Blog

  • ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง | TOPNEWS

    นางนวลนิตย์ สังข์กระแสร์ พัฒนาการอำเภอดำเนินสะดวก กล่าวว่า การประกาศวาระตำบลเข้มแข็งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยนำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มาปรับใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน


    การดำเนินงานใช้ ตำบลเป็นฐานการพัฒนา ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับตำบล และกลไก 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต

    เสริมสร้างความสามารถในการ “ล้มแล้ว ลุกไว” ควบคู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1472205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aaZCLcDNG8sRP0-jlNf1H

  • ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง | TOPNEWS

    นางนวลนิตย์ สังข์กระแสร์ พัฒนาการอำเภอดำเนินสะดวก กล่าวว่า การประกาศวาระตำบลเข้มแข็งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยนำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มาปรับใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน


    การดำเนินงานใช้ ตำบลเป็นฐานการพัฒนา ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับตำบล และกลไก 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต

    เสริมสร้างความสามารถในการ “ล้มแล้ว ลุกไว” ควบคู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1472205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aaZCLcDNG8sRP0-jlNf1H

  • เศรษฐกิจฝรั่งเศสแผ่วปลายปี 68 โตต่ำคาด หลังดีมานด์ในประเทศอ่อนตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสแผ่วปลายปี 68 โตต่ำคาด หลังดีมานด์ในประเทศอ่อนตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เผยตัวเลขประมาณการเบื้องต้นในวันนี้ (30 ม.ค.) ว่า GDP ฝรั่งเศส ในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.2% ลดลงจากระดับ 0.5% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ฝรั่งเศสทำผลงานได้ดีเกินคาด อย่างไรก็ดี ตัวเลขล่าสุดนี้ถือว่าสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ INSEE

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัวเพียงเล็กน้อยและมีทิศทางชะลอตัวลง หลังผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแรงลงและการเร่งระบายสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจ

    สำหรับภาพรวมตลอดปี 2568 เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัวรวม 0.9% สูงกว่าเป้าหมายงบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 0.7% ซึ่งผลงานที่ดีกว่าคาดนี้ส่งผลให้มีโอกาสสูงขึ้นที่การขาดดุลงบประมาณจะออกมาต่ำกว่าระดับ 5.4% ของ GDP ตามที่ประมาณการไว้เล็กน้อย

    ที่ผ่านมา เศรษฐกิจฝรั่งเศสถือว่ามีความแข็งแกร่งเกินกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ แม้ต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองในสภาที่แตกแยกอย่างหนักจนบั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมานานหลายเดือน

    โรลองด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ TF1 ว่า “เราเริ่มต้นปี 2569 ได้ค่อนข้างดี ผมหวังว่าในปีนี้จะเห็นเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างน้อย 1% ตามที่เราคาด”

    ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลง โดยนายกรัฐมนตรีเซบัสเตียง เลอกอร์นูว์ เตรียมผลักดันร่างงบประมาณปี 2569 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันศุกร์นี้ เพื่อยุติความขัดแย้งด้านนโยบายการคลังที่ยืดเยื้อมานาน แม้พรรคฝ่ายค้านจะเตรียมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ แต่คาดว่าฝ่ายรัฐบาลจะยังคงรักษาเสียงข้างมากไว้ได้

    ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรุนแรงยังคงมีจำกัด โดยงบประมาณฉบับใหม่นี้ยังไม่เอื้อต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากมาตรการภาษีที่สูงขึ้นอาจฉุดรั้งการลงทุนและการจ้างงาน แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่กระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ปัจจัยเรื่องค่าเงินยูโรที่แข็งค่าอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคการส่งออก

    สำหรับรายละเอียดในไตรมาส 4 พบว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนอุปสงค์ในประเทศ โดยช่วยผลักดัน GDP ให้เพิ่มขึ้น 0.3% นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศยังช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตอีก 0.9% จากอานิสงส์ของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการนำเข้าที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การลดลงของสินค้าคงคลังภาคธุรกิจได้ฉุดตัวเลข GDP ลงไปถึง 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KadXPe6AumULHopHfccrx

  • ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง | TOPNEWS

    ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง

    • เผยแพร่ : 30/01/2026 17:44

    ราชบุรีประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง


    วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ราชบุรี ตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายประดิทรรศณ์ บวรเกษมพันธุ์ ปลัดอำเภอดำเนินสะดวก เป็นประธานในพิธีประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงและยั่งยืน


    ภายในงานมีพระสมุห์สมพร ปสุนโน เจ้าอาวาสวัดดอนคลัง นายภานุวัฒน์ ชูนิตย์ กำนันตำบลดอนคลัง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายการพัฒนา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน

    นางนวลนิตย์ สังข์กระแสร์ พัฒนาการอำเภอดำเนินสะดวก กล่าวว่า การประกาศวาระตำบลเข้มแข็งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยนำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มาปรับใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน


    การดำเนินงานใช้ ตำบลเป็นฐานการพัฒนา ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับตำบล และกลไก 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต

    เสริมสร้างความสามารถในการ “ล้มแล้ว ลุกไว” ควบคู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    คาดว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้จะช่วยให้ตำบลดอนคลังสามารถบริหารจัดการชุมชนโดยชุมชน เกิดเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

    ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนชุมชนที่มีธรรมาภิบาล และนำไปสู่การเป็น ตำบลจัดการตนเองอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในระยะยาว

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว top news ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ปก web พรานกระต่ายแชมป์ส้มตำ

    dfvvd

    ยุติธรรมสร้างสุข ลงพื้นที่แม่จริม อำนวยความสะดวกทายาทเหตุกระหน่ำยิง ยันช่วยเหลือเป็นธรรม

    ครั้งแรกของวงการโรงแรม! อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง ตั้ง “ทูตวัฒนธรรม” ปั้นมิติใหม่แห่งการพักผ่อน

    ชลบุรีกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ จับกุมกว่า 3,111 ราย ปราบธุรกิจสีเทา–แก๊งสแกมเมอร์ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน นักท่องเที่ยว และนักลงทุน

    “ตร.ไซเบอร์” สนธิกำลัง บุกรวบ “2 จีนเทา” เอี่ยว “แก๊งสแกมเมอร์” คาคอนโดฯ ชลบุรี ยึดอุปกรณ์หลอกลวงเหยื่อเพียบ 

    หอการค้าตราดเผยนักท่องเที่ยวเริ่มกลับคึกคัก หลังสถานการณ์ชายแดนสงบ

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา มอบโอวาทนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีม ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 45 “ฅนบุรีรัมย์เกมส์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1472205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aaZCLcDNG8sRP0-jlNf1H

  • ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

    ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

    เผยแพร่: 30 ม.ค. 2569 16:48 น. ปรับปรุง: 30 ม.ค. 2569 17:15 น. เปิดอ่าน 77 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

    ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตา

    แลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

               วันนี้ (วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569) เวลา 15.00 น พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวิทวัส สุคนธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจัดทำ MOU กับกลุ่มทุนต่างชาติ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และความคืบหน้าการสอบสวนคดีพิเศษ กรณี การสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญ คริปโทเคอร์เรนซี จนมีประชาชนหลงเชื่อและถูกสแกนเก็บอัตลักษณ์ม่านตาซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวไปแล้ว กว่า 1.2 ล้านราย ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ห้องประชุม 204 ศูนย์ราชการอาคาร C

               กรณีกล่าวสืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ส่งเรื่อง กรณีการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เนื่องจากมีความเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่าข้อมูลม่านตาดังกล่าว เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอม

                ในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งพบว่า ในส่วนของกลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOUนอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 และขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU และพบหลักฐานสำคัญอื่น อีกหลายประการ อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ในวันนี้ จึงมีการแถลงผลการดำเนินการร่วมกัน และส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน

                 ในประเด็นดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะต่อไป

    ————————————-

    ลงวันที่ 30 มกราคม 2569


    ภาพจากแฟ้มข่าว


    ชาร์ทคดี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/0b160443124078a2095f912e2562132d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08na832A59MG3c70iJOCCa

  • สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    สมาพันธ์ SME ไทย เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย หนุนการเจริญเติบโตและสามารถกระตุ้นยอดขายของ MSME ที่มีกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. กทม. เข้ารับฟังปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย (MSME) จากนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และคณะกรรมการ รวมถึงเครือข่ายแกนนำจากทั่วประเทศ โดยในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และเสนอแนวคิด เพื่อหวังส่งเสริมศักยภาพ ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายณพพงศ์ กล่าวว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของ “พรรคเพื่อไทย” หากสามารถดำเนินการได้จริง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของไทยกลับมาฟื้นตัว ภาคการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะกลับมาคึกคัก ส่งผลโดยตรงต่อภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือ “ยอดขาย” ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลาง 1 ปี ที่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน MSME ให้กลับมาเติบโต และมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
     

    นายณพพงศ์ กล่าวต่อว่า สมาพันธ์ฯ ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ได้เข้ามาพบปะหารือและรับฟังปัญหาของภาค MSME อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันประเทศไทยมี MSME ประมาณ 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ถึง 84.5% หรือราว 2.75 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจด้านการค้า 42% และภาคบริการ 40% สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องของประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก

    “โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย เปรียบเสมือนการทำให้ฝนตกทั่วฟ้า รายได้กระจายสู่ทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง เพราะหัวใจสำคัญของ MSME คือยอดขาย จึงถือเป็นนโยบายที่ตรงจุดและตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยอย่างแท้จริง” นายณพพงศ์ กล่าว

    ด้านนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้าง MSME ไทย และจะผลักดันทุกนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1219005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32HQzaO5beVDnMKgOPP9SR

  • ไฮเออร์ (ประเทศไทย) เผยยุทธศาสตร์ 23 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ไฮเออร์ (ประเทศไทย) เผยยุทธศาสตร์ 23 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำพันธกิจการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ด้วยการทุ่มงบลงทุนหมื่นล้านบาทในนิคมอุตสาหกรรมชลบุรีเพื่อสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง พร้อมขยายเครือข่ายดีลเลอร์กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยเพื่อคนไทย

    ตลอด 23 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไฮเออร์ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2562 บริษัทได้เริ่มปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า Internet of Things (IoT) และมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ผู้นำ Ecosystem ที่เติบโตเคียงคู่กับตลาดไทย จนสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดจาก 10% เป็น 14% ในปัจจุบัน และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (White Goods) ได้สำเร็จ

    สร้างงานและกระจายรายได้ผ่านฐานการผลิตระดับโลก หัวใจสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจพื้นที่ คือการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2568 ด้วยมูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านบาท โครงการนี้ไม่เพียงมีกำลังการผลิตสูงถึง 6 ล้านเครื่องต่อปีเพื่อรองรับตลาดโลก แต่ยังสร้างการจ้างงานในประเทศ 3,000 ตำแหน่ง ช่วยกระจายรายได้และเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคตะวันออกที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศ

    หนุนห่วงโซ่อุปทานผ่านดีลเลอร์กว่า 1,000 แห่ง ในด้านการตลาด ไฮเออร์ลงทุน 1,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในส่วนของผู้แทนจำหน่ายและร้านค้าปลีก ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 1,000 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลัก 7 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตู้แช่ เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ทีวี และเครื่องทำน้ำอุ่น การขยายตัวนี้ไม่เพียงสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ที่มั่นคงให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ

    ขับเคลื่อนนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ ไฮเออร์ ในฐานะแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก 17 ปีซ้อน ยังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยผ่านการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ด้วยการจัดแฟลกชิปอีเวนต์ใหญ่แห่งปี ‘Champion Your Haier Life ไฮเออร์ เปิดโหมดแชมป์ให้กับชีวิต’ พร้อมเปิดตัว Haier’s Global Champion Tour ป็อปอัพสโตร์ระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ สะท้อนการขับเคลื่อนแบรนด์ ผ่านพลังของกีฬา ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจจากความเป็น “แชมป์ระดับโลก”

    เติบโตเคียงข้างสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ ไฮเออร์ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรม CSR และสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง โดยร่วมมือกับองค์กรไทย อาทิ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรม เช่น Haier Cup 2025 และ Haier Run 2025 โดยสนับสนุนงบประมาณเพื่อสังคมมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี

    ด้วยการผสานการลงทุน การสร้างงาน และการพัฒนานวัตกรรม ส่งผลให้ไฮเออร์สามารถสร้างการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายของตลาด สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่พร้อมจะเติบโตและสร้างความมั่งคั่งให้ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/939529/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CLVQnOZyGRnvs4UALpIaV

  • กบข. โชว์ผลตอบแทนปี 68 พุ่ง 5.18% ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ปักธง! ผลตอบแทนปี 69 ชนะเงินเฟ้อ 2-3%

    กบข. โชว์ผลตอบแทนปี 68 พุ่ง 5.18% ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ปักธง! ผลตอบแทนปี 69 ชนะเงินเฟ้อ 2-3%


    กบข. โชว์ฟอร์มแกร่งปี 68 ผลตอบแทนรวมพุ่ง 5.18% ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เล็งศึกษาโอกาสการลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย – เสริมความมั่นคงให้สมาชิกหลังเกษียณ ปักธง! ผลตอบแทนรวมปี 69 ชนะเงินเฟ้อ 2-3%

    นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวนหลายด้าน มีปัจจัยกดดันไม่น้อยกว่าปี 2568 และอาจมีความท้าทายมากขึ้น กบข.จึงเดินหน้าปรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 โดยตั้งเป้าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2-3% ตามเป้าหมายของสมาชิก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้สมาชิกสามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีสุข

    รวมถึง กบข.เล็งเห็นโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการนำร่อง “ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Housing Sandbox)” และศึกษาโอกาสลงทุนใน “เศรษฐกิจสูงวัย (Siver Economy)” ในรูปแบบการลงทุนร่วมกับพาทเนอร์ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

    ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ กบข. ยังคงเดินหน้าลงทุนใน 18 สินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมปรับพอร์ตการลงทุนตลอดทั้งปีเพื่อกระจายความเสี่ยงและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว ขณะที่หุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ กบข.ลงทุนตามสัดส่วน 5% ในกลุ่มหุ้นที่ยังมี Divided Yields และมีสภาพคล่องสูง

    นอกจากนี้ กบข.ยังมีแผนจะกระตุ้นให้สมาชิกออมเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้สมาชิกเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ และเป้าหมายทางการเงินของตนเอง โดยในปีนี้ กบข.ได้ปรับนโยบายจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation: SAA) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศหลัก และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งได้ปรับนิยามและมุมมองต่อประเภทสินทรัพย์การลงทุน จากเดิมที่แบ่งเป็น “สินทรัพย์มั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง” มาเป็นการพิจารณาแนวการจัดกลุ่ม “สินทรัพย์เชิงรุกและสินทรัพย์เชิงรับ” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาว

    สำหรับผลตอบแทนรวมในปี 2568 เพิ่มขึ้น 5.18% จากผลตอบแทนรายแผนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะแผนทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 52.78% แผนหุ้นต่างประเทศ 17.47% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 9.38% แผนเชิงรุก 65 อยู่ที่ 8.89% แผนสมดุลตามอายุ (สมาชิกอายุน้อยกว่า 55 ปี) 8.74% และแผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 4.31% สะท้อนถึงการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมที่ช่วยเสริมศักยภาพผลตอบแทนให้กับสมาชิก

    อย่างไรก็ดี กบข. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกในระยะยาว โดยในปี 2568 กบข. มีสมาชิกประมาณ 1.27 ล้านคน มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1.49 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 2568) และสามารถเพิ่มสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสบรรลุเงินก้อนเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอย่างมีสุข ในระดับดี (P75) จาก 18% ในปี 2567 เป็น 25% ในปี 2569 พร้อมเดินหน้าลดสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสไม่บรรลุเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/39849&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_I06ndj76qvAu7cIvK40s

  • สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากโต

    สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากโต

    สมาพันธ์ SME ไทย เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย หนุนการเจริญเติบโตและสามารถกระตุ้นยอดขายของ MSME ที่มีกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. กทม. เข้ารับฟังปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย (MSME) จากนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และคณะกรรมการ รวมถึงเครือข่ายแกนนำจากทั่วประเทศ โดยในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และเสนอแนวคิด เพื่อหวังส่งเสริมศักยภาพ ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายณพพงศ์ กล่าวว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของ “พรรคเพื่อไทย” หากสามารถดำเนินการได้จริง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของไทยกลับมาฟื้นตัว ภาคการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะกลับมาคึกคัก ส่งผลโดยตรงต่อภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือ “ยอดขาย” ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลาง 1 ปี ที่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน MSME ให้กลับมาเติบโต และมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    นายณพพงศ์ กล่าวต่อว่า สมาพันธ์ฯ ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ได้เข้ามาพบปะหารือและรับฟังปัญหาของภาค MSME อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันประเทศไทยมี MSME ประมาณ 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ถึง 84.5% หรือราว 2.75 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจด้านการค้า 42% และภาคบริการ 40% สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องของประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก

    “โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย เปรียบเสมือนการทำให้ฝนตกทั่วฟ้า รายได้กระจายสู่ทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง เพราะหัวใจสำคัญของ MSME คือยอดขาย จึงถือเป็นนโยบายที่ตรงจุดและตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยอย่างแท้จริง” นายณพพงศ์

    ด้านนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้าง MSME ไทย และจะผลักดันทุกนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qJGDAgm8bKFEuvb4dg1Zy

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจธ.ค.โตต่อเนื่องตามส่งออก-บริโภคและลงทุนเอกชนรับมาตรการรัฐ-การผลิตกลับมาขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท. เผยเศรษฐกิจธ.ค.โตต่อเนื่องตามส่งออก-บริโภคและลงทุนเอกชนรับมาตรการรัฐ-การผลิตกลับมาขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเดือนธันวาคมขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังมีแรงส่งจากกิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ภาคการผลิตมีแนวโน้มขยายตัวต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขัน กดดันการเติบโตของรายได้และกำลังซื้อให้มีแนวโน้มชะลอลง

    ทั้งนี้ในระยะต่อไปต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท 2) สภาพคล่องของธุรกิจที่ตึงตัว 3) ความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิตและ 4) การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bqUqRBzFP2YVCuKfg6asF