Blog

  • อบอุ่นใจ! ‘ชมรมช่างภาพการเมือง’ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา เสริมสวัสดิการคนสื่อ-สร้างอนาคตเยาวชน | เดลินิวส์

    อบอุ่นใจ! ‘ชมรมช่างภาพการเมือง’ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา เสริมสวัสดิการคนสื่อ-สร้างอนาคตเยาวชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ห้องประชุม 607 สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา ชมรมช่างภาพการเมืองได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกชมรมฯครั้งที่ 16 อย่างอบอุ่น โดยมี ดร.วิชัย ปิยวรรณวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม วุฒิสภา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนกิจกรรมชูสวัสดิการ “คนหลังเลนส์” ไม่ทิ้งกัน

    นายชัยยศ ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมช่างภาพการเมือง เปิดเผยว่า ชมรมฯ เป็นศูนย์รวมของช่างภาพสื่อมวลชนสายการเมืองทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์กว่า 200 คน โดยมีพันธกิจหลักคือการสร้างความสามัคคีและดูแลสวัสดิการเพื่อนร่วมวิชาชีพ ซึ่งนอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว ชมรมฯ ยังมีกองทุนช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง และดูแลช่างภาพอาวุโส รวมถึงกิจกรรม CSR เพื่อเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล สรุปยอดจัดสรรทุนปี 2568 (รวม 335,000 บาท)

    ในปีที่ผ่านมา ชมรมฯได้ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย ทุนการศึกษาบุตร-ธิดาจำนวน 80 ทุน (ทุนละ 3,000 บาท) ทุนช่วยเหลือช่างภาพอาวุโสจำนวน 5 ทุน (ทุนละ 10,000 บาท) ทุนช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วยทุนละ 5,000 บาท นอกจากนั้นในปีนี้ชมรมช่างภาพการเมืองร่วมกับ เครือข่ายจิตอาสารัฐสภาทำดีตามรอยพ่อจัดซื้อรถวิลแชร์ไฟฟ้ามูลค่า 21,000 บาท และทุนเพื่อการดำรงชีพ 10,000 บาท มอบให้แก่ คุณกิตติ วรชาญชัย อดีตช่างภาพสื่อมวลชน น.ส.พ.ไทยโพสต์

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้ใหญ่ใจดีหลายท่าน อาทิ ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, ผศ.ดร.วิมลิณฬ์ โบวีไนเซอร์, ดร.จุฑารัตน์ พัฒนาทร,คุณเฉลิม อยู่วิทยา (บริษัท สยามไวน์เนอรี่ จำกัด), ดร.ปราจิณ เอี่ยมลำเนา, คุณสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์, คุณภุริปพัฒน์ ภัทรติมานนท์ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่นำอาหารเช้าและกลางวันมาบริการแก่สมาชิกและครอบครัว ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างองค์กรสื่อและภาคส่วนต่างๆในสังคม “การมอบทุนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่คือขวัญและกำลังใจที่ส่งต่อไปยังครอบครัวคนสื่อ เพื่อให้พวกเขามีพลังในการปฏิบัติหน้าที่สะท้อนความจริงสู่สังคมต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5557370/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19WKW-FCepbsbvKrCE8KAH

  • ปี 2050 คนเกือบ 3.8 พันล้านเสี่ยงเผชิญโลกร้อน อุณหภูมิพุ่ง 2 องศา

    ปี 2050 คนเกือบ 3.8 พันล้านเสี่ยงเผชิญโลกร้อน อุณหภูมิพุ่ง 2 องศา

    ผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในอินเดีย ไนจีเรีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ แต่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เป็นอันตรายอย่างมีนัยสำคัญที่สุดจะเป็นภัยคุกคามสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ไนจีเรีย ซูดานใต้ สปป.ลาว และบราซิล

    สิ่งที่ทำให้นักวิจัยประหลาดใจคือแบบจำลองคอมพิวเตอร์ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงต้นของเส้นทางภาวะโลกร้อน นั่นคือใกล้กับช่วง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นี่จึงเพิ่มความเร่งด่วนในการปรับตัวในด้านต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพ เศรษฐกิจ และระบบพลังงาน

