Blog

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 150

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • ตรุษจีน 2569 ท่องเที่ยวคึกคัก เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน จีนเลี่ยงญี่ปุ่นเที่ยวไทย

    ตรุษจีน 2569 ท่องเที่ยวคึกคัก เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน จีนเลี่ยงญี่ปุ่นเที่ยวไทย

    วันนี้(วันที่ 30 มกราคม 2569) สถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 มีบรรยากาศที่คึกคัก หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีสัญญาณบวกที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาที่ 15,000 คนต่อวัน หลังจาก 2-3 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 10,000-12,000 คนต่อวัน

    ประกอบกับในฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ พบว่าผู้โดยสารจากจีนกลับมาอยู่ในระดับประมาณ 75% ของช่วงก่อนโควิด ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวก

    รวมถึงความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ในเรื่องของไต้หวัน ทำให้ล่าสุดจีนสั่งยกเลิกเที่ยวบินที่มีกำหนดบินจากจีนไปญี่ปุ่นทั้งหมดใน 49 เส้นทางในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากสายการบินจีนขยายระยะเวลาการใช้นโยบายยกเลิกตั๋วเครื่องบินและการคืนเงินเป็นกรณีพิเศษ สำหรับการเดินทางไปญี่ปุ่น

    พร้อมเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีน โดยอ้างว่าชาวจีนตกเป็นเป้าคุกคาม ก็จะส่งผลให้ไทยได้อนิสงค์ จากการเลี่ยงเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นของคนจีน

    ตรุษจีน 2569 ท่องเที่ยวคึกคัก เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน จีนเลี่ยงญี่ปุ่นเที่ยวไทย

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าททท.ได้คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569 (รวมระยะเวลา 10 วัน)

    โดยประเมินว่าภาพรวมการท่องเที่ยวจะเป็นไปอย่างคึกคัก โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงดังกล่าวได้ประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 37,415 ล้านบาท

    ทั้งนี้ตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยราว 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 10% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งอยู่ 1.13 ล้านคน สร้างรายได้อยู่ที่ 35,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 31,160 ล้านบาท

    ขณะที่ตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่มีการเดินทางอยู่ที่ 2.21 ล้านคน-ครั้ง และคาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศประมาณ 6,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4 % จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 6,255 ล้านบาท

    สถานการณ์ท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีน 2569

    “แนวโน้มการท่องเที่ยวในขณะนี้ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดี และที่ผ่านมาททท.ได้ร่วมมือกับหน่วยงาน ต่างๆสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน และร่วมทำการตลาดกับออนไลน์ทราเวล เอเย่นต์ในจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอขายประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี” ผู้ว่าททท.กล่าวทิ้งท้าย

    สำหรับการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนปีนี้ นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตรุษจีน ปีนี้ททท.จะจัดงานตรุษจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 2 พื้นที่

    ณัฐ ครุฑสูตร

    อีกทั้งในปีนี้ประเทศจีนจะนำจัดกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม จากนักแสดงร่วม 100 เข้าร่วมแสดงในช่วงตรุษจีนนี้ ซึ่งการจัดตรุษจีนใน 2 พื้นที่ของททท.ในปีนี้ได้แก่

    1.บริเวณสยามพารากอน กรุงเทพฯ วันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนชอบเดินทางไปเที่ยว ไฮไลท์เป็นการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย-จีน การแสดงคณะนักแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงชิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน กิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน

    นักท่องเที่ยวจีน

    การแสดงศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง อาทิ ต้าอู๋ พิทยา, MEAN, HERS, Slapkiss, Sirious Bacon Landokmai, Wanyai, Paiinntt ส่วนพื้นที่เยาวราช แม้ปีนี้จะไม่มีการจัดงานตรุษจีน แต่ททท.ก็จะมีการประดับประดาไฟ เพื่อสร้างบรรยากาศในช่วงตรุษจีน

    2.ตรุษจีนหาดใหญ่ วันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังน้ำลด ชมการแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลฝูเจี้ยน และกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมไทยจีนการแสดงเชิดสิงโตและกายกรรม การตกแต่งประดับไฟ และสร้างบรรยากาศภายในพื้นที่บริเวณการจัดงาน

    ด้านนายเดวิด ไต้ ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจระหว่างประเทศ Tuniu.com ซึ่งเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ในจีน ซึ่งมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนมากกว่า 100 ล้านราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนกล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนบางส่วนเริ่มจองการเดินทางไปต่างประเทศ
    รวมถึงประเทศไทย สำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนหน้า ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

    เดวิด ไต้

    โดยนักท่องเที่ยว บางส่วนยังเลือกจองแบบกระชั้นชิด ใกล้วันเดินทางจริงในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดตรุษจีน เนื่องจากวันหยุดราชการในปีนี้มีระยะเวลา 8-9 วัน ยาวกว่าปีที่ผ่านมา

    ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจะพำนักในประเทศไทยนานขึ้น มากกว่า1 สัปดาห์ โดยเมืองยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา และหัวหิน

    นายไต้ กล่าวต่อว่า มาตรการยกเว้นวีซ่ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน อีกทั้งประเทศไทยยังมีแนวโน้มจะต้อนรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนเลือกหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ จากความตึงเครียดทางการเมือง

    อย่างไรก็ตามแม้ในปีที่ผ่านมาตลาดจีนจะชลอตัวในการเดินทางมาเที่ยว จากปัญหาเรื่องของคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ และเหตุแผ่นดินไหว แต่จากข้อมูลบนแพลตฟอร์มของ Tuniu.com ประเทศไทยยังคงติดอันดับ 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางที่ขายดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวจีน และคาดว่าจำนวนผู้เดินทางจะฟื้นตัวจากปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650276&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fVgyVLe1TeUFX5rvGssyk

  • สัมพันธ์อังกฤษ-จีน “ดีและแข็งแรง” เคียร์ สตาร์เมอร์ เผยหลังพบสี จิ้นผิง – BBC News ไทย

    สัมพันธ์อังกฤษ-จีน “ดีและแข็งแรง” เคียร์ สตาร์เมอร์ เผยหลังพบสี จิ้นผิง – BBC News ไทย

    สัมพันธ์อังกฤษ-จีน “ดีและแข็งแรง” เคียร์ สตาร์เมอร์ เผยหลังพบสี จิ้นผิง

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและจีนนั้นอยู่ในสถานะที่ “ดีและแข็งแรง” หลังจากได้มี “การพูดคุยกับ สี จิ้นผิง ผู้นำของจีนในกรุงปักกิ่ง”

    สรุป

    • เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและจีนนั้นอยู่ในสถานะที่ “ดีและแข็งแรง” หลังจากได้มี “การพูดคุยกับ สี จิ้นผิง ผู้นำของจีนในกรุงปักกิ่ง”
    • นายกฯ สหราชอาณาจักรบอกว่า ได้มีความคืบหน้าในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเหล้า และวีซ่าฟรีสำหรับชาวอังกฤษในการเดินทางไปจีน
    • ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บอกว่า เกิดจุดเปลี่ยนหลายครั้งในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร แต่การมีความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ “ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
    • สตาร์เมอร์ มีกำหนดการที่จะไปเยือนพระราชวังต้องห้าม และไปเป็นพยานการเซ็นข้อตกลงกับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน
    • เป็นที่คาดหมายกันว่าผู้นำของทั้งสองประเทศ จะเซ็น “สนธิสัญญาความมั่นคงชายแดน” เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรือเล็กที่ถูกใช้ในการข้ามจากยุโรปภาคพื้นไปยังเกาะอังกฤษ

    รายงานสด

    1. สหราชอาณาจักร-จีน ลงนามข้อตกลงอะไรบ้าง

      จากการเปิดเผยของทำเนียบรัฐบาลอังกฤษ ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ทั้งสองชาติลงนามร่วมกันในวันนี้ มีดังนี้

      • ความร่วมมือด้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
      • ความร่วมมือทวิภาคีเพื่อเป็นพันธมิตรด้านการบริการต่าง ๆ
      • ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันเกี่ยวกับข้อตกลงการบริการทางการค้าทั้งสองชาติ
      • ความร่วมมือด้านระบบตรวจสอบและรับรอง (Field of Conformity Assessment)
      • การส่งออกจากสหราชอาณาจักรไปยังจีน
      • เสริมสร้างความเข้มแข็งในการทำงานของคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรและจีน
      • ความร่วมมือด้านบริการดูแลพยาบาลที่บ้านและอุตสาหกรรมการกีฬา
      • ความร่วมมือในการศึกษาและฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวะ
      • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การกักกันสัตว์และพืช
      • ความร่วมมือด้านสุขภาพ

      อย่างไรก็ดี บีบีซียังไม่ทราบรายละเอียดของความร่วมมือต่าง ๆ เหล่านี้

      .

