Blog

  • Google Trends เผยเทรนด์คำค้นหาก่อนการเลือกตั้ง 2569

    Google Trends เผยเทรนด์คำค้นหาก่อนการเลือกตั้ง 2569

    ไอที

    Google Trends เผยเทรนด์คำค้นหาก่อนการเลือกตั้ง 2569

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    Google Trends เผยพฤติกรรมการค้นหาของคนไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจทางการเมืองของคนไทย โดยเฉพาะคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งในหลากหลายมิติ หนึ่งในคำค้นหาที่โดดเด่น คือ “เลือกตั้งนอกเขต” ซึ่งมีการค้นหาเพิ่มขึ้นสูงถึง 870% และ “วิธีการเลือกตั้ง / ขั้นตอนการเลือกตั้ง” ที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้น 60% ในช่วงสองเดือนก่อนการเลือกตั้ง เมื่อเทียบกับสองเดือนก่อนหน้า

    ขณะที่คำว่า “ประชามติ” เป็นคำค้นหาใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างก้าวกระโดด (Breakout search) ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา*

    นอกจากนี้ ยังพบคำค้นหาอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ นโยบาย บัตรเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และการเลือกตั้งล่วงหน้า สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนในการทำความเข้าใจรายละเอียดเชิงปฏิบัติเพื่อช่วยในการตัดสินใจ รวมทั้งเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนในวันเลือกตั้งจริงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยคำค้นหายอดนิยมที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ของประเทศไทย มีรายละเอียดดังนี้

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เลือกตั้ง” ได้แก่:

    1. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    2. ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต

    3. เลือกตั้งวันไหน 2569

    4. เลือกตั้งวันไหน

    5. ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

    6. เช็คสิทธิเลือกตั้ง 2569

    7. เลือกตั้ง อบต 2569

    8. เลือกตั้งล่วงหน้าวัน ไหน

    9. ลงทะเบียนประชามตินอกเขต

    10. เลือกตั้งนอกเขตวันไหน

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “นโยบาย” ได้แก่: 

    1. นโยบายพรรคประชาชน

    2. นโยบายกระทรวงสาธารณสุข 2569

    3. นโยบายแต่ละพรรค 2569

    4. นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 2568

    5. สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    6. นโยบายพรรคเพื่อไทย

    7. นโยบายพรรคภูมิใจไทย

    8. นโยบาย สพฐ 2569

    9. นโยบายประธานศาลฎีกา

    10. นโยบายพรรคเพื่อไทย 2569

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “บัตรเลือกตั้ง” ได้แก่: 

    1. บัตรเลือกตั้ง 2569

    2. ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง อบต 2569

    3. บัตรเลือกตั้งนายก อบต

    4. ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง 2569

    5. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    6. บัตรประชาชนหมดอายุเลือกตั้งได้ไหม

    7. เลือกตั้งนอกเขต

    8. เลือกตั้งใช้อะไรแทนบัตรประชาชน

    9. ลืมบัตรประชาชนเลือกตั้งได้ไหม

    10. เช็คสิทธิเลือกตั้ง 2569

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “หน่วยเลือกตั้ง” ได้แก่: 

    1. เช็คหน่วยเลือกตั้ง

    2. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    3. หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า 2569

    4. หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าของชลบุรีอยู่ที่ไหน ปึ 2569

    5. ยาสามัญประจำหน่วยเลือกตั้ง

    6. ประกาศกําหนดหน่วยเลือกตั้ง

    7. ถ่ายรูปหน้าหน่วยเลือกตั้งได้ไหม 2568

    8. ป้ายประจำหน่วยเลือกตั้ง

    9. ตัวอย่างแบบพิมพ์ประจําหน่วยเลือกตั้ง

    10. กรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งท้องถิ่นมีกี่คน

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “พรรคการเมือง” ได้แก่: 

