Blog

  • ดวงครึ่งปีหลัง 2569 ราศีพฤษภ 14 พ.ค. – 14 มิ.ย. โดย อาจารย์สุรัชดา

    ดวงครึ่งปีหลัง 2569 ราศีพฤษภ 14 พ.ค. – 14 มิ.ย. โดย อาจารย์สุรัชดา

    ดูดวงครึ่งปีหลัง 2569 ราศีพฤษภ (ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน)

    ไม่คิดอย่างเพ้อฝันเลื่อนลอย แต่เป็นราศีแห่งการกระทำที่จะต้องมองเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอยู่ตรงหน้า ถ้าไม่เห็นก็จะไม่เสียเวลาด้วย

    • ราศีที่ช่วยส่งเสริมอาชีพ : ราศีกุมภ์
    • ราศีที่ส่งเสริมการเงิน : ราศีเมถุน
    • ราศีคู่ครอง และหุ้นส่วนที่ดีที่สุด : ราศีพิจิก
    • วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์ : วันศุกร์
    • พระพุทธรูป เทพ เทวรูป เสริมสิริมงคล : พระปางรำพึง เจ้าแม่กวนอิม
    • อัญมณี สี แห่งโชคลาภ : โมรา มรกต พลอยสีผักตบ สีชมพู สีน้ำตาล สีเขียว เขียวมรกต

    การเงิน คิดใหม่ ทบทวนซ้ำ  ๆ ซาก  ๆ และละเอียดรอบคอบก่อนที่คิด/พูด/เขียน โดยเฉพาะที่จะต้องเซ็นสัญญา ลงนามในเอกสารสำคัญ ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้มีรายได้ มีลาภ ผลประโยชน์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และไม่ควร “เสี่ยง” ที่จะบุก วิ่งตะลุยไปข้างหน้าอย่างสะเปะสะปะ เพราะอาจทำให้ขาดทุนจนหมดตัว ล้มละลายได้ ซึ่งเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน เป็น “ผู้ให้” ก่อนถึงจะได้รับ โดยเฉพาะจากการติดต่อ สัมพันธ์ หรือ การใช้สื่อออนไลน์ในการให้ความรู้ คำแนะนำ หรือ การเป็นที่ปรึกษา รวมถึงงาน กิจการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การศึกษา หรือ เขียนนิยายรักโรแมนติค ก็จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้มีชื่อเสียง มีเงินทองไหลมาเทมา แต่เป็นระยะที่ควรระวัง ทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย เพราะอาจถูกผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ “เขม่น” คอยหาทางกลั่นแกล้ง ที่จะทำให้งาน ภารกิจที่กำลังทำ ล่าช้า หรือ เสียหายได้

    ความรัก “ตามใจเธอ” โดยเฉพาะเรื่องงาน เงิน ที่เขา/เธอ เป็นคนจัดการดูแล ที่ควรหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง เพราะอาจทำให้ทะเลาะวิวาทจนแตกหักกันได้ สำหรับคนโสด จากการท่องเที่ยว หรือ ใช้สื่อออนไลน์ ก็อาจทำให้พบรัก เจอคนถูกใจ ที่อาจร่วมสานรัก พัฒนาสัมพันธ์จนได้ครองคู่ แต่ถ้าเขา/เธอ คนนั้นเป็นชาวต่างชาติ ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงว่ารูปไม่ตรงปก!

    สุขภาพ อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ถ้าจะสังสรรค์กับมิตรสหาย ก็ควรระวังการลองของแปลกใหม่ โดยเฉพาะที่เป็นสุรา หรือ สารเสพติดใด  ๆ เพราะอาจนำภัยอันตรายร้ายแรงมาให้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/326954/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qwPt8t9hy1f_BiomKEGzm

  • การบินไทย จัดงาน รักคุณเท่าฟ้า 2569 ดีลสุดคุ้ม โปรตั๋วเครื่องบิน ที่ เอ็มสเฟียร์

    การบินไทย จัดงาน รักคุณเท่าฟ้า 2569 ดีลสุดคุ้ม โปรตั๋วเครื่องบิน ที่ เอ็มสเฟียร์

    การบินไทย จัดงาน รักคุณเท่าฟ้า 2569 ดีลสุดคุ้ม โปรตั๋วเครื่องบิน ที่ เอ็มสเฟียร์

    เอิงเอย

    4 มิถุนายน 2569 ( 10:47 )