      ที่มาของภาพ, Reuters

    2. จีนและสหราชอาณาจักรกำลังร่วมมือกัน

      นอกจากข้อตกลงฟรีวีซ่า 30 วันแล้ว สหราชอาณาจักรยังประกาศว่ากำลัง “มุ่งมั่นศึกษา” เพื่อให้เกิดข้อตกลงด้านการค้าระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร

      หากการเจรจานี้ลุล่วงก็จะเป็นการสถาปนากฎเกณฑ์ซึ่งจะใช้บังคับกับบริษัทสัญชาติสหราชอาณาจักรที่ต้องการประกอบธุรกิจในจีนอย่างชัดเจน สร้างความสะดวกแก่บริษัทห้างร้านสัญชาติสหราชอาณาจักรในการดำเนินการทางธุรกิจในจีนและบริษัทจีนในสหราชอาณาจักร

      ปัจจุบันสหราชอาณาจักรเป็นผู้ส่งออกบริการที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสองของโลก รัฐบาลสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วยให้มูลค่าการส่งออกภาคบริการจากบริษัทสัญชาติสหราชอาณาจักรไปยังจีนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.3 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี

    3. สตาร์เมอร์เผยสหราชอาณาจักรมองหา “ความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนกับจีนมากขึ้น”,

      เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ บอกกับสี จิ้นผิง ว่าเขาต้องการความสัมพันธ์ที่ “ละเอียดอ่อนมากขึ้น” กับจีน ระหว่างการพบกับประธานาธิบดีที่มหาศาลาประชาชน ในช่วงเช้าวันแรกตามกำหนดการเยือนจีน

      เขากล่าวกับผู้นำจีนว่า เป็นช่วงเวลาที่ “ยาวนานเกินไป” นับตั้งแต่นายกฯ สหราชอาณาจักรเดินทางมาเยือนจีนครั้งล่าสุด

      สตาร์เมอร์เน้นย้ำถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาความสัมพันธ์กับจีน เขาบอกว่า “การที่ผมมาอยู่ที่นี่ในวันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของชาวสหราชอาณาจักร”

      “ผมให้สัญญาไว้เมื่อ 18 เดือนที่แล้ว เมื่อผมได้รับเลือกเข้าสู่รัฐบาลว่าผมจะทำให้สหราชอาณาจักรก้าวสู่โลกภายนอกอีกครั้ง”

      “เพราะพวกเราต่างก็รู้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศกระทบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศบ้านเกิดของเรา ตั้งแต่ราคาสินค้าบนชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเรา”

    4. เปรียบเทียบเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรกับจีน

      ปีเตอร์ ฮอสกินส์ ผู้สื่อข่าวธุรกิจบีบีซีประจำสิงคโปร์ อธิบายว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและจีนแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

      เริ่มต้นด้วยขนาดใกล้เคียงกัน ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าของจีนที่ประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

      นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของทั้งสองประเทศก็แตกต่างกันมาก สหราชอาณาจักรขยายตัวประมาณ 1.5% ในปี 2025 ในขณะที่ทางการจีนกล่าวว่าเศรษฐกิจของจีนเติบโต 5% แต่เพื่อความเป็นธรรม ช่องว่างแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรกับจีนซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา

      ความแตกต่างเหล่านี้ยังคงมีอยู่ต่อไป ตั้งแต่ฐานการผลิตขนาดใหญ่ของจีนไปจนถึงการครองตลาดแร่หายากของโลก

      นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งคือ จีนดำเนินระบบเศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม ซึ่งเป็นระบบลูกผสมระหว่างการวางแผนจากส่วนกลางของรัฐเข้ากับกลไกตลาด ในขณะที่สหราชอาณาจักรเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีมากกว่า

    5. การเยือนของสตาร์เมอร์มีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของปักกิ่งในเวทีโลก,

      ลอรา บิกเกอร์ ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน รายงานว่า จีนเชื่อว่าสหราชอาณาจักรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากเกินไป และเพียงแค่ทำตามรัฐบาลสหรัฐฯ ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ

      ดังนั้น การเยือนจีนครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวกับภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ผ่านการเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้าม และพบกับสี จิ้นผิง

      สหราชอาณาจักรไม่ใช่หนึ่งในคู่ค้าสำคัญอันดับต้น ๆ ของจีนเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังคงมองว่ากรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญ และจะกระตือรือร้นที่จะทำข้อตกลง

      จีนกำลังใช้สถานะของตนเองในฐานะโรงงานของโลกเพื่อดึงประเทศตะวันตกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น จีนต้องการให้ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีทางการค้า

      สำหรับทางการจีน การค้าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสถานะและอิทธิพลในระดับโลก ในขณะที่จีนกำลังวางแผนระยะยาวในการแข่งขันอำนาจกับสหรัฐฯ

      ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี

      ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    6. “สตาร์เมอร์” พบประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีน

      เมื่อเวลาราว 10.00 น. ตามเวลาไทย เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้พบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ตามการรายงานของสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของจีน CCTV

      โดยการพบกันครั้งล่าสุดของทั้งสองคนคือเมื่อเดือน พ.ย. 2024 ในระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม G20 ที่ประเทศบราซิล

      ก่อนหน้านี้ นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า การมาเยือนของสตาร์เมอร์คือการสร้างโอกาส “ในการเพิ่มความเชื่อมั่นร่วมกันทางการเมืองกับสหราชอาณาจักร [และ] กระชับความร่วมมือในทางปฏิบัติ”

      “การเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความไว้วางใจร่วมกัน พัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี และพัฒนาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน คือสิ่งที่อยู่ในความสนใจของสองประเทศและประเทศอื่น ๆ ในโลก” นายกัวกล่าวเสริม

      กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน

      ที่มาของภาพ, EPA

      คำบรรยายภาพ, กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า การมาเยือนของสตาร์เมอร์คือการสร้างโอกาส “ในการเพิ่มความเชื่อมั่นร่วมกันทางการเมืองกับสหราชอาณาจักร [และ] กระชับความร่วมมือในทางปฏิบัติ”
    7. ตารางการเดินทางของผู้นำอังกฤษในวันนี้มีอะไรบ้าง

      นี่คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้วางแผนไว้สำหรับวันนี้

      • อันดับแรกคือการประชุมทวิภาคีกับ จ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน
      • ลำดับถัดมา (ซึ่งอาจสำคัญที่สุด) คือการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน
      • หลังจากนั้นจะเป็นงานเลี้ยงรับรองทางวัฒนธรรมสั้น ๆ ก่อนที่จะไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้าม จากนั้นจะเป็นพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน
      • วันนี้จะปิดท้ายด้วยพิธีที่คาดว่าทั้งสตาร์เมอร์และหลี่จะร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในข้อตกลงหลายฉบับ ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารค่ำ
    8. ยินดีต้อนรับสู่การรายงานสด นายกฯ อังกฤษเดินทางเยือนจีน

      บีบีซีไทยขอนำท่านเข้าสู่การรายงานสด ภารกิจนายกฯ อังกฤษเยือนจีน

      คริส เมสัน บรรณาธิการข่าวการเมืองของบีบีซีเดินทางไปพร้อมกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร รายงานว่า หลังจากที่สตาร์เมอร์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้วเมื่อเวลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 16.15 น. เวลาไทย)

      การเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศจีนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 2018 โดยมีผู้นำทางธุรกิจและวัฒนธรรมของอังกฤษประมาณ 60 คน โดยมีความหวังว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน

      คำบรรยายวิดีโอ, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ เดินทางถึงสนามบินในกรุงปักกิ่งแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/live/cwywdew7229t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y7glDO8fucGXI14TDRZR8

  • สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

    สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

    สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

    โดย

    Duangporn

    ลงเมื่อ

    29 มกราคม 2569 05:22

    สคต. ณ นครลอสแอนเจลิส (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Los Angeles (USA))

    17

    TTCLA-US Economy-Jan2026.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xpmurvh0e5i71swlacr4mluy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05O3mFJImteH7iCK5vfp7D

  • อ่านหนังสือทุกวัน อาจช่วยยืดอายุสมองและชีวิตให้ยืนยาวขึ้น

    อ่านหนังสือทุกวัน อาจช่วยยืดอายุสมองและชีวิตให้ยืนยาวขึ้น

    ในระดับกลไก การอ่านหนังสือจะทำให้เครือข่ายสมองหลายส่วนทำงานพร้อมกัน ทั้งพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับภาษา ความจำ ความสนใจ และจินตนาการ การทำงานพร้อมกันในระดับนี้ช่วยเพิ่ม “cognitive reserve” หรือสำรองความสามารถด้านความคิดของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ระบบประสาทปรับตัวได้เมื่อเผชิญกับการเสื่อมต่าง ๆ ตามวัย Cognitive reserve นี้เปรียบเสมือนการสร้างแหล่งเชื่อมต่อที่ลึกกว่าและแน่นกว่าในสมอง ทำให้การเปลี่ยนแปลงของอายุไม่ทำให้สมองเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

    นอกจากผลต่อระบบคิด ความจำ และจินตนาการแล้ว การอ่านยังช่วยฝึก “working memory” ซึ่งเป็นความสามารถในการเก็บข้อมูลในใจขณะประมวลผลสิ่งใหม่ ๆ งานวิจัยในผู้ใหญ่ที่ได้รับมอบหมายให้เลือกอ่านนิยายหรือทำปริศนาคำศัพท์เป็นเวลาแปดสัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่อ่านมีพัฒนาการทั้งในความจำระยะสั้นและระยะยาวมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้อ่าน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแม้การอ่านจะเป็นกิจกรรมที่เรียบง่าย แต่เป็นการบริหารระบบประสาทหลายส่วนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

    อ่านหนังสือทุกวัน อาจช่วยยืดอายุสมองและชีวิตให้ยืนยาวขึ้น

    การอ่านไม่ใช่แค่รู้มากขึ้น แต่คือการรู้สึกให้ลึกขึ้น

    ผลประโยชน์ทางอารมณ์ของการอ่านก็เด่นชัดไม่แพ้กัน การอ่านนิยายสายสัมพันธ์ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และสถานการณ์ของผู้อื่น ทำให้ผู้อ่านมีมุมมองที่ซับซ้อนกว่าและละเอียดอ่อนกว่าในความสัมพันธ์ทางสังคม งานวิจัยพบว่าการอ่านเรื่องราวของตัวละครสามารถเสริมสร้างทักษะ empathic หรือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และทำให้ผู้อ่านสามารถมองโลกด้วยมุมมองที่หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของการมีสุขภาวะทางจิตที่ดีในระยะยาว

    นอกจากนี้แม้จะมีคำถามว่า “รูปแบบการอ่านแบบไหนให้ผลดีที่สุด?” งานวิจัยระบุว่าประโยชน์หลักมาจากการเปิดโอกาสให้สมองได้ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือแบบดั้งเดิมหรือการฟัง audiobook สมองก็ยังคงสร้าง “แบบจำลองทางจิต” ของตัวละครและสถานการณ์ สิ่งนี้เห็นได้ว่าการอ่านไม่จำกัดอยู่เฉพาะการมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ แต่เป็นการเดินทางภายในจินตนาการที่ช่วยกระตุ้นและบำรุงระบบประสาทได้เช่นกัน

    สุดท้าย การสร้างนิสัยการอ่านอย่างสม่ำเสมอไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก เพียงจัดเวลาให้ได้วันละ 10–30 นาทีเท่านั้นก็สามารถสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนได้ แม้จะเริ่มตอนอายุมากแล้วก็ตาม เพราะสมองของมนุษย์ยังคงมีศักยภาพที่จะปรับตัวและเติบโตไปได้ตามประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ใช่เพียงแค่แหล่งความรู้ แต่เป็นการฝึกฝนสุขภาพทั้งทางอารมณ์และระบบประสาท ซึ่งจะคงอยู่และสนับสนุนชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพมากขึ้นในระยะยาว 

    ที่มา : nationalgeographic 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/inspiration/861777&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27xDGorie3OUUb-U9gDbfd

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 132

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • ‘พิพัฒน์’ ชูเมกะโปรเจ็กต์ ‘เอนเตอร์เทรนเมนต์คอมเพล็กซ์ไร้กาสิโน’ ในพื้นที่อีอีซี

    ‘พิพัฒน์’ ชูเมกะโปรเจ็กต์ ‘เอนเตอร์เทรนเมนต์คอมเพล็กซ์ไร้กาสิโน’ ในพื้นที่อีอีซี

    ‘พิพัฒน์’ ชูเมกะโปรเจกต์ ดัน ‘Disneyland Thailand’ ผุด Entertainment Complex ใน EEC ย้ำชัด ‘ทำได้จริง-ไร้กาสิโน’ มุ่งปั้นไทยสู่ฮับท่องเที่ยวโลก

    29 ม.ค.2569 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวคิดการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฮับเศรษฐกิจระดับโลก โดยมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิงและการท่องเที่ยวครบวงจร โดยระบุว่า โครงการ ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ และศูนย์รวมความบันเทิง (Entertainment Complex plus ) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง หากมีรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจและลงมือทำผนึกกำลัง กกท. เตรียมที่ดินชลบุรีพร้อมลุย

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า ขณะนี้มีความพร้อมในด้านทรัพยากรอย่างมาก โดยเฉพาะที่ดินขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งEEC มีพื้นที่เตรียมรองรับเมกะโปรเจกต์นี้ไว้แล้ว ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ที่มีความพร้อมสูงสุด ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภา เหลือเพียงขั้นตอนการดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP) และการผลักดันเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

    โครงการนี้จะไม่ได้มีเพียงแค่สวนสนุกเท่านั้น แต่ถูกวางแผนให้เป็น “Entertainment & Lifestyle Complex” มาตรฐานสากล ซึ่งภายในจะประกอบด้วย Concert & Event Hall: พื้นที่จัดแสดงดนตรีและอีเวนต์ระดับโลก, National Stadium: สนามกีฬาแห่งใหม่ ความจุ 80,000 ที่นั่ง เพื่อดึงดูดมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ และTheme Park: สวนสนุกระดับโลกที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องธุรกิจสีเทา นายพิพัฒน์ ยืนยันหนักแน่นว่า “โครงการนี้จะไม่มีกาสิโน และไม่มีการมอมเมาประชาชน” โดยจุดประสงค์หลักคือการสร้างพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ ดนตรี และกีฬา สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขาวสะอาดและยั่งยืน

    ทางด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ได้ประเมินว่าหากโครงการนี้สำเร็จ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเทียบเท่ากับโมเดลความสำเร็จของ Tokyo Disneyland, Shanghai Disneyland หรือ Hongkong Disneyland
    เกิดการสร้างงาน โดยคาดว่าจะเกิดการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ทั้งวิศวกร นักแสดง การจัดการอีเวนต์ และภาคบริการ มึเวทีคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับโลก ที่สำคัญมีการ กระจายรายได้ เม็ดเงินสู่ชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    นายพิพัฒน์ ทิ้งท้ายโดยยกตัวอย่างความสำเร็จในอดีต ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ได้ผลักดันโครงการ “Phuket Sandbox” จนเป็นที่ยอมรับทั่วโลกและกู้เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกลับมาได้ ผมมั่นใจว่า สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ทำได้ คนไทยก็ทำได้ ขอเพียงโอกาสในการผลักดัน เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/938967/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HOIgatqU7hcRSHfeEGLSj

  • “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    *** หนุ่มที่จะไปขอผู้สาวแต่งงาน โดยใช้ทองเป็นสินสอดสู่ขอหมั้นหมายช่วงนี้คงต้องคิดหนัก หรือจำต้องขอผ่อนผัน เมื่อราคาทองพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ วันนี้ทะลุ 70,000 บาทต่อ 1 บาททองคำไปแล้ว นักวิเคราะห์บอกว่า โอกาสไปต่อยังมีอีกมาก อาจทะลุ 75,000 บาทต่อบาททองคำ ในเร็ววันด้วยซํ้า โดยระหว่างนี้มีโอกาสที่จะพุ่งต่อไปทดสอบ 5,136-5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงยืนอยู่เหนือแนวรับบริเวณ 4,640 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

    *** ปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำมาจาก ทั้งการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายทอง กองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนสถาบัน ธนาคารกลางหลายแห่งหันมาสะสมทองเพิ่มสูงขึ้น กองทุน ETF ที่เข้าถือครองทองคำต่อเนื่อง ประกอบคำสั่งซื้อทองคำจากจีนในช่วงตรุษจีน กับความต้องการเก็บทองจากอินเดีย แม้ราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่การซื้อทองคำดิจิทัลของชาวอินเดียผ่านแพลตฟอร์มฟินเทคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ฮึ่มๆ อิหร่าน รวมทั้งท่าที ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ค่อยสนโลก หาความแน่นอนไม่ได้ ทำให้นักลงทุนมองทองคำเป็นสินค้าปลอดภัย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยให้ทองคำยังคงเป็นขาขึ้น 

    *** การที่ราคาทองคำพุ่งสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ร้านค้าทองล้มหายตายจากในปีนี้ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ วิเคราะห์จะมีร้านทองปิดตัวลงหลายสิบแห่ง จากยอดขายทองรูปพรรณซบเซาหนัก ราคาที่พุ่งสูงเกินกำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดทองรูปพรรณ ผู้ที่ซื้อหาส่วนใหญ่มุ่งไปที่ทองแท่งเก็งกำไรมากกว่า การจำนำทองก็ลดลงลงไป เนื่องจากราคาที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้ แต่การปิดตัวของร้านทองไม่ใช่การขาดทุนจากราคาเป็นการตัดสินใจปิดเพื่อกำไร ในจังหวะที่ราคาทองเป็นขาขึ้น ประกอบกับทายาทรุ่นใหม่ขาดความสนใจในการสานต่อธุรกิจ ต้นทุนบริหารจัดการสูงขึ้น รายได้ขายปลีกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ทะยอยๆปิดกันไป

    **** ไหนๆ ก็ว่ากันเรื่องทองคำแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเจ้าพนักงานปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมทองคำ ที่เชื่อมโยงกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ว่าด้วยการซื้อขายทองคำ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อหรือขายทองคำ ที่มีการ “นำเข้าหรือส่งออกทองคำ” และมีมูลค่ารวมของการซื้อขายในประเทศเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ต้องรายงานข้อมูลดิจิทัล การทำธุรกรรมทองคำ ผ่านเว็บไซต์ (ธปท.) กรณีเหตุจำเป็น เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกให้ผู้ประกอบการรายงานข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายกรณีได้ทันที และต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อรองรับการเรียกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ที่ต้องทำเช่นนี้ เพื่อเข้าไปดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินบาท เงินเทาผ่านทองทำให้เงินบาทแข็งเกินศักยภาพนั่นเอง

                                   “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    *** เก็บตกจากเวทีดาวอสเสียหน่อย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สรุปได้ความว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก ไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจแบบที่เคยคิดกันอีกต่อไป แต่ก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น เป็นการเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน แต่ละประเทศต้องเร่งหาทางรอด

    *** ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง ต้องทำรูปแบบการค้าใหม่ ความร่วมมือใหม่ ลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน หัวใจสำคัญไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย เป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้ โลกไม่เหมือนเดิม การค้าการขายไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการ และประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/650209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nvtmXvYKC-9qGNHO78ixH

  • เปิด 10 เทรนด์ท่องเที่ยว 2569 เมื่อ “ความลึกลับ-เทคโนโลยี” กลายเป็นหัวใจหลักทริปของคนรุ่นใหม่

    เปิด 10 เทรนด์ท่องเที่ยว 2569 เมื่อ “ความลึกลับ-เทคโนโลยี” กลายเป็นหัวใจหลักทริปของคนรุ่นใหม่

    ส่อง 10 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569 จากผลสำรวจนักเดินทางกว่า 29,000 คน พบคนไทยเน้นเที่ยวตามรอยนิยายโรแมนตาซี ใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ในที่พัก พร้อมทริปทดสอบความสัมพันธ์ที่กำลังมาแรง

    Booking.com เปิดเผยรายงานคาดการณ์เทรนด์การเดินทางปี 2569 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 29,000 คนใน 33 ประเทศ พบว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เน้นความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น โดยมีเทคโนโลยี AI และความสนใจเฉพาะทาง เช่น นิยายแฟนตาซีและโหราศาสตร์ เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง

    1. เที่ยวตามรอยนิยายแฟนตาซี (Romantasy Retreats)

    กระแสความนิยมในนิยายประเภทโรแมนตาซี (Romantasy) ที่ผสมผสานความรักกับโลกแฟนตาซี ส่งผลต่อการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด

    • นักเดินทางไทย 91% สนใจไปเยือนสถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจจากนิยายประเภทนี้
    • 81% พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมสวมบทบาท (Role-play) ตามเกมหรือภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ
    • 92% ยินดีให้ AI แนะนำที่พักหรือจุดถ่ายทำภาพยนตร์ที่ให้บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย

    2. บ้านพักอัจฉริยะแห่งอนาคต (Humanoid Homes)

    บ้านพักตากอากาศจะล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์

    • คนไทย 94% เปิดใจจองบ้านพักที่ติดตั้งระบบหุ่นยนต์
    • 50% สนใจหุ่นยนต์ทำความสะอาด และ 33% ตื่นเต้นกับหุ่นยนต์เชฟ
    • 26% ต้องการให้หุ่นยนต์ช่วยจัดการเรื่องความยั่งยืนในที่พัก

    3. ทริปทดสอบความเข้ากันได้ (Turbulence Test)

    การเดินทางจะกลายเป็นแบบทดสอบความสัมพันธ์ทั้งกับคู่รัก เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • นักเดินทางไทย 92% ใช้การท่องเที่ยวทดสอบความเข้ากันได้
    • 88% เลือกไปที่ห่างไกลเพื่อดูวิธีรับมือสถานการณ์ยากลำบากของเพื่อนร่วมทาง
    • 85% สนใจทริปสลับบทบาท โดยให้ผู้ที่มีนิสัยเก็บตัว (Introvert) ขึ้นมาเป็นผู้นำทริป

    4. ของที่ระลึกที่เน้นดีไซน์และใช้งานจริง (Shelf-ie Souvenirs)

    ของที่ระลึกจะเปลี่ยนจากของสะสมทั่วไปเป็นเครื่องครัวหรือวัตถุดิบที่ใช้แต่งบ้านได้

    • 87% ของคนไทย เลือกซื้อเครื่องครัวหรือวัตถุดิบที่มีดีไซน์โดดเด่นระหว่างทริป
    • 77% พิจารณาไปจุดหมายที่ขึ้นชื่อเรื่องผลิตภัณฑ์สำหรับครัวโดยเฉพาะ
    • 41% มองว่าเครื่องครัวท้องถิ่นสะท้อนถึงงานฝีมือและความยั่งยืน

    5. โร้ดทริปเวอร์ชันใหม่ (Roadtrip Rewired)

    การขับรถเที่ยวจะเน้นการเปิดรับสิ่งใหม่และการมีเพื่อนร่วมทางแปลกหน้า

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • 95% ของนักเดินทางไทย เปิดรับการใช้รถร่วมกัน (Carpooling)
    • 92% ชื่นชอบโร้ดทริปที่ทำให้ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ
    • 79% ของกลุ่ม Gen Z เปิดกว้างในการใช้รถยนต์ไร้คนขับหรือใช้ AI กำหนดเส้นทาง

    6. ทริปตามลิขิตดวงดาว (Destined-ations)

    ศาสตร์ลึกลับและโหราศาสตร์กลายเป็นเข็มทิศใหม่ในการตัดสินใจเดินทาง:

    • 72% ของคนไทย พร้อมปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกแผนหากหมอดูแนะนำว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ
    • 58% จะปรับแผนหากดาวพุธโคจรถอยหลัง (Mercury Retrograde)
    • 65% ของกลุ่ม Gen Z สนใจการเดินทางเพื่อค้นหาจิตวิญญาณเป็นพิเศษ

    7. ทริปเดินทางสู่ผิวเปล่งประกาย (Glow-cations)

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเน้นไปที่การดูแลผิวพรรณด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย:

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • 91% ของคนไทย สนใจทริปที่เน้นการดูแลสุขภาพผิวโดยเฉพาะ
    • 85% สนใจกระจกอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์รูขุมขนและความชุ่มชื้น
    • 90% สนใจที่พักที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนอนเพื่อฟื้นฟูผิว

    8. กิจกรรมพักผ่อนแสนสงบ (Hushed Hobbies)

    ผู้เดินทางมองหาความเงียบและธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูจิตใจ

    • 54% ของคนไทย ตั้งใจไปพักผ่อนในสถานที่ที่ใกล้ชิดธรรมชาติ
    • 91% ต้องการเข้าพักในที่ที่สามารถเก็บหาของป่ามาปรุงอาหารเองได้
    • 84% อยากลองกิจกรรมส่องแมลง และ 87% สนใจการตกปลาหรือดูนก

    9. พาสปอร์ตย้อนรอยความทรงจำ (PastPorts)

    การใช้เทคโนโลยีเพื่อเดินทางกลับไปยังช่วงเวลาที่ประทับใจในอดีต

    • 91% ของคนไทย ต้องการใช้เทคโนโลยีช่วยระบุตำแหน่งสถานที่ในความทรงจำเพื่อกลับไปเยือน
    • 55% ต้องการเดินทางไปยังจุดที่ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
    • 36% ใช้การเดินทางเพื่อกลับไปทำความเข้าใจและปล่อยวางช่วงเวลาที่ยากลำบากในอดีต

    10. ทริปฉลองความสำเร็จรูปแบบใหม่ (Modern Milestone Missions)

    การเดินทางไม่จำเป็นต้องรอวันแต่งงานหรือวันครบรอบ แต่เป็นการฉลองเป้าหมายส่วนตัว

    • 87% ของนักเดินทางไทย มองว่าการเดินทางคือรางวัลจากการทำงานหนัก
    • 24% เดินทางเพื่อฉลองงานใหม่ หรือได้เลื่อนขั้น และ 15% เดินทางเมื่อจบความสัมพันธ์
    • 23% เดินทางเพื่อฉลองความสำเร็จด้านสุขภาพ เช่น การเลิกแอลกอฮอล์หรือการเปลี่ยนรูปร่าง

    เทรนด์การเดินทางในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าผู้เดินทางไม่ได้ต้องการเพียงแค่การพักผ่อน แต่ต้องการประสบการณ์ที่ “ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล” และ “สะท้อนตัวตน” โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้แผนการเดินทางที่ดูยุ่งยากกลายเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2910926&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5A1DiG8iAZbl-kCAI4Fn

  • ‘ยศชนัน’ หาเสียงลำปาง ลั่น ได้เป็นรัฐบาลการท่องเที่ยวต้องมา | เดลินิวส์

    ‘ยศชนัน’ หาเสียงลำปาง ลั่น ได้เป็นรัฐบาลการท่องเที่ยวต้องมา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 29 ม.ค. ที่สถานปฏิบัติธรรมมณฑป หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง นายยศชนัน และคณะ เดินทางมาสักการะมณฑปหลวงพ่อเกษม เกจิชื่อดังของ จ.ลำปาง ก่อนขึ้นรถแห่หาเสียงมายังมิวเซียมลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.ลำปาง ทั้ง 4 เขตหาเสียง ประกอบด้วยนายกิตติกร โล่ห์สุนทร ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 1 เบอร์ 4 นายธนาธร โล่ห์สุนทร ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 2 เบอร์ 6 นายบุญเลิศ แสนเทพ ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 3 เบอร์ 7 และ น.ส.รภัสสรณ์ นิยะโมสถ ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 4 เบอร์ 2 โดยมีประชาชนรอรับฟังการปราศรัยจนเต็มพื้นที่ ซึ่งมีนายไพโพรจน์ โล่ห์สุนทร อดีต สส.หลายสมัย ร่วมเวทีด้วย

    โดยนายยศชนัน ปราศรัยตอนหนึ่งว่า สวัสดีพ่อแม่พี่น้องลำปางทุกท่าน อยากได้นายกฯ คนเหนือหรือไม่ ขอเหมาทั้ง 4 เขตเลยได้หรือไม่ ขอเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งลำปางเลยได้หรือไม่ ที่นี่มีเซรามิกชามตราไก่ขึ้นชื่อ ฉะนั้น ห้ามเก็บไว้เฉพาะที่ลำปาง ต้องเอาไปขายทั่วโลก เรามีศิลปวัฒนธรรม แต่ขาดนักท่องเที่ยว เราถือว่าลำปางเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือตอนบน ต้องทำได้ดีกว่านี้ หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลการท่องเที่ยวลำปางต้องมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5549591/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17qW9Mxd9DkkHd1ZcD6c_b