Blog

  • SCB EIC เตือนเศรษฐกิจไทยปี 69 แผ่ว แรงกระตุ้นรัฐถดถอย-ส่งออกเสี่ยงหด

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า แรงส่งหลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แม้ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัวและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน โดยในช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินภาครัฐ ตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจแผ่วลงจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

    SCB EIC ระบุว่า ความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับดีขึ้นชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ในระยะข้างหน้ายังเผชิญแรงกดดันจากรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากสินเชื่อภาคเอกชนซึ่งยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง

    ด้านภาคการส่งออก มีแนวโน้มหดตัวในปี 2569 หลังจากขยายตัวสูงในปี 2568 โดยได้รับผลกระทบจากความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงจากการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพจากยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่

    ในด้านการเมือง SCB EIC ประเมินว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทม์ไลน์ล่าช้าออกไป อาทิ การร้องเรียนผลการเลือกตั้ง ความไม่สงบตามแนวชายแดนกัมพูชา หรือการตัดสินคดีทางการเมือง ทั้งนี้รัฐบาลผสมชุดใหม่อาจมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากอาจไม่มีพรรคที่ได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเช่นการเลือกตั้งปี 2566

    สำหรับการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 คาดว่าอาจล่าช้าประมาณ 1–2 เดือน โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลและการพิจารณาแก้ไขร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปี 2569

    SCB EIC ยังชี้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองยังเน้นการให้เงินอุดหนุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร คุณภาพแรงงาน และความเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นแนวทางปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่ชัดเจน ท่ามกลางแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น จากระดับหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ

    ในส่วนของนโยบายการเงิน SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และทรงตัวตลอดทั้งปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2568 จากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคธุรกิจที่ลดลง แม้การลงทุนด้าน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวจากความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังถูกกดดันจากอุปสงค์ในประเทศและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตามอุปสงค์ต่างประเทศ แต่ยังมีแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ และคาดว่าพรรค LDP จะยังคงเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไปหลังการเลือกตั้ง

    นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ หลังสหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงโดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นจากความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังและระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/810240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jlME7KJ5wQAwYoCBGghjl

  • “อภิสิทธิ์” ลงกระบี่ชูธงปราบทุนเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟื้นเชื่อมั่นท่องเที่ยวจีน

    “อภิสิทธิ์” ลงกระบี่ชูธงปราบทุนเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟื้นเชื่อมั่นท่องเที่ยวจีน

     “อภิสิทธิ์” ลุยกระบี่ ชูธงปราบโกง ดันเบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท แม่เฒ่าอวยพรขอให้คัมแบ็กเป็นนายกฯอีกครั้ง 

    วันที่ 30 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมแกนนำลงพื้นที่ จ.กระบี่ เพื่อพบปะประชาชนและช่วยผู้สมัคร สส. หาเสียง โดยจุดแรกที่ตลาดสดคลองท่อม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านรุมล้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ และมีคุณยายท่านหนึ่งที่เข้ามากุมมือนายอภิสิทธิ์พร้อมกล่าวอวยพรว่า “ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนะ” ก่อนที่คณะจะเดินทางต่อไปยังอำเภอเมืองเพื่อปราศรัยใหญ่ท่ามกลางกลุ่มผู้สนับสนุนที่มาร่วมฟังอย่างเนืองแน่น

    ในการปราศรัยนายอภิสิทธิ์ระบุว่า ทุจริตคอร์รัปชันคือต้นตอที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดชะงักและยาเสพติดระบาด พร้อมประกาศนโยบายฟื้นฟูประเทศ ด้วยการทำการเมืองสุจริต เพราะบ้านเมืองต้องเริ่มจากการเมืองที่ใสสะอาดเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและราคาสินค้าเกษตร และจะผลักดันกฎหมายปาล์มน้ำมันอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับมาตรฐานการส่งออก

    นายอภิสิทธิ์บอกด้วยว่า จะเร่งปราบแก๊งสแกมเมอร์และทุนผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมา นอกจากนี้สวัสดิการถ้วนหน้าจะชูนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง รวมทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาทถ้วนหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายด้วยการขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องชาวกระบี่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อนำพาประเทศไทยให้กลับมาเดินหน้าอย่างมั่นคงและสง่างามอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911068&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PYRpFHcytwr6Hg1eyfoM5

  • เซี่ยงไฮ้จัดเต็ม “ชุดของขวัญตรุษจีน” มอบส่วนลดสุดคุ้ม พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลากหลาย

    เซี่ยงไฮ้จัดเต็ม “ชุดของขวัญตรุษจีน” มอบส่วนลดสุดคุ้ม พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลากหลาย

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้

    เนื่องในเทศกาลตรุษจีนปีม้าที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานนี้ นครเซี่ยงไฮ้ของจีนได้นำเสนอ “ชุดของขวัญตรุษจีน” (Spring Festival Gift Packs) เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มสีสันในการท่องเที่ยวให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน โครงการนี้ดำเนินการโดยสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วยการมอบส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมตามเทศกาล และการมอบประสบการณ์ทางวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมกว่า 60 แห่งทั่วเมือง

    ชุดของขวัญตรุษจีนถือเป็นหนึ่งในความพยายามของนครเซี่ยงไฮ้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาล และสนับสนุนให้ประชาชนเลือกเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนภายในเมือง โดยผสานสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว โปรโมชันตามปีนักษัตร และแพ็กเกจทัวร์แบบครบวงจรเข้าด้วยกัน เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มต่าง ๆ

    ไฮไลต์ของชุดของขวัญตรุษจีน ประกอบด้วย

    ส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว: สถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการมอบส่วนลดค่าเข้าชมสูงสุดถึง 50% พร้อมโปรโมชันพิเศษตามปีนักษัตรจีน และบัตรเข้าชมแบบคอมโบ เพื่อให้การท่องเที่ยวคุ้มค่ามากขึ้นทั้งสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่

    กิจกรรมทางวัฒนธรรมและเทศกาล: นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมหลากหลายรูปแบบ เช่น การแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงต้อนรับเทศกาลตรุษจีน งานตลาดนัดท้องถิ่น และตลาดสินค้าแฟชั่นจีนร่วมสมัย ซึ่งล้วนจัดขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองให้คึกคักยิ่งขึ้น

    แพ็กเกจครบวงจร: สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งนำเสนอแพ็กเกจรวมที่พัก บัตรเข้าชม และ/หรือทัวร์เที่ยวชมเมืองไว้ด้วยกัน เพื่อให้การท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้ในช่วงวันหยุดมีความสะดวกสบายและคุ้มค่ายิ่งขึ้น

    ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวตามเทศกาล: บริษัทนำเที่ยวและโรงแรมได้จัดโปรแกรมการท่องเที่ยวใน “บรรยากาศเทศกาลตรุษจีน” พร้อมกิจกรรมภายใต้แนวคิด “เฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ” ครอบคลุมการท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับครอบครัว การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวชนบท เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาล

    โครงการชุดของขวัญตรุษจีนดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการแข่งขันพัฒนาคู่มือท่องเที่ยว “Discover Shanghai” Tourism Guide Super Competition ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยการแข่งขันนี้ได้จุดประกายแนวคิดในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความสร้างสรรค์และสามารถนำไปใช้งานได้จริง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สำหรับคู่มือท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลคาดว่าจะถูกนำไปใช้เป็นวงกว้างในหมู่นักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมระบุว่า เซี่ยงไฮ้ยังคงรักษาเสน่ห์อันโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวฤดูหนาว ด้วยการผสานความคุ้มค่ากับวัฒนธรรมอย่างลงตัว ขณะที่ชุดของขวัญตรุษจีนไม่เพียงแต่ทำให้การท่องเที่ยวประหยัดมากขึ้นเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับประเพณีท้องถิ่นและความมีชีวิตชีวาของเซี่ยงไฮ้ในช่วงวันหยุดประเพณีที่สำคัญที่สุดของจีน