          การบินไทย จัดงาน “รักคุณเท่าฟ้า 2569” ฉลองครบรอบ 66 ปี ในวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 นี้ที่ Sphere Gallery 1 ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ พร้อมมอบประสบการณ์แห่งการเดินทาง ดีลพิเศษ โปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน และ กิจกรรมสุดพิเศษ ตลอด 4 วันเต็ม

    VanderWolf Images / Shutterstock.com

    การบินไทย โปรโมชั่น แพ็กเกจท่องเที่ยว
    ดีลสุดคุ้ม งานรักคุณเท่าฟ้า 2569

         การบินไทย มุ่งมั่นส่งมอบบริการมาตรฐานสากลควบคู่เอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อสร้างความประทับใจและความผูกพันกับผู้โดยสารมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษ โดยงาน “รักคุณเท่าฟ้า 2569” ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการร่วมเฉลิมฉลองและส่งต่อประสบการณ์พิเศษให้แก่ลูกค้าในทุกมิติของการเดินทาง

    การบินไทย โปรโมชั่น ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วถูก

    ไฮไลต์ภายในงาน รักคุณเท่าฟ้า 2569

    • โปรโมชั่นบัตรโดยสาร และข้อเสนอพิเศษจากการบินไทย รวมถึงไฮไลต์เส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม ที่กลับมาให้บริการอีกครั้ง
    • สิทธิประโยชน์และกิจกรรมจาก Royal Orchid Plus ทั้งการแลกไมล์สะสม ของรางวัล และโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก
    • แพ็กเกจท่องเที่ยวและดีลสุดคุ้มจาก Royal Orchid Holidays ในโอกาสครบรอบ 55 ปี
    • โปรโมชั่นและสินค้าพิเศษจาก Thai Sky Shop, Thai Sky Duty Free รวมถึงบริการด้านการเดินทางจากการบินไทย
    • โปรโมชั่นพิเศษจาก Puff & Pie ร่วมฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมสินค้าและของที่ระลึกเฉพาะภายในงาน
    • เปิดตัว “MASCOT” ตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์ของการบินไทยครั้งแรก พร้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

    JetKat / Shutterstock.com

          ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมติดตามข้อเสนอและกิจกรรมพิเศษมากมาย ในงาน “รักคุณเท่าฟ้า 2569” ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน 2569 ณ Sphere Gallery 1 ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/DABo3ED1DN24&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aVZc9yfgxRV4_hSHMI-El

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ


    4/06/2569 | 79 |

    วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมภริยา นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง 

    โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมภริยา ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีต่อวงการกีฬาไทย และทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมรวมถึงผ้าไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งล้วนเป็นSoft Power สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/164763


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/509224&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-oML733sr0P9Vn60dvqbY

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน


    4/06/2569 | 70 |

    วันที่ 2 มิถุนายน 2569  เวลา 17.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3  มิถุนายน 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณแฟชั่นฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 

    การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดจัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยภายในงานได้นำเสนอพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ และน้อมนำพระราชปณิธานมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าสืบไป

    สำหรับบรรยากาศภายในพิธีเปิด ได้รับเกียรติจาก คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการ บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการฯ จากนั้นประธานในพิธีได้ถวายธูปเทียนแพ (เปิดกรวยกระทงดอกไม้) พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคล และเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงรำถวายพระพร การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ชุดไทยพระราชทาน และการสาธิตทางศิลปวัฒนธรรมให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมชมอีกด้วย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งมั่นในการส่งเสริมและเทิดทูนสถาบัน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในการต่อยอดและขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ความงดงามของผ้าไทยและศิลปะไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือน

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/164760


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/509213&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2433ROsgYrPKJiAD3xvY1B

  • ตีปี๊บรายวัน รัฐบาลเผย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    ตีปี๊บรายวัน รัฐบาลเผย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    รัฐบาล เผย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 16.5 ล้านคน

    4 มิถุนายน 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คน

    ในส่วนของยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

    สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้า

    นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

    “รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1008016/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OxxYsfV-yOA-9YcXNlnvz

  • ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เงินสะพัด 6,214 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เงินสะพัด 6,214 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างต่อเนื่อง หลังยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันนับจากเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ สะท้อนกำลังซื้อที่เริ่มกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าท้องถิ่นทั่วประเทศ

    ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อ และสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย

    ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ระบุว่า มีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26.04 ล้านราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16.53 ล้านคน

    ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการมีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 3,614.79 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากประชาชน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และช่วยกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้าทั่วประเทศ

    ด้านภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมเข้าร่วมโครงการแล้ว 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าอยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไขอีก 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 3,652 ร้านค้า

    นอกจากนี้ มีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า สะท้อนว่าเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและเสริมสภาพคล่องให้กับภาคค้าปลีกในช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

    “รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง”

    — รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า หากโครงการสามารถรักษาโมเมนตัมการใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-help-thai-plus-6040-spending-6214-million&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j5jjAXbrKcKhsfj9NZYNM

  • รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

    รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 16.5 ล้านคน

    วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คน

    ในส่วนของยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

    สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้า

    นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

    “รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว।

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/968639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Bga3_PFy7Wx1aU3yK5h0

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 04 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 04 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.31 น.


    กลยุทธ์: ลุ้นทดสอบแนวต้าน 4480 ผ่านได้มีลุ้นขึ้นยาว!!
    แนวต้าน: $4,480 = 69,300 บาท
    แนวรับ: $4,400 = 68,500 บาท
    .
    ปัจจัยสำคัญอย่างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นโยบายของ Fed และความเสี่ยงสงครามการค้า กำลังส่งผลต่อทิศทางราคาทองคำอย่างไร? ทองคำได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น แต่ยังถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูงและดอลลาร์แข็งค่า ทำให้ราคาทองคำยังผันผวนและแกว่งตัวในกรอบระยะสั้น
    .
    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และเพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก นักลงทุนจึงหันเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มากขึ้น ทำให้ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
    .
    ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาท่าทีของ Fed ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจบางส่วนจะเริ่มชะลอตัวแล้วก็ตาม ดอกเบี้ยที่สูงและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น
    .
    นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากสงครามการค้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจช่วยหนุนความต้องการทองคำในระยะยาว ด้านเทคนิค นักลงทุนควรจับตาแนวต้านบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ และแนวรับสำคัญที่ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนในช่วงถัดไป
    .
    โดยภาพรวม ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ทำให้ทิศทางระยะสั้นยังคงผันผวน นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งสถานการณ์โลก นโยบายของ Fed และระดับแนวรับ-แนวต้านสำคัญอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-04-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kK0ywHNbWn_MuJB8o_jMp

  • ชาวศรีสะเกษเฮลั่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพได้จริง! แม่ค้าทุเรียนภูเขาไฟ สุดปังขายหมดวันละ 1 ตัน | เดลินิวส์

    ชาวศรีสะเกษเฮลั่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพได้จริง! แม่ค้าทุเรียนภูเขาไฟ สุดปังขายหมดวันละ 1 ตัน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อขาวรายงานว่า หลังจากที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ได้เริ่มโครงการขึ้นเป็นวันที่สอง ส่งผลทำให้พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงชาวบ้าน ผู้บริโภค ต่างตื่นตัวแห่ใช้จ่ายกันอย่างคึกคัก เพราะเป็นผลดีในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง และยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย รวมถึงช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากได้เป็นอย่างดี

    โดยเฉพาะที่แผงขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ “เจ๊โบว์ ซุปเปอร์บิ๊ก” ภายในปั้มน้ำมันบางจาก สาขาสะพานขาว อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ มีประชาชนแห่มาซื้อทุเรียนภูเขาไฟกันอย่างคึกคัก ทั้งซื้อเพื่อรับประทานเอง และซื้อเพื่อเป็นของฝากส่งไปยังต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยทางร้านมีบริการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางช่องทางเฟสบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ “ฑิตยา บุญพามี” และทางโทรศัพท์หมายเลข 09-3497-6020 ซึ่งทุกคนต่างบอกตรงกันว่า โครงการดังกล่าว มาได้จังหวะเวลาพอดี ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสได้รับประทานทุเรียนภูเขาไฟในราคาที่ประหยัด และเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

