Blog

  • ‘ผู้ช่วยฯยิ่งยศ’ ผนึก ‘ผบช.ทท.’ ปั้น Service Mind ยกระดับเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    ‘ผู้ช่วยฯยิ่งยศ’ ผนึก ‘ผบช.ทท.’ ปั้น Service Mind ยกระดับเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2569 ที่โรงแรมซี แซนด์ ซัน หัวหิน รีสอร์ท อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาเป็นประธานจัดโครงการสัมมนาในหัวข้อ “Service Mind การสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว”ระหว่างวันที่ 26–27 มกราคม 2569 เพื่อพัฒนาทัศนคติและยกระดับการให้บริการของตำรวจท่องเที่ยวให้สอดรับกับทิศทางการท่องเที่ยวไทยในปี 2569

    ในการสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมบรรยายในหัวข้อ “ปฏิทินการท่องเที่ยว ปี 2569” เพื่อสร้างความเข้าใจภาพรวมทิศทางการท่องเที่ยวและบทบาทของตำรวจท่องเที่ยวในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยว พร้อมการบรรยายหัวข้อ การจัดการเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยผู้แทนจาก สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา พร้อมด้วย คุณนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ นายอนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี หรือ บอย พีชเบกเกอร์ ร่วมพิธีส่งมอบอุปกรณ์กีฬาในโครงการ “แบ่งฝัน ปันกีฬา” โดยกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้มอบอุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษา และสมทบทุนโครงการอาหารกลางวัน ให้แก่โรงเรียนนเรศวรห้วยผึ้ง โรงเรียนบ้านหนองขาม และโรงเรียนบ้านพุหวาย ณ สนามราชนิเวศน์กรีฑาสถาน ค่ายพระรามหก จังหวัดเพชรบุรี

    จากนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกิจกรรม การแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร ระหว่างทีม V.I.P. ตำรวจท่องเที่ยว กับทีม เดลินิวส์ และศิลปินนักร้อง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ความสามัคคี และบรรยากาศการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางความสนุกสนานและเป็นกันเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5546855/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qrsTRVkX6uXODyFZUfAft

  • เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 51 พรรค ซึ่งมีการมีวงเงินรวมมากถึง 25,870,635.9 ล้านบาท (25 ล้านล้านบาท) ว่า นโยบายการหาเสียงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละพรรคว่ารูปแบบไหนที่จะถูกใจประชาชน โดยต้องยอมรับว่าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบาง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังซื้อ ภาระหนี้ภาคครัวเรือน และก็การเข้าถึงแหล่งเงินได้ยาก ดังนั้น นโยบายที่จะโดนใจช่วงหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการช่วงสั้นที่เข้าไปแล้วเหมือนกับทำได้ทันที (instant)

    อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่านโยบายในรูปแบบดังกล่าวนั้น ถูกใช้มาเป็นเวลานาน และเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนเองก็เคยออกมาแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่า นโยบายในลักษณะดังกล่าวได้ผลแค่ในระยะสั้น ส่วนที่มองว่าจะได้ผลในระยะกลาง และยาวไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพ 

    ซึ่งก็จะเหมือนกับเวลาที่ป่วยไม่สบายมีอาการปวดหัว ปวดท้องก็จะขอยาพาราเซตามอลก่อน เพื่อให้ช่วยแก้ไขไปได้เล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่อาการปวดหัว หรือปวดท้องแบบธรรมดา เพราะอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ หรือกะเพาะก็ได้ หลังจากที่ยาหมดฤทธ์อาการก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม

    “หากให้เปรียบเทียบก็จะเหมือนกับกรณีที่ปวดหัวอยู่ ก็ต้องการกินยาที่เหมือนพาราฯซึ่งสามารถรักษาได้สารพัด ดังนั้น ส่วนใหญ่จะออกมาในลักษณะที่เป็นการใช้เงิน เป็นลักษณะของประชานิยม หรือแฝงประชานิยม“

    ทั้งนี้ ในมุมของเอกชนคงไม่สามารถไปห้ามพรรคการเมืองที่จะใช้นโยบายในการหาเสียงด้วยมาตรการกระตุ้น รวมถึงเรียกร้องความสนใจ และตอบสนองในช่วงสั้นได้ เพราะเป็นยุทธการในการหาเสียงตามปกติ

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเด็นการใช้เงินเหล่านี้จะต้องมองไปถึงระยะยาว และการปรับโครงสร้างอย่างแท้จริง เพราะถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลา และใช้แรงอย่างมากในการดำเนินการ

    “การใช้เงินมากถึง 25 ล้านล้านบาทในภาพรวมของทุกพรรคถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาแยกพิจารณาในรายละเอียดว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระตุ้นเชิงสั้นหรือไม่ หรือเป็นการยิ่งทำให้ประชาชนไม่ค่อยต้องการพัฒนา รอแต่ควมช่วยเหลืออย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานว่านโยบายประชานิยมที่ผ่านมาถูกพิสูจน์แล้วว่าในระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ดี“

    อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีการหาเสียงเชื่อว่าทุกพรรคต้องหานโยบายที่โดนใจประชาชน เพราะประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเปราะบาง หรือย่ำแย่ สภาพคล่องไม่ดีก็เสมือนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เลือกอาจจะไม่ได้มองถึงนโยบายพรรคที่เป็นแกนหลัก หรือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกโปรโมชั่นในช่วงสั้น ทั้งที่สุดท้ายแล้วอาจจะได้ไม่มาก แต่ก็อาจจะได้คะแนนเสียง แม้ว่าจะมีผลประกอบการขาดทุนตามมา

    นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ทุกพรรคการเมืองมองเห็นว่านี่คือจุดอ่อนของระบบการเมืองไทย เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศที่เปราะบาง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังในการจับจ่อยใช้สอย จึงต้องการของฟรี หรือโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมจึงเป็นที่มาของการที่พรรคการเมืองเลือกนำมาใช้

    นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ การที่พรรคการเมืองไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้ครบเทอม เพราะจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า บางครั้งก็เกิดอุบัติทางการเมืองเป็นเหตุให้ต้องยุบสภา โดยเฉลี่ยปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลอยู่ได้แค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่หมดยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี อายุของนายกฯ รวมถึงรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีแต่จะสั้นลง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พรรคการเมืองมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายในลักษณะช่วงสั้นตลอด

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    ”พรรคการเมืองเองมีประสบการณ์ และเรียนรู้แล้วว่ารัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งสั้น เพราะฉะนั้นหากจะให้ไปคิดโครงการระยะยาว หรือไปปรับโครงสร้างคงทำได้ลำบาก เพราะเดี๋ยวพูดไปจะทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลา ซึ่งอาจเกิดการยุบสภาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ โดย 3-4 รัฐบาลในระยะหลังเฉลี่ยอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ต้องเปลี่ยน ล่าสุดอยู่ได้แค่เพียง 2 เดือนกับอีก 1 เท่านั้น ซึ่งสั้นกว่า 4 เดือนที่ควรจะเป็นตามที่บอกในตอนแรก จึงต้องหานโยบายที่ทำได้ในระยะเวลาสั้น“

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า การที่พรรคภูมิใจไทยในงบประมาณ  148,326 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเพราะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความระมัดระวัง เพราะเกรงกลัวว่าไทยจะถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกลดลำดับมุมมอง (Outlook) จากเสถียรภาพ (stable) ไปสู่ติดลบ (negative) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำเตือนออกมาจาก 2 ใน 3 บริษัทจัดอันดับเครดิตดังกล่าว 

    การที่จะต้องระวังเรื่องวินัยการคลัง เพราะไทยใช้นโยบายขาดดุลทางการคลังประมาณ 4-5% ทุกปี โดยมีผลทำให้เพดาหนี้สาธารณะขยายไปถึง 60-70% ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 65% หากยังใช้วิธีในรูปแบบเดิมจะส่งผลต่อสถานะการคลังของประเทศ 

    “หากยังเป็นไปในทิศทางที่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น อาจจะทำให้ไทยถูกปรับเรตติ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่มุมมอง โดยหากถูกปรับลดลงจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และสถานะทางการเงิน ยิ่งทำให้ไทยยิ่งลำบากมากขึ้น  ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานายเอกนิติพยายามใช้เงินที่มีอยู่โดยไม่มีการกู้ยืมให้เป็นภาระการคลังเพิ่มเติม”

    หากแบ่งกลุ่มพรรคการเมืองตามวงเงินงบประมาณที่แจ้งไว้ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมืองที่ใช้งบประมาณ “สูงที่สุด” และกลุ่มที่ใช้ “น้อยที่สุด” จะมีรายละเอียด ดังนี้  

    กลุ่มงบประมาณสูงสุด (หลักล้านล้านบาทขึ้นไป)

    • อันดับ 1: พรรคปวงชนไทย (หมายเลข 23) – วงเงิน 287,582,950 ล้านบาท 
    • อันดับ 2: พรรคเศรษฐกิจ (หมายเลข 11) วงเงิน 5,989,000 ล้านบาท
    • อันดับ 3: พรรคท้องที่ไทย (หมายเลข 14) วงเงิน 5,433,491.1 ล้านบาท
    • กลุ่มอื่น ๆ : พรรคพร้อม (3.1 ล้านล้าน), พรรคกล้าธรรม (2.2 ล้านล้าน), พรรคประชาธิปัตย์ (2.1 ล้านล้าน)

    กลุ่มงบประมาณต่ำสุด

    • อันดับ 1: พรรคพลังเพื่อไทย (หมายเลข 16)  วงเงินเพียง 100 ล้านบาท
    • อันดับ 2: พรรคพลวัต (หมายเลข 7) วงเงิน 3,000 ล้านบาท
    • อันดับ 3: พรรคไทยธรรม (หมายเลข 40) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

    ขณะที่หากดูตัวเลข 8 พรรคการเมืองหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ มีรายละเอียด ดังนี้ 

    • พรรคกล้าธรรม วงเงินสูงสุดที่ 2,272,230 ล้านบาท
    • พรรคประชาธิปัตย์ วงเงินที่ 2,124,200 ล้านบาท
    • พรรคไทยก้าวใหม่ วงเงิน 1,325,663.9 ล้านบาท
    • พรรคประชาชน วงเงิน 741,835 ล้านบาท 
    • พรรคไทยสร้างไทย 497,000 ล้านบาท 
    • พรรคเพื่อไทย วงเงิน 243,300 ล้านบาท
    • พรรคภูมิใจไทย วงเงิน 148,326 ล้านบาท
    • พรรคโอกาสใหม่ วงเงิน 133,760 – 134,560 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UkrxDTzARbOIA9meMi-Pa

