Blog

  • ญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่คุมเข้มนทท.ล้นเมือง หวังดันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่คุมเข้มนทท.ล้นเมือง หวังดันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวญี่ปุ่น วางแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่จะดำเนินมาตรการรับมือปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากปัจจุบัน 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงยืนยันเป้าหมายเดิมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี และผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573 ทั้งยังมีการปรับเพิ่มเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับจีน

    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ญี่ปุ่นจึงเห็นถึงความจำเป็นในการวางกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่พึ่งพาตลาดจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยน

    ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565619&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dDyuSLJvfBezOBlK5NQV2

  • GI น้องใหม่ “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” คุณภาพระดับพรีเมียม กก.ละ 3,000 บ. สร้างรายได้ 65 ลบ./ปี

    GI น้องใหม่ “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” คุณภาพระดับพรีเมียม กก.ละ 3,000 บ. สร้างรายได้ 65 ลบ./ปี

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    “ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง”
     
    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ
     
    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน
     
    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iy3jwb-gA75AsR83Zbvxj

  • ชาวจีนแห่ขายทองรูปพรรณที่เครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติ หลังราคาพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

    ชาวจีนแห่ขายทองรูปพรรณที่เครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติ หลังราคาพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

    ชาวจีนนับสิบคนแห่กันไปขายเครื่องประดับทองคำที่เครื่องรีไซเคิลทองอัตโนมัติในห้างสรรพสินค้าเซี่ยงไฮ้ หลังราคาทองคำพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่ใกล้ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันพฤหัสบดี โดยหลายคนนำทองรูปพรรณที่เป็นมรดกตกทอดจากครอบครัวมาขายเพื่อแลกเงินสด

    กิ่งฮู้ดกรุ๊ปติดตั้งเครื่องรีไซเคิลสีเหลืองสดใส

    เครื่องรีไซเคิลทองที่บริษัทกิ่งฮู้ดกรุ๊ป (Kinghood Group) ติดตั้งในห้างสรรพสินค้าดึงดูดความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยหน้าจอแสดงราคาทองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากตลาดทองเซี่ยงไฮ้ พร้อมระบบกล้องแสดงภาพสดของแขนกลที่เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนทองไปชั่งน้ำหนักและใช้คลื่นแสงวิเคราะห์ความบริสุทธิ์

    ผู้ขายรอคิวนานกว่า 1 ชั่วโมง

    หญิงชื่อหวู อายุ 54 ปี บอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าราคาทองจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้ หวูนำเหรียญทองลายแพนด้าที่ซื้อหลังจากลูกสาวเกิดในปี 2002 มาขาย เธอเล่าว่าเคยขายแหวนที่ได้รับมรดกจากพ่อที่เสียชีวิตแล้วกับเครื่องนี้ได้เงินประมาณ 10,000 หยวน (1,400 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นมหาศาลจากราคาเดิมที่แม่ซื้อไว้ 1,000 หยวนเมื่อหลายสิบปีก่อน

    แม่ผู้สูงวัยตื่นเต้นกับราคาทองที่พุ่งสูง

    หวูกล่าวว่าแม่ผู้สูงวัยของเธอตื่นเต้นมากกับราคาทองที่เพิ่มขึ้น และมองว่าเครื่องรีไซเคิลนี้เป็นโอกาสเสริมเงินบำนาญที่มีจำนวนไม่มาก “ทุกคนเริ่มพูดเรื่องทองกันทั่วไป และมันกระตุ้นอารมณ์แม่มาก” หวูให้สัมภาษณ์

    ขายแหวนมรดกจากปู่ได้เงินกว่า 12,000 หยวน

    หญิงชื่อโจว สวมสร้อยคอหยกและกำไลมาขายแหวนมรดกจากปู่ที่เสียชีวิตแล้ว แหวนดังกล่าวตกแต่งด้วยตัวอักษรจีนหมายถึง “โชค” และภาพทองคำแท่งขนาดเล็ก เธอเชื่อว่าปู่ซื้อแหวนนี้ระหว่างปี 1950-1980 และแม่มอบให้เธอในปีนี้

    หลังจากโจวใส่แหวนเข้าไปในเครื่อง หน้าจอแสดงข้อความว่ากิ่งฮู้ดจะซื้อทองคาราตสูงชิ้นนี้ในราคากว่า 12,000 หยวน โจวพอใจกับราคาดังกล่าวจึงคลิก “ยอมรับ” และกรอกชื่อเต็ม หมายเลขบัตรประชาชน และรายละเอียดบัญชีธนาคาร ขณะที่แหวนของปู่ถูกหลอมละลายเป็นก้อนเรียบบนจอภาพสด

    พนักงานดูแลสัญญาว่าเธอจะได้รับเงินผ่านการโอนธนาคารภายในวันเดียวกัน โจวอธิบายว่าเธอเชื่อใจเครื่องรีไซเคิลอัตโนมัตินี้มากกว่าผู้ซื้อทั่วไป เพราะที่อื่นจะทดสอบทองด้วยการเผาเล็กน้อย แต่ที่นี่ทดสอบโดยตรงและโปร่งใส

    เครื่องรีไซเคิลดึงดูดความสนใจจากผู้สัญจรไปมาที่ตื่นตะลึงกับจำนวนเงินจำนวนมากที่เปลี่ยนมือกันในมุมเงียบๆ ของห้างสรรพสินค้า ผู้คนรอบข้างแสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นคู่สามีภรรยาผู้สูงวัยได้เงินจากทองคำแท่งขนาดเท่านิ้วกว่า 122,000 หยวน

    An attendant at the Shanghai mall helps sellers deposit ornate pendants, hammered rings and commemorative coins into an opening in the device

    An attendant at the Shanghai mall helps sellers deposit ornate pendants, hammered rings and commemorative coins into an opening in the device

    Chinese families traditionally purchase gold to mark special occasions like births and weddings

