Blog

  • เบื้องหลัง Upcycling Polymer Composite นวัตกรรมจาก FutureCycle ที่พลิกของเสียให้เป็นวัสดุมีมูลค่า สู่กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง

    เบื้องหลัง Upcycling Polymer Composite นวัตกรรมจาก FutureCycle ที่พลิกของเสียให้เป็นวัสดุมีมูลค่า สู่กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง

    โลกกำลังดิ้นรนกับปัญหาขยะล้นเมืองและการใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและการออกแบบต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า “เราจะอยู่ร่วมกับโลกอย่างสมดุลได้อย่างไร?” บริษัท FutureCycle Company Limited ก้าวขึ้นมาพร้อมคำตอบในรูปแบบของนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต ด้วย Upcycling Polymer Composite (UPC) ภายใต้แบรนด์ MORE – Waste is MORE ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าขยะไม่ใช่ภาระ หากแต่สามารถกลายเป็น ‘วัสดุที่มีมูลค่า’ ที่ทั้งแข็งแรง มีความร่วมสมัย ใช้งานได้จริง และยั่งยืน ผ่านการผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการออกแบบเพื่อความยั่งยืน

    Waste is MORE เมื่อขยะคือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่

    แนวคิด “Waste is MORE” เกิดจากความเชื่อพื้นฐานของ FutureCycle ที่ว่า “ขยะไม่ใช่จุดจบของคุณค่า แต่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่ดีกว่า” ทุกชิ้นของเสีย ไม่ว่าจะเป็นฝาขวดพลาสติกที่ถูกทิ้งหลังใช้ เยื่อกาแฟจากโรงคั่ว หรือเศษวัสดุจากกระบวนการผลิตในโรงงาน ล้วนถูกมองในฐานะวัตถุดิบต้นน้ำที่รอการแปลงโฉม FutureCycle นำสิ่งเหล่านี้มาผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมและการออกแบบ เพื่อสร้างวัสดุผสมทางเลือกที่มีคุณสมบัติไม่แพ้วัสดุดั้งเดิม แต่มีความยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอนมากกว่า ซึ่งสะท้อนคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ MORE ในการมอง ‘Waste’ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ไม่ใช่ของไร้ราคา

    สำหรับบริษัท ขยะทุกชิ้นคือโอกาสที่จะสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม การทำงานภายใต้แนวคิดนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การจัดการของเสีย’ แต่คือการ ‘สร้างเศรษฐกิจใหม่จากสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นค่า’ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของวัสดุ UPC ที่ผสานความแข็งแรง ความสวยงาม และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    จากเศษวัสดุเหลือใช้ สู่วัสดุสมรรถนะสูงและมีคุณค่า

    เบื้องหลังวัสดุ UPC เริ่มต้นด้วยการคัดสรรขยะและเศษวัสดุจากหลากหลายแหล่ง ตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงของเสียในอุตสาหกรรม เช่น ฝาขวดพลาสติก เศษบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว ไปจนถึงเยื่อกาแฟที่เหลือจากกระบวนการผลิต FutureCycle ใช้เทคโนโลยีเฉพาะในการอัดผสมและขึ้นรูปวัสดุเหล่านี้ให้กลายเป็น Polymer Composite ที่มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงกระแทก ความชื้น และการสึกกร่อน จนสามารถทดแทนวัสดุดั้งเดิมได้อย่างมั่นใจ

    ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงวัสดุทดแทนทั่วไป แต่คือ “วัสดุสมรรถนะสูงและมีคุณค่า” ที่มีศักยภาพในการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิว เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติใหม่ (Virgin Materials) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การ Upcycling พลาสติกสู่คอมโพสิตที่มีมูลค่าในระดับสากล

    สิ่งที่ทำให้ UPC ของ MORE แตกต่างจากวัสดุทางเลือกอื่นคือ ‘เรื่องราว’ ทุกแผ่นวัสดุสะท้อนแนวคิดของการให้ชีวิตครั้งที่สองกับของที่คนเคยมองข้าม วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงบรรจุฟังก์ชันและความทนทานเท่านั้น แต่ยังบรรจุอุดมการณ์ของความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก UPC จึงถูกมองได้ทั้งในฐานะวัสดุเชิงโครงสร้างและในฐานะ ‘สินทรัพย์’ ที่เพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์และโปรเจกต์ที่เลือกใช้

    นักออกแบบที่เลือกใช้วัสดุ UPC จึงไม่ได้เพียงเลือกวัสดุใหม่ แต่เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณของการฟื้นคืนคุณค่าให้กับโลกใบนี้ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจาก UPC ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ แผ่นผนัง หรือของตกแต่ง ล้วนมีเอกลักษณ์ของลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน เสมือนบันทึกเรื่องราวของเศษวัสดุที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    MORE สามเสาหลัก ยั่งยืน นวัตกรรม สร้างสรรค์

    MORE ยืนอยู่บนแนวคิดสามแกนหลักที่ทำให้แบรนด์ทรงพลัง ทั้งในเชิงธุรกิจและจิตสำนึกของสังคม แนวคิดแรกคือ Sustainability (ความยั่งยืน) ที่มองของเสียเป็นทรัพยากรหมุนเวียนซึ่งสามารถกลับเข้าสู่ระบบการผลิตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แนวคิดที่สองคือ Innovation (นวัตกรรม) ซึ่งสะท้อนผ่านเทคนิคการแปรรูปวัสดุจนเกิดสมรรถนะสูงและตอบโจทย์การใช้งานจริง และแนวคิดสุดท้ายคือ Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) ที่เปิดพื้นที่ให้กับนักออกแบบร่วมสมัยได้ทดลองและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ จากวัสดุ UPC ซึ่งไม่เพียงสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมของการออกแบบที่รับผิดชอบต่อโลก