    CREDIT : REUTERS

    “ราธิกา โคสลา” (Radhika Khosla) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยจากสถาบัน Smith School of Enterprise and the Environment มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร ระบุว่า  

    นี่คือข้อค้นพบที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่บอกเราว่า เราจำเป็นต้องเริ่มดำเนินมาตรการสนับสนุนมาตรการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากการที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะส่งผลกระทบอย่างไม่เคยมีมาก่อนต่อทุกด้าน ตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ การย้ายถิ่นฐาน ไปจนถึงการเกษตร การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ยังคงเป็นเส้นทางเดียวที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถพลิกกลับแนวโน้มวันที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่นักการเมืองจะต้องกลับมาเป็นผู้นำในเรื่องนี้

    CREDIT : REUTERS

    นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า แม้แต่ประเทศที่มั่งคั่งในซีกโลกเหนือก็จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นกัน ไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่จะหลีกเลี่ยงความร้อนรุนแรงได้ ทุกประเทศยังขาดความพร้อมในการรับมือ

    CREDIT : REUTERS

    ในกรณีของสหราชอาณาจักร ผู้เขียนวิจัย อธิบายว่า อาคารและโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่นั้นเก่า ไม่มีประสิทธิภาพและออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศหนาวเย็นเป็นหลัก เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงข้าม จึงกลายเป็นความท้าทายต่อระบบสาธารณสุข การจัดหาพลังงาน และเศรษฐกิจของประเทศ

    ดังตัวอย่างเช่น ในปี 2023 ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสหราชอาณาจักรต้องขอให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่งอีกครั้ง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศจากคลื่นความร้อนที่ผิดปกติ

    ที่มา : theguardian

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/861806&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1unCUHAUb9_x5-dTfwfQaS

  • ฮือฮาวงการชีววิทยา มทร.ธัญบุรีและพันธมิตร ค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ มดชนิดใหม่ของโลก พบเฉพาะสวนยางพาราภาคใต้

    ฮือฮาวงการชีววิทยา มทร.ธัญบุรีและพันธมิตร ค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ มดชนิดใหม่ของโลก พบเฉพาะสวนยางพาราภาคใต้

    การศึกษา

    ฮือฮาวงการชีววิทยา มทร.ธัญบุรีและพันธมิตร ค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ มดชนิดใหม่ของโลก พบเฉพาะสวนยางพาราภาคใต้

    วันอาทิตย์ ที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับนักวิชาการจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) ค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย พร้อมตั้งชื่อเทิดพระเกียรติ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ เผยลักษณะโดดเด่นไม่เคยพบมาก่อนในมดสกุลเดียวกัน ขณะที่แหล่งอาศัยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว

    วงการชีววิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของไทยสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อนักวิจัยไทยค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย พร้อมตั้งชื่อเพื่อเทิดพระเกียรติ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ (Tetraponera sirindhornae) ซึ่งได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสารวิชาการนานาชาติ Tropical Natural History ฉบับพิเศษ ปี 2568 นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญของวงการอนุกรมวิธานและการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทยในระดับสากล

    การค้นพบครั้งนี้เป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับ ดร.วียะวัฒน์ ใจตรง นักวิชาการชำนาญการพิเศษ – นักวิจัยจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นพรัตน์ พุทธกาล สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี ร่วมวิจัยนักวิจัยพบมดชนิดใหม่นี้ใน สวนยางพาราบริเวณหน้าถ้ำเขาติง ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ภาคใต้ของประเทศไทย และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tetraponera sirindhornae Yodprasit, Tasen & Jaitrong, 2025 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมงานด้านวิทยาศาสตร์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

    นักวิจัย กล่าวว่า มดตะนอยเทพรัตน์มีขนาดปานกลาง ลำตัวเรียบเป็นเงามัน และมีลักษณะโดดเด่นทางสัณฐานวิทยา โดยถือเป็น มดชนิดแรกของโลกในสกุล Tetraponera ที่มีมดงาน 2 ขนาด (Dimorphic) ในขณะที่มดชนิดอื่นในสกุลเดียวกันจะมีมดงานเพียงขนาดเดียว (Monomorphic) มดงานขนาดเล็ก (Minor worker) มีลักษณะหัวที่ยาวกว่ากว้าง ดวงตารวมรูปวงรีขนาดใหญ่ และเอวปล้องแรกค่อนข้างสั้น ส่วนมดงานขนาดใหญ่ (Major worker) มีขนาดลำตัวใหญ่กว่ามดงานขนาดเล็กประมาณ 2 เท่า หัวเป็นทรงกระบอก และมีลักษณะเฉพาะสำคัญ คือ เมื่อหุบกรามจะเกิดช่องว่างระหว่างซี่ฟันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะจำแนกชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อนในมดสกุลนี้

    จากการศึกษาพฤติกรรมการอยู่อาศัยพบว่า มดตะนอยเทพรัตน์สร้างรังอยู่ในกิ่งยางพาราแห้งที่ค้างอยู่บนต้น มีอาณานิคมขนาดเล็ก และพบเพียงรังเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แหล่งอาศัยของมดชนิดนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่สวนยางพาราบริเวณหน้าถ้ำเขาติง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก ส่งผลให้นักวิจัยไม่พบมดชนิดนี้อีกเลยหลังจากการค้นพบครั้งแรก

    นักวิจัย ยังกล่าวอีกว่า “การค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาพื้นที่และการจัดการท่องเที่ยวที่ต้องคำนึงถึง ความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหายาก หรือสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์เพิ่งเริ่มรู้จัก”

    ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า การค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึก

    ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตหายาก พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาในการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่อย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม
    การค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ เป็นความสำเร็จทางวิชาการของนักวิจัยไทย และเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมในการตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศขนาดเล็ก ซึ่งอาจซ่อนความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเอาไว้ และอาจสูญหายไปได้ หากการพัฒนาพื้นที่ขาดความสมดุลกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือจาก คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย โดยสามารถศึกษารายละเอียดการค้นพบฉบับเต็มได้ที่ DOI: 10.58837/tnh.25.8.266419
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/464435&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fHuey1yFKf7WhPSL6YywG

  • บริษัทจีนโดนชาวเน็ตจวกยับ หลังเหยียดผู้สมัครงานว่า “วุฒิแค่ปริญญาตรี อย่าหวังจะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์” | เดลินิวส์

    บริษัทจีนโดนชาวเน็ตจวกยับ หลังเหยียดผู้สมัครงานว่า “วุฒิแค่ปริญญาตรี อย่าหวังจะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวในจีนรายงานประเด็นเดือดในโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรจากบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของรัฐแห่งหนึ่งบอกผู้สมัครงานว่า ไม่สมควรได้รับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพียงเพราะมีวุฒิการศึกษาแค่ระดับปริญญาตรี 

    ในวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเมื่อผู้สมัครงานรายหนึ่งจากเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ได้เปิดเผยรายละเอียดการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ของเขา 

    ผู้สมัครงานรายนี้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรซึ่งใช้งาน Boss Zhipin แพลตฟอร์มหางานออนไลน์รายใหญ่ของจีน ได้บอกว่า เขา “ไม่สมควรได้รับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

    ตามข้อมูลจากภาพหน้าจอของการสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่าย เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรผู้นี้แซ่ไก้ เป็นผู้จัดการอาวุโสด้านทรัพยากรบุคคลและบริหารที่บริษัท China Life Insurance Company Limited

    บริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในปี 2546 มีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง และเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตามรายงานประจำปี 2567 บริษัทมีพนักงาน 98,689 คน ซึ่งรวมถึงพนักงานที่จบระดับบัณฑิตศึกษา (ระดับปริญญาโทขึ้นไป) 7,586 คน และระดับปริญญาตรี 71,710 คน ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าตำแหน่งที่ผู้สมัครยื่นความจำนงขอสมัครคือตำแหน่งใด