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 225

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • ‘ศุภจี’ คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    ‘ศุภจี’ คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    'ศุภจี' คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    วันนี้ (29 มกราคม 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และผู้สมัคร สส. เขต กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันเดินหาเสียงช่วยนายฤกษ์อารี นานา (แมน) เบอร์ 13 เขตหลักสี่-จตุจักร ยกเว้นแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม อิ๊ก-นางสาวณัฐวริณธร บวรภัควุฒิสิริ เบอร์ 6 เขตบางเขน-เขตจตุจักร เฉพาะแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม 

    ทั้งนี้ ได้ใช้โอกาสนี้นั่งล้อมวงพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและพนักงานออฟฟิศรวมทั้งกลุ่ม Start up เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและรับฟังความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย 

    นางศุภจี กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามดูแลเรื่องการลดค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการสร้างรายได้ และการเปิดตลาดใหม่ ๆ เพราะโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม มีระเบียบโลกที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้ประเทศต่าง ๆ 

    ขณะที่ไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯเป็นอันดับ 1 เมื่อมีการประกาศว่าไทยอยู่ในกลุ่มภาษี 19% ในฐานะที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาลหลังการประกาศภาษี ก็ต้องติดต่อค้าขายกับเขาอยู่ดี แต่จะพึ่งพาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้ยตลาดเดิมก็ยังต้องดูแลให้ได้ พร้อมกับต้องหาตลาดใหม่ ๆ เพิ่มเติมด้วย

    ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ถือว่าเป็นอีกลุ่มที่สำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมวลรวมอยู่ที่ 35% ของ GDP ซึ่งหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลผลักดันสัดส่วนรายได้ SME ต่อ GDP จาก 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี โดยสิ่งที่ต้องทำคือ เสริมทักษะ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าใจต้นทุนที่แท้จริง ช่วยให้ธุรกิจปรับจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ รวมถึงช่วยให้เข้าถึงตลาด หากมีแพลตฟอร์มให้เอสเอ็มอีนำสินค้ามาขายและส่งออกได้ จะช่วยหาตลาด และดูเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนให้ด้วย

    'ศุภจี' คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    ทั้งนี้ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยไม่หวือหวา เพราะเรารู้สถานะของประเทศ การใช้จ่ายต้องประหยัด และแม่นยำตรงจุด เราเน้นให้เบ็ดตกปลา ไม่ได้ให้ปลาอย่างเดียว อย่างโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะทำต่อไป ต้องให้เบ็ดตกปลา เพื่อให้สามารถไปต่อได้อย่างยั่งยืน เพราะรู้ขีดจำกัดว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้

    ขณะที่ในแง่เพดานหนี้ สถานะก่อนโควิดอยู่ที่ 60% ปัจจุบันขยับเป็น 70% และวันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ใกล้ชนเพดานแล้ว หากกู้เพิ่มก็ไม่ไหว ดังนั้น ทุกนโยบายต้องทำได้จริง และตอบโจทย์ประชาชนจริง

    'ศุภจี' คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/650275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JeM4OCTt46Q0YGAw5S4Ea

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 202

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • ดร.สามารถ ถามดังๆ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ

    ดร.สามารถ ถามดังๆ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ

    29 มกราคม 2569 – ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีสนามบินร้าง แต่รัฐจะสร้างเพิ่ม… ทำไม?

    ในวันที่บางสนามบินแทบไม่มีเครื่องบินขึ้น-ลง แต่หลายจังหวัดยังเรียกร้องให้รัฐ “สร้างสนามบินใหม่”

    คำถามจึงไม่ใช่ “จังหวัดไหนอยากมีสนามบิน” แต่คือ “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ?”

    1. วันนี้เรามีสนามบินมากแค่ไหน?
    ประเทศไทยมีสนามบิน 39 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ดูแล 29 สนามบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดูแล 6 สนามบิน กองทัพเรือ 1 สนามบิน และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด (มหาชน) 3 สนามบิน
    แต่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคือสนามบินของ ทย. หลายแห่งไม่มีเที่ยวบิน หรือมีน้อยมาก ขณะที่ยังมีการศึกษาเพื่อสร้างสนามบินใหม่เพิ่มอีกหลายจังหวัด

    2. จังหวัดแบบไหน “ควรมีสนามบิน” จริงๆ
    ก่อนตัดสินใจสร้างสนามบิน ควรถามให้ครบว่า

    (1) มีความต้องการเดินทาง หรือ ดีมานด์จริงหรือไม่?
    ไม่ใช่แค่คนในจังหวัด แต่รวมถึงจังหวัดข้างเคียง นักท่องเที่ยว และการเดินทางเชิงธุรกิจ

    (2) จังหวัดรอบข้างมีสนามบินอยู่แล้วหรือยัง?
    ถ้าขับรถ 1-2 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินที่ใช้งานดีอยู่แล้ว การสร้างสนามบินใหม่อาจเป็นการซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น

    (3) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งปีหรือไม่?

