้หลักการ โปร่งใส และการรักษา วินัยการคลัง ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการฯ โดยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ วันนี้เรากำลังเผชิญสงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าพลังงานรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 7–8% ของ GDP ประเทศ

    อีกทั้งยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 80 ของการใช้ภายในประเทศ และยังมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ดังนั้น จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ราคาอาหาร ต้นทุนภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนภาคเกษตร SMEs แบกรับภาระหนักขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ท้ายที่สุดจึงกระทบกำลังซื้อ การจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ 

    นายธนกร วังบุญคงชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทแรก ที่ใช้เพื่อการเยียวยาและลดภาระค่าครองชีพระยะสั้นนั้น เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจถึงความจำเป็น เพราะประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้น การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพแ ละประคับประคองกำลังซื้อ ในช่วงเวลานี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจโดยรวม

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวันนี้ คือ วงเงินอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น หลายท่านตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องรีบกู้เพื่อมาลงทุนเรื่องนี้ เหตุใดไม่ค่อย ๆ ลงทุนผ่านงบประมาณปกติ หรือเหตุใดไม่รอให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีกว่านี้ก่อน ซึ่งตนเห็นว่าคำถามเหล่านี้รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา

    “ประเทศไทยไม่มีเวลามากนักแล้ว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหม่ของโลก วันนี้ ประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งลงทุนมหาศาล เพื่อแย่งชิงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพียงปีเดียว การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    สหรัฐฯ ออกกฎหมาย Inflation Reduction Act วงเงินกว่า 369,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ส่วนจีนลงทุนด้านพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีสีเขียวในระดับมหาศาล ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเป็นเงื่อนไขทางการค้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ต้นทุนพลังงาน พลังงานสะอาด และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายธนกร กล่าว 

    นายธนกร วังบุญคงชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    นายธนกร กล่าวอีกว่า IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% และประมาณ 2.0% ในปี 2570 ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง วันนี้ประเทศคู่แข่งของไทยกำลังเร่งลงทุน นักลงทุนกำลังตัดสินใจเลือกฐานการผลิตใหม่ และห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง หากประเทศไทยช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่า ดังนั้น การลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้จ่าย แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินการภายใต้ 3 หลักการสำคัญ คือ ความโปร่งใส ความคุ้มค่า และต้องมีวินัยทางการคลัง โดยรัฐบาลต้องมีแผนบริหารหนี้ที่ชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเพื่อปกป้องอนาคตของประเทศ ความเสียหายในระยะยาวอาจรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การดูแลประชาชน และการวางรากฐานอนาคตของประเทศไทย เหมือนในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โครงการคนละครึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้รับเสียงชื่นชมเช่นกัน” นายธนกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378978338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t8eUhpg2KAmfNdr412xaI

  • วิธีลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569″ ยืนยันสิทธิ์ผ่าน 5 ช่องทาง

    วิธีลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569″ ยืนยันสิทธิ์ผ่าน 5 ช่องทาง

    รัฐบาลเปิดลงทะเบียนยืนยันสิทธิ  “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” ตั้งแต่วันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569  โดยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ต้องทำการลงทะเบียนยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ทุกราย เนื่องจาก ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันเป็นผู้ลงทะเบียนโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 และมีประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่น และไม่สามารถเข้าโครงการฯ รอบที่ผ่านมาได้ 

    โดยการลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ 5 ช่องทาง ดังนี้

    1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง

    2. แอปพลิเคชันทางรัฐ

    3. เว็บไซต์โครงการ

    4. เครื่อง ATM ธนาคารกรุงไทย

    5. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    และการยืนยันตัวตนครั้งนี้ กระทรวงการคลัง ระบุว่า เพื่อเร่งแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Exclusion Error) และเพื่อให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินโครงการฯ โดยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งการดำเนินการควบคู่ถือเป็นการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มเป้าหมาย ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูง และส่งผลต่อภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

    สำหรับสิทธิสวัสดิการยังคงเดิม โดยเป็นให้สิทธิประโยชน์ในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1.วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าฯ และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน

    2.วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน

    3.วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่

    • รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
    • รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
    • รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด
    • รถไฟ
    • รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร
    • รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน
    • รถสองแถวรับจ้าง
    • เรือโดยสารสาธารณะ

    โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ

    4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนดผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) จะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด

    5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท

    และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากผู้มีสิทธิฯ มีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯ จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด

    กระทรวงการคลัง
    ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านฯ ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ICHQNKpn_Je2XwaT4jMkY

  • “กรณ์” งัดตัวเลขโต้รัฐบาล ลั่นไทยไม่วิกฤต ค้านออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

    “กรณ์” งัดตัวเลขโต้รัฐบาล ลั่นไทยไม่วิกฤต ค้านออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

    วันนี้ (4 มิ.ย.2569) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนับสนุนญัตติขอจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยกล่าวว่า การใช้อำนาจออก พ.ร.ก. ในครั้งนี้มี ความจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจุบันเรื่องดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณากรณี พ.ร.ก.กู้เงินมาแล้ว 2 ครั้งในอดีต คือในปี 2552 และปี 2555 ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ขณะที่การพิจารณาครั้งนี้จะอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 172 ซึ่งกำหนดชัดเจนว่า การออก พ.ร.ก. สามารถกระทำได้ เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน จนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    นายกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญเสมอคือ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ประเทศกำลังเผชิญปัญหาด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็นมาตรการที่จำเป็นเร่งด่วน และไม่สามารถใช้วิธีการอื่นทดแทนได้

    นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ในระดับที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แม้เศรษฐกิจอาจไม่ได้ขยายตัวในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าวิกฤต โดยอ้างอิงตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายด้านประกอบการวิเคราะห์

    รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รายงานการจัดเก็บรายได้ภาครัฐในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตสงครามในต่างประเทศด้วยนั้น พบว่ารัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมายกว่า 31,000 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเมษายนอยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนว่าสถานะทางการคลังของประเทศยังมีความมั่นคง

    นอกจากนี้ ระดับหนี้สาธารณะยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่งประกาศตัวเลข GDP ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 สูงกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ แม้อาจไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงมาก แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่สะท้อนถึงภาวะวิกฤต

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 22 พ.ค. ระบุว่าไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับประมาณ 10 ล้านล้านบาท ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทุนสำรองสูงที่สุดของโลก

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะอ้างภาวะวิกฤตหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้

    “หากรัฐบาลมีความกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ก็ควรเลือกใช้มาตรการอื่นที่ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น การลดราคาน้ำมัน การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือการลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ” นายกรณ์ กล่าว

    รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตือนว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว หากรัฐบาลในอนาคตสามารถอ้างภาวะเศรษฐกิจทั่วไปเป็นเหตุในการออก พ.ร.ก. ได้โดยง่าย จะทำให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 รวมถึงกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ หมดความหมาย และอาจเปิดทางให้มีการก่อหนี้เกินความจำเป็นในอนาคต

    อาจมีผู้มองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพ แต่การนำเรื่องดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ถือเป็นการตีความที่เกินขอบเขต การเมืองอาจใช้วาทกรรมได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น

    นายกรณ์ กล่าวอีกว่า หากมีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม ก็ควรเลือกใช้วิธีนั้น เพราะการกู้เงินเพิ่มหมายถึงภาระหนี้ของประเทศที่สูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    อ่านข่าวอื่น :

    “ภราดร” ยันถอนชื่อแก้ รธน. ไม่กระทบสัมพันธ์ “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย”

    หยุดยิง! อิสราเอล-เลบานอน เงื่อนไขเหล็ก “เฮซบอลลาห์” ปลดอาวุธ-ถอนกำลัง

    เปิดลิสต์ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ เดือนมิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506694&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10l_TCasCzRYsGCUZudbuy