    ในมุมของแบรนด์ แนวคิด MORE – Waste is MORE จึงกลายเป็น ‘ตัวขับเคลื่อน’ หลักของการพัฒนา UPC ให้เป็นวัสดุที่มีคุณค่าทั้งแข็งแรง ใช้งานได้จริง และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำขวัญด้านสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู

    จากแผ่นวัสดุสู่เฟอร์นิเจอร์และงานดีไซน์เพื่อโลก

    ผลิตภัณฑ์จาก UPC ของ MORE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในรูปแบบแผ่นวัสดุมาตรฐานขนาด 4×8 ฟุต เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น เฟอร์นิเจอร์ พื้นผิวตกแต่ง และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนทั้งความงามและจิตวิญญาณของการ Upcycling ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการ สถาปนิก และนักออกแบบมีทางเลือกใหม่ในการสร้างพื้นที่และประสบการณ์ที่ทั้งสวยงามและรับผิดชอบต่อโลกไปพร้อมกัน

    MORE จึงไม่เพียงเป็นแบรนด์วัสดุทางเลือก แต่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภค นักออกแบบ และภาคอุตสาหกรรมหันมาเห็นว่าความสวยงามสามารถอยู่คู่กับความยั่งยืนได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกันก็สร้างความแตกต่างเชิงภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ที่เลือกใช้วัสดุประเภท Upcycled High-Value Materials ในงานของตัวเอง

    สำหรับนักลงทุนและผู้นำธุรกิจที่กำลังมองหานวัตกรรมวัสดุที่ตอบทั้งเรื่อง ESG และโอกาสทางธุรกิจ UPC จาก MORE คือกรณีศึกษาของการเปลี่ยนต้นทุนของเสียให้กลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ในห่วงโซ่คุณค่า สามารถเพิ่มมูลค่าโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ งานออกแบบ หรือแบรนด์สินค้าได้อย่างชัดเจน

    ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตและนักออกแบบก็สามารถใช้ UPC เป็นฐานวัสดุสำหรับสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยืนระยะการใช้งานได้ยาวนาน มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย และตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลกที่ไม่อยากเลือกเพียงระหว่างดีไซน์กับความยั่งยืน แต่ต้องการ ‘ทั้งสองอย่าง’ ในสินค้าและพื้นที่ที่ตนใช้งาน

    สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทุกคนมีส่วนร่วม

    เป้าหมายของ FutureCycle ไม่ได้จบเพียงแค่การผลิตวัสดุ UPC แต่คือการวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Ecosystem) ที่ทุกคนในห่วงโซ่คุณค่ามีส่วนร่วม ทั้งผู้ผลิต บริษัทออกแบบ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน ไปจนถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุ UPC จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการลงมือสร้างโลกที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เป็นการลงทุนในอนาคตที่ปลอดขยะแต่เปี่ยมด้วยวัสดุคุณค่าสูง

    Upcycling Polymer Composite ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากระบบการผลิตแบบเส้นตรงที่มุ่งผลิต–ใช้–ทิ้ง ไปสู่ระบบหมุนเวียนที่หมายถึงการสร้าง–ใช้–คืนคุณค่าให้กลับสู่สังคมอีกครั้ง แนวคิด ‘MORE – Waste is MORE’ จึงไม่ใช่เพียงสโลแกนของแบรนด์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติทางความคิด ที่กำลังทำให้โลกวัสดุและสิ่งแวดล้อมเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีกว่า พร้อมยืนยันว่าของเสียสามารถเป็นวัสดุที่มีคุณค่า แข็งแรง ใช้งานได้จริง และยั่งยืน หากมีมุมมองและนวัตกรรมที่ถูกต้อง

    ทำความรู้จัก MORE ให้มากขึ้น

    ร่วมค้นพบแรงบันดาลใจใหม่จากนวัตกรรมวัสดุที่คืนชีวิตให้ของเสียได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/upcycling-polymer-composite-futurecycle-more-circular-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DOsXBZCdgtLgvyDT9uRZn

  • ทองร่วงแรง!! เปิดเช้าไหลลง 2,550 ฉุดราคาทองแท่ง-รูปพรรณหลุด 8 หมื่น : อินโฟเควสท์

    ทองร่วงแรง!! เปิดเช้าไหลลง 2,550 ฉุดราคาทองแท่ง-รูปพรรณหลุด 8 หมื่น : อินโฟเควสท์

    ราคาทองคำ 96.5% ขายปลีกในประเทศเปิดตลาดเช้านี้ปรับร่วงจากเมื่อวานบาททองคำละ 2,550 บาท ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

    โดยเมื่อเวลา 09.07 น. สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองคำ ครั้งที่ 1

    – ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาททองคำละ 78,850 บาท ขายออกบาททองคำละ 78,950 บาท

    – ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาททองคำละ 77,270.52 บาท ขายออกบาททองคำละ 79,750 บาท

    บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ระบุว่า ราคาทองโลกวานนี้ปิดลบ $38.73 ท่ามกลางแรงขายทำกำไรหลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ราคาร่วงลงมากกว่า 5% จากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $5,594.82 ในตลาดเอเชีย สู่ระดับต่ำสุดของวันที่ $5,099

    การเทขายทองคำรุนแรงจากความอ่อนแอในสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐ โลหะเงิน และทองแดงที่ปรับตัวลดลดอย่างรุนแรง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการขายทองคำเพื่อเติม Margin หรือ ชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ รวมไปถึง Long Covering ในตลาดทองเอง

    ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากแรงชื่อ Buy on dip เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

    ด้านสภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกโลกเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2568 เป็น 5,002 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและการค้ากระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น นำโดยความต้องการ

    ในภาคลงทุนที่เพิ่มขึ้น 84% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกองทน ETF เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของ

    แรงซื้อจากธนาคารกลางที่ลดลง 21% สู่ระดับ 863 ต้น และความต้องการในภาคเครื่องประดับที่ลดลง 19%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGMT03YL_LdzHmzCa7BJP

  • เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ ชูการค้าเสรีและนวัตกรรมเป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามโลก

    เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ ชูการค้าเสรีและนวัตกรรมเป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามโลก

    เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ ชูการค้าเสรีและนวัตกรรมเป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามโลก

    โดย

    Din

    ลงเมื่อ

    29 มกราคม 2569 18:38

    สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))

    7

    ข่าว – เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c0h106tkp2310hb7hspa4fg6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bpJfgq1GLPDkXFfwfaLVb

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 407

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • ตรุษจีนปีม้าคึกคัก ททท.ชี้เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน รับจีนเที่ยวไทย

    ตรุษจีนปีม้าคึกคัก ททท.ชี้เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน รับจีนเที่ยวไทย

    ททท. คาดตรุษจีนปีม้าเงินสะพัด 4.2 หมื่นล้านบาท โต 13% รับอานิสงส์จีนเลี่ยงญี่ปุ่นแห่เข้าไทย 1.25 ล้านคน หนุนฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 69 ให้คึกคักต่อเนื่อง

    ททท. ชี้สัญญาณบวกท่องเที่ยว “เทศกาลตรุษจีนปีม้า” กระแสเดินทางคึกคัก ดันเม็ดเงินสะพัดกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วง เทศกาลตรุษจีนปี 2569 ซึ่งตรงกับปีม้า

    คาดการณ์ว่าในช่วง 10 วันของเทศกาล (13-22 กุมภาพันธ์ 2569) จะมีรายได้หมุนเวียนรวมสูงถึง 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา, แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 35,480 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14%) และตลาดในประเทศ 6,750 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4%) ตรุษจีนปีม้าคึกคัก ททท.ชี้เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน รับจีนเที่ยวไทย

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงความเชื่อมั่นในครั้งนี้ว่า “แนวโน้มการท่องเที่ยวในขณะนี้ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดี และที่ผ่านมา ททท. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน และร่วมทำการตลาดกับออนไลน์ทราเวลเอเย่นต์ในจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอขายประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี”

    นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า “ความคึกคักของตลาดชาวต่างชาติและคนไทยท่องเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดย ททท. พร้อมผลักดันมาตรการและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดปี 2569 เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

    ปัจจัยบวกหนุนไทย: จีนเลี่ยงญี่ปุ่น-มาตรการวีซ่าฟรี ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมคือ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ส่งผลให้จีนสั่งยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่นถึง 49 เส้นทางในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น,, ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนแผนการเดินทาง

    ประกอบกับมาตรการยกเว้นวีซ่า (Visa Free) ที่ยังคงเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้ชาวจีนตัดสินใจจองการเดินทางมาไทยได้ง่ายขึ้น ตรุษจีนปีม้าคึกคัก ททท.ชี้เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน รับจีนเที่ยวไทย

    ทิศทางและเป้าหมายการท่องเที่ยวไทยปี 2569 สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายอย่างท้าทายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้กลับมาอย่างเต็มรูปแบบ

    • เป้าหมายรายได้รวม: ตั้งเป้าที่ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2568

    • ตลาดต่างประเทศ: ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท

    • ตลาดจีน: มุ่งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยไม่น้อยกว่า 6.7 ล้านคน (เติบโตกว่า 40% จากปี 68) เพื่อให้กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2567

    • ตลาดในประเทศ: ตั้งเป้าการเดินทาง 210 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท

    ตรุษจีนปีม้าคึกคัก ททท.ชี้เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน รับจีนเที่ยวไทย

    ทั้งนี้ ในช่วงตรุษจีน ททท. ยังเดินหน้าจัดอีเวนต์ใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ บริเวณสยามพารากอน กรุงเทพฯ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมถึงการประดับไฟอย่างสวยงามในย่านเยาวราช เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/737247&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IzLQTI6YtRXRlr703Zc0K

  • ท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน’ คึกคักสะพัด 4.2 หมื่นล้าน ‘ค้าปลีก’ ทุ่มงบบูสต์จับจ่ายไตรมาสแรก

    ท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน’ คึกคักสะพัด 4.2 หมื่นล้าน ‘ค้าปลีก’ ทุ่มงบบูสต์จับจ่ายไตรมาสแรก

    ททท. ชี้สัญญาณบวกท่องเที่ยว “เทศกาลตรุษจีนปีม้า” กระแสเดินทางคึกคัก ดันเม็ดเงินสะพัดกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท จับตาอานิสงส์กรณีพิพาทจีน-ญี่ปุ่น หลังสายการบินจีนยกเลิกเที่ยวบิน 49 เส้นทางสู่ญี่ปุ่น ลุ้นยอดทัวริสต์จีนเปลี่ยนแผนเดินทางเข้าไทยแทน ด้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่กลุ่มเซ็นทรัลอัดฉีดงบ 600 ล้านลุยบิ๊กแคมเปญ ระดมกลยุทธ์สร้างสีสัน ปลุกใช้จ่าย

    “เทศกาลตรุษจีน” หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่ผู้คนกลับมารวมตัวกับครอบครัวไหว้ขอพร จับจ่าย ใช้เวลา สร้างกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งเดินทางท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายสูงที่สุดแห่งปี เป็นเทศกาลที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับโลก รวมทั้งประเทศไทยที่มีคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก จึงเป็น “ไฮซีซัน” ทำเงินแห่งปีของบรรดาห้างร้านค้าปลีกที่ระดมสรรพกำลังเก็บเกี่ยวยอดขายสะสมตั้งแต่ไตรมาสแรก