    ไม่ใช่แค่มีสถานที่เที่ยว แต่ต้องมีเหตุผลให้คนบินไปซ้ำๆ ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล

    (4) มีสายการบินพร้อมจะบินจริงหรือไม่?
    สนามบินจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีเครื่องบิน หากไม่มีสายการบินใดเห็นโอกาสเชิงธุรกิจ สนามบินก็เป็นเพียงอาคารว่างเปล่า

    (5) คุ้มค่าระยะยาวไหม?
    เพราะภาระไม่ได้จบแค่วันเปิดสนามบิน แต่ต้องลากยาวไปอีกหลายปีทั้งค่าบำรุงรักษา และค่าบุคลากร

    3. ก่อนสร้างสนามบินใหม่ ต้องแก้ “คอขวดดอนเมือง” ให้ได้ก่อน

    สนามบินดอนเมืองคือ หัวใจของโลว์คอสต์ เที่ยวบินภายในประเทศเกือบทั้งหมด “เริ่มต้นที่นี่” ปัญหาของดอนเมืองคือ เพิ่มเที่ยวบินไม่ได้ เพราะสนามบินรองรับเต็มศักยภาพแล้ว ถ้าต้นทางติด ปลายทางจะโล่งแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย หากไม่แก้ปัญหาดอนเมือง สนามบินใหม่ในต่างจังหวัดอาจเจอสถานการณ์ “มีสนามบิน แต่ไม่มีเครื่องบินไปลง”

    และสุดท้าย… ก็อาจกลายเป็น สนามบินร้าง อีกแห่งของประเทศ

    4. คนในจังหวัดได้อะไรจากสนามบิน?
    ถ้าสนามบินดีจริง คนในจังหวัดต้องเดินทางสะดวกขึ้น มีเที่ยวบินสม่ำเสมอ ราคาจับต้องได้ นักท่องเที่ยวมาแล้วเงินต้องถึงมือคนท้องถิ่น และเกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    แต่ถ้ามีสนามบินแล้วมีเที่ยวบินน้อย ราคาตั๋วแพง คนในจังหวัดไม่ค่อยได้ใช้ ยังต้องไปขึ้นเครื่องที่จังหวัดอื่น แบบนี้ต้องถามตรงๆ ว่า สนามบินสร้างเพื่อใคร?

    5. ไม่มีสนามบิน… ก็ไม่ได้แปลว่าล้าหลัง
    ถ้าจังหวัดใกล้เคียงมีสนามบินที่ใช้งานดีอยู่แล้ว การ “ใช้ร่วมกัน” อาจคุ้มค่ากว่า

    ข้อดีของการไม่มีสนามบินในจังหวัด

    (1) ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง การเวนคืน ผลกระทบต่อชุมชนรอบสนามบิน

    (2) เอางบไปพัฒนาสิ่งที่จำเป็นกว่า สนามบินหนึ่งแห่งใช้งบประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท งบนี้สามารถสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบขนส่งสาธารณะ ถนน เหล่านี้ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าสนามบินที่ไม่มีเที่ยวบิน

    6. บทสรุป
    การมีสนามบินไม่ใช่เครื่องวัดความเจริญ และการไม่มีสนามบิน ไม่ได้แปลว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก่อนจะสร้างสนามบินใหม่อีกแห่ง

    บางที… ประเทศไทยอาจต้องหยุดถามตัวเองว่า “เราจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ?”

    คุณมีความเห็นอย่างไรครับ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/938781/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YiBWigSD9Toj77bGcI60Z

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 184

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย จำนวนรวม 32.9 ล้านคน โดย Top 5 ตลาดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย คือ มาเลเซีย, จีน, อินเดีย, รัสเซีย และเกาหลีใต้ โดยปี 2569 ททท. ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวในประเทศ 210 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 3 ล้านล้านบาท* พร้อมสร้างแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    เซ็นทรัลพัฒนา ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาลตรุษจีน คือ จีน, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฮ่องกง และไต้หวัน โดยศูนย์การค้าฯ (กลุ่ม Tourist Malls) ที่เป็น Top Destination ของนักท่องเที่ยวจีน คือ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต, พระราม9, ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และเชียงใหม่ แอร์พอร์ต พร้อมจับมือกับ BEAUTRIUM  จัดแคมเปญบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu Chinese Lifestyle อันดับ 1 และ E-Wallet ต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ช่วงเทศกาลตรุษจีนในเมืองไทยให้กับนักท่องเที่ยวจีน

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตรุษจีนถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกเป็นอย่างมาก ผ่านการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า บริการ การท่องเที่ยว ตลอดจนการจับจ่ายซื้อของไหว้ต่าง ๆ โดยเทศกาลตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยพุ่งสูงกว่า 51,000 ล้านบาท ขยายตัว 4.5% สูงสุดในรอบ 5 ปี สอดรับกับสัญญาณบวกในปีนี้ที่ ททท. ปักธงดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยถึง 6.7 ล้านคน ปัจจัยหนุนเหล่านี้ทำให้เรามั่นใจว่าตรุษจีนปีนี้จะเป็นกลไกหลักที่ช่วยดัน GDP ไตรมาสแรกให้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ในโอกาสนี้ เซ็นทรัล รีเทล จึงผนึกกำลังเซ็นทรัลพัฒนา ในแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักเร่งกำลังซื้อ ผ่าน Power of Ecosystem เชื่อมออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ และ Multi-Category ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งกว่า 3,000 สาขาของเซ็นทรัล รีเทล ใน 62 จังหวัดทั่วประเทศ นำโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป, ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, ไทวัสดุ, เพาเวอร์บาย, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท และศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ที่ขนขบวนสินค้าและบริการมาครบครัน พร้อมกิจกรรมและโปรฯ สุดคุ้ม ตอบโจทย์ลูกค้าทุก Life Stage และ Lifestyle ด้วยกลยุทธ์ 3C ‘CELEBRATE – CHANGE – CHANCE’* ที่มุ่งสร้างประสบการณ์มากกว่าการช้อปปิ้ง” 