    ข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลตลอดช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ เช่น “Hu Xiaoyou” และ Trip.com ทั้งนี้ โครงการชุดของขวัญตรุษจีนเปิดโอกาสให้เซี่ยงไฮ้ได้แสดงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมวันหยุดที่อบอุ่น มีชีวิตชีวา และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมกับเชิญชวนทุกคนมาร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เทศกาลตรุษจีนที่คุ้มค่าและน่าจดจำในนครเซี่ยงไฮ้แห่งนี้

    ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRCT0PR4EGPE2CUBN3SL4Z4JEXT412J7&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02IBN8GU3RI0YowMph60cF

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะลงพื้นที่เกาะเกร็ด เดินหน้ายกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี ชูจุดเด่นลวดลายแกะสลักอันวิจิตรงดงามบนดินปั้นคุณภาพสูง พร้อมงัดกลยุทธ์ตลาดเชิงสร้างสรรค์ ดันแหล่งผลิต GI ให้เป็นจุดเช็กอินและแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใกล้กรุง ต่อยอดเสน่ห์วิถีชุมชนมอญริมน้ำสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญามีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน ซึ่งกรมฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว พร้อมขยายช่องทางการตลาด พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และเชื่อมโยงแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยว เพื่อยกระดับสินค้า GI ในมิติต่างๆ โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ทั้งสิ้น 250 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 114,623 ล้านบาท

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วย นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี และคณะ ลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ณ ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าตั้งแต่การเตรียมดิน การขึ้นรูป การแกะสลักลวดลาย ไปจนถึงการเผาแบบดั้งเดิม พร้อมพบหารือกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น รับฟังปัญหา อุปสรรค และวางแนวทางการพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

    นางอรมน กล่าวว่า เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI เมื่อปี 2553 ราคาขายเฉลี่ยก่อนเป็น GI อยู่ที่ 100 บาทต่อชิ้น และราคาขายเฉลี่ยหลังเป็น GI อยู่ที่ 500 – 700 บาทต่อชิ้น ความโดดเด่นของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับอิทธิพลมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ “เกาะเกร็ด”ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีพื้นที่กว่า 2,820 ไร่ เป็นแหล่งสะสมของดินเหนียวท้องนาคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เนื้อดินมีความละเอียดสูง เหนียวแน่น ไม่ร่วนซุย และปราศจากกรวดทราย เมื่อนำมานวดด้วยน้ำจะมีความนุ่มเป็นพิเศษ เหมาะแก่การปั้นและแกะสลักเป็นลวดลายที่ซับซ้อน ทั้งนี้ ดินเกาะเกร็ดมีธาตุเหล็กผสมอยู่เล็กน้อย ส่งผลให้ดินปั้นที่ผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงจะมีสีแดงอมส้มมีความแข็งแกร่ง ทนทาน สวยงามเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องเคลือบเนื้อดิน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่และพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี เตรียมแผนงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสินค้า GI เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ทันสมัย เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญของฝาก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของตัวสินค้าได้อย่างชัดเจน การขยายช่องทางการตลาดผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน อาทิ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เป็นต้น ส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดให้เป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือล่องเรือทางแม่น้ำเจ้าพระยา ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวมอญในพื้นที่ได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีแผนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เผยแพร่เอกลักษณ์ชื่อเสียงของสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมสินค้า GI ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าที่มั่นคงให้กับช่างฝีมือของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจสัมผัสความงามของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด สามารถเยี่ยมชมแหล่งผลิตและอุดหนุนสินค้าของผู้ประกอบการได้ที่ ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zq3iv7eXVf-uNcgEnMEhu

  • รักชนกชี้ระบบประกันสังคมพัง ไม่ใช่เพราะตัดงบ แต่เพราะเว็บแอป 850 ล้าน

    รักชนกชี้ระบบประกันสังคมพัง ไม่ใช่เพราะตัดงบ แต่เพราะเว็บแอป 850 ล้าน

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ชี้แจงกรณีระบบเบิกจ่ายเงินผู้ประกันตนของ สำนักงานประกันสังคม ปิดใช้งาน โดยยืนยันว่าไม่ใช่ผลจากการ “ตัดงบ” ของทีมประกันสังคมก้าวหน้า แต่มีต้นตอมาจากปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและความล้มเหลวของโครงการเว็บแอป วงเงิน 850 ล้านบาท

    รักชนกระบุว่า มีกระแสบิดเบือนข้อมูลกล่าวหาว่าทีมก้าวหน้าตัดงบจนระบบล่ม หรือมีการแฮกระบบ ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยชี้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างในสำนักงานประกันสังคม และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าผู้ประกันตน

    น.ส.รักชนก อธิบายว่า โครงการเว็บแอป 850 ล้านบาท ถูกออกแบบให้เป็นระบบหลังบ้านหลักสำหรับการจัดการข้อมูลและการเบิกจ่าย แต่มีข้อกังขาตั้งแต่กระบวนการประมูลจนถึงการส่งมอบ ทำให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินในต้นทุนสูง แต่ได้ระบบที่ล้าสมัยและไม่สามารถใช้งานได้ตามสัญญา จนต้องสั่งปิดระบบและยังไม่สามารถเปิดใช้งานเต็มรูปแบบได้ในเร็ววัน

    พร้อมกันนี้ รักชนกยังยกกรณีเปรียบเทียบกับคดีทุจริตระบบไอทีของ สปส. เมื่อปี 2549 มูลค่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน และใช้เวลากว่าเกือบ 20 ปี กว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาลงโทษอดีตเลขาธิการ สปส. สะท้อนความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม โดยกรณีโครงการ 850 ล้านบาท ทีมงานได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แล้ว

    ในประเด็นงบประมาณน.ส.รักชนกยอมรับว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีการตัดงบ 250 ล้านบาทจริง แต่เป็นงบที่ขอตั้งเพื่อจ่ายให้ระบบเก่าในช่วงที่ระบบใหม่ล่าช้ามานานกว่า 2 ปี โดยยืนยันว่าการจ่ายงบดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาระบบล่มได้ และเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนโดยไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

    น.ส.รักชนก ยังระบุว่า ก่อนหน้านี้ทีมก้าวหน้าเคยเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบระบบไอที แต่สำนักงานไม่ยินยอม จนกระทั่งระบบล่มหนักจึงยอมเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยแก้ไข

    น.ส.รักชนกทิ้งท้ายว่า กรณีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่การลงโทษผู้กระทำผิดล่าช้า จนไม่สามารถยับยั้งการทุจริตซ้ำซาก และท้ายที่สุดผู้ประกันตนเป็นผู้รับภาระความเสียหาย

    ที่มา: รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737263&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39k5iS1Ko7KwTDeSixZo_n

  • NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย  พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย  พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    ไอที

    NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย  พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย 
    พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ กองทัพอากาศ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Traffic Management : UTM) เพื่อมุ่งยกระดับ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ ห้องรับรองบริพัตร กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ 

    การร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุน ส่งเสริม และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

    พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ที่มุ่งพัฒนาไปสู่ “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” (Unbeatable Air Force) พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระบบ UTM รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 

    พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์  ดิษยะศริน นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) หรือ อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรน (Drone) ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การร่วมพัฒนาบุคลากร และการเผยแพร่เทคโนโลยีต่อสาธารณะ
    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการบินไร้คนขับของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของ NT ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

    ความร่วมมือในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ด้านอากาศยานไร้คนขับ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว 
    _________________________________

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464205&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LZPwpDPEXSvUnwrSU8Ii6

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประณามมติล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

    แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประณามมติล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

    กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เห็นว่าการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และขัดต่อหลักกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรป ในการกำหนดให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเป็นองค์กรก่อการร้าย เป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของอิหร่าน และเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงต่อประชาชนอิหร่าน

    กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และการป้องกันประเทศ รวมถึงการต่อสู้กับการก่อการร้าย โดยเฉพาะการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ซึ่งสหภาพยุโรปเองก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายดังกล่าว

    การนำคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” มาใช้กับสถาบันอธิปไตยและสถาบันทางการใดๆ ถือเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรง เป็นการละเมิดหลักนิติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการไม่เคารพหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน รวมถึงหลักการเคารพในอธิปไตยของรัฐและการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ

    การกระทำที่ไม่รับผิดชอบ ไร้เหตุผล และอันตรายนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ก่อให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค แต่ยังเผยให้เห็นถึงการยอมจำนนของสหภาพยุโรปต่อการกำหนดนโยบายของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาผ่านวิถีทางการเมือง และจะยิ่งผลักดันโลกไปสู่ความไร้กฎหมายและความขัดแย้ง

    การก่อการร้าย การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นสิ่งที่ควรใช้กับกองกำลังทหารของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงนอกกรอบกฎหมายในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงแอฟริกา อิรัก อัฟกานิสถาน และประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์หลายล้านคนตกเป็นเหยื่อ

    ข้อกล่าวอ้างของบางประเทศยุโรปเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นเพียงการหลอกลวงและหน้าซื่อใจคด รัฐบาลยุโรปควรถูกสอบสวนในข้อหาละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอิหร่าน จากการสนับสนุนสงครามที่ถูกบังคับของระบอบซัดดัมต่ออิหร่านในทศวรรษ 1980 รวมถึงการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรที่โหดร้ายและผิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    ข้ออ้างของยุโรปเรื่องการรักษาความมั่นคง เป็นเพียงการปกปิดความพยายามล้มเหลวในการรับมือกับภัยคุกคามจากระบอบไซออนิสต์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อชาวปาเลสไตน์ แต่ยังเป็นผู้รุกรานและผู้ก่ออาชญากรรมสงครามต่อประเทศในภูมิภาค และยุโรปเองก็ยืนอยู่ข้างผู้ก่ออาชญากรรมเหล่านี้ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด

    ท้ายที่สุด กระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความรับผิดชอบทางการเมือง กฎหมาย และความมั่นคง จากผลกระทบของการกระทำยั่วยุนี้ จะตกอยู่กับผู้ออกแบบและผู้สนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยืนยันว่า จะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงแห่งชาติ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ และผลประโยชน์อันชอบธรรมของประชาชนอิหร่านต่อการแทรกแซงจากภายนอกและการกระทำก่อการร้ายทุกรูปแบบ และสหภาพยุโรปจะต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นปฏิปักษ์นี้

  • คต. บุกขอนแก่น จัดงาน NeEC Expo 2026 กระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน | เดลินิวส์

    คต. บุกขอนแก่น จัดงาน NeEC Expo 2026 กระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น  นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วย นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ร่วมกันเปิดงานการประชุมส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าและเปิดงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC Expo 2026 @khon kaen  โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายนพดล กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และการฟื้นฟูผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัย ตามนโยบาย “Quick Win” ของกระทรวงพาณิชย์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาจัดแสดงและเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดและโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

    นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดแสดง “ข้าวประณีต” ของภาคอีสาน เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมข้าวตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น

    นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าต่างประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ จึงดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาคอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 มีกำหนดจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษรวม 6 ครั้ง ซึ่งจังหวัดขอนแก่นเป็นหมุดหมายแรกของปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เพิ่มช่องทางตลาด และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ SMEs นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า กว่า 120 คูหา จากทั้งผู้ประกอบการไทย และ สปป.ลาว , การเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจากประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่น ๆ, การสัมมนาเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ในหัวข้อ “เทคนิคการสร้างแบรนด์สินค้าท้องถิ่นให้ก้าวไกลไปตลาดโลก” และการเสวนาหัวข้อ “เทรนด์ตลาดจีน 2026 และข้อควรรู้” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 และ การประชุมหารือร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ซึ่งภาคเอกชนในจังหวัดขอนแก่นมีความสนใจที่จะให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนช่องทางการส่งออกสินค้า เช่นข้าว มะม่วง ปศุสัตว์ เป็นต้น ไปยังต่างประเทศ

    การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรด้านการเงิน เช่น ธ.ก.ส. EXIM Bank และ SME D Bank ที่ร่วมออกคูหาให้คำปรึกษาและบริการด้านสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5551088/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38RhENEMYWrqFv9SP7YWGc