    ในระหว่างการสนทนา เมื่อเจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรรายนี้ถามว่า “คุณสามารถมาสัมภาษณ์ในบ่ายวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่?” ซึ่งผู้สมัครตอบกลับว่า “ผมกำลังพิจารณาโอกาสอื่นอยู่ครับ ผมไม่สามารถตอบรับตำแหน่งงานที่ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้จริงๆ” 

    คำตอบดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรไม่พอใจและแสดงกิริยาเกรี้ยวกราด

    ในตอนแรก เธอเย้ยหยันผู้สมัครคนนี้ว่า “แค่จบปริญญาตรี แต่ยังหวังจะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์งั้นเหรอ?” จากนั้นเธอกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้คุณติด ‘บัญชีดำ’ เรียบร้อยแล้ว ในอนาคตคุณจะไม่มีสิทธิ์ได้มาสัมภาษณ์กับเราอีก”

    หลังจากนั้นในวันที่ 19 มกราคม 2569 แพลตฟอร์มจัดหางานได้ออกมาชี้แจงโดยระบุว่า เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรรายนี้ได้กล่าวถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและได้รับหนังสือเตือนอย่างเป็นทางการแล้ว 

    ในวันต่อมา ทีมงานจากบริษัท China Life ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน

    บทสนทนาดังกล่าวจุดชนวนการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโซเชียลมีเดียในจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวเน็ตรายหนึ่งเขียนว่า “ทำไมคนทำงานต้องมาทำให้ชีวิตคนทำงานด้วยกันยากขึ้นล่ะ? การเอาชื่อคนไปใส่บัญชีดำนี่มันบ้าอำนาจชัดๆ” 

    ชาวเน็ตรายถัดมาแสดงความเห็นว่า “คุณก็เป็นแค่พนักงานฝ่ายบุคคล ไม่ใช่เจ้าของบริษัทเสียหน่อย เลิกเข้าข้างพวกนายทุนได้แล้ว การอยากหยุดเสาร์-อาทิตย์มันผิดตรงไหน? ถ้าบริษัทคุณไม่มีให้ บริษัทอื่นอีกเยอะแยะเขาก็มี”

    “การได้หยุดสองวันเป็นสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน และไม่เกี่ยวอะไรกับระดับการศึกษาเลย โดยเนื้อแท้แล้ว นี่ก็เป็นเพียงอีกวิธีหนึ่งที่บริษัทใช้กดขี่พนักงาน”

    ท่ามกลางตลาดงานในจีนที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายบริษัทได้ยกเลิกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และให้ค่าจ้างขั้นต่ำ ขณะที่พนักงานต้องยอมรับชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน  คนทำงานรุ่นใหม่ในจีนเริ่มมีการโต้กลับ โดยบางส่วนได้เริ่มขบวนการ “คว่ำบาตร” เพื่อเป็นการต่อต้านโดยประกาศว่าจะไม่ซื้อสินค้าจากบริษัทมีนโยบายเอาปรียบหรือกดขี่พนักงาน  นอกจากนี้ยังมีการนำชื่อบริษัทที่ถูกมองว่าเอาเปรียบคนทำงานมาเผยแพร่ทางออนไลน์เพื่อเตือนผู้สมัครงานรายอื่นๆ ด้วย

    ที่มา : scmp.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5555721/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QFsT_Sk9UM8frG5olfZxz

  • “ยศชนัน” อ้อนคนแปดริ้วเลือกเพื่อไทย ยกจังหวัด ชูยกระดับท่องเที่ยว

    “ยศชนัน” อ้อนคนแปดริ้วเลือกเพื่อไทย ยกจังหวัด ชูยกระดับท่องเที่ยว

    2 กุมภาพันธ์ 2569 นับถอยหลังอีก 7 วันจะถึงวันเลือกตั้ง2569 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยบรรยากาศการหาเสียงเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