  • อนุทิน ชี้ไทยเนื้อหอม ต่างชาติสนลงทุน มั่นใจเข้า OECD เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    อนุทิน ชี้ไทยเนื้อหอม ต่างชาติสนลงทุน มั่นใจเข้า OECD เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    วันนี้ (4 มิ.ย.69)  ที่อาคารเนชั่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมงานวันครบรอบเนชั่น ทีวี ครบรอบ 26 ปี ว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลคือ การเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย ตอนนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และทรัพยากร สาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีความพร้อม ในฐานะผู้นำประเทศที่ได้มีการเดินทางไปพบกับผู้นำประเทศต่างๆ มากมายหลายประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยไม่ได้มองในมุมมองเดิมๆ ว่าประเทศไทยมีแรงงงาน หรือค่าแรงถูก

    โดยปัจจัยสำคัญคือ เรื่องของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป แต่ประเทศต่างๆ มีความมั่นใจในประเทศไทยถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ของประเทศไทยในทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

     “ตอนนี้มีคำว่า resilience ซึ่งก็คือ การพลิกฟื้นขึ้นมา แล้วพลิกฟื้นขึ้นมาไม่ได้คือ อยู่รอดได้ แต่วิ่งได้เลย ตรงนี้คือ สภาพของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยในขณะนี้” นายอนุทิน กล่าว 

    รัฐบาลได้มีการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เราได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และผู้ประกอบการต่างๆ ว่ารัฐบาลจะเสริมศักยภาพให้กับเอกชนอย่างไรบ้าง รัฐบาลจะช่วยเสริมศักยภาพทางการเงิน ระบบการเงินต่างๆ การเปิดเสรีให้มากที่สุดอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในส่วนที่เราจะเข้าเป็นประเทศในกลุ่มสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (OECD) ซึ่งในส่วนนี้ประเทศไทยต้องมีความสำคัญมากเข้าไปร่วมให้ได้ เพื่อไม่ให้ตกขบวนประเทศต่างๆ ที่จะมีการยกระดับในการพัฒนาประเทศ โดยในกลุ่ม OECD ที่มุ่งเน้นในการยกระดับเรื่องของความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง การยกระดับกฎระเบียบต่างๆ สู่ความเป็นสากล แม้กระทั่งเรื่องของนโยบายด้านภาษี การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความตั้งใจเต็มที่ของรัฐบาลนี้ที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเพื่อเปิดโอกาสในการลงทุน ช่วยให้เกิดความมั่นใจของนักลงทุนเป็นประเทศที่น่าเชื่อถือได้ และมีเครดิต ต้นทุนทางการเงินในการทำธุรกิจต่างๆ มีความเหมาะสม ทำให้เป็นที่ดึงดูดการลงทุน ที่จะเข้ามาลงทุนภายใต้กติกาที่เป็นสากล และมีความมั่นใจมากขึ้น รวมทั้งการท่องเที่ยวก็ดีขึ้นด้วย

    “ผมเชื่อว่าการดูแลประชาชนในประเทศรัฐบาลมีการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ การดูแลปากท้องประชาชน การเปิดรับความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ แต่ในเรื่องต่างประเทศ นานาชาติเราต้องให้เขามามองประเทศไทย

    และให้ใช้ประเทศไทยในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อประเทศไทยได้เป็นสมาชิก OECD ประชาชนจะได้เห็นประเทศไทยในมิติใหม่ๆ ไม่สามารถมีใครมาชี้นิ้วว่าประเทศไทย ได้ว่าเป็นคนขี้โกง เป็นประเทศที่ไร้การตรวจสอบ เป็นประเทศที่ไม่พัฒนา ถอยหลังลงคลอง ซึ่งการเป็นสมาชิก OECD ทำให้ได้รับการรับรองว่าประเทศต่างๆ ในกลุ่มสมาชิกนั้นให้การรับรองมาตรฐานของประเทศไทยมาแล้ว” นายอนุทิน กล่าว 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GEJkKQNSXTYz8EYSCLJVQ

  • งานวิจัย SDGs ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 87.6% พบเกือบครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่ SDG3 ส่วน SDG1 และ SDG5 ยังมีงานวิจัยสะสมน้อย | SDG Move

    งานวิจัย SDGs ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 87.6% พบเกือบครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่ SDG3 ส่วน SDG1 และ SDG5 ยังมีงานวิจัยสะสมน้อย | SDG Move

    ฐิติมา ดีบุญมี ณ ชุมแพ ผู้จัดการงานบริการและจัดการความรู้ ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STKS) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่บทวิเคราะห์ “การเติบโตของผลงานวิจัยไทยภายใต้ SDGs ของประเทศไทยภายใต้กรอบ SDGs ระหว่างปี ค.ศ. 2016–2025” ชี้ว่าระหว่างปี 2564 ถึงปี 2568 หรือ 5 ปีให้หลังมานี้ ปริมาณงานวิจัยในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพิ่มขึ้นกว่า 28,944 เรื่อง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 87.6% 

    บทวิเคราะห์ข้างต้นวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของผลงานวิจัยภายใต้กรอบ SDGs ของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2559 – 2563 และ ปี 2564 – 2568 จากข้อมูลจำนวนผลงานตีพิมพ์ ในฐานข้อมูล Scopus และการจัดกลุ่มในฐานข้อมูล SciVal รวมถึงการสำรวจข้อมูลประเทศไทยจาก Sustainable Development Report 2025 ทั้งนี้การวิเคราะห์จำกัดเพียง 16 เป้าหมาย โดยยังขาดการวิเคราะห์ SDG17 อีกหนึ่งเป้าหมาย 

    ข้อค้นพบที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์ข้างต้น เช่น 

    • จำนวนผลงานวิจัยของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับ SDGs จำนวน 16 หัวข้อ เปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2559 – 2563 กับ ปี 2564 – 2568 เพิ่มขึ้นจาก 33,056 เรื่อง เป็น 62,000 เรื่อง ตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นถึง 28,944 เรื่อง คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 87.6%
    • SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ยังคงเป็นแกนหลักของงานวิจัยไทย โดยเป็นหัวข้อที่มีจำนวนผลงานวิจัยสูงที่สุดในทั้งสองช่วงเวลา จาก 16,033 เรื่อง เป็น 27,586 เรื่อง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัย SDGs ทั้งประเทศ กล่าวคือ เมื่อพิจารณาสัดส่วนต่อผลงานวิจัยด้าน SDGs ทั้งหมด พบว่า SDG3 คิดเป็นประมาณ 48.5% ของผลงานทั้งหมดในช่วงแรก และ 44.5% ในช่วงหลัง ซึ่งแม้สัดส่วนในช่วงหลังจะลดลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัยด้าน SDGs ของประเทศไทยยังคงมุ่งเน้นไปที่วิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์
    • SDGs ที่เติบโตเร็วที่สุด เกี่ยวข้องกับ “เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม และความยั่งยืน” เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของผลงานวิจัยแต่ละ SDGs พบว่า กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยี และความยั่งยืน โดยกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ SDG8 (179.0%) SDG12 (178.1%) SDG4 (168.8%) SDG9 (153.5%) และ SDG13 (147.6%) 
    • SDG1 และ SDG5 ยังเติบโตน้อยกว่าเป้าหมายอื่น ๆ แม้ทุก SDG จะมีจำนวนงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ SDG1 ยุติความยากจน และ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ ยังคงเป็นเป้าหมายที่มีจำนวนผลงานวิจัยสะสมน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่น ๆ โดยเฉพาะ SDG5 ที่มีอัตราการเติบโตเพียง 71% ซึ่งต่ำที่สุดในทุก SDGs ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่เติบโต 88% และต่ำกว่ากลุ่มผู้นำอย่าง SDG8 หรือ SDG12 ที่เติบโตเกือบ 180% อย่างมาก ขณะที่ SDG1 เติบโตตามค่าเฉลี่ยแต่ฐานยังต่ำ กล่าวคือ มีการเติบโตที่ 89% หรือ 1.89 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย แต่เนื่องจากมีฐานจำนวนงานวิจัยเดิมที่น้อยมาก ทำให้ในเชิงปริมาณยังคงตามหลังเป้าหมายอื่นอยู่มาก
    • หลังปี 2563 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบวิจัยไทย เนื่องจากก่อนหน้านั้น งานวิจัยส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มสุขภาพและวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่หลัง COVID-19 งานวิจัยเริ่มกระจายไปสู่ประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน เมืองอัจฉริยะ อุตสาหกรรมสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ และนิเวศนวัตกรรมสะท้อนการมุ่งเน้นไปสู่ SDGs เชิงเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความยั่งยืนในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น

    ทั้งนี้ งานวิจัยด้าน SDGs ที่ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องนอกจากช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างข้อมูลและขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การบรรลุ SDGs ได้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยเหล่านั้นยังเป็นประโยชน์แก่สถาบันการศึกษและมหาวิทยาลัยในไทยที่เข้าร่วมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ “THE Impact Rankings” ด้วย เนื่องจาก 1 จาก 4 ตัวชี้วัดที่ถูกนำมาคิดคำนวณคะแนนคืองานวิจัยด้าน SDGs

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    – THE Impact Rankings 2024: มหาวิทยาลัยไทย 10 แห่ง ทะยานติด Top 300 ของโลก
    –  THE Impact Rankings 2023: มหาวิทยาลัยไทยกว่า 9 แห่ง ติด Top 400 ของโลก 
    –  จุฬาฯ และ มจธ. ติดอันดับ Top 100 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2021
    – มหาวิทยาลัยจาก ไทย และ ปากีสถาน ส่งผลงาน SDGs เพื่อจัดอันดับ THE Impact Rankings 2022 เพิ่มเท่าตัว
    – จุฬาฯ และ มช. ติดอันดับ Top 100 ของโลกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2022
    – SDG Talk | EP.2 “ถอดรหัส SDG Index ระดับจังหวัด: เปิดวิธีการวิจัย และความท้าทายในการวัดความยั่งยืนของ Area Need”
    SDG Updates | สรุปสาระสำคัญ “เวทีนำเสนอผลการจัดทำ SDG Index ระดับจังหวัด และการขับเคลื่อนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เเละนวัตกรรม (ววน.) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Area Need 3)

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ยุติความยากจน
    #SDG2 ยุติความหิวโหย
    #SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
    #SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
    #SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
    #SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
    #SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    #SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม
    #SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
    #SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    #SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
    #SDG15 ระบบนิเวศบนบก
    #SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    แหล่งที่มา : วิเคราะห์การเติบโตของผลงานวิจัยไทยภายใต้ SDGs ของประเทศไทยภายใต้กรอบ SDGs ระหว่างปี 2016–2025 (Thai Library)

    • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/06/04/research-sdgs-thailand-progress/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yood-NzRuo46NoMJLvJFE

  • อาเซียนร่วมใจรัดเข็มขัด? กว่าครึ่ง ระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เน้นตัดค่าท่องเที่ยว-สินค้าแฟชั่น รับมือความไม่แน่นอนโลก

    อาเซียนร่วมใจรัดเข็มขัด? กว่าครึ่ง ระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เน้นตัดค่าท่องเที่ยว-สินค้าแฟชั่น รับมือความไม่แน่นอนโลก

    สมกับเป็นอาเซียนร่วมใจ เพราะตอนนี้พวกเราทั้งภูมิภาคกำลังมาร่วมกัน ‘รัดเข็มขัด’ 

    asean

    จากปัญหาต่างๆ ทั่วโลกที่แม้คนตีกันจะไม่ใช่บ้านเรา แต่ดูเหมือนผลกระทบกลับส่งมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนทั่วภูมิภาคมีความรอบคอบในการใช้จ่ายมากขึ้น

    ‘Milieu’ บริษัทวิจัยทางการตลาดได้ไปสำรวจผู้บริโภค 3,000 คน จาก 6 ประเทศในอาเซียน ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ก่อนพบว่า ปัจจุบัน 53% มีแผนที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นจากปี 2025 ราวๆ 21%

    หลักๆ แล้ว สาเหตุที่ประชาชนใน 6 ประเทศนี้ตั้งใจประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ก็หนีไม่พ้นปัญหาสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ (51%) กับความไม่แน่นอนต่างๆ (46%) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

    คนไทยก็ไม่มั่นใจในภาพรวมทางการเงินของตนเองเหมือนกัน

    หากเจาะมาที่กลุ่มตัวอย่างคนไทยโดยเฉพาะ จะพบว่า 71% ของบ้านเรามีแผนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ประมาณ 18% 

    Milieu ยังพบว่า คนไทยขาดความมั่นใจทางการเงินมากขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับปี 2025 โดย

    • 40% ไม่ค่อยมั่นใจกับภาพรวมทางการเงินในอีก 3 เดือนข้างหน้า (+5%)
    • 20% รู้สึกมั่นใจกับภาพรวมทางการเงินในอีก 3 เดือนข้างหน้า (-18%)
    • 23% ใช้จ่ายน้อยลงจาก 3 เดือนที่ผ่านมา (+10%)
    • 51% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3 เดือนที่ผ่านมา (-3%)

    ถามว่าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นคืออะไร? คำตอบก็คือ 67% ของคนไทยจะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยหมวดหมู่แรกๆ ที่ถูกตัดออกคือ การท่องเที่ยวและประสบการณ์ (23%) กับ แฟชั่นและความงาม (18%) 

    Milieu เผยว่า มีเพียง 19% ของคนไทยเท่านั้นที่มีแผนจะใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากปี 2025 ราวๆ 18%

    กลับกัน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐาน เช่น ของกินของใช้ในบ้าน (44%) สาธารณูปโภค (39%) การรับประทานอาหารนอกบ้าน (33%) ค่าเดินทาง (30%) และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ (29%)

    แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมลดค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ

    จากข้อมูลข้างต้น ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็ไม่ต่างกัน เพราะส่วนมากยินดีลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว แฟชั่น และความบันเทิง

    ในมุมของ Milieu แล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะในปี 2025 ประชาชนอาเซียนใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยวมากที่สุด แต่ในปี 2026 มีเพียง 17% เท่านั้นที่มีแผนใช้เงินท่องเที่ยวในอีก 3 เดือนข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ชาวอาเซียนจะไม่ลดคือ ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ’ เพราะ 31% ของผลสำรวจเผยว่า ตนเองใช้เงินกับสินค้าหรือบริการด้านนี้มากขึ้นด้วยซ้ำ

    Milieu อธิบายว่า สำหรับคนอาเซียนแล้ว ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ไม่ต่างจากค่าสาธารณูปโภคหรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเลย โดยผู้บริโภคบางคนถึงขั้นบอกว่า ไม่สามารถลดรายจ่ายด้านนี้ออกไปได้จริงๆ

    ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ในอาเซียนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นด้วย โดยเน้นเข้าฟิตเนส ซื้อสกินแคร์ รักษาสุขภาพใจ และกินอาหารที่มีประโยชน์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

    Milieu ยังบอกอีกว่า ยิ่งในสภาวะที่โลกไม่แน่นอนแบบนี้ คนรุ่นใหม่ยิ่งหันมารักษาสุขภาพมากขึ้น

    สุดท้ายแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกจะทุเลาลงเมื่อไร หรือจะส่งผลกระทบต่อชาวอาเซียนไปอีกนานแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป แต่เราก็หวังว่าผู้นำในภูมิภาคจะสามารถแบ่งเบาปัญหาให้ประชาชนได้สักที

    ที่มา: Milieu (1), (2)

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/southeast-asians-are-becoming-more-cautious-about-their-spending/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v4v9giz0-kwZqJPG5_nEY