    นางรำไพ ผ่องแผ้ว อายุ 68 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า โครงการนี้มาแล้วรู้สึกโอเคมาก ดีกว่าไม่มี ชาวบ้านบางคนก็ไม่มีโอกาสได้กินเลย เพราะราคาแพง ไม่มีเงินซื้อ และไม่กล้าซื้อ แต่พอโครงการนี้มา ชาวบ้านได้มีโอกาสได้กินของดีๆ แบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ดีทุกอย่างสำหรับประชาชน และอยากให้มีโครงการแบบนี้ต่อไปนานๆ เพราะสามารถลดค่าครองชีพได้จริง อยากฝากถึงรัฐบาล ให้ช่วยดูแลประชาชน ทั้งในเรื่อง ค่าน้ำ ค่าไฟ และราคาน้ำมัน รวมถึงสาธารณปโภคของประชาชน อย่าให้แพงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ประชาชนเดือนดร้อน แต่ในช่วงนี้ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นมาก ไปร้านไหนก็คนแน่น คึกคักทุกร้าน พอใจมาก

    ด้าน น.ส.ฑิตยา บุญพามี อายุ 30 ปี เจ้าของแผงทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ “เจ๊โบว์ ซุปเปอร์บิ๊ก” กล่าวว่า หลังจากที่โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา มาจนถึงตอนนี้ยอมรับว่า ยอดขายมีความแตกต่างจากเดิม เพราะลูกค้าซื้อของมากขึ้น ประกอบกับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ในปีนี้ราคาถูกลง และยังมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้ามาเสริมร่วมด้วย ทำให้ลูกค้าและประชาชนฮือฮามากขึ้น โดยเฉพาะโครงการดังกล่าว ออกมาในช่วงฤดูกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่เริ่มออกสู่ท้องตลาดพอดี

    เดิมร้านตนขายได้วันละครึ่งตัน หรือ 500 กิโลกรัม ได้เงินประมาณ 5-7 หมื่นบาท แต่พอโครงการไทยพลัสเข้ามา ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เป็นวันละ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม เป็นเงินกว่า 1 แสนบาท ยอมรับว่าโครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้สูงถึง 80 เปอร์เซ็น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มาใช้จ่ายผ่านโครงการไทยพลัส

    ส่วนราคาทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ร้านตน ราคาเริ่มต้นที่ กิโลกรัมละ 99 บาท ,159 บาท และทุเรียนพร้อมทานเกรดพรีเมี่ยม ราคา กิโลกรัมละ 179 บาท นอกจากนี้ยังมีบริการทุเรียนแบบแกะเปลือกเนื้อล้วน ราคา กิโลกรัมละ 499 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้า ซื้อครบ 1,000 บาท แถมฟรีทุเรียนมูลค่า 100 บาท ฟรี โดยไม่มีการบวกเพิ่ม อย่างไรก็ตามตนรู้สึกพอใจมาก แต่อยากให้รัฐบาลเพิ่มจำนวนขึ้นอีกนิด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าเล็กๆ ได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5917839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q0ucLWcsk8rLkf744ffDB

  • 37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

    37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

    ภาพการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา พร้อมป้ายประท้วงที่มีข้อความกำกับว่า ALL POWER BELONGS TO THE PEOPLE บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงประเทศจีน เมื่อปี 1989 เป็นภาพที่ยากจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งประชาชนจีนเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผย ภาพดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่กี่ชิ้นที่ยังค้นหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวการประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นอย่างดี

    วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว จีน หนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์ ‘การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ โดยรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมและปราบปรามนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนที่ออกมารวมตัวกันเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ให้กับประเทศ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก

    เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย ที่ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ

    The Momentum ชวนผู้อ่านไล่เรียงลำดับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว พร้อมสำรวจการปรับตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดจนทำความเข้าใจว่า บาดแผลจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินหล่อหลอมเศรษฐกิจและการเมืองจีนมาจนถึงปัจจุบันอย่างไร

    กาลครั้งหนึ่ง…ประชาธิปไตยเคย (เกือบ) เบ่งบาน

    ภายหลังการอสัญกรรมของ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ พร้อมกับการสิ้นสุดช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในปี 1976 จีนตกอยู่ภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ผู้นำคนสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศผ่านการประกาศใช้ ‘นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ’ ซึ่งทำให้จีนในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ทั้งนี้ การประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

    1.สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ อันเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของเหมา เจ๋อตง และช่วงเวลาดำมืดของการปฏิวัติวัฒนธรรม

    ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ผู้นำรุ่นแรกของประเทศจีนประกาศใช้ ‘นโยบายคอมมูนประชาชน’ (People’s Commune) และ ‘นโยบายก้าวกระโดดไกล’ (Great Leap Forward) โดยทั้ง 2 นโยบายมีลักษณะแบบรวมศูนย์ เพื่อต้องการกรุยทางไปสู่แนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง

    อย่างไรก็ตาม นโยบายข้างต้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก คุณภาพชีวิตของประชาชนย่ำแย่ จนมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากมากกว่า 20 ล้านคน และท้ายที่สุดเกิดการแตกหักระหว่างบรรดาผู้นำภายในพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งทำให้จีนต้องตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยยาวนานถึง 10 ปี 

     2. สำหรับสาเหตุที่ 2 คือ กระแสการเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นการเปิดการค้าแบบเสรีและลดข้อจำกัดทางด้านการค้าและการลงทุน เช่น การลดกำแพงภาษี การลดบทบาทของรัฐและเพิ่มบทบาทเอกชน การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตกและเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียผ่านกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรและได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้รับผลกระทบจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    จากสาเหตุข้างต้น จึงทำให้เกิดข้อสรุปจากการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 3 ของสมัชชา 11 ในช่วงปลายปี 1978 และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

    สำหรับด้านการเมือง มีการแต่งตั้งให้ จ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ หู เย่าปัง (Hu Yaobang) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคคอมมิวนิสต์ โดยหู เย่าปัง เป็นนักปฏิรูปสายเสรีนิยมคนสำคัญที่จะจุดประกายให้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์เทียนอันเหมินครั้งนี้ด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปเกิดขึ้นภายในพรรคซึ่งระบุว่า ผู้นำสูงสุดจะต้องมีวาระในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วาระละ 5 ปี และต้องไม่เกิน 2 วาระ เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวบุคคลและเพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารงานราชการแผ่นดิน

    ในด้านเศรษฐกิจ เติ้ง เสี่ยวผิงเสนอให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘สี่ทันสมัย’ (Four Modernizations) ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการเปิดรับเอาการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาปรับใช้ภายในจีน

    ผลที่ตามมาจากการใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และมีการเข้ามาลงทุนจากชาวต่างชาติแล้ว ยังทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน

    กล่าวคือ จีนเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น รวมถึงมีการรับเอาแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามามากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังมีศักยภาพมากพอที่จะส่งนิสิตนักศึกษาของประเทศไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

    แม้ว่าเราจะได้เห็นแนวโน้มการเริ่มผลิบานของประชาธิปไตยจากการพัฒนาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางด้านการเมือง จึงทำให้ประเทศยังคงเต็มไปด้วยปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน การเล่นพรรคเล่นพวก หรือแม้กระทั่งการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการของประชาชน ซึ่งแม้ว่าหู เย่าปังจะพยายามกวาดล้างปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่า ‘ผิดพลาดต่อการดำเนินนโยบายทางการเมือง’

    การเสียชีวิตของหู เย่าปัง ด้วยภาวะหัวใจวายในเดือนเมษายน 1989 นับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การรวมตัวกันของกลุ่มนิสิตนักศึกษา บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำสายปฏิรูป แต่อีกนัยหนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวยังถูกสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา อีกทั้งใช้เป็นพื้นที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นอีกด้วย

    การชุมนุมขยายตัวอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือนเมษายน 1989 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมารับฟังข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม

    การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากแรงงาน ปัญญาชน และข้าราชการ ส่งผลให้การประท้วงลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า เฉพาะในกรุงปักกิ่ง มีผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันมากกว่า 1 ล้านคน

    กระทั่งในคืนวันที่ 3 เข้าสู่วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ทหารจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) จำนวนหลายพันคน พร้อมด้วยอาวุธรบอย่างรถถัง รถหุ้มเกราะ รวมถึง ‘กระสุนจริง’ ได้เข้าปิดล้อมจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนจะเปิดฉากปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

    รัฐบาลจีนอ้างว่า มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวราว 3,000 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีประมาณ 200 ราย อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินอาจมีมากกว่าที่รัฐบาลจีนให้ข้อมูล โดยอาจสูงถึง 1 หมื่นราย

    เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนที่รุนแรงที่สุดของประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นการปิดฉากความหวังในการเปิดกว้างทางการเมืองที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตลอดช่วงทศวรรษ 1980 

    กลบบาดแผลใหญ่ ด้วยการผลักดันประเทศก้าวสู่ WTO

    ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) รวมไปถึงชาติพันธมิตรอื่นๆ อย่างกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นประกาศคว่ำบาตรและจำกัดการร่วมมือกับจีน แม้ว่าจีนจะเพิ่งเปิดประเทศและมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศได้เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

    ในอีกด้านหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มมีการ ‘ถอดบทเรียน’ เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุการเรียกร้องของประชาชน และเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

    ทั้งนี้ เหล่าผู้นำภายในพรรคกลับมีมุมมองต่อสาเหตุของเหตุการณ์แตกต่างกันออกเป็น 2 กระแส โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ‘เร็ว’ เกินไป จนทำให้แนวคิดและค่านิยมจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมจีนและกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ปัญหาเกิดจากการปฏิรูปที่ ‘ล่าช้า’ เกินไป โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ คอร์รัปชัน จนกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

    อย่างไรก็ดี เติ้ง เสี่ยวผิงซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นเห็นว่า จีนควรเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ภายใต้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์

    ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผ่านการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ระบบสวัสดิการ รวมถึงการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ

    จีนพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอีกครั้ง และสามารถนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้สำเร็จในปี 2001 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศยิ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก

    ความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการนิยามว่าเป็น ‘ความสำเร็จ’ ที่ทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งยังต้องนำพลวัตดังกล่าวของจีนมาใช้เป็นกรณีศึกษา ไม่เพียงแค่นั้น จีนยังสามารถก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจวบจนถึงปัจจุบัน

    พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ถอดบทเรียน เพื่อความอยู่รอด

    เหตุการณ์เทียนอันเหมินไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเข้มแข็งและระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่อาจจะสร้างความสั่นคลอนให้กับอำนาจของตนมากขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภายหลังเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว พรรคยุติความพยายามในการเปิดกว้างทางการเมือง และดำเนินมาตรการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวดมากขึ้น 

    ในช่วงแรก ผู้นำสายปฏิรูปหลายคนสูญเสียอิทธิพลทางการเมือง ขณะที่กลุ่มผู้นำสายอนุรักษนิยมได้รับบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น จนกระทั่งในยุคผู้นำรุ่นที่ 5 อย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจและการบริหารแบบบน-ล่าง (Top-Down) ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

    ไม่เพียงแค่นั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้สอดส่องประชาชนภายในประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการชุมนุมประท้วงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรค

    และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่เคยดำเนินการสอบสวนหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ต่อสาธารณชนอย่างจริงจัง

    ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องต้องห้ามภายในประเทศจีนที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ การกล่าวถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินผ่านสื่อ ตำราเรียน หรือบนโลกออนไลน์ภายในจีน ถูกควบคุมและเซนเซอร์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ ‘การปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ หรือแม้แต่ภาพและเรื่องราวของ ‘ชายผู้ยืนขวางรถถัง’ (Tank Man) ก็ตาม

    นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจำกัดการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เขตปกครองตนเองพิเศษอย่างฮ่องกง จนอาจทำให้เหตุการณ์นี้ค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของชาวจีนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่า หยดเลือดของนักศึกษาและประชาชนในวันนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ ‘จีน’ กลายเป็น ‘จีน’ อย่างในทุกวันนี้

    อ้างอิง:

    – วรศักดิ์ มหัทธโนบล. (2557). เศรษฐกิจการเมืองจีน. กรุงเทพมหานคร: openbooks

    https://history.state.gov/milestones/1989-1992/tiananmen-square

    https://www.britannica.com/biography/Hu-Yaobang 

    https://www.bbc.com/news/world-asia-china-27404764

    https://www.amnesty.org/en/latest/campaigns/2025/05/what-is-the-tiananmen-crackdown/ 

    https://yuhuawang.scholars.harvard.edu/sites/g/files/omnuum8221/files/yuhuawang/files/how_has_tiananmen_changed_china_the_washington_post.pdf

    https://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/tiananmen-square-tank-man-china/

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-37-years-of-tiaanmen-crackdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BrZaHbmD4UYtBrUF2u_pH