    โดยช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ระหว่างวันที่ 13-22 ก.พ.2569 รวม 10 วัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์สถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวมีการขยายตัวต่อเนื่องจากทั้งตลาดในและต่างประเทศ สร้างรายได้รวม 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้รวม 37,415 ล้านบาท

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า เฉพาะตลาดต่างประเทศ คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยช่วงเทศกาลตรุษจีน 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% เทียบปี 2568 ที่มีจำนวน 1.13 ล้านคน คาดสร้างเม็ดเงิน 35,480 ล้านบาท เติบโต 14% เทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งทำรายได้ 31,160 ล้านบาท

    ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% เทียบปี 2568 ที่มีจำนวน 2.21 ล้านคน-ครั้ง โดยคาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ 6,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เทียบปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 6,255 ล้านบาท

    ท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน’ คึกคักสะพัด 4.2 หมื่นล้าน ‘ค้าปลีก’ ทุ่มงบบูสต์จับจ่ายไตรมาสแรก

    ลุ้น “จีนเที่ยวไทย” ฟื้นแตะ 6.7 ล้านคนปีนี้

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า ความคึกคักของตลาดชาวต่างชาติและคนไทยท่องเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดย ททท.พร้อมผลักดันมาตรการและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดปี 2569 เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

    จากการทำงานร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) พบอัตราการจองตั๋วโดยสารล่วงหน้า (Forward Booking) ช่วงเทศกาลตรุษจีน “ดีมาก” จากปัจจัยบวกกระแสท่องเที่ยวตามรอยศิลปินคนดัง การจัดโปรชันชันส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบิน และการทำแคมเปญ Thailand Summer Blast สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) จากเมืองรองระดับ 2-3 ของจีนสู่จุดหมายปลายทางในไทยเริ่มเห็นอานิสงส์ชัดเจนแล้ว

    “ประกอบกับสถานการณ์เที่ยวบินเส้นทางจากจีนไปญี่ปุ่นถูกยกเลิกเพิ่ม ทำให้ไทยต้องช่วงชิงนักท่องเที่ยวจีนมาให้ได้ ซึ่งตรุษจีนเดือน ก.พ. จะมีการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาเที่ยวมากขึ้น ขณะที่ย่านเยาวราชปีนี้จะไม่มีการจัดงานตรุษจีน แต่จะมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม”

    ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายฟื้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยในปี 2569 ให้ได้ไม่น้อยกว่า 6.7 ล้านคน เท่ากับที่เคยทำได้ในปี 2567 หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% เทียบกับจำนวน 4.47 ล้านคน ปี 2568 หลังเผชิญหลายเหตุการณ์ท้าทายกระทบความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ทั้งเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว การแข่งขันรุนแรงจากประเทศคู่แข่งในเอเชีย และกระแสเชิงลบบนโซเชียลมีเดียจีน กรณีนักแสดงชาวจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา แต่ปัจจุบันบรรยากาศการเดินทางและความรู้สึก (Sentiment) ของชาวจีนที่มีต่อประเทศไทยถือว่าดีขึ้นมาแล้ว

    ท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน’ คึกคักสะพัด 4.2 หมื่นล้าน ‘ค้าปลีก’ ทุ่มงบบูสต์จับจ่ายไตรมาสแรก ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    จีนยกเลิกเที่ยวบินใน 49 เส้นทางสู่ญี่ปุ่น

    กรณีสถานการณ์ที่ทางการจีนได้สั่งการยกเลิกเที่ยวบินปกติ 49 เส้นทางบินจากจีนไปญี่ปุ่น ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำเตือนเรื่องการเดินทาง ขอให้พลเมืองจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน

    ด้านข้อมูลจาก Flight Master แพลตฟอร์มการเดินทางของจีน ระบุว่าอัตราการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 47.2% ในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 7.8% เทียบเดือน ธ.ค. 2568 และเมื่อวันที่ 26 ม.ค. เที่ยวบินใน 49 เส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับเดือน ก.พ. ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

    เที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเที่ยวบินระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ต้าซิง กับท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ ในโอซาก้า ญี่ปุ่น 113 เที่ยวบิน เช่นเดียวกับเที่ยวบินระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้น เป่าอัน และท่าอากาศยานนิวชิโตเสะ ในฮอกไกโด อีก 13 เที่ยวบิน

    สายการบินของจีนหลายแห่ง อาทิ แอร์ไชน่า ไชน่าอีสเทิร์น และไชน่าเซาท์เทิร์น ประกาศขยายเวลามาตรการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและนโยบายการคืนเงินสำหรับการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นไปจนถึงวันที่ 24 ต.ค. 2569 (สิ้นสุดตารางบินฤดูร้อน) จากเดิมจะบังคับใช้ถึงวันที่ 28 มี.ค. 2599 (สิ้นสุดตารางบินฤดูหนาว)

    “จีนเที่ยวญี่ปุ่น” ธ.ค. 68 ติดลบ 45%

    นโยบายของสายการบินในจีนถูกประกาศครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2568 หลังจาก ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นกล่าวว่า หากจีนโจมตีไต้หวันอาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากทางโตเกียวได้ กลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างสองประเทศมหาอำนาจในเอเชีย

    ข้อมูลล่าสุดจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) รายงานว่า เดือน ธ.ค. 2568 มีนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่น 3.3 แสนคน ลดลง 45% เทียบเดือนเดียวกันของปี 2567 แต่ภาพรวมตลอดปี 2568 มีนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นรวม 9.09 ล้านคน เพิ่มขึ้น 30.3% เทียบปีก่อน มากเป็นอันดับ 2 ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นสูงสุด รองจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่มี 9.46 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.3% อันดับ 3 นักท่องเที่ยวไต้หวัน 6.76 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.9% อันดับ 4 นักท่องเที่ยวสหรัฐ 3.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 21.4% อันดับ 5 นักท่องเที่ยวฮ่องกง 2.51 ล้านคน ลดลง 6.2% อันดับ 6 นักท่องเที่ยวไทย 1.23 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.3%

    ตั้งเป้าต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคนปีนี้

    ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย สะสมตั้งแต่วันที่ 1-25 ม.ค. 2569 มีจำนวน 2.63 ล้านคน ติดลบ 9% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมื่อดูตลาด 5 อันดับแรกที่เดินทางสูงสุด อันดับ 1 นักท่องเที่ยวจีน 3.01 แสนคน รองลงมาคือ มาเลเซีย 2.36 แสนคน รัสเซีย 2.23 แสนคน อินเดีย 1.89 แสนคน และเกาหลีใต้ 1.36 แสนคน

    ขณะที่ตลอดปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% เทียบปี 2567 สร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามามากเป็นอันดับ 2 จำนวน 4.47 ล้านคน รองจากอันดับ 1 มาเลเซียที่มี 4.52 ล้านคน อันดับ 3 อินเดีย 2.48 ล้านคน อันดับ 4 รัสเซีย 1.89 ล้านคน อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1.55 ล้านคน

    นางสาวฐาปนีย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่าปี 2569 ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบปี 2568 โดยจะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% สร้างรายได้ตลาดต่างประเทศ 2 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวไทยตั้งเป้า 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1 ล้านล้านบาท

    ปี 2568 ไทยมีรายได้รวมการท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% เทียบกับปี 2567 นักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศ 202 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีก่อน

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้านบูสต์จับจ่ายตรุษจีน

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา ผนึกกำลังกับ “เซ็นทรัล รีเทล” ทุ่มงบ 600 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “The Great Chinese New Year2026” #มะเมียเฮงเฮงที่เซ็นทรัล ตั้งแต่วันที่30 ม.ค.-1 มี.ค.ที่ศูนย์การค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล กว่า 3,000 แห่ง และ เอสพละนาด รัชดา ผ่านอีเวนต์และโปรโมชั่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ทุกเจเนอเรชัน กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว  

    โดยเทศกาลตรุษจีนปีนี้ได้ออกแบบให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็น “Complete Destination” ที่รวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว เพื่อสร้างประสบการณ์ตรุษจีนที่ร่วมสมัย กระตุ้นการจับจ่ายในไตรมาสแรก คาดทราฟฟิกจะเพิ่มขึ้นราว 25-30%

    เซ็นทรัลพัฒนา คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักมาเยือนช่วงเทศกาลตรุษจีน คือ จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน โดยศูนย์การค้ากลุ่ม Tourist Malls ที่เป็น Top Destination ของนักท่องเที่ยวจีน คือ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต, พระราม9, ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และเชียงใหม่ แอร์พอร์ต 

    พร้อมกันนี้ จับมือกับ “BEAUTRIUM” จัดแคมเปญบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu Chinese Lifestyle อันดับ1 และ E-Wallet ต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ช่วงเทศกาลตรุษจีนในเมืองไทยให้กับนักท่องเที่ยวจีน

    “ตรุษจีน” ดันจีดีพีไตรมาสแรก

    นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตรุษจีนเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกเป็นอย่างมาก ผ่านการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า บริการ การท่องเที่ยว ตลอดจนการจับจ่ายซื้อของไหว้ต่างๆ โดยเทศกาลตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยพุ่งสูงกว่า 51,000 ล้านบาท ขยายตัว 4.5% สูงสุดในรอบ 5 ปี

    “สอดรับสัญญาณบวกในปีนี้ที่ ททท. ตั้งเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยถึง 6.7 ล้านคน ปัจจัยหนุนเหล่านี้ทำให้เรามั่นใจว่าตรุษจีนปีนี้จะเป็นกลไกหลักที่ช่วยดัน GDPไตรมาสแรกให้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง”

    เซ็นทรัล รีเทล จึงผนึกกำลังเซ็นทรัลพัฒนา ในแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักเร่งกำลังซื้อ ผ่าน Power of Ecosystem เชื่อมออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ และMulti-Category ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งกว่า 3,000 สาขาของเซ็นทรัล รีเทล ใน 62 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, โรบินสัน, ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป, ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, ไทวัสดุ, เพาเวอร์บาย, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท และศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ระดมสินค้าและบริการ พร้อมกิจกรรม โปรโมชันสุดคุ้ม ตอบโจทย์ลูกค้าด้วยกลยุทธ์ 3C “CELEBRATE-CHANGE-CHANCE” 

    เซ็นทรัลชิดลมแลนด์มาร์กเช็คอิน

    นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ตรุษจีน ช่วงเวลาสำคัญทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ จึงออกแบบประสบการณ์ชอปปิง และกิจกรรมส่งเสริมมงคลตอบโจทย์ทั้งการจับจ่ายและแรงบันดาลใจในช่วงเริ่มปีใหม่ ภายใต้สัญลักษณ์ “ปีม้าไฟที่ทรงพลัง แข็งแกร่ง และสง่างาม” เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสดชื่น เกิดแรงบันดาลใจ และมีความมั่นใจในการเริ่มต้นปีแห่งโอกาสได้ที่ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันทุกสาขาทั่วประเทศ

    “ไฮไลต์ในปีนี้คือแลนด์มาร์กเช็คอินตามนักษัตรปีม้าที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง อิสรภาพ ความมุ่งมั่น และความสง่างาม พร้อมสร้างบรรยากาศดึงดูดให้ลูกค้าหยุดถ่ายรูปและแชร์โมเมนต์พิเศษ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1218947&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fcxLmcSHwOq_q8J3lC0iX

  • ตรวจแถวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ไปเที่ยวไหนรับปีม้าทอง

    ตรวจแถวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ไปเที่ยวไหนรับปีม้าทอง

    วันตรุษจีนเป็นเทศกาลสำคัญของชาวจีนและมักถูกจับตาว่าพวกเขาจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหน เพราะนั่นหมายถึงการจับจ่ายใช้สอยด้วยเม็ดเงินก้อนโตไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ 

    เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด “ไชนาเทรดดิงเดสก์” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์การเดินทาง  ประเมินข้อมูลการจองห้องพักและโรงแรมพบว่า เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิด-19 ระบาดที่เกาหลีใต้แซงหน้าญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางนักเดินทางชาวจีนไปเยือนมากเป็นอันดับหนึ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังมาถึง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

     คาดว่า นักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ราว 230,000-250,000 คน จะมาเยือนเกาหลีใต้ในช่วงตรุษจีนเก้าวันเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. พุ่งขึ้นกว่า 52% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีจำนวนวันหยุดสั้นกว่า

    ญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมมากในช่วงหลังเพราะเงินเยนอ่อนค่ากำลังเผชิญภาวะนักท่องเที่ยวจีนลด คาดว่าตรุษจีนนี้จะลดลงมากถึง 60% จากปีก่อน สืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการทูตระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับโตเกียว ขณะที่โซลรุกผ่อนคลายวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน ส่วนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ไทย ก็มีข้อน่ากังวลเรื่องความปลอดภัย

    เมื่อดูอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับเงินวอนตอนนี้ยิ่งทำให้เกาหลีใต้น่าสนใจ เพิ่มเติมจากวัฒนธรรมเคป็อปที่โด่งดังอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีจุดหมายปลายทางชื่อดังให้เยือนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรุงโซล, ปูซาน เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ  หรือเกาะเจจู ศูนย์กลางการท่องเที่ยว

    “เงินวอนอ่อนค่าทำให้โซล, ปูซาน และเจจู คุ้มค่ากับการไปชอปปิง รับประทานอาหาร ขณะที่เงินเยนอ่อนก็จริงแต่มีปัญหาการเมือง” สุพราห์มาณิยา บาตต์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารไชนาเทรดดิงเดสก์กล่าว

    “เมื่อพิจารณาถึงความนิยมของวัฒนธรรมเกาหลี ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทเรือสำราญและผู้ประกอบการทัวร์ได้เปลี่ยนเส้นทางการเดินทางจากญี่ปุ่นไปยังเกาหลีในช่วงเทศกาลตรุษจีน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงสมเหตุสมผล”

    ทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงแผนที่การท่องเที่ยว 5 แสนล้านดอลลาร์ของเอเชียได้รวดเร็วเพียงใด โดยจีนออกคำเตือนให้พลเมืองระมัดระวังการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกในเดือน พ.ย. หลังนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน

    ล่าสุดในวันจันทร์ (26 ม.ค.) จีนเตือนเรื่องนี้อีกครั้ง ระบุถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย “อย่างรุนแรง” ช่วงวันหยุดตรุษจีน

    ไม่เพียงเท่านั้น นักเดินทางชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายคนยกเลิกการเดินทางมาไทยด้วย หลังนักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัวไปซึ่งต่อมาได้รับการช่วยเหลือออกจากศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา จากนั้้นไทยเกิดความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชาเพื่อนบ้าน กรุงโซลจึงขยับขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างอย่างรวดเร็ว ด้วยการขยายนโยบายฟรีวีซาให้กับกรุ๊ปทัวร์จีนไปจนถึงเดือน มิ.ย.

    ความนิยมไปเที่ยวเกาหลีใต้ที่พุ่งขึ้นถือว่าพลิกกระแสปี 2017 ตอนที่สองประเทศมีข้อขัดแย้งทางการทูตกรณีเกาหลีใต้ติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธจากสหรัฐ นักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ตอนนี้สัญญาณความสัมพันธ์แนบแน่นปรากฏชัดเมื่อประธานาธิบดีอี แจมย็อง มาเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อหลายวันก่อน พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสองเดือนเศษ นี่เป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 2019

    สายการบินต่างๆ ก็เร่งปรับขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ข้อมูลการบินจาก Cirium เผยว่า เที่ยวบินระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับเกาหลีใต้พุ่งขึ้นเกือบ 25% จากปีก่อน ตรุษจีนนี้มาอยู่ที่กว่า 1,330 เที่ยว ตรงข้ามกับเที่ยวบินจากจีนไปญี่ปุ่นดิ่งลง 48% เหลือ 800 เที่ยวเศษ สายการบินหลักของจีนขยายเวลายกเว้นค่าธรรมเนียมยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่นจนถึงปลายเดือน ต.ค.

     “โซล เมดิคัล ไกด์” บริษัทที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวเสริมความงามของโทนี เมดินา  ได้รับการสอบถามจากลูกค้าจีนหลายร้อยราย ขอนัดหมายมาดูแลความงามในเกาหลีใต้ช่วงวันหยุดตรุษจีนเทียบกับปีก่อนลูกค้าจีนสอบถามมาเพียงไม่กี่คน

    “อยู่เกาหลีมา 20 ปี ผมไม่เคยเห็นความสนใจเพิ่มมากอย่างนี้มาก่อน” เมดินากล่าวอย่างงุนงง เพราะธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเขาไม่ได้ทำตลาดในจีนหรือในกลุ่มคนพูดภาษาจีนกลาง

    “ทุกที่ที่คุณไป คุณจะได้เห็นคนจีนมากขึ้น และได้ยินคนเกาหลีพูดเรื่องการทะลักเข้ามาของคนจีนมากขึ้นเช่นกัน”

    • วีซ่า ‘คู่หูท่องเที่ยว’

    ลิซา จาง นักศึกษาวัย 20 ปี จากมณฑลกว่างสีทางตอนใต้ของจีน เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะไปกรุงโซลในเดือนหน้า เดิมทีเธออยากไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่น  แต่เงินวอนถูกกว่าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เธอมาเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกเป็นเวลาห้าวัน

    จางจะมากับเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เธอรู้จักบนเสี่ยวหงฉู แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดัง โดยวางแผนแบ่งค่าใช้จ่ายภายใต้งบประมาณอันจำกัด ขณะที่จางได้รับวีซ่าส่วนบุคคล นักเดินทางชาวจีนคนอื่นๆ หันไปหาเพื่อนในโซเชียลมีเดียจับกลุ่มกันเฉพาะกิจเพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามนโยบายการเข้าประเทศแบบผ่อนปรนของเกาหลีใต้

    “พ่อแม่ฉันคงเครียดถ้าฉันไปญี่ปุ่นในวันหยุด ฉันคิดว่าความรู้สึกต่อต้านจีนในญี่ปุ่นตอนนี้ค่อนข้างรุนแรง พวกเขาจะกังวลว่าฉันอาจไม่ปลอดภัย” จางกล่าว

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนที่เฟื่องฟูส่งผลทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ไชนาเทรดดิงเดสก์คาดว่า เฉพาะสัปดาห์ตรุษจีนสัปดาห์เดียวนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่จะใช้จ่ายในเกาหลีใต้กว่า 330 ล้านดอลลาร์ มากกว่าการใช้จ่ายในญี่ปุ่นที่คาดการณ์ตัวเลขไว้ที่ 250-300 ล้านดอลลาร์

     ยาโนลจารีเสิร์ช กลุ่มคลังสมองของบริษัทท่องเที่ยวเกาหลีใต้ “ยาโนลจา” คาดว่า ปี 2026 จะมีนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่มาเกาหลีใต้กว่า 7 ล้านคน

    ด้านนักลงทุนเริ่มให้ความสนใจหุ้นค้าปลีกและอุปโภคบริโภคของเกาหลีใต้ที่ราคาขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าความสัมพันธ์ที่เย็นชาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะส่งผลให้การใช้จ่ายหันไปหาธุรกิจเกาหลีมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนในเกาหลีใต้ยินดีกับการที่นักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้ามา สื่อท้องถิ่นและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเริ่มเชื่อมโยงอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ แม้รัฐบาลมองว่าเป็นการพูดอย่างเลื่อนลอย แต่ก็มีการเข้าชื่อเรียกร้องต่อรัฐสภาให้ยกเลิกนโยบายฟรีวีซ่ามีผู้ร่วมลงนามราว 60,000 คน

    ส่วนในญี่ปุ่น บลูมเบิร์กอินเทลลิเจนซ์คาดว่า นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยวก้อนใหญ่สุดจะลดลงต่อไปในไตรมาสหนึ่ง เป็นไปได้ว่าปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเยือนญี่ปุ่นลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดระบาด โดยลดลง 2.8% มาอยู่ที่ 41.4 ล้านคน ตามการประเมินของเจทีบี คอร์ป บริษัทท่องเที่ยวชั้นนำ ล่าสุดยอดจองจากจีนระหว่างเดือน ม.ค.ถึงเม.ย. ลดลงแล้วราว 50%

    “สำหรับญี่ปุ่น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักท่องเที่ยวลดในช่วงวันหยุดยาวเพียงสัปดาห์เดียว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าผู้คนอาจมาน้อยลงในอนาคต” บาตต์จากไชนาเทรดดิงเดสก์สรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1218896&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ev_KGdHpemqivftvf-tNa

  • วิริยะประกันภัย ร่วม 4 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับผู้ประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    วิริยะประกันภัย ร่วม 4 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับผู้ประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ของประเทศไทย” ซึ่ง บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวกาญจนา เอี่ยมโสภา ผู้จัดการโครงการประกันภัยตามหลักศาสนาอิสลาม (ตะกาฟุล) เป็นผู้แทนบริษัทฯ พร้อมด้วย นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ศ. ดร. จรัญ มะลูลีม รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก และนายจำนงค์ สุขถาวร นายกสมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ ร่วมลงนามเพื่อเป็นภาคีเครือข่ายในการพัฒนามาตรฐานกิจการอุมเราะห์ไทยสู่ระดับสากล ณ หอประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนกิจกรรมการเสวนาและออกบูธประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ “แผนประกันการเดินทางที่สอดคล้องกับกิจการอุมเราะห์” ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกว่า 40 บริษัทฯ ได้นำไปปรับใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการประกอบกิจการให้มีความโปร่งใส ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม อันจะช่วยสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยแก่ผู้เดินทางแสวงบุญ และนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอุมเราะห์ของไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/29/613155/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lUqm36Yy9H0r8_kDHOM0l

  • NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.22 น.

    NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    NT เผยทิศทางปี 2569 มุ่งสร้างผลงานนำภาครัฐเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล เร่งขยายธุรกิจใหม่เน้นคลาวด์และโซลูชันด้าน Government Transformation ย้ำเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมเดินหน้าดัน Infrastructure Sharing ลดต้นทุนภาพรวมประเทศ

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NTเปิดเผยทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ของ NT ในฐานะองค์กรภาครัฐที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในทุกมิติ เน้นการผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมขยายบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศสอดคล้องนโยบายยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของรัฐบาล ทิศทางธุรกิจปี 2569 ผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล กลุ่มธุรกิจใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มธุรกิจดิจิทัลตั้งเป้าโตรับดีมานด์ภาครัฐ

    NT คาดหวังกลุ่มธุรกิจดิจิทัลขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มีสัดส่วนการเติบโตหลักจากบริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และดิจิทัลโซลูชัน โดยเฉพาะภายใต้โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ซึ่งผลงานต่อเนื่องตลอดปี ได้แก่

    คลาวด์กลางภาครัฐ GDCC (Government Data Center and Cloud) รวมศูนย์ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยเข้ามาใช้งานร่วมกันบนคลาวด์กลาง โดยพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565-2568 ปัจจุบันให้บริการจำนวน 62,748 VM รองรับการใช้งาน 1,202 หน่วยงาน 3,896 ระบบงาน ประหยัดงบประมาณรัฐแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท


     

    การพัฒนาคลาวด์กลาง GDCC Open Data จากนโยบาย Cloud First ซึ่งเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมาได้ให้บริการภาครัฐแล้วจำนวน 23,155 VM รองรับการพัฒนาระบบและโครงการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การจัดทำเว็บไซต์โรงพยาบาลต่าง ๆ ระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน (Payment Platform) ระบบการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ฯลฯ

    การขยายบริการโซลูชัน e-Office ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC โดยเป็นระบบบริหารจัดการสำนักงานรูปแบบ e-Document / Paperless ที่พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการเป็นระบบดิจิทัลครอบคลุมหน่วยงานรัฐในทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้บริการแล้ว 53.33% หรือจำนวน 4,152 หน่วยงาน จาก 7,842 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 115,569 ยูสเซอร์ และลูกค้าองค์กรภาครัฐ จำนวน 110 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 129,000 ยูสเซอร์
    มุ่งสู่โอกาสธุรกิจใหม่ เปิดรับความร่วมมือพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์
       

    นอกจากการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของรัฐบาลและประเทศไทยหรือ Digital Transformation ยังคงเป็นวาระสำคัญของ NT ที่จะดำเนินการในปีนี้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอีโคซิสเต็มคลาวด์ที่ครบวงจรเพื่อรองรับนโยบาย Cloud First และการให้บริการภายใต้โครงการ GDCC อย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบซอฟต์แวร์ (SaaS) แพลตฟอร์ม (PaaS) และโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) โดยเพิ่มบริการด้านบิ๊กดาต้าและเอไอมากขึ้น


     

    ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสผลักดัน NT สู่ธุรกิจใหม่ซึ่ง NT ได้กำหนดแนวทางพัฒนาบริการที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีด้าน AI เข้ามามีบทบาทในการเสริมศักยภาพในการให้บริการมากขึ้น โดยพร้อมที่จะพิจารณาสรรหาพันธมิตรในธุรกิจด้านคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไมโครเซอร์วิส ซิสเต็มอินทิเกรชัน และโซลูชันด้านการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดิจิทัล เพื่อร่วมกันพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการใช้บริการของทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นหน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยอย่างยาวนาน มีลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก และการส่งเสริมจากนโยบายรัฐที่สามารถเพิ่มโอกาสการแข่งขัน
     

    “NT เปิดกว้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถและความคล่องตัวในการดำเนินงานให้มีความหลากหลาย ลดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุน ทั้งนี้ ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธมิตรที่มีความโปร่งใส ดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามกฎหมาย มีจรรยาบรรณและมีมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนศักยภาพให้ NT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนร่วมกัน”

    ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยรองรับอาเซียน
     

    NT มุ่งเน้นการดำรงเสถียรภาพและความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและดิจิทัล ให้สามารถสนับสนุนศักยภาพการพัฒนาประเทศและส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางสำคัญที่ NT เร่งขับเคลื่อนในปีนี้ ได้แก่

    ปรับจุดยืนเน้นบทบาท Neutral Infrastructure Provider ขับเคลื่อนการควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลาง (Infrastructure Sharing) รองรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ผ่านบริการ Single Last Mile ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการนำร่อง อาทิ โครงการเดินสายไฟเบอร์ทั่วประเทศ โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ฯลฯ การควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลางจะตอบโจทย์การใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดความซ้ำซ้อน ช่วยให้ประหยัดงบลงทุนในภาพรวมของประเทศ และส่งเสริมด้านภูมิทัศน์ของเมือง

    พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลที่แข็งแกร่งมั่นคง สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียนตอนบน โดยปีที่ผ่านมาการเปิดระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ ADC ทำให้ NT มีระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่ FLAG, SMW4, TIS, AAG, SJC, APG, AAE- 1 และ ADC ทั้งนี้ ภาพรวมโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่มีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Diversity) เชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่และบริการระหว่างประเทศ นับเป็นศักยภาพของ NT ในการเชื่อมต่อครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับความต้องการของผู้ให้บริการ OTT ระดับโลกที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
     

    นอกจากนี้ การร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจด้านบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำกับ Eutelsat OneWeb ยังเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสื่อสารที่ขยายการเข้าถึงบริการดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ซึ่งเพิ่มศักยภาพประเทศไทยรองรับการเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ NT ยังได้มุ่งผลักดันการบริหารความสมดุลของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีเส้นทางเชื่อมข้อมูลออกสู่ต่างประเทศที่หลากหลาย (Balanced traffic) ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมเสถียรภาพและความมั่นคงด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย
     

    สำหรับผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา NT มีตัวเลขผลประกอบการที่ดีกว่าแผนธุรกิจโดยทำรายได้รวม 55,000 กว่าล้านบาท กำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท ซึ่งรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ทั้งนี้ NT ตั้งเป้ารักษาลูกค้าและรายได้เดิมตามแผนธุรกิจโดยเน้นการปรับโครงสร้างงานที่เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานภายใน การใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่า และการจัดการต้นทุนที่เน้นลดรายจ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464176&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h5gp4fSvBuHAbfprQbsf_