    ที่ จ.ฉะเชิงเทรา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ที่ตลาดนัดวินเทจ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ช่วยหาเสียงให้ นายพันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร เขต 2 เบอร์ 3 และ นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ ผู้สมัคร เขต 3 เบอร์ 1 โดยมีคณะพรรคเพื่อไทยร่วมด้วย อาทิ นางฐิติมา ฉายแสง ผู้สมัคร เขต 1 เบอร์ 2 , นายพิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้สมัคร เขต 4 เบอร์ 1 , นายคงกฤช หงษ์วิไล ผู้สมัคร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 เบอร์ 1 , นายรัฐชานนท์ คาดหมายดี ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 1 เบอร์ 3 , นายภีมเดช อมรสุคนธ์ ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 2 เบอร์ 2 , นายชัยณรงค์ สันทัสนะโชค ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 3 เบอร์ 1, นายพิเชษฐ์ โพธิสาร ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 4 เบอร์ 3 , นายธนชัย วสุอนันต์กุล ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 5 เบอร์ 1, นายสุชาติ ตันเจริญ ผู้สมัคร , นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย

    “ยศชนัน” อ้อนคนแปดริ้วเลือกเพื่อไทย ยกจังหวัด ชูยกระดับท่องเที่ยว

    ก่อนขึ้นเวทีปราศรัย นายยศชนัน ได้พบกับชาวสวนมะพร้าว ที่มาร้องเรียนเรื่องราคามะพร้าวตกต่ำ และกลุ่มอาสาพิทักษ์ช้างป่า ขอให้ช่วยดูเรื่องการดูแลป้องกันช้างป่ารุกพื้นที่การเกษตร เสนอสานต่อการสร้างรั้วกั้นระหว่างป่าและพื้นที่การเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวแบบซาฟารี

    “ยศชนัน” อ้อนคนแปดริ้วเลือกเพื่อไทย ยกจังหวัด ชูยกระดับท่องเที่ยว

    นายยศชนัน กล่าวว่า ขอขอบคุณชาวแปดริ้วที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตนได้รับพวงมาลัยลูกมะพร้าว ซึ่งพี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จากราคาที่ตกต่ำจากปกติขายลูกละ 10 บาท ตอนนี้เหลือลูกละ 3-4 บาท เพราะราคาไปอ้างอิงกับประเทศจีน รวมถึงมีปัญหาเรื่องชลประทาน และศัตรูพืชที่ระบาดหนัก เราต้องแก้ไขทั้งระบบ โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ทุกคน ซึ่งหลายชิ้นส่วนของมะพร้าวสามารถนำไปใช้ทำเป็นยาได้ ช่วยเพิ่มมูลค่าของมะพร้าวได้ 1,000 เท่า โดยจะเสริมให้ฉะเชิงเทราเป็นหมุดหมายเมืองแห่งอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี

    สำหรับพื้นที่เขต 3 มีปัญหาเรื่องช้างป่าบุกรุก ทำลายพืชสวนไร่นา รวมถึงทำร้ายชาวบ้านจนเสียชีวิต โดยนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ ได้เข้าไปผลักดันในสภา ได้เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มีการสร้างรั้วกั้นช้างไปแล้วกว่า 40 กม. พร้อมเยียวยาเกษตรกรที่ถูกรุกที่ชุมชน โดยพรรคเพื่อไทยจะสร้างรั้วต่อให้ครบ รวมถึงเราจะรักษาป่าให้อุดมสมบูรณ์ ช้างจะได้ไม่ออกมารุกพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน

    “ยศชนัน” อ้อนคนแปดริ้วเลือกเพื่อไทย ยกจังหวัด ชูยกระดับท่องเที่ยว

    นายยศชนัน ยังกล่าวถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัด ว่า หลายคนมองฉะเชิงเทราเป็นทางผ่าน เราจะทำให้นักท่องเที่ยวมาอยู่ที่นี่ทั้งอาทิตย์ หากเราเชื่อมโยง สวน หมู่บ้าน ตลาด วัด เข้าด้วยกัน เราสามารถทำเป็นโฮมสเตย์ได้ เพียงปรับปรุงเล็กน้อย โดยเป็นการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าการเกษตรในโฮมสเตย์ได้ หรือในสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าสร้างความเจริญ พี่น้องจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    ทั้งนี้ นโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะช่วยยกระดับชีวิตของประชาชน เช่น นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% คูปองปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ นโยบายล้างหนี้เพื่อคนไทย นโยบายยิ่งกว่าพลัส รัฐออก 70% ประชาชนออก 30% นโยบาย Smart City ด้วย AI For All และนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

    “เราจะเติมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องชาวฉะเชิงเทรา วันที่ 8 กุมภา นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว จะเป็นวันที่นำความหวัง ความฝันของประชาชนให้เป็นความจริง” นายยศชนัน กล่าว

    “ยศชนัน” อ้อนคนแปดริ้วเลือกเพื่อไทย ยกจังหวัด ชูยกระดับท่องเที่ยว

    ขณะที่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หนู กินส้ม หนูก็เลยเป็นราชสีห์ ส้มตกลงกับหนูว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญใน 4 เดือนแล้วยุบสภา แต่ว่าอยู่ได้เพียง 2 กว่า รัฐธรรมนูญก็ไม่แก้ และยุบสภาหนี เรียกว่าเป็น “หนูต้มส้ม”

    นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยช่วงนี้หาเสียงแปลก ว่าพรรคท่านรักชาติ พรรคอื่นไม่รักชาติ ตนบอกว่าท่านนายกฯ ใจเย็นๆ อย่าหาเสียงแบบนี้ ใจคอท่าน***จะวิ่งราวชาติไปรักคนเดียวหรือไง ตนไม่เชื่อว่าจะมีพรรคใดเกลียดชาติ หรือต้องรักชาติแบบท่านที่เอาชาติไปครอบครอง เช่น เป็นเจ้าของเขากระโดง เป็นเจ้าของ สว.

    นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา ของเรา พูดชัดเจนว่าอยู่พรรคเพื่อไทย ไม่เหมือนกับผู้สมัครอีกพรรคที่ไม่กล้าพูดชื่อพรรคของตัวเอง ฉะนั้นต้องกาให้พรรคเพื่อไทยพรรคเดียวเป็นเหมือนสายน้ำบางปะกง ให้ชนะยกจังหวัดทั้ง 4 เขต

    จากนั้น เวลา 15.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ เดินทางไปยัง ตลาดโรงสี อ.บางประกง จ.ฉะเชิงเทรา ช่วยผู้สมัครหาเสียง โดยมีประชาชนรอพบปะเป็นจำนวนมาก โดยมีประชาชนได้มอบพวงมาลัยมะม่วง ที่ติดหมายเลข 9 ไว้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cFdSPI7PaSuJ36R7NjSY2

  • ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ▪️ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม กล่าววันนี้ในการพบปะกับประชาชน ณ ฮุซัยนียะห์ อิมามโคมัยนี (รฮ.) เกี่ยวกับภัยคุกคามจากสหรัฐอเมริกา ว่า:

    🔻การที่บางครั้งมีการพูดถึงเรื่องสงคราม และอ้างถึงเครื่องบินรบ เรือรบ หรือสิ่งต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตชาวอเมริกันก็เคยข่มขู่ด้วยวาจามาแล้วหลายครั้ง โดยกล่าวว่า “ทุกทางเลือกยังอยู่บนโต๊ะ” ซึ่งรวมถึงทางเลือกด้านสงครามด้วย

    🔸ขณะนี้ชายคนนี้ (ทรัมป์) ก็ออกมาอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เรานำเรือรบมาแล้ว” และอื่น ๆ ประชาชนอิหร่านไม่ควรถูกทำให้หวาดกลัวด้วยเรื่องเช่นนี้ ชาวอิหร่านจะไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคำข่มขู่เหล่านี้

    🔻เราไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้น และไม่ต้องการโจมตีประเทศใด แต่ประชาชนอิหร่านจะตอบโต้ด้วยหมัดที่หนักหน่วงต่อผู้ใดก็ตามที่รุกรานหรือรังแก

    🔸แน่นอน ชาวอเมริกันควรตระหนักไว้ว่า หากพวกเขาก่อสงครามขึ้น ครั้งนี้สงครามจะเป็นสงครามในระดับภูมิภาค

  • จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2569 เนชั่นทีวี เปิดเวทีดีเบตสัญจรในรายการ NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายจากแกนนำพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จากพรรคโอกาสใหม่ ได้เสนอแนวนโยบายยกระดับภาคอีสาน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ชู 3 วาระเร่งด่วน: จัดการน้ำ-เหมืองโปแตช-ท่องเที่ยว

    นายจตุพร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาภาคอีสานโดยเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

    1. การบริหารจัดการน้ำ: เนื่องจากพื้นที่ภาคอีสาน 101 ล้านไร่ ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก จำเป็นต้องเร่งจัดการระบบแม่น้ำโขง ชี มูล ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
    2. ขุดเจาะแร่โปแตช: ชี้ว่าอีสานมีแหล่งแร่โปแตชจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งหากมีการศึกษาและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำมาผลิตปุ๋ย สร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ท้องถิ่น
    3. ยกระดับการท่องเที่ยว: ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมรดกโลก ทั้งเขาใหญ่ จีโอปาร์ค (Geopark) ที่โคราช และขอนแก่น พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยต้องควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญสู่เมืองรอง

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ปั้น Soft Power จาก “ฟอสซิล-บ้านเชียง” 

    สำหรับนโยบาย Soft Power นายจตุพรเสนอให้ดึงจุดเด่นทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยามาใช้ประโยชน์ เช่น แหล่งขุดค้นซากไดโนเสาร์ในกาฬสินธุ์และขอนแก่น หรือแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง จ.อุดรธานี โดยนำวัฒนธรรมเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าและของที่ระลึก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    แก้กฎหมายช่วย SMEs – หนุนพลังงานสะอาด 

    สำหรับประเด็นการช่วยเหลือ SMEs นายจตุพรระบุว่า ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบน้ำและดิน รวมถึงการปฏิรูปกฎหมาย หรือ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้การขอใบอนุญาตครบจบในจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสได้ง่ายขึ้น 

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นศักยภาพของภาคอีสานที่มีแสงแดดจัดและกระแสลม เหมาะแก่การพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงท้าย นายจตุพรย้ำถึงมาตรการปราบปรามธุรกิจสีเทาและทุนจีนสีเทา โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมกำชับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    “จับแล้วต้องมีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่จับแล้วปล่อย เพื่อให้เกิดความหลาบจำและปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นายจตุพรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737333&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IsXFZkX56p1anM_V8nbud

  • ญี่ปุ่นดันท่องเที่ยวเป็น “อุตสาหกรรมหลัก” ยกระดับแก้ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” | เดลินิวส์

    ญี่ปุ่นดันท่องเที่ยวเป็น “อุตสาหกรรมหลัก” ยกระดับแก้ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่าองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ( เจเอ็นทีโอ ) เปิดเผยร่างแผนการกำหนดทิศทางนโยบายการท่องเที่ยวของประเทศจนถึงปี 2573 ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนภูมิภาค สำหรับดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง จากปัจจุบัน 47 แห่ง เป็น 100 แห่ง

    ทั้งนี้ แผนงานใหม่จะครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2569-2573 โดยเจเอ็นทีโอตั้งเป้าจัดทำร่างสุดท้ายให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมี.ค. นี้ เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีต่อไป

    สำหรับสาระสำคัญของแผนการ รวมถึงการที่ญี่ปุ่นยังคงรักษาเป้าหมายเดิม ที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 60 ล้านคน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว อยู่ที่ 15 ล้านล้านเยนต่อปี ( ราว 3 ล้านล้านบาท ) ภายในปี 2573 และเพิ่มเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    ขณะเดียวกัน ร่างแผนดังกล่าวยังระบุถึงความจำเป็น ของการดำเนินมาตรการเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยการสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ

    ในปี 2568 รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 9.5 ล้านล้านเยน ( ราว 1.94 ล้านล้านบาท ) ทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยน ( ราว 3.47 ล้านล้านบาท ) ด้วยเหตุนี้ เจเอ็นทีโอจึงตัดสินใจยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็น “อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์” ที่จะนำการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมานาน ลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่เลวร้ายลง จากวาทะของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิด “เหตุฉุกเฉินทางทหาร” กับไต้หวัน ร่างแผนงานจึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไปด้วย.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5556741/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sSTL_yY3Og_178zTeY_DQ

  • ญี่ปุ่นคุมเข้มนักท่องเที่ยว 100 จุดทั่วประเทศ หลังภาวะ Overtourism พ่นพิษ

    ญี่ปุ่นคุมเข้มนักท่องเที่ยว 100 จุดทั่วประเทศ หลังภาวะ Overtourism พ่นพิษ

    รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็น อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยวางเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2573 ดังนี้:

    • ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี
    • ผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน
    • เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำ (Repeat Visitors) จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ารายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นแหล่งรายได้เข้าประเทศที่ใหญ่เป็น อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เป็นรองเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยนเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ดำเนินมาตรการรับมือปัญหา ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากเดิม 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจาก “จีน” ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ท่ามกลาง ความสัมพันธ์อันตึงเครียด ระหว่างสองประเทศ

    ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องปรับแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกระจายความเสี่ยง โดยเน้นการสร้างฐานลูกค้าที่ไม่พึ่งพาตลาดจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/650446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LT4tuEXU6OA6kmNFHWSxl

  • ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.12 น.

    ชาวบ้านร้อง ทริปรถจักรยานยนต์ “ทุเรียนนนท์ก้านยาว” นับพันคันบุกสัตหีบ เดือดร้อนเสียงดัง ตำรวจตั้งด่านกวดขันเข้ม

    1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีกลุ่มรถจักรยานยนต์จัดทริปชื่อ “ทริปทุเรียนนนท์ก้านยาว” รวมตัวเดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณหาดนางรำ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จำนวนประมาณ 700–1,000 คัน

    โดยพบว่ารถจักรยานยนต์บางส่วนขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว และส่งเสียงดัง สร้างความกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ชาวอำเภอสัตหีบจำนวนมากออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผู้กำกับการ สภ.สัตหีบ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชนะทัต นวคุณรังสี รอง ผกก.ป.สภ.สัตหีบ และ พ.ต.ต.พัฒนนันท์ สมนวล สว.จราจร ควบคุมการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สายตรวจจักรยานยนต์ และชุดปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงชุดสืบสวน ตั้งด่านตรวจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และกวดขันอย่างเข้มงวด

    ภายหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีการแข่งรถและส่งเสียงดังบนถนนสาย 3126 บริเวณแยกทางเข้าแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดรถจักรยานยนต์มาตรวจสอบจำนวน 14 คัน และให้เจ้าของนำหลักฐานมาแสดงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

    พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ เปิดเผยว่า กรณีการรวมกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอสัตหีบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการหาข่าวเชิงลึก และประสานกับหัวหน้ากลุ่มหรือคีย์แมนของแต่ละกลุ่มแล้ว


     
    ทั้งนี้ อำเภอสัตหีบยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน แต่ขอความร่วมมือให้เดินทางท่องเที่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ขับขี่แข่งรถหรือส่งเสียงดัง และไม่ขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

    หากพบว่ารถจักรยานยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการจับกุมกวดขัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/944405&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g3Pst6PgU6qjYV3FWD8Np