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    “ด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งของเซ็นทรัล รีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา เรามั่นใจว่าการรวมพลังในครั้งนี้จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเราตั้งเป้ากระตุ้นยอดขายภาพรวมของ CRC ในช่วงเทศกาลตรุษจีน และเพิ่มจำนวน Traffic ที่ร้านค้าในเครือทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้างความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนในปีมะเมียมหามงคลนี้” ปิยวรรณ กล่าว

    รวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ยืนหยัดในฐานะจุดหมายแรกของการช้อปปิ้ง สำหรับทุกกลุ่มลูกค้าในทุกเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะตรุษจีน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เราจึงออกแบบประสบการณ์ช้อปปิ้ง และกิจกรรมส่งเสริมมงคลที่ตอบโจทย์ทั้งการจับจ่ายใช้สอยและแรงบันดาลใจในช่วงเริ่มปีใหม่ ภายใต้สัญลักษณ์ปีม้าไฟที่ทรงพลัง แข็งแกร่ง และสง่างาม เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสดชื่น เกิดแรงบันดาลใจ และมีความมั่นใจในการเริ่มต้นปีแห่งโอกาสได้ที่ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันทุกสาขาทั่วประเทศ ไฮไลต์ในปีนี้คือแลนด์มาร์กเช็คอินตามนักษัตรปีม้าที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง อิสรภาพ ความมุ่งมั่น และความสง่างาม พร้อมสร้างบรรยากาศที่ดึงดูดให้ลูกค้าหยุดถ่ายรูปและแชร์โมเมนต์พิเศษร่วมกัน และที่ห้างโรบินสันทั่วประเทศ ก็จะมีกิจกรรมให้ลูกค้าลุ้นรับรางวัล เพิ่มความคึกคัก ความสนุกให้กับการใช้จ่ายอีกด้วย”

    จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว แลนด์มาร์กฉลองตรุษจีนที่ดีและครบที่สุดทั่วประเทศ

    การผนึกกำลัง ทั้งศูนย์การค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล กว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ตรุษจีนระดับประเทศ ตอกย้ำแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลอง ด้วยการถ่ายทอดพลังมงคลปีม้า ผ่านการตกแต่งในคอนเซ็ปต์ “The Gallop of Tian Ma” จำลองการเดินทางของ “เทียนหม่า” ม้าสวรรค์ และ 8 ม้ามงคล ที่จะนำพาคำอวยพร 8 ประการ ฟู้ – คัง – จี๋ – อ้าย – เซิ่ง – ลี่ – จื้อ – เหอ (มั่งคั่ง สุขภาพ โชคดี ความรัก ความสำเร็จ พลัง ปัญญา สามัคคี) มาสู่ทุกคน ก้าวเข้าสู่ปีมะเมียมหามงคลอย่างสุขสมบูรณ์และรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ชูไฮไลต์ระดับโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ แลนด์มาร์กของพลังความโชคดียิ่งใหญ่ใจกลางเมือง ทะยานสู่ความสำเร็จกับ “ม้าเทียนหม่า – ม้าแห่งสวรรค์ผู้สง่างาม” สูง 10 เมตร เทียบเท่าตึก 3 ชั้น และโชว์สุดพิเศษจากศิลปินตัวท็อประดับประเทศต่อเนื่อง 6 วัน (12-17 ก.พ. 69)  อาทิ ต้าห์อู๋ พิทยา, เชลลี่และพันดาว, แจ็กกี้ จักริน, เบนซ์ ข้าวขวัญ และศิลปินอื่นๆ ร่วมกับวงออเคสตร้าจากมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กว่า 50 ชีวิต และวันที่ 12 ก.พ. 69 อลังการ! โชว์โดรนเหนือท้องฟ้ากว่า 500 ลำ เล่าเรื่องราวจาก “ม้าสวรรค์” พลังแห่งการเคลื่อนที่ สู่ผู้ครองฟ้า “มังกรสวรรค์” ที่จะนำพาความโชคดีตลอดปี ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์, พร้อมเปิดให้สักการะไหว้องค์เทพเจ้ากวนอู, เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย และพระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันกร (พันมือ) ที่หน้าร้าน Paul café ชั้น 2 , รับพร 8 ประการ แบบ Immersive บน 11 จอดิจิทัล,  Photo Landmark  “ลานบุปผามงคล” จากดอกไม้ 8 ชนิด ที่ Central Court ชั้น 1 และเส้นทางความมั่งคั่งจากม้าเทียนหม่า ที่โซน Groove Gallery ชั้น 2