    Chinese families traditionally purchase gold to mark special occasions like births and weddings

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chinese-sell-gold-jewelry-automated-recycling-machines-record-prices&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RUbeUgZnZPNsOfQDgt_FI

  • ประชานิยมเป็นเหตุ อินโดนีเซียเจอวิกฤตการคลังตลาดหุ้นร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชีย 

    ประชานิยมเป็นเหตุ อินโดนีเซียเจอวิกฤตการคลังตลาดหุ้นร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชีย 

    เบื้องหลังสถานการณ์
    หุ้นอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลก ขู่ว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเนื่องจากปัญหาด้านความโปร่งใส ส่งผลให้เกิดการเทขายในหมู่นักลงทุนที่กังวลอยู่แล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ

    ดัชนี Jakarta Composite Index ร่วงลงประมาณ 8% ในวันพุธ และมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการร่วงลงที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย

    ตลาดฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ หลังรัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ ไอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต ได้ให้คำมั่นเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ โดนประกาศมาตรการ “ปฏิรูป” เบช่น เพิ่มสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทจดทะเบียนจาก 7.5% เป็น 15% ภายในเดือนมีนาคม และอนุญาตให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนประกันภัยลงทุนในหุ้นได้สูงสุดถึง 20% ของพอร์ตการลงทุน จากเดิมที่จำกัดไว้ที่ 8%

    อย่างไรก็ตาม ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว โดยตัวเงินที่หายไปสูงถึง 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯนอกจากนี้ ยังเกิดความกังวลว่าความปั่นป่วนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตที่คล้ายคลึงกับวิกฤตการเงินเอเชีย ปี 1997 

    จากรายงานของ Bloomberg ระบุว่า “ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ได้เดินหน้าแผนการอันทะเยอทะยานเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อต้นปีนี้ทำให้บรรดานักลงทุนหวาดวิตกและส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 1997-1998 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้องการความช่วยเหลือจากทั่วโลกก็ตาม”

    MSCI คืออะไร?
    MSCI เป็นบริษัทการเงินที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก ผลิตดัชนีระหว่างประเทศที่นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนของตน

    MSCI มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านดัชนีตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีหลักของบริษัท โดยประกอบด้วยบริษัท 1,200 แห่งที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าประเทศใดบ้างที่ถูกรวมหรือถูกยกเว้นจากดัชนีของ MSCI เนื่องจากอาจส่งผลให้ต้องปรับพอร์ตการลงทุน

    เกิดอะไรขึ้นในจาการ์ตา?
    MSCI กล่าวในแถลงการณ์ว่า นักลงทุนได้ “เน้นย้ำว่าปัญหาพื้นฐานด้านการลงทุนยังคงมีอยู่เนื่องจากความไม่โปร่งใสในโครงสร้างการถือหุ้นและความกังวลเกี่ยวกับการซื้อขายที่อาจมีการประสานงานกัน ซึ่งบ่อนทำลายการกำหนดราคาที่เหมาะสม”

    “จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ละเอียดและน่าเชื่อถือมากขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจสอบความเข้มข้นของการถือหุ้นในระดับสูง” บริษัท MSCI ระบุ

    ผู้สังเกตการณ์บ่นมานานแล้วเกี่ยวกับการขาดสภาพคล่องในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยทั่วไปแล้วบริษัทเหล่านี้ถูกควบคุมโดยบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้บริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ถูกจัดฉากมากกว่าสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ความเสี่ยงคืออะไร?
    MSCI กล่าวว่าจะระงับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสำหรับหุ้นอินโดนีเซียในการทบทวนดัชนีเป็นการชั่วคราว

    บริษัทที่ประสบความสูญเสียมากที่สุดคือบริษัทที่กำลังจะถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนี MSCI ซึ่งรวมถึง PT Bumi Resources หนึ่งในบริษัทเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และ PT Pantai Indah Kapuk Dua บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่

    สำนักข่าว Strait Times ของสิงคโปร์ชี้ถึงสาเหตุของความปั่นป่วนว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย คือ Danantara  ประกาศโอนเหมืองทองคำมาร์ตาเบให้แก่หน่วยงานของรัฐโดยบังคับ ซึ่งการตัดสินใจนี้สร้างความตกใจให้กับนักลงทุน “เนื่องจากเหมืองดังกล่าวเป็นสินทรัพย์สำคัญของ PT United Tractors ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PT Astra International หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุดของอินโดนีเซีย และเป็นหุ้นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติถือครองอยู่เป็นจำนวนมาก” 

    สำนักข่าว AFP ชี้ว่า อินโดนีเซียต้องเร่งดำเนินการเรื่องความโปร่งใสภายในเดือนพฤษภาคม มิเช่นนั้น MSCI อาจลดน้ำหนักสัดส่วนการลงทุนในบริษัทอินโดนีเซียในดัชนีตลาดเกิดใหม่

    และอาจลดระดับสถานะของอินโดนีเซียจาก “ตลาดเกิดใหม่” (emerging market) เป็น “ตลาดชายขอบ” (frontier market) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า

    ทำไมราคาหุ้นถึงร่วงลง? 
    “นี่คือความตื่นตระหนกในตลาด แม้ว่า MSCI ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย” ฮันส์ ควี นักวิเคราะห์หุ้นจาก PasarDana กล่าวกับ AFP

    เขาเสริมว่า การลดน้ำหนักสัดส่วนการลงทุนจะผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซีย ในขณะที่การลดระดับสถานะจะนำไปสู่ ​​”การไหลออกจำนวนมาก”

    Goldman Sachs ลดระดับหุ้นอินโดนีเซียเมื่อวันพฤหัสบดี โดยประเมินว่าอาจมีการไหลออกเกิน 1.3 พันหมื่นดอลลาร์ในสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด UBS และ HSBC ก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน

    คกล่าวว่า “สิ่งที่ MSCI เรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตลาดเช่นกัน ดีต่อความโปร่งใสของตลาด และแน่นอนว่าจะดำเนินการต่อไป” แต่เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง

    ปฏิกิริยาของจาการ์ตาเป็นอย่างไร? 
    ผู้ดำเนินการตลาดหลักทรัพย์ IDX กล่าวว่า “จะยังคงประสานงานกับ MSCI ต่อไป”

    ซีอีโอของ IDX คือ อิมาน ราห์มาน ลาออกเมื่อวันศุกร์ โดยอ้างถึง “ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา”

    หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) กล่าวว่ามีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดขั้นต่ำเป็น 15% เป็นสองเท่า ซึ่งหมายถึงจำนวนหุ้นที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อขายได้

    สภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร?
    การประกาศของ MSCI “เร่งให้ผู้ที่ลังเลใจตัดสินใจออกจากตลาด” ซิน-เหยา อึ้ง ผู้จัดการกองทุน Aberdeen กล่าว ตามรายงานของ Bloomberg

    เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีประโบโว สุเบียนโต

    ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถูกสั่นคลอนไปแล้วจากการปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศรี มุลยานี อินดราวาติ เมื่อปีที่แล้ว

    สำนักข่าว AFP ชี้ว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประโบโวที่มีต่อธนาคารกลาง ซึ่งเขาเพิ่งแต่งตั้งหลานชายเป็นรองผู้ว่าการ ก็ทำให้เกิดความกังวลเช่นกัน

    “ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการกำหนดนโยบายของประเทศได้กลับมาปรากฏอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีนี้” เจสัน ทูวี นักวิเคราะห์จาก Capital Economics กล่าวกับ AFP

    “การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและการแต่งตั้งหลานชายของประโบโวเป็นรองผู้ว่าการธนาคารกลาง เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีกำลังเปลี่ยนนโยบายไปในทิศทางประชานิยมและแทรกแซงมากขึ้น” เขากล่าวเสริม

    จากรายงานของสำนักข่าว Strait Times  ระบุว่า อินโดนีเซียเผชิญกับวิกฤตการคลัง โดยในปี 2025 รายได้ของรัฐต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่กำนดไว้กฎหมาย “โดยมีสาเหตุมาจากการใช้จ่ายตามนโยบายประชานิยมอย่างหนัก” เช่น โครงการอาหารเพื่อสุขภาพฟรีสำหรับนักเรียนและสตรีมีครรภ์ ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาหลักในการหาเสียงของประโบโว ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 2025 ด้วยงบประมาณประมาณ 50 ล้านล้านรูเปียห์ในปีแรก

    นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังใช้จ่ายด้านกลาโหมจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ทางทหารให้ทันสมัยโดยใช้งบประมาณในปี 2026 ถึง 187.1 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 139.2 ล้านล้านรูเปียห์เมื่อปี 2025 ​​และยังต้องใช้เงินอีกมากมายไปกับการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ คือเมืองนูซันตารา คือประมาณ 48.8 ล้านล้านรูเปียห์ระหว่างปี 2025–2029 โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาคเอกชนถึง 80% แต่ประสบปัญหาขาดความสนใจจากนักลงทุน

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” ในระหว่างการประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 (Photo by MANDEL NGAN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d9vAUPR3WqGZjfC7WjqNG

  • เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปี ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘รีเซ็ต’ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

    นายกฯ อังกฤษ เข้าพบ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ณ มหาศาลาประชาชน เพื่อหารือระดับสูงและรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ก่อนที่จะหารือทวิภาคีกับหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและประเด็นความมั่นคงต่างๆ

    สตาร์เมอร์เน้นย้ำถึงความต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ ‘ซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น’ (More Sophisticated) กับปักกิ่ง และมองว่าอังกฤษไม่ควรเพิกเฉยต่อจีน ขณะที่สีจิ้นผิง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรพัฒนา ความสัมพันธ์ให้เป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม มั่นคง และระยะยาว’

    ความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญ

    ในการเยือนครั้งนี้ สตาร์เมอร์พานักธุรกิจและตัวแทนวัฒนธรรมกว่า 50 คนร่วมคณะไปด้วย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

    รัฐบาลอังกฤษแถลงว่า บริษัทอังกฤษสามารถบรรลุข้อตกลงส่งออกมูลค่า 2.2 พันล้านปอนด์ (ราว 1 แสนล้านบาท) และมีการตกลงให้สินค้าอังกฤษเข้าสู่จีนได้มากขึ้น คิดเป็นมูลค่าราว 2.3 พันล้านปอนด์ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    ขณะที่ AstraZeneca บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยาและเวชภัณฑ์ประกาศแผนการลงทุนในจีนครั้งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 5 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 เพื่อขยายการผลิตยาและการวิจัย

    ในภาคส่วนพลังงาน บริษัทสัญชาติอังกฤษอย่าง Octopus Energy กำลังรุกเข้าสู่ตลาดจีนเป็นครั้งแรกผ่านการเป็นพันธมิตรกับบริษัทท้องถิ่นอย่าง PCG Power เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการซื้อขายไฟฟ้า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้าและสนับสนุนความพยายามของจีนในการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

    สำหรับ Octopus ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในสหราชอาณาจักร ข้อตกลงนี้ช่วยให้เข้าถึงตลาดพลังงานขนาดใหญ่และกำลังเติบโตของจีน ซึ่งมีความต้องการพลังงานสะอาดและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น

    ส่วนบริษัทจีนอย่าง HiTHIUM ก็เตรียมลงทุน 200 ล้านปอนด์ ในอุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานในอังกฤษ ซึ่งจะสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่ง

    อีกทั้งจีนยังตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky) ลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 5% และ Pop Mart ผู้จัดจำหน่าย ART TOY ชื่อดังของจีนมีแผนจะตั้งศูนย์กลางระดับภูมิภาคในกรุงลอนดอนและเปิดสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอังกฤษอีกด้วย

    สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ

    Free Visa 30 วัน: มีการประกาศข้อตกลงให้พลเมืองอังกฤษที่ไปเยือนจีนไม่เกิน 30 วันไม่ต้องขอวีซ่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่ากำลัง ‘พิจารณาอย่างจริงจัง’ และยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้นักธุรกิจอย่างมาก

    ยกเลิกการคว่ำบาตร สส.: จีนได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำเนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยสีจิ้นผิงระบุว่า ยินดีต้อนรับสมาชิกรัฐสภาอังกฤษทุกคน

    สตาร์เมอร์ระบุว่า ได้มีการหารือแบบ ‘ให้เกียรติซึ่งกันและกัน’ เกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การคุมขังจิมมี่ ไล (Jimmy Lai) นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในฮ่องกง และการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดผลลัพธ์ของการเจรจามากนัก

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในแง่เม็ดเงินการลงทุน แต่สตาร์เมอร์ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า ‘ยอมก้มหัว’ (Kowtowing) ให้กับสีจิ้นผิง โดยไม่คำนึงถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจจะตามมา อีกทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า การที่อังกฤษทำข้อตกลงกับจีนเป็นเรื่อง ‘อันตรายมาก’

    สตาร์เมอร์ปฏิเสธคำเตือนดังกล่าว โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน แต่สหราชอาณาจักรก็ต้องมองหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองและไม่ควรหลบหนีความจริงที่ว่าจีนเองก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

    หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ 4 วันที่จีน สตาร์เมอร์จะเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว เพื่อประชุมหารือกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกด้วย

    ภาพ: Carl Court / Pool via Reuters

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/starmer-xi-reset-uk-china/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s1-Y6PW7c4dbLYC40Mmg6

  • “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    ส่วนข้อดีของการซื้อบ้าน คือ สร้างความมั่งคั่ง เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อมีปัญหาการเงิน รีโนเวทได้ตามที่ต้องการ ปรับแต่งอิสระเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจเป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนรุ่นใหม่มักเลือกที่จะเช่ามากกว่าซื้อ เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่สำคัญคือผลกระทบจากเศรษฐกิจ มีฐานเงินเดือนใกล้เคียงกับ 10 ปีก่อน แต่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้นมาก ขณะที่ราคาซื้อบ้านก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงธนาคารมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบ้านมากขึ้น ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงการซื้อบ้าน แม้ว่าจะต้องการก็ตาม

    แต่เพนพอยต์ของการซื้อบ้านจะหมดไป เมื่อรู้จัก “บ้านชาวไทย” บ้านที่เปลี่ยนค่าเช่าเป็นค่าผ่อนบ้าน เริ่มต้นที่ 6,000 บาทต่อเดือน

    พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษของ “บ้านชาวไทย” ที่ไม่มีใครทำมาก่อน ฟรีเงินดาวน์ กู้ได้ 100% ดอกเบี้ยต่ำ ได้บ้านคุณภาพที่เซฟเงินในกระเป๋าได้ถึง 30% ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน ฃฃ“โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    ทำไม “บ้านชาวไทย” ถึงเกิดขึ้นได้?

    บ้านชาวไทย เกิดขึ้นจากแนวคิดและดำริของ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส โดยร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาสินเชื่อ

    “ผมใช้เวลาคิดหลายเดือน ตั้งแต่การเลือกใช้ที่ดินของบริษัทฯออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย คัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการเลือกวัสดุก่อสร้างด้วยตัวเอง พร้อมเจรจาต่อรองต้นทุนด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้ซื้อโดยตรง เมื่อทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จึงมั่นใจว่าโครงการนี้สามารถทำได้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะคนที่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ยังขาดโอกาส ในมุมมองของเรา แนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยในลักษณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้งความกล้า และความพร้อมในการลงทุนอย่างจริงจัง” เจ้าสัวคีรี เผย

    เรียกว่างานนี้ เจ้าสัวคีรี หมายมั่นปั้นมือลงทุนลงแรง เพื่อคุณภาพชีวิตชาวไทยอย่างแท้จริง

    เจ้าสัวคีรี เล่าถึงที่มาของโปรเจกต์ยักษ์ ครั้งนี้ว่า “บ้านชาวไทย” เกิดจากความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างให้กับสังคมไทย ได้ข่าวมาตลอดเวลาว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่อยากได้ที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีความสามารถด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะคนที่อยากได้ที่อยู่อาศัย ในทำเลที่สะดวกสบาย เข้าอยู่ได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ ตนเลยถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้คนกลุ่มนี้มีโอกาส ความรู้สึกนี้มันทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ตัดสินใจลองแก้ปัญหาการจราจรด้วยระบบขนส่งทางราง ตอนนั้นหลายคนบอกว่ามันยาก แต่มันก็เกิดขึ้นได้จริงจนประสบความสำเร็จ วันนี้อารมณ์แบบนั้นมันกลับมาอีกครั้ง เป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่ระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่คือที่พักอาศัยที่ตนจะเข้ามาสนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย ให้กับทุกๆ คน

    สำหรับผู้สนใจ “บ้านชาวไทย”

    ทำเลที่ 1 ศรีนครินทร์  หรือ D:CODE ศรีนครินทร์ พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด

    30 ตร.ม. เริ่ม 1.89 ล้านบาท

    45 ตร.ม. เริ่ม 2.85 ล้านบาท

    60 ตร.ม. เริ่ม 3.78 ล้านบาท

    ศรีนครินทร์ เป็นทำเลติดรถไฟฟ้า เป็นโครงการตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส มีความสะดวกในการเดินทางอย่างมาก

    ทำเลที่ 2 คลองหลวง หรือ D:CRAFT คลองหลวง พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด

    30 ตร.ม. เริ่ม 1.6 ล้านบาท

    45 ตร.ม. เริ่ม 2.4 ล้านบาท

    60 ตร.ม. เริ่ม 3.2 ล้านบาท

    คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นคอนโดมิเนียมบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และอีกหลายมหาวิทยาลัยในละแวกใกล้เคียง ตอบโจทย์นักศึกษาและบุคลากรการศึกษา รวมถึงพนักงานตามห้างร้านและโรงงานต่างๆโดยรอบพื้นที่

    โดย D:CODE ศรีนครินทร์ จะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 ปีครึ่ง จะแล้วเสร็จภายในปี 2571

    เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และหากมีผู้สนใจมากขึ้นทางโครงการอาจขยายเวลาจองออกไปอีก

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด และลงทะเบียนรับสิทธิจอง และยื่น Pre – Approve เบื้องต้นกับ ธอส. ผ่านทางเว็บไซต์ www.bann-chaothai.com

    เปิดให้ชมห้องตัวอย่าง (Sale Gallery) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. จนถึงเวลา 20.00 น. ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดราชการ

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

    Call Center : 093 – 228 –3333

    Email : [email protected]

    LINE OA : @bannchaothai

    หรือติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย “บ้านชาวไทย” ได้ทุกช่องทาง

    #บ้านชาวไทย #NationTV22 #NationTV #เนชั่นทีวี #ช่อง22 #NationOnline
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cQGTXQfuvbgLSoX5z13oC

  • ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

     นายสุธาศิน อมฤก  เ ลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย  เปิดเผยว่า  จากกรณีการให้ข่าวของผู้เลี้ยงรายย่อย  ให้ข่าวว่า “ราคาขายที่ถูกบิดเบือนจากฟาร์มใหญ่หลายฟาร์ม กับพ่อค้าคนกลาง” และ “เรียกร้องให้ภาครัฐ เร่งตรวจสอบฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง และผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ ที่ร่วมกันดัมพ์ราคาเทขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต” ตามที่ได้เห็นตามสื่อสาธารณะทั่วไปแล้วนั้น

    “ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมราคาไข่ไก่ ถึงร่วงลงมาต่ำกว่าราคาต้นทุนได้ราคาสินค้าทั่วไป ราคาจะต่ำหรือสูงขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ถ้าสินค้ามีปริมาณมากจนเกินไป ก็จะเกิดการแข่งขันทางด้านราคา เพื่อเป็นแรงจูงใจในการขายให้ได้มากขึ้น และ ไข่ไก่ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับสินค้าชนิดอื่นๆ”

    “ไข่ไก่” จะมีราคาสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาด และความต้องการซื้อของผู้บริโภค เป็นสำคัญ ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง สามารถฝืนความเป็นจริงของตลาดได้ รวมถึงไม่สามารถชี้นำให้ราคาไข่ไก่ ขึ้นหรือลงได้ (นอกเหนือการพยายามบิดเบือนกลไกตลาด) ราคาไข่ไก่ ส่งสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 3 และเห็นชัดที่สุดเมื่อเริ่มไตรมาสที่ 4 ราคามีการสวิงขึ้นลง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ท้ายสุดหลังปีใหม่ที่ผ่านมา ราคาต้องถอยลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด มีมากกว่าความต้องการซื้อมาก อันเนื่องมาจาก

    • 1.การปลดไก่แก่ยืนกรงที่ไม่สามารถปลดได้ตามเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ และไก่สาวยืนกรงชุดใหม่ ก็ต้องเข้าเลี้ยงตามโปรแกรมที่แต่ละฟาร์มที่ได้วางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้นกว่าเดิม
    • 2.ตลาดส่งออกไปต่างประเทศ ถึงแม้จะมีบ้างเล็กน้อย และไม่เพียงพอที่จะทำให้ปริมาณไข่ไก่ลดน้อยลง

    3.สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ และภาครัฐไม่มีกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างที่เคยทำมา เช่น มาตรการคนละครึ่ง เป็นต้น

    การที่ผู้เลี้ยงรายย่อยท่านนั้น ออกมาให้ข่าวแบบนั้น แสดงว่าท่านขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ทั่วไป รวมถึงเรื่องสภาวะตลาด กลไกตลาด ส่วนที่อ้างว่า ราคาขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนนั้น ในทางตลาดไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ต้นทุนจะเท่าไร ปริมาณไข่ไก่และตลาดเท่านั้น จะเป็นตัวตัดสินว่า “ราคาขายไข่ไก่” จะอยู่ที่เท่าไร”

    ส่วนการออกมาให้ข่าวว่า “ฟาร์มรายใหญ่หลายราย ออกมาดัมพ์ราคาให้ผู้ค้าคนกลางนั้น ในความเป็นจริงคือ ฟาร์มเหล่านั้นเข้าใจสภาวะตลาดเป็นอย่างดี และขายให้กับลูกค้าตนเองในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้และเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้เลี้ยงรายย่อยท่านนี้ เป็นทั้งผู้เลี้ยง และผู้ค้าในเวลาเดียวกัน

    ผมคงต้องถามกลับว่า ท่านรับซื้อไข่ไก่จากลูกเล้าราคาไหน และเคยซื้อไข่ไก่ข้ามภาค มาดัมพ์ราคาในภาคกลาง และภาคอีสาน หรือไม่

    อย่างไรก็ดี การลงราคาของไข่ไก่ในช่วงนี้  เป็นผลดีต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ จะเป็นการช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ ของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่งด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/650422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V3sz8qVvBT0ulhfeij0Hx

  • เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    จาก ‘เบอร์หนึ่งแบบไม่ต้องลุ้น’ สู่การ ‘ถูกแซง’ อย่างเงียบ ๆ เกมท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยน เมื่อ ‘เวียดนาม’ ใช้ทั้งความใกล้ ความคล้าย และกลยุทธ์ที่จับต้องได้ ดึงนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ไปครองใจ เรื่องนี้ชวนตั้งคำถามว่า ไทยกำลังเสียอะไรไป และจะทวงความได้เปรียบเดิมกลับมาได้หรือไม่

    เดิมที “ไทย” คือจุดหมายท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของชาวจีนในย่านอาเซียน อย่างแทบไร้คู่แข่ง ด้วยภาพลักษณ์ประเทศที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้สึก “ปลอดภัยและไว้ใจได้” มาอย่างยาวนาน

    แต่ในปี 2025 ภาพจำนี้กำลังถูกเขย่า เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไป “เวียดนาม” พุ่งแซงหน้าไทย “เป็นครั้งแรก” ด้วยจำนวนกว่า 5.3 ล้านคน

    ในขณะที่ “ฝั่งไทย” ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนกลับ “หดตัวลง 30%” เมื่อเทียบกับปี 2024 สัญญาณนี้ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนว่า “ความได้เปรียบเดิมของไทย” กำลังถูกกัดเซาะ ทั้งจากปัญหาความมั่นคง อาชญากรรม และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่” ที่เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่ไทยจะปรับตัวทัน

    ปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ไทย มีตั้งแต่กรณีเป็น “ทางผ่าน” การลักพาตัวนักแสดงจีนไปยังเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา การถูกล่อลวงข้ามแดน เหตุปะทะชายแดนกับกัมพูชา ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ได้กัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนอย่างเงียบ ๆ แต่ต่อเนื่อง

    “เมื่อเทียบกับช่วงพีคเมื่อราวสองปีครึ่งก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60%” เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าว “เราจำเป็นต้องลดราคาเพราะลูกค้าน้อยลง แต่ก็แทบทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้”

    ขณะที่เจ้าของร้านขายน้ำผลไม้ในบริเวณเดียวกัน ระบุว่า ยอดขายลดลงราว 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก สามถึงหกเดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้” เจ้าของร้านกล่าว

    “ฉันอยากให้รัฐบาลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”

    ขณะเดียวกัน “ญี่ปุ่น” ก็เริ่มเสียแรงดึงดูด หลังความตึงเครียดทางการเมืองกับจีนในกรณีไต้หวัน ปะทุขึ้นอีกระลอก จีนตอบโต้ด้วยการสั่งยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่น ทำให้กระแสท่องเที่ยวจีนที่เคยฟื้นตัวแรง ชะลอลงอย่างฉับพลัน

    ในช่องว่างนั้น “เวียดนาม” จึงก้าวเข้ามาแทนที่

    นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ไม่เอาทัวร์ แบ็กแพ็กดีกว่า

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า นอกจากปัจจัยปัญหาในไทยและญี่ปุ่นแล้ว กรณีของเวียดนามยังได้ประโยชน์จากการ “เพิ่มเส้นทางบินตรง” จากเมืองใหญ่ของจีน มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า และการเปิดพรมแดนสำหรับทริประยะสั้น แบบไม่ต้องใช้พาสปอร์ตในบางพื้นที่

    แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “การเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่”

    นักท่องเที่ยวจีนอายุต่ำกว่า 40 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z หันหลังให้แพ็กเกจทัวร์สำเร็จรูป และเลือก “เดินทางแบบอิสระ” แทน โดยวางแผนเองผ่านมือถือ ตั้งแต่การจองที่พัก ทัวร์วันเดียว ไปจนถึงร้านอาหาร

    บิช เฟือง มัคคุเทศก์ท้องถิ่นในเวียดนามมานานกว่า 15 ปีเล่าว่า เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก แต่วันนี้ “นักท่องเที่ยวจีนถือเป็นกลุ่มหลัก” 

    เธอเล่าว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันกล้าลองสิ่งใหม่มากขึ้น มักหาทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับหลังเดินทางถึงจุดหมาย และจัดการจองต่าง ๆ ด้วยตัวเองเป็นหลัก 

    “ขอแค่มีโทรศัพท์ เขาก็ไปได้หมด” เฟืองกล่าว

    ข้อมูลเครือข่ายศิษย์เก่าด้านธุรกิจการบริการของออสเตรเลียในเวียดนาม (Australian Hospitality Alumni Network in Vietnam) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Klook ระบุว่า “กว่า 70% ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่” เลือกเดินทางในรูปแบบอิสระด้วยตัวเอง และเริ่มนิยมการขับรถเที่ยวระยะสั้น รวมถึงการข้ามแดนแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งเวียดนามตอบโจทย์รูปแบบนี้ได้ดี ทั้งด้านราคา ความสะดวก และความหลากหลายของประสบการณ์

    บิช เฟืองกล่าวเสริมว่า “การท่องเที่ยวแบบขับรถเที่ยวเอง” (Road Trip) เป็นเทรนด์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทางอิสระ 

    ขณะเดียวกัน เวียดนามก็ได้อำนวยความสะดวกให้ชาวจีนเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อท่องเที่ยวระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านความร่วมมือระหว่างเมืองหล่างเซินของเวียดนาม และเมืองผิงเสียงของจีน

    เจ้าหน้าที่จากสองเมืองชายแดนได้พบหารือกันถึง 8 ครั้งในปี 2024 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับใบอนุญาตเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เปิดทางให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถพำนักระยะสั้นได้ “โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง”

    ‘ความคล้ายคลึงกัน’ แต้มต่อของเวียดนาม

    แม้ว่าเวียดนามกับจีนมีประวัติความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต อย่างสงครามจีน-เวียดนาม 1979 ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ แต่ในมิติการท่องเที่ยว “ความคล้ายทางวัฒนธรรม” กลับกลายเป็นแต้มต่อ

    ตั้งแต่เทศกาลตรุษจีน อาหารที่คุ้นลิ้น สภาพอากาศ ไปจนถึงรากฐานทางศาสนาแบบพุทธ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนรู้สึก “ปรับตัวง่าย” กว่าการไปประเทศตะวันตก

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมองว่า นักท่องเที่ยวจีนสามารถแยกแยะได้ระหว่างความขัดแย้งระดับรัฐกับปฏิสัมพันธ์ระดับบุคคล และการท่องเที่ยว คือ “สะพาน” ที่ช่วยลดช่องว่างนั้น

    ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง เวียดนามยังเป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าใช้จ่าย “ถูกกว่า” ไทยหรืออินโดนีเซีย โดยรายงานของ Vietnam Report ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงฮานอย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในปี 2025 อยู่ที่ 379–569 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,000-18,000 บาท) ต่อคนต่อทริป อย่างไรก็ดี กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงกว่านั้นกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

    หนึ่งในหมวดการใช้จ่ายสำคัญของนักท่องเที่ยวในเวียดนามคือ “อาหารการกิน”

    “แทนที่จะเป็นเพียงมื้ออาหารแบบกรุ๊ปทัวร์ดั้งเดิม นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่กำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารท้องถิ่นที่แท้จริงมากขึ้น หรือร้านอาหารระดับพรีเมียม”

    ฟาม ไฮ กวิ๋ญ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการท่องเที่ยวเอเชียในนครฮานอยกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย พร้อมเสริมว่า พวกเขานิยม “ทัวร์อาหารที่เน้นของขึ้นชื่อประจำภูมิภาค หรือร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวสูง”

    ด้านภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ถูกกว่าไทย ทำให้ไทยเสี่ยงสูญเสียบางตลาดแก่เวียดนาม เห็นแนวโน้มนักท่องเที่ยวรัสเซียเลือกไปเที่ยวเกาะฟู้โกว๊กแทน ซึ่งราคาถูกกว่าภูเก็ต

    งัด ‘กลยุทธ์แจกจริง-ได้จริง’

    ในการชิงนักท่องเที่ยวยุคหลังโควิด ไม่ได้วัดกันแค่ “จำนวนคนเข้า” อย่างเดียว แต่วัดกันที่ประสบการณ์ ความประทับใจ และการจดจำแบรนด์ประเทศ

    ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “ครบแตะ 20 ล้านคน” ที่ฟู้โกว๊กเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา เวียดนามเลือกใช้ “ของขวัญ” ทั้งเครื่องประดับมุก ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และแพ็กเกจความบันเทิง 

    พิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างสมเกียรติบริเวณเชิงบันไดเครื่องบิน ผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่แขกพิเศษ 3 ราย ได้แก่ ผู้โดยสารลำดับที่ 19,999,999, 20,000,000 และ 20,000,001 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและการเฉลิมฉลอง

    สำหรับของขวัญสำหรับ “นักท่องเที่ยวคนที่ 20 ล้าน” มีมูลค่ารวมเกือบ 500 ล้านดองเวียดนาม (ราว 6 แสนบาท) ประกอบด้วยเครื่องประดับมุก ตั๋วเครื่องบิน และบัตรกำนัลที่พักและความบันเทิงในฟู้โกว๊ก 

    ขณะที่ผู้โดยสารลำดับที่ 19,999,999 และ 20,000,001 ได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 200 ล้านดอง (ราว 2.4 แสนบาท) ต่อราย นอกจากนี้ ผู้โดยสารทั้งลำยังได้รับของที่ระลึกและบัตรกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่

    เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    นักท่องเที่ยวต่างชาติคนที่ 20 ล้าน คือ แคโรไลนา อักนีแชกา มุสกุส ชาวโปแลนด์ ซึ่งเดินทางมาเวียดนามเป็นครั้งแรก เธอกล่าวว่า “รู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง” กับการต้อนรับอันอบอุ่น ความงดงามของธรรมชาติ และผู้คนของเวียดนาม พร้อมตั้งใจจะกลับมาอีกครั้ง และแนะนำจุดหมายปลายทางแห่งนี้ให้เพื่อนและครอบครัว

    นี่คือการส่งสารว่า “มาเวียดนาม คุณไม่ได้แค่เที่ยว แต่คุณคือแขกคนสำคัญของประเทศ”

    ในเชิงกลยุทธ์ เวียดนามได้สร้างข่าว เพื่อให้สื่อทั่วโลกหยิบไปนำเสนอ สร้างประสบการณ์เชิงอารมณ์ ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกพิเศษ และสร้าง “การบอกต่อ” ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าการโฆษณา

    รายได้ท่องเที่ยว ‘พยุง’ ศก.เวียดนาม

    ในปี 2025 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 21 ล้านคน สูงกว่าระดับก่อนโควิด รายได้จากการท่องเที่ยวที่แตะเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ภัยธรรมชาติ และการค้าโลก

    แม้ค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำกว่าไทย แต่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอาหารและประสบการณ์คุณภาพ ร้านอาหารที่ได้ดาวมิชลิน และทัวร์เชิงวัฒนธรรม กำลังกลายเป็นหัวใจใหม่ของการใช้จ่าย

    เมื่อเอ่ยถึง “การท่องเที่ยว” นี่สามารถเป็นได้ทั้งตัวเสริม หรือตัวกระทบความไว้วางใจ ในด้านหนึ่ง ฟาม ไฮ กวิ๋ญจากสถาบันด้านการท่องเที่ยวระบุว่า นักท่องเที่ยวบางคนที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของจีน และจุดชนวนดราม่าบนโซเชียลมีเดียในเวียดนาม เช่น ประเด็นเรื่อง “ทัวร์ราคาถูก คุณภาพต่ำ” เมื่อเดือนที่แล้ว 

    พ่อค้าแม่ค้าร้านขายของที่ระลึกในตลาดยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งในโฮจิมินห์ซิตี้เล่าว่า เธอขายของให้ลูกค้าชาวจีนได้ยาก เพราะมักต่อรองราคามากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง กวิ๋ญมองว่า ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในภาคการท่องเที่ยว ทำให้ “ชาวเวียดนามมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะสามารถแยกแยะอย่างชัดเจน ระหว่างความตึงเครียดทางการเมืองหรือประวัติศาสตร์ระดับชาติ กับความสัมพันธ์ในระดับบุคคล เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว”

    วู ง็อก ลัม ผู้อำนวยการ Agoda ประจำเวียดนาม เปิดเผยว่า การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามของนักท่องเที่ยวจีนบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวของบริษัท พุ่งขึ้นถึง 90% ในปีที่ผ่านมา โดยเมืองที่ถูกค้นหามากที่สุด ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี เกาะฟู้โกว๊ก ฮานอย และดานัง

    เขาระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองตลาด โดยเฉพาะหลังการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ

    ทั้งนี้ ในศึกท่องเที่ยวหลังโควิด ไม่มีใครได้เปรียบตลอดไป ประเทศที่เคยเป็นแชมป์ อาจหลุดอันดับได้ หากยึดติดกับสูตรเดิม

    ขณะที่ประเทศที่เคยเป็นตัวเลือกสำรอง อาจกลายเป็นตัวจริง หากเข้าใจนักท่องเที่ยวเร็วกว่า

    เวียดนามกำลังพิสูจน์ว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่เกมของอดีต แต่เป็นเกมของการปรับตัว ไทยพร้อมหรือยังที่จะทำให้คำว่า “ปลอดภัยและไว้ใจได้” กลับมาเป็นภาพจำอีกครั้ง

    อ้างอิง: vietnamnikkeinikkei(2)กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gk1AZpoRZdMzUAw-56USV

  • หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ

    หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ

    หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ หวิดสิ้นชื่อที่พัทยา

    เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา พร้อมตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รุดตรวจสอบเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีด มีผู้บาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบริเวณซอย 15 พัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

    ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบาร์เครื่องดื่ม พบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ นายทิวา อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ในอาการมึนเมา ถูกของมีคมปาดลึกเข้าบริเวณลำคอเป็นแผลฉกรรจ์ และมีรอยถูกมีดเฉือนยาวกลางแผ่นหลัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งให้การปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ใกล้กันพบ นางสาวพรอำไฟ อายุ 33 ปี แฟนสาวของผู้บาดเจ็บ อยู่ในอาการมึนเมาเช่นเดียวกัน

    จากการสอบถามผู้บาดเจ็บ ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ซื้อสุราเลี้ยงหญิงทอมคนรู้จักชื่อ “เมย์” มานั่งดื่มด้วยกันบริเวณชายหาดพัทยากลาง ระหว่างดื่มมีการพูดจาหยอกล้อกันไปมา กระทั่งฝ่ายหญิงทอมเกิดอาการฉุนเฉียว คว้ามีดปอกผลไม้ฟันเข้าที่ลำคอและหลังจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนหลบหนีไป

    ขณะที่แฟนสาวของผู้บาดเจ็บระบุว่า ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อนและนั่งดื่มสุราด้วยกันในวงเดียวกัน แต่ฝ่ายทอมเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าผู้บาดเจ็บไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงก่อเหตุดังกล่าวโดยไม่ทันยั้งคิด

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ บันทึกภาพพยานหลักฐาน พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะสอบปากคำผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมภายหลังอาการปลอดภัย เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPYD91pr69rbRDxacJtVV

  • “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

    “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

    “พล.อ.รังษี” ปราศรัยเวที กทm. ชู 5 นโยบายพรรคเศรษฐกิจฟื้นประเทศ ดันรถไฟความเร็วสูง–โอเชียนลิงก์ ปิดท้ายกิจกรรมสลายสีเสื้อ ประกาศก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมือง

    วันที่ 31 ม.ค. 2569 ที่ชุมชนอุทัยรัตน์ พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค จัดเวทีปราศรัย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกาศจุดยืนการเมืองเชิงนโยบาย พร้อมชู 5 นโยบายหลักเพื่อฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน

    พล.อ.รังษี ระบุว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเชิงรุกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความโปร่งใสทางการเมือง โดยนโยบายสำคัญประกอบด้วย

    1. ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ผ่านโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง เชื่อมลาว–ไทย–พม่า–อินเดีย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ ครอบคลุมประชากรกว่า 1.7 พันล้านคน

    2. ปลดล็อกศักยภาพทางทะเล เดินหน้าพัฒนาเขตอุตสาหกรรมการเกษตรริมมหาสมุทร ดึงการลงทุนกลุ่ม BRICS ตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยประชาชนแตะ 20,000 ดอลลาร์ต่อปี ภายใน 10 ปี

    3. ออกกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่ ยกระดับความโปร่งใส กำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และบังคับคดีภายใน 1 ปี หลังคำพิพากษาศาลฎีกา

    4. ปฏิรูประบบยุติธรรม แยกการจับกุมออกจากการสอบสวน ตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ ลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ

    5. ลดค่าไฟทันทีทุกครัวเรือน ปรับโครงสร้างราคาพลังงานผ่าน ปตท. เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากกว่ากำไร ปรับราคาก๊าซภาคปิโตรเคมีตามต้นทุนจริง และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ

    นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเสนอ เมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และโครงการ โอเชียนลิงก์เชื่อมสองมหาสมุทร ย้ำเป็นการลงทุนแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล แบ่งปันผลกำไรอย่างโปร่งใส “ไม่มีเงินใต้โต๊ะ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระดับมหภาคและจุลภาค

    ช่วงท้ายเวที พรรคจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สลายสีเสื้อ” สะท้อนเจตนารมณ์ก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมือง มุ่งสู่การเมืองเชิงนโยบายที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHD0d1LLt-RsOwbhoQPVM