    1. ตรวจสอบสมาชิกพรรคการเมือง

    2. ตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

    3. ระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง

    4. พรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน 2569 มีกี่พรรค

    5. พรรคกล้าธรรม

    6. พรรคเพื่อไทย

    7. สมัครสมาชิกพรรคการเมือง

    8. พรรคการเมืองใหม่ล่าสุด 2568

    9. ลาออกจากสมาชิกพรรคการเมืองออนไลน์

    10. สัญลักษณ์พรรคการเมือง

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “เลือกตั้งล่วงหน้า” ได้แก่: 

    1. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    2. เลือกตั้งล่วงหน้าวันไหน

    3. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าออนไลน์ 2569

    4. ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต

    5. สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

    6. ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

    7. ยกเลิกเลือกตั้งล่วงหน้า

    8. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ได้

    9. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ถึงวันไหน

    10. เลือกตั้งออนไลน์

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร” ได้แก่: 

    1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีกี่คน

    3. สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    4. กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

    5. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พ ศ 2566

    6. แบบกําหนดสถานที่ติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    7. แบบเอกสารสรุปย่อประวัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    8. เดิม สส มีกี่คน

    9. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    10. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464166&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G7A6sVuIWTwmF1Ns6m-gv

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    เส้นทางสู่ “ทองแสนบาท” เมื่อโลกปั่นป่วนจนทองคำกลายเป็น “ทางรอด” สุดท้าย!

    ในโลกการเงินที่หมุนไวราวกับพายุ ใครจะเชื่อว่าภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาถึง 30% หรือราว 16,500-17,500 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่แรงพอๆ กับที่เคยเกิดขึ้นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ที่ราคาทองเพิ่มขึ้น 24,650 บาท

    คำถามที่หลายคนอยากรู้ คือ “ทองคำบาทละหนึ่งแสน” เป็นเพียงความฝัน หรือ ความจริงที่ใกล้แค่เอื้อม ?

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    “วรุต รุ่งขำ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ยอมรับกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ด้วยเบื้องหลังประกายระยิบระยับของทองคำ คือ ความตึงเครียดของ “ยักษ์ชนยักษ์” เมื่อสหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มสหภาพยุโรป ที่มี 27 ประเทศ ในประเด็นการแย่งชิงกรีนแลนด์

    จนเกิดคำขู่ถึงการใช้ “นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ” (Economic Nukes) หรือ การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าและยกเลิกเขตการค้าเสรี (FTA)

    ความไม่แน่นอนนี้รุนแรงจนเปรียบเสมือนโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปล่อย “ฝูงหงส์ดำ” (Black Swans) ออกมาบินว่อนในระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อยุโรปซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เริ่มหันไปจับมือกับกลุ่ม BRICS ที่มีทั้งประเทศบราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และมีกระแสข่าวการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ

    รวมถึงความต้องการดึง “ทองคำสำรอง” กลับจากคลัง Fort Knox เพราะความไม่ไว้วางใจ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ดันให้ราคาทองคำพุ่งไม่หยุด

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    จาก 8 หมื่นบาท สู่ 1 แสนบาท

    ปัจจุบันราคาทองคำในตลาดโลกกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 82,800 บาทต่อบาททองคำ หากผ่านจุดนี้ไปได้ เป้าหมายถัดไปคือ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 88,800 บาทต่อบาททองคำ คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์

    และหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ เราอาจจะได้เห็น “ทองคำบาทละหนึ่งแสน” เกิดขึ้นจริงอย่างที่หลายคนคาดการณ์

    แต่บนเส้นทางที่ดูหอมหวานนี้ กลับแฝงไปด้วยความผันผวนที่ดุร้าย ราคาสามารถแกว่งตัวขึ้นลงได้วันละ 100-200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเรื่องปกติ “วรุต” จึงเตือนว่าอย่ารีบ “ไล่ซื้อ” จนเกินกำลัง เพราะอาจเกิดการพักฐานแรงๆ ได้ทุกเมื่อ