    แลนด์มาร์กรวมเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ

    เซ็นทรัล เวสต์เกต ต่อยอดความสำเร็จมหามงคล อัญเชิญ “องค์แชกง” และกังหันนำโชค จากวัดโฮชง ฮ่องกง วัดดั้งเดิมมากกว่า 460 ปี ห้ามพลาด วันที่ 10 ก.พ. 69 พีธีแห่เกี้ยวอัญเชิญองค์แชกง และวันที่ 16 ก.พ. 69 พิธีไหว้องค์ไฉ่ซิงเอี้ยและองค์แชกง เสริมความเฮง ขอโชคลาภและความสำเร็จ และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า วันที่ 13 ก.พ. 69 ร่วมสักการะองค์เทพเจ้ากวนอู จากวัดที่ขึ้นเป็นมรดกโลกของเมืองมาเก๊า ทั้ง 2 สาขานำพิธีโดย ‘หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา’ โดยปีนี้ เซ็นทรัลทั่วประเทศ อัญเชิญเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์กว่า 10 องค์ และเปิดให้สักการะองค์เทพเจ้ากวนอูมากสุดในไทยกว่า 20 สาขาทุกภูมิภาค พร้อมพิธีอัญเชิญองค์เทพเจ้ากวนอูสุดยิ่งใหญ่ อาทิ องค์เทพเจ้ากวนอู ขนาดสูง 2 เมตร จากฮกเกี้ยน ประเทศจีน ที่เซ็นทรัล นครสวรรค์, องค์เทพเจ้ากวนอู จากสิงคโปร์ อัญเชิญโดย ศาลเจ้าตงหงี่ตึ๊ง  ที่เซ็นทรัล โคราช และองค์เทพเจ้ากวนอู ปางปราบมารลี้กวนกง ที่เซ็นทรัล หาดใหญ่ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เสริมโชคลาภ การเงิน ความมั่งคั่ง ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว, พระราม2, อยุธยา, อุบล, ลำปาง, นครสวรรค์, หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี พระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมความเมตตา สุขภาพแข็งแรง ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว, ศรีราชา, พิษณุโลก และหาดใหญ่ และไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย แก้ปีชง (ชวด มะเมีย เถาะ ระกา) ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว, พิษณุโลก และนครสวรรค์

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    จาก Local Culture สู่ Local Wealth ผ่านพลังของ Local Art ด้วยประติมากรรม ‘8 Horses Local Art’ ฝีมือท้องถิ่น ที่เซ็นทรัล 8 สาขาทั่วประเทศ

    เมื่อวัฒนธรรมไม่ถูกจัดแสดงเพื่อความสวยงามอย่างเดียวแต่ถูกออกแบบให้สร้างมูลค่าและรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง เซ็นทรัลพัฒนา เปลี่ยน Local Culture ให้เป็น Local Wealth ผ่านการเชื่อมงานศิลปะ อัตลักษณ์ของเมือง และการท่องเที่ยว เข้ากับระบบเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกับชุมชน หน่วยงาน และศิลปินท้องถิ่น สนับสนุน Soft Power ไทย อาทิ เซ็นทรัล ขอนแก่น  สร้างสรรค์ Lucky Red Horse ม้าไฟกับพลังแห่งโชคลาภ มอบความโชคดี, เซ็นทรัล ชลบุรี สร้าง “ม้าสานศิลป์ กำแพงจีนเมืองสาน” เปลี่ยนเส้นไผ่ธรรมดาเป็นแลนด์มาร์กแห่งศรัทธาและความรุ่งเรือง, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ร่วมกับ City Craft Space และ WASOO  นำวัสดุรีไซเคิลทางการเกษตรสร้างดอกไม้มงคล ผลิบานบนตัวม้าสูงกว่า 2 เมตร, เซ็นทรัล ภูเก็ต ชมความงามอัตลักษณ์ภูเก็ต ผ่านงานผ้า “เพอรานากัน” ผสานความงามและทรงพลังรับปีม้า และสาขาอื่นๆ อาทิ เซ็นทรัล นครสวรรค์, ลำปาง, ศาลายา และกระบี่ 

    ตื่นตาตื่นใจกับโชว์การแสดงศิลปะและวัฒนธรรมสุดตระการตา ตลอดเทศกาลตรุษจีน

    นำโดย กระทรวงวัฒนธรรมร่วมสนับสนุนโชว์การแสดงสุดตระการตา เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน และร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน อาทิ การแสดงชุดบุปผาแห่งอารามหลวง การแสดงเชิดสิงโต-มังกร โดยสมาคมอุปรากรจีน และการแสดงดนตรีและรำถ้วยไหหนำ นครสวรรค์ ที่เซ็นทรัลเวิลด์, การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า โดยสมาคมอุปรากรจีน ที่เซ็นทรัล 3 สาขา พระราม 9, เวสต์เกต และปิ่นเกล้า การแสดงเชิดสิงโต-มังกร และโชว์ต่างๆ ต้อนรับความมงคลในเทศกาลตรุษจีน ที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัล โคราช เชิดมังกรความยาว 50 เมตร และโชว์สิงโตบนเสาดอกเหมย, เซ็นทรัล ภูเก็ต เชิดสิงโตมงคลใต้น้ำ ในอควาเรีย ภูเก็ต ต่อเนื่องปีที่ 6, เซ็นทรัล นครสวรรค์ โชว์วงออเคสตร้าบรรเลงเพลงเพลงจีน ผสานโชว์เชิดสิงโต-มังกร และ ครั้งแรกกับแฟชั่นโชว์เครื่องประดับทองคำ นำโดย โบว์-เมลดา, เซ็นทรัล พาร์ค โชว์รำร่มและพัดจีนสุดอลังการ ชุด 8 ดอกไม้มหามงคล พร้อมขบวนแห่สิงโต-มังกร และ ศิลปินชื่อดัง อาทิ ต้าเหนิง, นิว ชยภัค และ หยิ่น อานันท์ มาร่วมแจกส้มมงคล และเซ็นทรัล ชลบุรี โชว์เอ็งกอชุดโบ้เบ้ต่อสู้บนม้า เป็นต้น

    เซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน อัดแคมเปญตรุษจีน บูสต์เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    จับจ่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ ของมงคล และไอเทมสายมูเตลูเสริมโชค ที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ

    สร้างไทย-จีนคอมมูนิตี้ ที่รวมสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร วัฒนธรรม ผสานกับความเชื่อ อาทิ LUCK & LOVE MARKET เซ็นทรัลเวิลด์ รวมไอเทมสายมู ของตกแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ เสริมพลังบวก ที่โซน Beacon 2, เซ็นทรัล ลาดพร้าว อร่อยเลิศกับคุณหรีด งานที่รวมอาหารทั้งของไหว้ ของท่านเล่น อาหารคาว – หวาน มากกว่า 115 ร้านค้า และChinese Heritage Market ยกตลาดจากย่านชุมชนจีนเก่าแก่ระดับตำนานมาไว้ศูนย์ฯ อาทิ เซ็นทรัล พระราม 3 The Legend of Old Town Market  ตำนานความอร่อยย่านเมืองเก่า เยาวราช ตลาดพลู และเจริญกรุง และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถ่ายทอดเรื่องราวของตลาดน้อย ชุมชนชาวจีนริมแม่น้ำเจ้าพระยา “ตรุษจีนนี้ กินครบจบทุกมณฑล” อิ่มอร่อยกับร้านอาหารจีนชั้นนำภายในศูนย์การค้าทั่วประเทศ อาทิ BAO BAO ติ่มซำสไตล์เซี่ยงไฮ้, Din Tai Fung เน้นความพิถีพิถันสไตล์ไต้หวัน, Hai Di Lao หม่าล่าหม้อไฟสไตล์เสฉวน, Hua Seng Hong อาหารเหลาสไตล์แต้จิ๋ว, Longjing  อาหารจีนสไตล์เจ้อเจียงจากหางโจว, MK เป็ดย่างสไตล์ฮ่องกง, Toh Kim ข้าวมันไก่สไตล์ไทย-ไหหนาน และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ลุ้นทองคำแท้ หนักรวม 8 บาท* และรับ The 1 พอยท์ เฮง เฮง รวมกว่า 40 ล้านพอยท์*

    ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียกับแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล กว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ และเอสพละนาด รัชดา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972824&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lcqBsrCOMw2XgMEl3GtCe

  • “เช็คดวงวันนี้” พฤหัสบดีที่ 29 ม.ค. 69 เงินเข้ามาตลอดทั้งวัน บ้านเลขที่ให้โชค 

    “เช็คดวงวันนี้” พฤหัสบดีที่ 29 ม.ค. 69 เงินเข้ามาตลอดทั้งวัน บ้านเลขที่ให้โชค 

    “เช็คดวงวันนี้” พฤหัสบดีที่ 29 ม.ค. 69 เงินเข้ามาตลอดทั้งวัน บ้านเลขที่ให้โชค 

    ดวงประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ.2569

    ฤกษ์ดีประจำวันพฤหัสบดีเวลา  10.09 – 16.09 น.

    สีมงคล  สีขาว  สีส้ม  สีดำ

    เลขไพ่ที่ได้ทั้งหมด  52401

    เลขมงคล  5  2  4

    เลขเด่น   5 55   22   44 52  25  54  45  42  24

    เลขแปลง 00  02  20  05  50  04   40 12  21  10  01

    คนเกิดวันอาทิตย์ 

    • การงาน       การแข่งขันที่สูง  แต่ก็เพียรพยายามปรับปรุงทุกอย่างให้สู้เขาได้   การซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม   รวมถึงความขยัน  จะมีลูกค้าเก่าเก่ากลับมานำงานใหญ่มาให้   ต้องทุ่มเททุกทุกอย่าง
    • การเงิน       ยังคงใช้จ่ายเยอะ  แต่ก็มีเงินเข้ามาตลอด   มีโชคลาภกับอายุวันเดือนปีเกิดของคุณพ่อให้โชค
    • ความรัก     ต้องช่วยเหลือกันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว   การพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น    คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนที่เคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว  และบางคนมีลูกติดจะเข้ามาช่วยเหลือกันในอนาคต
    • สุขภาพ      ห้ามใจร้อน  รวมถึงการทำใจให้สงบมีสมาธิมากขึ้น   คนเจ็บป่วยมีโอกาสเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลการรักษาตัว

    คนเกิดวันจันทร์ 

    • การงาน       มีความขยันชอบเรียนรู้   และแนะนำสิ่งที่ดีๆมาให้กับลูกค้า   การปรับปรุงโครงสร้าง ซ่อมแซมทุกสิ่งทุกอย่างให้สวยงาม  
    • การเงิน     มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน  การซื้อทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือของมีค่ารวมถึงของแบรนด์เนม    ใครที่มีหนี้สินจะได้เคลียร์ทุกอย่าง   มีโชคลาภดวงดีกับอายุวันเดือนปีเกิดของตนเองให้โชค
    • ความรัก      ช่วยเหลือกันทุกอย่างเพื่อครอบครัว   การได้โชคลาภกับคนรัก   รวมถึงได้ท่องเที่ยวพร้อมครอบครัว    คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนมีฐานะดีรู้จักกันในที่ทำงานหรือเป็นลูกค้า
    • สุขภาพ     การปรับเปลี่ยนแปลงสไตล์ของตนเอง   คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้นมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด  

    คนเกิดวันอังคาร 

    • การงาน       การมองการณ์ไกลในเรื่องของการงาน    การทำอะไรเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม    บางคนเลือกที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ใหม่เพื่อมาเสริมกับเรื่องของการงานที่ทำ
    • การเงิน      ใช้เก่งกดบัตรเครดิต  หรือการเคลียร์หนี้สินช่วงปลายเดือน   มีโชคลาภกับรหัสเอทีเอ็มให้โชค
    • ความรัก      เพื่อครอบครัวเท่าไหร่เท่ากันพึ่งพาอาศัยกันได้   คนโสดมีโอกาสพบรักจะมีความสนิทสนมมากขึ้น  การวางโครงการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในอนาคต   มีดวงแต่งงาน
    • สุขภาพ     ความดัน    วิงเวียนศีรษะ   โดยเฉพาะคนอายุมากต้องมีคนดูแล   โดยเฉพาะอาหารการกินยังคงมีความสุขกับการกินการทานอยู่เสมอ  ก็หมั่นออกกำลังกาย

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    • การงาน       มีโอกาสเปลี่ยนแปลงเรื่องของการงาน    หรือการซ่อมแซมปรับปรุงเพิ่มอะไรมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ทันต่อคู่แข่ง   
    • การเงิน      หาได้ใช้คล่องเพื่อความสุขของทุกคนมาอันดับแรก    การซื้ออะไรใหม่โดยเฉพาะสิ่งของที่อยากได้  รถ  บ้าน  มีโชคลาภดวงดีกับบ้านเลขที่ให้โชค
    • ความรัก      ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน    การเติมเต็มทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวสมบูรณ์   ใครอยากมีลูกจะสมหวัง  หรือได้รับข่าวดีกับลูก  การเรียน  การงาน    คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนอายุน้อยกว่าหน้าตาดี
    • สุขภาพ     เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ  ภูมิแพ้   ไอจาม  มีเสมหะ  ให้นอนพักผ่อนทานยาหาหมอ

    คนเกิดวันพุธกลางคืน 

    • การงาน        ความรับผิดชอบมาอันดับหนึ่ง  จะทำอะไรต้องได้ดี  โดยเฉพาะเรื่องของการงานมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน  จะมีงานใหญ่เข้ามา 
    • การเงิน      มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน  แต่เพื่อความสุขของตนเองและคนในครอบครัวก็ใช้ใช้จ่ายตลอดทั้งวัน   มีโชคลาภบ้านเลขที่ให้โชค
    • ความรัก     พาครอบครัวท่องเที่ยวหาความสุขตามห้างสรรพสินค้า  ซื้อข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์ทำงานในอนาคต  บางคนซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่  คนโสดมีโอกาสพบรักกับผู้ใหญ่สนุกสนานร่าเริงจะเข้ามาในชีวิต
    • สุขภาพ     เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับสายตา  การตัดแว่น  หรือเจ็บตา  โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับต้อหิน  ต้อกระจก ต้อลม  มีโอกาสนัดหมอรักษาตัวในอนาคต

    คนเกิดวันพฤหัสบดี

    • การงาน      เรียกว่าดวงดีเป็นพิเศษในเรื่องของการงาน  จะหยิบจับสิ่งใดมีชื่อเสียงตลอด    และจะได้ทำการงานที่ถนัด   
    • การเงิน     มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน  ซื้อความสุขให้กับตนเองและคนในครอบครัว  มีโชคลาภดวงดีกับเลขศูนย์จะทำอะไรขอให้มีเลขศูนย์ก่อน
    • ความรัก     เป็นครอบครัวที่อุดมสมบูรณ์การรวมตัวกันช่วงตรุษจีน   พากันท่องเที่ยว   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนอายุน้อยหน้าตาดีช่วยเหลือกันสร้างครอบครัวกันในอนาคต
    • สุขภาพ     กินเก่งเอาใจใส่เรื่องของอาหารท้องผูกท้องเสียได้แต่ไม่อันตราย  เรียกว่าชอบค้นหาของกินเพื่อความสุข   รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเสื้อผ้าหน้าผม

    คนเกิดวันศุกร์ 

    • การงาน       มีความรับผิดชอบสูง  การทำแข่งกับเวลา   จะได้เดินทางไกลไปเกี่ยวกับสถานที่ติดน้ำติดทะเล    รวมถึงลูกค้าเก่าเก่ากลับมาช่วยเหลืออยู่เสมอ
    • การเงิน     ใช้จ่ายซื้อความสุขทุกอย่างทั้งของตนเองและคนในครอบครัว  ช่วงเย็นไปแล้วดวงดีเป็นพิเศษมีการเงินเข้ามาดวงโดดเด่นกับรถป้ายแดงคันแรกที่มองเห็นจะนำโชคมาให้
    • ความรัก      การพาครอบครัวไปท่องเที่ยวทานอาหาร   คนโสดมีโอกาสพบรักมีพ่อสื่อคอยแนะนำให้รู้จักกัน
    • สุขภาพ     เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้  ระบบทางเดินหายใจผื่นคัน  เดินทางไปไหนมียาติดกระเป๋าไว้บ้าง

    คนเกิดวันเสาร์ 

    • การงาน          มีความมุ่งมั่นในเรื่องของการงานอยู่ตลอด  พยายามแก้ไขและเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่มขึ้น  จะทำสิ่งใดต้องมีคนช่วยเหลือจึงจะสำเร็จ
    • การเงิน      การใช้จ่ายเยอะมีเหตุการณ์ต้องเคลียร์นี่เคลียร์สินช่วงปลายเดือน  แต่จะหาได้  มีโชคลาภดวงดีกับอายุวันเดือนปีเกิดของตนเองให้โชค
    • ความรัก      ต้องช่วยเหลือกันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว  การก่อสร้างสร้างตัว  คนโสดมีโอกาสพบรักกับผู้ใหญ่ในที่ทำงานช่วยเหลือกันตลอดจนเป็นความผูกพันกัน
    • สุขภาพ      เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ  แขนขาการปวดเมื่อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/612840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QI2kxlQtlLX-FUMqa3H6h

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 168

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf