Blog

  • ที่เที่ยวใกล้กัน ep.3 เขางู วันเดียวครบ ธรรมชาติ & คาเฟ่

    ที่เที่ยวใกล้กัน ep.3 เขางู วันเดียวครบ ธรรมชาติ & คาเฟ่

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/QRp5YmOo3mE0&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G9aeK3dqQcjkOcVPRbS7R

  • Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

    3b3ea912-7df4-4fd2-bfc9-7bc55

    น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    “ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

    0e079d90-6865-444b-abf5-f72e0

    น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

    น.ส.ไปยดา กล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

    2893192a-c015-4b89-a2d1-63535

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

    ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

    “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

    b613f12c-2744-47a5-b654-64caa

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/952147/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OLLDBGEFS9FzK5wh6Jbos

  • ภาคธุรกิจตะกั่วป่าค้านร่างแก้ผังเมืองพังงา ฉุดลงทุน-ท่องเที่ยว จี้รัฐทบทวนด่วน

    ภาคธุรกิจตะกั่วป่าค้านร่างแก้ผังเมืองพังงา ฉุดลงทุน-ท่องเที่ยว จี้รัฐทบทวนด่วน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152023&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-sCP3-1puX_5U5XNLQl42

  • จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบ | TOPNEWS

    จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบ | TOPNEWS

    จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบ

    • เผยแพร่ : 04/06/2026 20:43

    จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบไทย

    #TOPNEWS #topupdate
    #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ
    #ฮุนเซน #ฮุนมาเนต #ท่องเที่ยวเขมร
    #ไทยกัมพูชา #เศรษฐกิจกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1593230&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZT1nIpTQQ7RMySGMX1muJ

  • อช.เกาะเสม็ด-สภ.เพ ตั้งศูนย์ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอยคนร้ายบุกพยายามขืนใจนทท.คาห้องพัก

    อช.เกาะเสม็ด-สภ.เพ ตั้งศูนย์ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอยคนร้ายบุกพยายามขืนใจนทท.คาห้องพัก

    ภูมิภาค

    อช.เกาะเสม็ด-สภ.เพ ตั้งศูนย์ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอยคนร้ายบุกพยายามขืนใจนทท.คาห้องพัก

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มิ.ย.ที่ห้องประชุมเกาะเสม็ด สำนักงานที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด ม.4 ต.เพ อ.เมืองระยอง  นายลำยอง ศรีเสวก หน. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นประธานประชุมหารือล้อมคอกป้องกันเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นในพื้นที่เกาะเสม็ด หลังมีเหตุนักท่องเที่ยวถูกคนร้ายพยายามขืนใจคาห้องพักของรีสอร์ทแห่งหนึ่ง บริเวณอ่าวช่อ โดยมี พ.ต.ท.สุธี ชื่นจิตต์ รอง ผกก.ป.สภ.เพ พ.ต.ท.อนาวิน เฟื่องอารมย์ สว. ตำรวจท่องเที่ยวระยอง นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เพ, ตำรวจท่องเที่ยวระยอง, ททท.สำนักงานระยอง, ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองระยอง และผู้ประกอบการที่พัก รีสอร์ทบนเกาะเสม็ด ร่วมประชุมหารือวางมาตรการป้องกันเหตุ หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอยกระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว

    นายลำยอง เปิดเผยว่า ประชุมได้มีมติในการยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวขึ้น มีมาตรการคุมเข้มนักท่องเที่ยวเข้าออกเกาะเสม็ด โดยเฉพาะแรงงานที่ขึ้นมาทำงาน จะต้องมีการขึ้นทะเบียนประวัติก่อนทำงาน เพื่อเป็นการป้องกันเหตุอาชญากรรม หรือเกิดซ้ำรอยกรณีแรงงานที่มาทำงานพยายามขืนใจนักท่องเที่ยวดังกล่าว โดยเบื้องต้นจะมีการตั้งศูนย์ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวขึ้นที่เกาะเสม็ด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันกับ สภ.เพ ตำรวจท่องเที่ยว ฝ่ายปกครอง และผู้ประกอบการที่พักรีสอร์ทเกาะเสม็ด ซึ่งจะมีการขับเคลื่อนในทุกมิติ ทั้งการติดตั้งกล้อง CCTV ทั่วเกาะด้วย

    ด้าน พ.ต.ท.สุธี เปิดเผยว่า การป้องกันเหตุเป็นเรื่องสำคัญ ไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำอีก สภ.เพ ได้มีการติดตั้งกล้อง AI ที่ท่าเทียบเรือขึ้นเกาะ ก็จะมีการตรวจจับบุคคลที่มีหมายจับ หรือมีประวัติอาชญากรรมพฤติกรรมเสี่ยง จะแจ้งเตือนไปยังกลุ่มไลน์แจ้งเหตุของผู้ประกอบการรีสอร์ท ที่จะมีการตั้งขึ้นด้วย ซึ่งเป็นมาตรการเสริม เพื่อป้องกันเหตุ และเพิ่มความถี่ในการตรวจตราจุดเสี่ยงบนเกาะโดยร่วมกันกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/478538&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b1R2-P0lWepW1bAQEEiwU

  • หอการค้าน่าน ผนึกพลังจัด “วอลเลย์บอลลีก ครั้งที่ 1” ปั้นฝันเยาวชน สร้างเศรษฐกิจเมืองน่าน | TOPNEWS

    หอการค้าน่าน ผนึกพลังจัด “วอลเลย์บอลลีก ครั้งที่ 1” ปั้นฝันเยาวชน สร้างเศรษฐกิจเมืองน่าน | TOPNEWS

    น่านนเดินหน้าใช้กีฬาขับเคลื่อนเมือง! หอการค้าจังหวัดน่านจับมือชมรมวอลเลย์บอล เปิดฉาก “วอลเลย์บอลลีก ครั้งที่ 1” หวังปั้นฝันเยาวชนควบคู่การกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    จังหวัดน่านเดินหน้าใช้ “กีฬา” เป็นพลังสร้างสรรค์ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น ล่าสุด หอการค้าจังหวัดน่าน ร่วมกับ ชมรมวอลเลย์บอล สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดน่าน จัดการแข่งขัน “หอการค้าน่านแฟร์ วอลเลย์บอลลีก ครั้งที่ 1” ภายในงาน “หอการค้าแฟร์ และของดีเมืองน่าน” ระหว่างวันที่ 4–13 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “รวมพลังคนน่าน ปั้นฝันลูกยางสู่ความยั่งยืน” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและประชาชนได้แสดงศักยภาพด้านกีฬา พร้อมร่วมกันกำหนดอนาคตกีฬาวอลเลย์บอลจังหวัดน่าน

    โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–5 และ 9–10 มิถุนายน 2569 ณ สนามวอลเลย์บอลชั่วคราว ลานรวมใจริมน้ำ จังหวัดน่าน มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 4 ทีม เพื่อร่วมสร้างสีสันและกระแสความตื่นตัวด้านกีฬาภายในจังหวัด

    การแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีชิงชัย แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้เยาวชนจากท้องถิ่นได้พัฒนาทักษะสู่เวทีมาตรฐาน รวมถึงสะท้อนเสียงและความต้องการของนักกีฬาตัวจริง เพื่อนำไปต่อยอดสู่การวางแผนนโยบายกีฬาของจังหวัดในอนาคตนางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน กล่าวว่า

    “เราอยากให้กีฬาวอลเลย์บอลเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพลังในการพัฒนาเยาวชน สร้างวินัย ความสามัคคี และเปิดโอกาสให้เด็กน่านได้มีเวทีแสดงความสามารถ ขณะเดียวกันกิจกรรมนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างบรรยากาศคึกคักให้กับงานหอการค้าแฟร์อีกด้วย”

    ทั้งนี้ คาดว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้จังหวัดน่าน ในฐานะเมืองแห่งกีฬาและเมืองแห่งโอกาส พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมสู่การพัฒนากีฬาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในอนาคต

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1592990&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LLFYdJV1xNBqjvfYsFu2Z

  • Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

    3b3ea912-7df4-4fd2-bfc9-7bc55

    น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    “ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

    0e079d90-6865-444b-abf5-f72e0

    น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

    น.ส.ไปยดา กล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

    2893192a-c015-4b89-a2d1-63535

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

    ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

    “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

    b613f12c-2744-47a5-b654-64caa

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/952147/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OLLDBGEFS9FzK5wh6Jbos

  • ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เขย่าเศรษฐกิจโลก ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน-ขาดแคลนอาหาร ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เขย่าเศรษฐกิจโลก ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน-ขาดแคลนอาหาร ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปี 2026 จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปี เกิดขึ้นเมื่อลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอ่อนกำลังลง ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ กระบวนการนี้จะปล่อยความร้อนปริมาณมหาศาลที่สะสมในมหาสมุทรออกสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร พลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากสงครามอิหร่าน

    แอนดรูว์ วัตกินส์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโมนาช ชี้ให้เห็นว่าซูเปอร์เอลนีโญ จะยิ่งทำให้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยความร้อนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะทำให้อากาศกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น 7%  ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งภัยแล้งที่รุนแรง และการแกว่งตัวไปสู่พายุฝนที่รุนแรงอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่ หวัง หย่าฉี วิศวกรอาวุโสของศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีนเตือนว่า ซูเปอร์เอลนีโญเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งภูมิอากาศ และเศรษฐกิจ ทั้งนี้เฉิน ลี่จวน หัวหน้านักพยากรณ์อากาศเตือนว่า แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อุณหภูมิโลกอาจยังไม่แตะระดับสูงสุดในปีนี้ เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญมักจะเกิดช้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ความผันผวนของสภาพอากาศในปี 2026 นี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ในทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วิกฤติความมั่นคงทางอาหาร

    เบนจามิน เซลวิน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเตือนว่า ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมจากเอลนีโญในปี 2026 อาจนำไปสู่ทุพภิกขภัยทั่วโลก เดิมทีความหิวโหยเป็นเรื่องของการเมือง และเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่เอลนีโญเข้ามาทำให้เกิดความร้อน และภัยแล้งที่รุนแรงทำลายผลผลิต ยิ่งจะซ้ำเติมระบบอาหารโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว

    สินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดกำลังเผชิญกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น เช่น โกโก้ เนื่องจากแหล่งผลิตหลักอย่างกานา และโกตดิวัวร์เจอภัยแล้งรุนแรง ขณะที่ในเอเชีย เกษตรกรต้องรับมือกับราคาปุ๋ย และดีเซลที่สูงขึ้นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอกับเอลนีโญอาจทำให้น้ำตาล และยางพาราขาดแคลน ส่วนปริมาณน้ำฝนในช่วงมรสุมที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอินเดีย กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร

    การพึ่งพาปุ๋ยเคมี และปลูกพืชเชิงเดี่ยวในระบบเกษตรสมัยใหม่ ทำให้พืชปรับตัวได้น้อยลง เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเครียดจากความร้อนยังทำให้ผลิตภาพของปศุสัตว์ลดลงด้วย ในประเทศที่ยากจน และมีหนี้สินล้นพ้นตัว การพึ่งพาการนำเข้าอาหาร และปุ๋ยทำให้ไม่มีกันชนทางการเงินเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความหิวโหยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ภาคปศุสัตว์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องจากใช้พื้นที่เกษตรกรรมถึง 80% ของโลกปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งต้องการปุ๋ย และพลังงานฟอสซิลในปริมาณมหาศาล งานวิจัยของ ศ.เซลวิน เสนอว่าการเปลี่ยนไปสู่นิเวศเกษตร ที่เน้นความหลากหลายของพืช และการหมุนเวียนสารอาหารตามธรรมชาติจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารได้มากกว่าในระยะยาว

    ตัวอย่างความสำเร็จจากมาลาวี  แสดงให้เห็นว่าการปลูกข้าวโพดสลับกับพืชตระกูลถั่วช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 80% และมีความเสถียรมากกว่าในช่วงปีที่แห้งแล้ง หากไม่มีการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างระบบอาหารในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อาจทำให้ข้าวมีผลผลิตลดลงอย่างหนัก

    วิกฤติความมั่นคงทางพลังงาน

    ซูเปอร์เอลนีโญยิ่งทำให้ปัญหาวิกฤติความมั่นคงทางพลังงานรุนแรงยิ่งขึ้น เจสัน ยิง นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์สังเกตเห็นความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นในเอเชียเพื่อใช้ในการทำความเย็นในช่วงอากาศร้อนจัด สิ่งนี้อาจทำให้ยุโรปขาดแคลนก๊าซในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากสินค้าถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเอเชียแทน

    ภัยแล้งที่มาพร้อมกับซูเปอร์เอลนีโญ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในหลายภูมิภาค เช่น จีน บราซิล และโคลอมเบีย เมื่อระดับน้ำในเขื่อนลดต่ำลง ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องหันไปเผาไหม้ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเพื่อชดเชยการผลิตไฟฟ้าที่ขาดหายไป

    การหันไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงาน แต่ยังเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งส่งผลให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นไปอีก หวัง หย่าฉี ระบุว่าภาวะนี้สร้างวงจรที่สร้างความเสียหายซึ่งสร้างภาระหนักแก่เศรษฐกิจ นอกจากนี้ สภาพอากาศสุดขั้วเช่น น้ำท่วมรุนแรงยังอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้า เช่น สถานีไฟฟ้าย่อย และสายส่ง

    ในประเทศอย่างอินเดีย อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ปริมาณฝนที่ลดลงทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหยุดชะงัก ความตึงเครียดในระบบพลังงานนี้ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และซ้ำเติมวิกฤติราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน

    แม้บางประเทศอาจได้รับประโยชน์ในบางด้าน เช่น ปารากวัย ที่มีอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำที่แข็งแกร่ง แต่อีกหลายประเทศในแถบเทือกเขาแอนดีส กลับเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงกว่า การขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอาจทำให้โรงงานต้องลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งทำให้ซัปพลายเชนหยุดชะงักในวงกว้าง

    การจัดการความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางปริมาณน้ำที่ลดลงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้วางแผนนโยบาย ซึ่งต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางพลังงานในระยะสั้นกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    แรงกดดันจากเงินเฟ้อ

    ดีเอโก เปเรยรา นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของเอลนีโญต่อเศรษฐกิจไม่ได้เป็นแบบเส้นตรง โดยความเสียหายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นเกินเกณฑ์ 1.0 องศาเซลเซียส ดังนั้นซูเปอร์เอลนีโญอาจทำให้เกิด “ภาวะเงินเฟ้อช็อก” (Inflation Shock) ทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะในลาตินอเมริกา และเอเชีย

    ในสภาวะปกติ หากมีการจัดการที่ดีพอซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อโลก แต่สถานการณ์ในปี 2026 แตกต่างออกไป เนื่องจากเกิดควบคู่กับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แรงกดดันด้านราคามักจะพุ่งสูงสุดในช่วง 4-8 เดือนหลังจากเกิดผลกระทบครั้งแรก ซึ่งหมายความว่าผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงปี 2027

    ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญกับความกดดันที่ต้องรัดกุมนโยบายการเงินต่อไป เพื่อควบคุมราคาอาหาร และพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ความน่าเชื่อถือของผู้กำหนดนโยบายเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้การพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นภาวะเงินเฟ้อทั่วไปที่ควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางวิกฤติผลผลิตอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางภูมิภาค

    ในระดับภูมิภาค ผลกระทบมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก อาร์เจนตินา อาจได้รับประโยชน์จากฝนที่ช่วยเพิ่มผลผลิตถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยพยุงค่าเงินเปโซได้ ในทางตรงกันข้าม เปรู และเอกวาดอร์ ตกอยู่ในสถานะลำบากจากการประกาศสถานะฉุกเฉินเนื่องจากดินถล่ม และน้ำท่วม ซึ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และท่าเรือ

    การรับมือกับเอลนีโญจึงขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ มีการลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม และการจัดการน้ำมากน้อยเพียงใด ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้สาธารณะที่สูงทำให้บางรัฐไม่มีกันชนทางการเงินเพียงพอในการช่วยเหลือครัวเรือนเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น องค์กร Oxfam จึงเรียกร้องให้ประเทศกลุ่ม G7 ปรับเปลี่ยนงบประมาณทางการทหารมาช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางเหล่านี้

    การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในด้านการผลิตอาหาร และพลังงาน รวมถึงการก้าวข้ามโมเดลทางเศรษฐกิจที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นไปสู่ระบบที่เน้นความยืดหยุ่น และยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของโลก

    ที่มา: Financial TimesSouth China Morning PostThe ConversationThe Wall Street Journal

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1236881&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-zwXzRkRd1pf0odBcxzgh

  • ไทยตั้งเป้าเข้า OECD มุ่งเสริมศักยภาพประเทศ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน | เดลินิวส์

    ไทยตั้งเป้าเข้า OECD มุ่งเสริมศักยภาพประเทศ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่นของฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ระดับรัฐมนตรี (OECD Ministerial Council Meeting 2026 : MCM) ที่สำนักงานใหญ่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

    จากนั้น นายสีหศักดิ์ร่วมกล่าวในการประชุมแบบเต็มคณะ หัวข้อ “การสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายและผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรม” ตอนหนึ่งว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการทดแทนการนำเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่มุ่งเป้าหมาย การดำเนินยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) อย่างเข้มแข็ง และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยนโยบายเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี แต่บริบทที่เคยเอื้อต่อความสำเร็จดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจทางภาษี แต่ยังให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน นวัตกรรม คุณภาพของกฎระเบียบ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความมีเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ ขณะที่ประเทศต่างๆ ยังต้องสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายอุตสาหกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะภาคส่วน ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั่นหมายถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว และยังหมายถึงการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนในปัจจุบันต่างเชื่อมโยงและเป็นดำเนินการข้ามพรมแดนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแนวทางสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบัน ขณะที่เร่งเดินหน้าการปฏิรูป เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดีจึงมีความสำคัญต่อไทย เพราะเรามองว่าการเข้าเป็นสมาชิกไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ไทยสามารถนำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างไทยกับโออีซีดีไม่ได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ และตราสารต่างๆ ของโออีซีดี อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของโออีซีดี และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราเชื่อว่าโออีซีดีสามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในโออีซีดี และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ไทยจะได้เรียนรู้จากโออีซีดี แต่ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของโออีซีดีในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ตนเชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่าง ๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีโออีซีดีจึงยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

    จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รมว.ต่างประเทศบัลแกเรีย และรมช.ต่างประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการโออีซีดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5917946/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q1h-XbG3TiWKAbM5ZOj4x

  • พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว

    พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว

    พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว

    นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสแรกจะขยายตัว 2.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่เติบโตถึง 15.5% แต่ถือเป็นสัญญาณอันตรายและไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากเป็นการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกามีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเมื่อผลของการเร่งส่งออกล่วงหน้าหมดลง

    ข้อกังวลที่สำคัญคือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% ซึ่งทรงตัวในระดับต่ำมาตั้งแต่ปี 2567 สะท้อนว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า (Pass-through) โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย นอกจากนี้ ภาคบริการและการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 62% ของ GDP ยังเป็นเพียงบริการมูลค่าต่ำ และไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลดิจิทัล (Digital Deficit) จากการใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ

    นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดคือดุลบัญชีเดินสะพัด โดยในเดือนเมษายน 2569 เพียงเดือนเดียว ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ติดลบแล้ว 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับภาวะ Negative Deindustrialization หรือโครงสร้างอุตสาหกรรมหดตัวเพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพราะมีผลิตภาพที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดัน 3 ชุดหลัก ได้แก่ 1. การชะลอตัวของการส่งออกและการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีน 2. ความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากยืดเยื้ออาจฉุดให้ GDP ไทยทั้งปีเหลือเพียง 0.2% และ 3. ดัชนีความเชื่อมั่นต่อผลผลิตในอนาคต (PMI) ที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง โดยทางออกคือรัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรม แก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคตอย่างเร่งด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/743393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CTDHHQo4Dely0pKGKTPnO