    กลยุทธ์สำหรับ “สายซิ่ง” และ “นักออมทอง”

    สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีทองคำ แนะนำกลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging) แบ่งเงินซื้อเป็นไม้ๆ อย่าทุ่มหมดหน้าตัก ให้ทยอยเก็บเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาที่แนวรับ 80,900 – 80,150 บาทต่อบาททองคำ โดยแบ่งเงินลงทุนเพียง 10-15% ของพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง

    ตามสถิติ ทองคำมักจะราคาพุ่งก่อน “ตรุษจีน” เนื่องจากร้านทองต้องการสต็อกสินค้า และมักจะมีการเทขายทำกำไรหลังจากจบเทศกาล

    เตือน! อย่าตกเป็นเหยื่อความโลภ

    ในจังหวะที่ “ทองคำ” เป็นขาขึ้น มักจะมีมิจฉาชีพฉวยโอกาส อ้างการ “ออมทองราคาถูก” ซึ่งในความเป็นจริง “ไม่มีใครยอมขายทองต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้ตัวเองขาดทุน” 

    การเลือกออมทองจึงควรทำผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ มีตัวตนชัดเจน หรือผ่านแอปพลิเคชันมาตรฐาน อย่าง YLG หรือ แอปเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเงินออมของคุณจะกลายเป็นทองคำที่มีค่าจริงๆ

    “ทองคำ” ในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือ “ดัชนีความกลัวของโลก” หากปัจจัยพื้นฐานยังคงตึงเครียดเช่นนี้ เส้นทางสู่หลักแสนก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องเดินหมากด้วยความระมัดระวังและมีสติที่สุด.

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/737240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw100NcEK4FHjMA7FcSSgaKM

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • เปิดมุมมอง ‘ทุนญี่ปุ่น’ ส่องศก.ไทยครึ่งแรกปี 69  เชื่อมั่นฟื้น – เดินหน้าลงทุน – รอรัฐกระตุ้น

    เปิดมุมมอง ‘ทุนญี่ปุ่น’ ส่องศก.ไทยครึ่งแรกปี 69 เชื่อมั่นฟื้น – เดินหน้าลงทุน – รอรัฐกระตุ้น

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า“ทุนญี่ปุ่น”ถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกและเป็นกระดูกสันหลังของภาคอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน ล่าสุดหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยดัชนีชี้วัดที่เปรียบเสมือนตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีทั้งสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง เมื่อผู้ประกอบการญี่ปุ่นถึง 23% ประกาศแผนเตรียมลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ภาคเอกชนญี่ปุ่นได้ส่งเสียงสะท้อนถึงรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศให้เร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการปรับปรุงระบบภาษี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบทางภาษีจากสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ยังมองว่ายังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้แต่เริ่มเตรียมความพร้อม

    • “JCCB” เผยนักธุรกิจญี่ปุ่นเชื่อมั่นศก.ไทยมากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยผลการสำรวจจะจัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยการสำรวจล่าสุดได้มีการทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25 พ.ย. – 16 ธ.ค.2568 มีบริษัทที่ตอบแบบสำรวจจำนวน 521 ราย

    โดยผลการสำรวจล่าสุดพบประเด็นที่น่าสนใจจากมุมมองของบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทย ดังนี้ ในส่วนของสภาพธุรกิจโดยรวมสะท้อนจากค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) พบว่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ(DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ดัชนี DI เคยลดลงไปอยู่ที่ -12 อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา โดยดัชนี DI ในช่วงครึ่งแรกของปีพ.ศ. 2569 นั้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น เช่น ในธุรกิจใหม่ในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้ว่ายังคงมีความกังวล เกี่ยวกับการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนก็ตาม

    • บริษัท 23% พร้อมลงทุนเพิ่ม

    สำหรับประเด็นการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย บริษัท 23% ระบุว่าจะลงทุนเพิ่มในปี 2569 ขณะที่บริษัทจำนวน 43% ระบุว่าจะลงทุนคงที่ และ 19% คาดว่าจะลงทุนลดลง โดยในกลุ่มบริษัทที่ระบุว่าจะลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์กว่า 22% ระบุว่าจะมีการลงทุนเพิ่ม รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ 18% จะลงทุนเพิ่ม นอกจากนั้นยังมีกลุ่มธุรกิจบริษัทการค้า 12% ที่ต้องการจะลงทุนเพิ่มในปี 2569

    ในส่วนประเด็นของการส่งออก จากผลการสำรวจบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยกว่า 35% มองว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 จะสามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรในการขนส่ง และเคมีภัณฑ์ ส่วนบริษัทอีก 45% มองว่าการส่งออกครึ่งปีแรกจะคงที่ และ20% คาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะหดตัวลง

    • แนะรัฐบาลไทยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม

    ทั้งนี้บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยยังได้เสนอแนะข้อเรียกรองต่อรัฐบาลไทย เช่น การขอให้รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ (มาตรการกระตุ้นการบริโภค) ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 42% ที่เสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการนี้ ส่วนประเด็นรองลงมาบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยประมาณ 32% เสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และยังมีข้อเสนอให้มรการปรับปรุงกระบวรการขอคืนภาษีและกระบวนการตรวจสอบภาษี เช่น การลดความซับซ้อนของขั้นตอนการขอคืนภาษี และความไม่สอดคล้อง กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งการบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง

    • ชื่นชมรัฐบาลไทยใช้ดิจิทัลเพิ่ม

    ขณะที่ประเด็นที่บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยเห็นว่ารัฐบาลไทยมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น คือการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานของภาครัฐที่กว่า 20% ของผู้ประกอบการมองว่ามีการปรับปรุงดีขึ้น

    สำหรับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในอัตรา 19% บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยที่ตอบแบบสำรวจในครั้งนี้กว่า 44% มองว่าบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ ส่วนบริษัทประมาณ 26% ตอบว่าได้รับผลกระทบหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบ และบริษัทจำนวน 22% ยังไม่ทราบว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่

    ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยให้ความเห็นในเรื่องของการวางมาตรการรับมืออัตราภาษี 19% ของสหรัฐที่บังคับใช้กับไทย โดย 54% ยังคงสถานการณ์เดิ ขณะที่ 22% มีการปรึกษากับคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งพิจารณาส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ และ 13% วางแผนที่จะขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1218878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0863rs5Wfx_RLZiPdAyVc2

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ‘นิด้าโพล’ ยกสองเลือกตั้ง ‘เท้ง’ ยังนำอันดับ 1 ‘หนู-มาร์ค’ ไล่หลัง

    ‘นิด้าโพล’ ยกสองเลือกตั้ง ‘เท้ง’ ยังนำอันดับ 1 ‘หนู-มาร์ค’ ไล่หลัง

    30 ม.ค. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80

    ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก (พรรครักชาติ) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (พรรคพลังประชารัฐ) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (พรรคประชาธิปัตย์) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายภราดร ปริศนานันทกุล (พรรคภูมิใจไทย) นายพงศา ชูแนม (พรรคกรีน) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.52 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.80 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.84 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.88 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.96 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.04 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 12.16 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.96 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.36 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.72 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.72 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.72 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.56 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 37.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.52 สมรส และร้อยละ 1.84 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.32 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 17.92 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.60 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.48 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.64 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.04 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.76 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.80 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.68 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.48 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.40 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.20 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.68 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.60 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 15.32 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.88 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.32 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.32 ไม่ระบุรายได้.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/939423/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rhA7UKTKJJ2MHnOivJCzf

  • รัฐบาลฮ่องกงเปิดตัวระบบท่าเรือมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง สำหรับการติดตามสินค้าระบบเรียลไทม์

    รัฐบาลฮ่องกงเปิดตัวระบบท่าเรือมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง สำหรับการติดตามสินค้าระบบเรียลไทม์

    สำนักขนส่งและโลจิสติกส์ได้เปิดตัวระบบบริหารจัดการท่าเรือ (Port Community System: PCS) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นโดยรัฐบาลฮ่องกง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ระบบดังกล่าวมีฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับการยื่นคำร้องด้านการค้ากับหน่วยงานต่างๆหลายหน่วยงานในที่เดียว พร้อมรองรับการติดตามสินค้าระบบเรียลไทม์ และเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งทางทะเล ทางบก และทางอากาศเข้าด้วยกัน

    นอกจากนี้ PCS ยังให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เสริมมูลค่า เช่น ฟังก์ชั่น “ข้อมูลเดียว ยื่นหลายคำร้อง” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บริษัทโลจิสติกส์และการค้าภายในประเทศ

    ในพิธีเปิดตัว รัฐบาลฮ่องกงได้ลงนามบันทึกความเข้าใจสามฝ่ายร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LSCM) และบริษัทสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ในท้องถิ่น FUNDel เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง PCS กับแพลตฟอร์มของภาคอุตสาหกรรม

    ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการศึกษาการใช้ข้อมูลด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เชื่อถือได้จากระบบ PCS เพื่อสนับสนุนการประเมินคำขอสินเชื่อทางการค้าของสถาบันการเงินที่ยื่นโดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคโลจิสติกส์อีกด้วย

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การเปิดตัวระบบ Port Community System (PCS) ของรัฐบาลฮ่องกง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของฮ่องกงให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทีใช้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า การค้าระหว่างประเทศ หรือเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก

    ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับ คือการลดขั้นตอนเอกสารและเวลาในการดำเนินพิธีการศุลกากร มีความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจและความแม่นยำในการติดตามสินค้ามากขึ้น ระบบติดตามสินค้าระบบเรียลไทม์นี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยสามารถตรวจสอบสถานะสินค้าได้ตลอดเส้นทาง ทั้งทางเรือ ทางบก และทางอากาศ ทำให้วางแผนการขนส่งและการกระจายสินค้าได้แม่นยำขึ้น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค PCS ช่วยให้ข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐเชื่อมต่อกันได้ดี ส่งผลให้การขนส่งระหว่างไทย–ฮ่องกง–จีนตอนใต้มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นด้านข้อมูลสำหรับการขอสินเชื่อการค้า นอกจากนั้นการที่รัฐบาลฮ่องกงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและสตาร์ทอัพเพื่อใช้ข้อมูล PCS ในการประเมินสินเชื่อ จะช่วยให้ SMEs ไทยที่ใช้ฮ่องกงเป็นฐานโลจิสติกส์มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

    สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ใช้ฮ่องกงเป็นจุดผ่านสินค้า ควรทำความเข้าใจวิธีใช้งานระบบ PCS เพื่อใช้ประโยชน์จากการยื่นเอกสารแบบจุดเดียวและการติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ ทำการประสานงานกับคู่ค้าหรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในฮ่องกงสอบถามผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (freight forwarders / carriers) ว่าได้เชื่อมต่อระบบ PCS แล้วหรือไม่ เพื่อให้ข้อมูลการขนส่งของท่านสามารถไหลผ่านระบบได้อย่างครบถ้วน

    ข้อมูลการเคลื่อนย้ายสินค้าที่แม่นยำจาก PCSช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนสต็อกสินค้าได้ดีขึ้น อันจะช่วยลดต้นทุนการรอสินค้าและปรับรอบการผลิตให้สอดคล้องกับการ ด้วยระบบดิจิทัลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เหมาะสำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเข้าตลาดจีน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องการกระจายสินค้าไปยังหลายๆประเทศโดยใช้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ievyscif3e2r7p77xuga1yxb&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W5xC022yzr7umXue9ILOW

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 287

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf