Blog

  • “เพื่อไทย” ลั่นล้างหนี้-ประกันกำไรเกษตร-ดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปลดล็อกอีสานทั้งระบบ

    “เพื่อไทย” ลั่นล้างหนี้-ประกันกำไรเกษตร-ดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปลดล็อกอีสานทั้งระบบ

    “เพื่อไทย” ลั่นล้างหนี้-ประกันกำไรเกษตร-ดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปลดล็อกอีสานทั้งระบบ

    บนเวทีดีเบตสัญจรในรายการ NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 31 มกราคม 2569 เปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายจากแกนนำพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

    คำถามคือ..ถ้าคุณได้มาเป็นรัฐบาลจะทำอะไร และแก้ปัญหาอะไรในภาคอีสาน ?

    นายสุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย กล่าวเปรียบเทียบว่า อยากให้มองประเทศไทยเป็นรถยนต์คันหนึ่ง ที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ 4 ล้อ โดย 3 ล้อแรกคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ 3 ซึ่งเป็นล้อที่แข็งแกร่ง แต่มีล้อหนึ่งที่ไม่แข็งแรง บวม แล้วก็ค่อนข้างจะรั่วบ่อยก็คือล้อภาคอีสาน

    ซึ่งมีปัญหา และถูกทอดทิ้งมาตลอดเลย ทำให้รถคันนี้วิ่งส่าย นั่นคือประเทศไทย ก็เลยพัฒนาไม่สมดุล เพื่อไทยมองว่าต้องจัดการล้อนี้ให้แข็งแรง แล้วก็สมบูรณ์ กลับมาทำให้ 4 ล้อนี้วิ่งด้วยความสมดุล แล้วรถคันนี้จะได้ไม่ส่าย

    ทั้งนี้จะทำอย่างไรจะต้องพัฒนาภาคอีสานอย่างเป็นระบบ คิดแยกส่วนไม่ได้ต้องบูรณาการทุกด้าน เกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา ต้องเป็นแพ็คเกจ นโยบายเบื้องต้นจริงๆ คือการจัดการกับเศรษฐกิจฐานราก เพราะคนอีสานอยู่ในฐานราก เป็นเกษตรกรเสียส่วนใหญ่

    วันนี้เพื่อไทยจึงจะเข้าไปล้างหนี้ก่อน แล้วประกันรายได้สินค้าเกษตร ประกันกำไรทุกตัว เกษตรกรต่อไปนี้ต้องไม่อยู่กับความเสี่ยงเรื่องราคา จะมีการประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ในระยะยาวหลายคนบอกจะทำอุตสาหกรรม จะทำเรื่องท่องเที่ยว พรรคเพื่อไทยคิดเป็นแพ็คเกจว่า “ต่อไปนี้ อีสานจะต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเราทำแล้วในรัฐบาลก่อน คือเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค เหนือ อีสาน ใต้ แต่อีสานยังไม่ได้ทำให้เป็นรูปธรรม เพื่อไทยจะเข้ามาผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษอีสานให้สำเร็จ” 

    เขตนี้ถ้าสร้างเสร็จจะเกิดอัตราแรงงานขึ้นมา 500,000 ตำแหน่ง เศรษฐกิจจะพุ่งขึ้น 3% ทันที และที่สำคัญที่สุดวันนี้ ที่ทำไว้แล้วแต่ไม่เสร็จในรัฐบาลก่อน เรื่องระเบียงเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งจะเป็นตัวทำเงินกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มุกดาหาร นครพนม หนองคาย ถูกปล่อยทิ้งไว้ รวมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะทำแล้วแต่ทำไม่เสร็จ เพื่อไทยจะเข้ามา โดยอัดเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม แล้ว AI เข้าไป

    คำถามถัดมา..หากพรรคท่านได้เป็นรัฐบาลจะมีมาตรการเชิงนโยบายอย่างไร จัดการกับธุรกิจสีเทา ฟอกเงิน และนอมินีต่างชาติเพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจ สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับภาคธุรกิจ สุจริตอย่างเป็นรูปธรรม ?

    กฎหมายต้องยกเครื่อง และอุดช่องว่างให้หมด วันนี้ยังมีช่องว่างอยู่ อุดช่องว่างให้หมด แล้วกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย คือ ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจภูธร หรือตำรวจสันติบาล

    หรือตำรวจทุกระดับจะต้องยกเครื่องให้ทันเกมในเรื่องนี้โดยเอา AI เอานวัตกรรมเข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือในการจับกุมพวกนี้และตามให้ทัน นี่เป็นเรื่องหลักที่จะต้องทำ

    “ต่อไปคือเรื่องที่จะต้องคุ้มครองคนไทยต้องทำ ซึ่งเราทำมาแล้วในยุคกระทรวงดีอีครั้งที่แล้วได้ยกเลิกซิมต่างๆไปเกือบ 2 ล้าน 4 ล้านซิม จะต้องเพิ่มเงินกองทุน คนไทยที่โดนหลอกเอาทรัพย์สินไปจะต้องมีกองทุนที่จะต้องทดแทน ตามเอาเงินนั้นมาทดแทนให้ผู้เสียหาย นี่คือ การคุ้มครองคน เพราะฉะนั้นจะต้องทำทั้งมาตรการป้องกันปราบปรามแล้วก็คุ้มครองชดเชยประชาชนของเราด้วย.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IwWG_Y2im1aL3CeZontH2

  • มาเลเซีย-สิงคโปร์มุ่งปั้นเขตศก.พิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ ดึงดูดเงินทุนคนเก่ง : อินโฟเควสท์

    มาเลเซีย-สิงคโปร์มุ่งปั้นเขตศก.พิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ ดึงดูดเงินทุนคนเก่ง : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซียรายงานว่า มาเลเซียและสิงคโปร์จะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (JS-SEZ) เป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยปัจจุบันกำลังก้าวหน้าจากการวางแผนสู่การดำเนินงานตามแผนการ

    รายงานระบุว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์จะผสานรวมขนาดของยะโฮร์กับเงินทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อระดับโลกของสิงคโปร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูง เสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างงานมีคุณภาพเพื่อชุมชนบนสองฝั่งสะพานคอสเวย์

    มาเลเซียและสิงคโปร์จะมุ่งประสานงานกันอย่างต่อเนื่องในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่มีมูลค่าสูง การสร้างความเป็นดิจิทัล การพัฒนาที่ยั่งยืน และการพัฒนาบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถ ซึ่งสนับสนุนการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มาเลเซียกำลังสรุปพิมพ์เขียวและแผนแม่บทของการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ ซึ่งจะกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว ภาคธุรกิจสำคัญ พื้นที่หลัก และแผนการดำเนินงานที่ครอบคลุมการกำกับดูแล สิ่งจูงใจ โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร โดยมาเลเซียตั้งเป้าหมายดำเนินงานอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8kDv2sy5wy0TvYsoGzYZ

  • ตรวจเข้ม เครื่องชั่งร้านทองทั่วปท. ย้ำ ต้องได้มาตรฐาน-ป้ายราคาต้องชัด

    ตรวจเข้ม เครื่องชั่งร้านทองทั่วปท. ย้ำ ต้องได้มาตรฐาน-ป้ายราคาต้องชัด

    นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเพื่อการเก็บและเก็งกำไร กรมการค้าภายใน ได้ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการร้านจำหน่ายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งดิจิทัล และกำชับการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

    ผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 15 แห่ง เข้าตรวจสถานประกอบการรวม 105 แห่ง พบว่า ร้านทองส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงฉลากสินค้าและป้ายราคาชัดเจน 

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเครื่องชั่งดิจิทัลรวม 132 เครื่อง พบเครื่องชั่งที่มีค่าความเที่ยงคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที

    นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีสภาพสมบูรณ์และผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายในอยู่เสมอ หากตรวจสอบพบการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือมีการดัดแปลง จะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

    ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตเครื่องชั่งทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม โดยเครื่องชั่งต้องมีสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าภายใน หากผู้บริโภคพบเห็นร้านทองที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งน้ำหนักไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทันท่วงที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38zNHhpB6-oOa1tljqVK6U

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทย โจทย์ยากรัฐบาลใหม่

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทย โจทย์ยากรัฐบาลใหม่

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทย โจทย์ยากรัฐบาลใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทรงตัวที่ระดับ 3.3% ในปี 2569 ท่ามกลางแรงหนุนจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ โตต่ำ ส่วนยูโรโซน จีน และญี่ปุ่นชะลอตัว และความเสี่ยงยังโน้มไปทางขาลงจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้า ฟองสบู่ในภาค AI รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และความเชื่อมั่น

    เจาะในแต่ละจุดเศรษฐกิจสำคัญของโลก…สหรัฐฯ-ยุโรป มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าเพิ่มสูงขึ้น แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระงับการขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ต่อสินค้ายุโรปและปฏิเสธการใช้กำลังทหารในกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม รัฐสภายุโรปมีมติระงับการให้ความเห็นชอบข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ที่ทำไว้ในเดือนกรกฎาคมปี 2568 ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออก การผลิต และการบริโภคในสหรัฐฯ และยุโรป ท่ามกลางการแตกแยกทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่รุนแรงขึ้น จีน แม้ว่าเศรษฐกิจปี 2568 โตตามเป้าที่ 5% แต่ปัจจัยขับเคลื่อนในประเทศยังอ่อนแรง โดยการบริโภคชะลอตัว การลงทุนหดตัวต่อเนื่อง ยอดขายบ้านต่ำกว่าก่อนโควิดถึง 50% และผู้พัฒนาอสังหาฯ ยังคงเผชิญปัญหาด้านสภาพคล่อง ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2569 จีนจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น และใช้นโยบายแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted policy) เพื่อเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ โดยอาจปรับเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นกรอบที่ 4.5-5.0%

    ส่วนไทย ส่งออกเดือนธันวาคมโตแรง 16.8% หนุนทั้งปี 2568 ขยายตัวเกินคาดที่ 12.9% แต่โมเมนตัมมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 เนื่องจาก 1. การเติบโตยังกระจุกตัวในบางตลาดและบางกลุ่มสินค้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ (front-loading) 2. ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศ (MPI) ปี 2568 หดตัว 0.9% บ่งชี้ว่าได้อานิสงส์จากการเติบโตของส่งออกที่จำกัด และ 3. แม้การผลิตและการบริโภคในประเทศอ่อนแอ แต่การนำเข้าเร่งตัวขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะสินค้าจากจีนซึ่งขยายตัวกว่า 33.5% สร้างความกังวลประเด็นการสวมสิทธิ์ที่อาจก่อให้เกิดความบิดเบือนต่อตัวเลขการส่งออก

    เหตุที่ทุกส่วนมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตต่ำเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก ทั้งส่งออกและท่องเที่ยว…ส่งออกนั้นว่าไปแล้วจะเจออะไร…ส่วนท่องเที่ยวถ้าเขตเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของโลกมีปัญหา เศรษฐกิจโลกเจอความเสี่ยง กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติย่อมลดลงไปด้วยแน่นอน นอกจากนั้น ไทยจะเจอความเสี่ยงภายในที่มาจากการเมืองที่ไม่แน่นอน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินจากเงินงบประมาณแผ่นดินปี 2570 (ตุลาคม 2569-กันยายน 2570) ที่จะเข้าสู่ระบบล่าช้าออกไป ซึ่งดูเหมือนความหวังเดียวที่จะพอประคองเศรษฐกิจไทยในตอนนี้การเอาภาษีมาไล่แจกปิดปากเสียงบ่นของประชาชนก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

    เลือกตั้งปี 2569 นี้หากรัฐบาลใหม่สามารถทำเรื่องเศรษฐกิจได้ดีรับรองได้ 2-3 สมัยติด

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/944327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CzznjzppZw7n9T9ADltL0

  • “โรม” ลั่น 4 ปี “พรรคประชาชน” แก้ปัญหา “ทุจริตกัดกินเศรษฐกิจไทย” หนุน “กิโยตินกฎหมาย”

    “โรม” ลั่น 4 ปี “พรรคประชาชน” แก้ปัญหา “ทุจริตกัดกินเศรษฐกิจไทย” หนุน “กิโยตินกฎหมาย”

    คำถามนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานประเทศไทย จากปัญหาชายแดน ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ ฯลฯ

    นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตอบว่า ปัญหาในภาคอีสาน ไม่ได้มีมิติเฉพาะรายได้ แต่ยังมีหลายปัญหา หลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจปากท้อง อาชญากรรม และปัญหาสังคม ซึ่งในการทำให้อีสานได้รับการพัฒนา จะต้องสร้างงานในพื้นที่ภาคอีสานให้ได้ เพราะชาวอีสานต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ดังนั้น พรรคประชาชน จึงมีนโยบายทำให้งานกลับมาสู่ภาคอีสาน โดยเห็นโอกาสการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้ง สปป.ลาว, เวียดนาม และจีน ดังนั้น อีสานจะต้องไม่ใช่แค่การส่งออกวัตถุดิบ หรือแรงงาน แต่จะต้องมีงาน โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรม

    นายรังสิมันต์ ยังเปิดเผยว่า พรรคประชาชน ต้องการทำนาโนบัส ซึ่งอุดรธานี เป็นหนึ่งใน 15 หัวเมือง ที่พรรคฯ ให้ความสำคัญ และนาโนบัส จะเสริมสร้างความเจริญให้กับเมืองต่าง ๆ 

    นอกจากการสร้างงานแล้ว จะต้องแก้ปัญหาเรื่องเงิน ที่ออกจากกระเป๋าของคนอีสานด้วย รวมถึงยังมีปัญหายาเสพติด และปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งทุกพรรคฯ มีนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด แต่ไม่เคยมีพรรคใดทำได้มาก่อน ดังนั้น พรรคประชาชน จึงขอยืนยันว่า จะทลายแหล่งผลิต และแก้ปัญหาเส้นทางการเงิน ใช้กลไกฟอกเงินในการยึดอายัดทรัพย์ นำเงินคืนแก่ประชาชนผู้สูญเสีย พร้อมยืนยันว่า อุดรธานีและพื้นที่ภาคอีสาน จะไม่เหมือนอีกต่อไป

    คำถามจากนายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ที่เป็นต้นทุนแฝงของประเทศ ทั้งการกิโยตินกฎหมาย, การเปิดเผยข้อมูลโดยประชาชน, กลไกและระบบราชการ และปัญหาการขอใบอนุญาตต่างๆ

    นายรังสิมันต์ เผยว่า การคอร์รัปชัน ไม่ได้เลือกเรื่องและมีอยู่ทุกแห่ง และจะต้องยอมรับว่า มีทุกปัญหา ซึ่งงบประมาณแผ่นดินเกือบ 4,000,000 ล้านบาท การคอร์รัปชันแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินหายไปจากระบบสูงมาก ดังนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จะต้องเริ่มต้นจากการให้ประชาชนสามารถเข้าข้อมูลได้ ซึ่งพรรคประชาชน มีนโยบายการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก และปิดเป็นข้อยกเว้น กลับกันในปัจจุบัน ที่ปิดเป็นหลักเปิดเป็นข้อยกเว้น หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ก็สามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานได้ 

    ส่วนการกิโยตินกฎหมายนั้น 

    นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนให้การสนับสนุน และในการออกมาตรการ ควรจะต้องเห็นภาพใหญ่ร่วมกันว่า สามารถดำเนินการ และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งสามารถบูรณาการร่วมกันได้ พร้อมยังกล่าวถึงปัญหาการขอใบอนุญาตว่า คล้ายกับการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การใช้ดุลยพินิจน้อยลง

    นายรังสิมันต์ ยังเชื่อว่า หากทำให้ข้อมูลนิ่ง ใช้ดุลยพินิจให้น้อยที่สุด ก็จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ แต่การปราบคอร์รัปชัน ก็จะต้องมีการใช้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบัน ผู้คอร์รัปชันคือคนกลุ่มเดิม ๆ และทำอย่างเป็นระบบ หากไม่มีการปราบปรามอย่างจริงจัง ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงจะต้องมีการยึดอายัดทรัพย์ และขยายผล รวมถึงการทำให้ผู้คอร์รัปชันหมดตัว ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างแท้จริง พร้อมยืนยันว่า 4 ปี สามารถทำได้แน่นอน 

    เป้าหมายของไทยในการปราบปรามทุจริต ปัจจุบันประเทศไทยแพ้เวียดนาม ซึ่งอันดับคอร์รัปชัน อันดับ 88 ประเทศไทยอยู่อันดับ 107 ดังนั้น จึงวางเป้า ภายใน 4 ปีอย่างน้อย จะต้องสามารถแข่งกับเวียดนาม หรือสู้กับเวียดนามได้ 

    การเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

    นายรังสิมันต์ ตอบว่า จะต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากความสัมพันธ์ดี การเปิดด่านก็สามารถพูดคุยกันได้ แต่ตนเชื่อว่า กรณีไทย-กัมพูชานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดด่าน แต่การตีโจทย์ให้แตกนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสแกมเมอร์ ที่ทำลายเศรษฐกิจไทย และคนอีสาน รวมถึงคนไทยทุกคน ที่สูญเงินกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี หากไม่แก้ปัญหานี้ไม่เฉพาะ SMEs เท่านั้น ที่จะจนลง ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย

    ดังนั้น พรรคประชาชน จึงให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาแม้พรรคประชาชน จะไม่ใช่รัฐบาล แต่ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้มานานแล้ว ซึ่งหากแก้ปัญหาไม่ดี สุดท้าย ปัญหาสแกมเมอร์ ก็จะย้ายฐานจากกัมพูชา มายัง สปป.ลาว และจะกลายเป็นปัญหาใหม่ ทำให้ประชาชนตัวเล็ก ๆ ถูกทำร้าย ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ จะต้องทำให้ได้ 

    ส่วนกรยึดอายัดทรัพย์นั้น

    นายรังสิมันต์ ระบุว่า ไม่ได้มีการยึดจริงจัง อย่างปัญหา ”เบน สมิธ” ก็ไม่ได้มีการออกหมายจับ ซึ่งจะต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองที่มีอำนาจในรัฐบาล ไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวจริงจัง ปล่อยให้อาชญากรรมจริงจัง ปล่อยให้อาชญากรลอยนวล 

    ส่วนกรณีที่ขณะนี้ มีบางพรรคการเมืองนำกระแสชาตินิยมการรักชาตินั้น

    นายรังสิมันต์ เห็นว่า การใช้คำพูดรักชาติ เพื่อแบ่งแยกคนนั้น ตนเองมองว่า ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่รักชาติ เพราะการพูดว่ารักชาติ จะต้องไม่เป็นการพูดเพื่อแบ่งแยกคนในสังคม เพราะต้องเชื่อว่า คนไทยทุกคนล้วนรักชาติ

    คำถามของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคโอกาสใหม่ ถึงการมองทหารในสายตาอย่างไร และจะสามารถช่วยให้ทหารเป็นปูชนียบุคคลของประเทศได้อย่างไร

    นายรังสิมันต์ ยืนยันถึงวาทกรรม ”มีทหารไว้ทำไม” ว่า ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชน สนับสนุนจุดยืนให้ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า มีทหารบางคน ใช้ทหารมายุ่งการเมือง หรือรัฐประหาร ดังนั้น คำพูดที่ถามว่า ”ทหารมีไว้ทำไม” ถามขึ้นเมื่อปี 2566 ซึ่งค่ายทหารต่าง ๆ ในวันนั้น ได้เลือกพรรคก้าวไกลแทบทั้งหมด

    ดังนั้น เวลาการบอกว่า ทหารมีไว้ทำไม จึงถือว่าเป็นการนำมาโจมตีพรรคประชาชนในวันนี้ และทหารส่วนใหญ่รับทราบว่า ต้องมีวินัย ต้องป้องกันประเทศ ดังนั้น คำถามดังกล่าวจึงเป็นคำที่ต้องการดิสเครดิตทางการเมืองต่อพรรคประชาชนเท่านั้น

    นายรังสิมันต์ ยังยืนยันว่า นโยบายของพรรคประชาชน ต้องการสนับสนุนนายทหารชั้นผู้น้อย ที่มีความเป็นอยู่ยากลำบาก ดังนั้น จึงจะต้องส่งเสริมสวัสดิการ และทหารในยุคที่พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ผู้ที่อยู่ล่างสุด จะต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เป็นทหารมืออาชีพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไป มีโอกาสเติบโต มีสิทธิ์สวัสดิการ และเมื่อพ้นจากการเป็นทหารไปแล้ว จะต้องมีเงินในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรคประชาชน  

    ส่วนการมองทหารเป็นปูชนียบุคคลนั้น

    นายรังสิมันต์ ระบุว่า ที่ผ่านมาการทำงานร่วมกับกองทัพของพรรคประชาชน เป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ มีผู้พยายามทำให้พรรคประชาชน อยู่ตรงข้ามทหาร ทั้งที่พรรคประชาชน เป็นผู้สนับสนุนให้มีการจัดซื้อกริพเพ่นเพิ่มเติม ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า ใครเป็นคนเซ็น แต่ปัญหาเรือดำน้ำไม่มีเครื่องยนต์ ก็จะต้องติดตามตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า การส่งเสริมทหาร จะต้องส่งเสริมในทางที่ดี ใครที่ได้ประโยชน์เพราะคอร์รับชัน ก็จะต้องจัดการ

    นายรังสิมันต์ ยังมั่นใจว่า จากวาทกรรม ”ทหารมีไว้ทำไม” ทหารส่วนใหญ่มีความเข้าใจ ซึ่งดูจากผลการเลือกตั้ง ที่ระบุชัดเจนว่า ค่ายทหารแทบทุกค่ายในประเทศ เลือกพรรคสีส้ม และต้องการให้สีส้มเป็นรัฐบาล ไม่มีใครมีปัญหาเรื่องคำ แต่ปัญหาเรื่องคำ คือ นักการเมือง ที่ใช้ทหารเป็นเครื่องมือ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972922&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K_I0TFDx8uEJJn73Nwq0T

  • รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสองสามวัน

    รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสองสามวัน

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 กล่าวว่า รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ปิดทำการบางส่วนในวันเสาร์ เนื่องจากเลยกำหนดเส้นตายการจัดสรรงบประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว โดยที่สภาคองเกรสยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณปี 2026 ได้

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบจะจำกัด เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการให้สัตยาบันข้อตกลงที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

    การระงับงบประมาณเกิดขึ้นเพราะการเจรจาล้มเหลว เนื่องจากความไม่พอใจของพรรคเดโมแครตต่อกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางสังหารผู้ประท้วงสองรายในมินนิอาโพลิส ซึ่งทำให้การเจรจาเรื่องงบประมาณใหม่สำหรับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ต้องหยุดชะงัก

    “แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ลักลอบค้ายาเสพติด, ผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และผู้ค้ามนุษย์ รัฐบาลทรัมป์กลับใช้ทรัพยากรอันมีค่าไปกับการกำหนดเป้าหมายผู้ประท้วงอย่างสันติในชิคาโกและมินนิอาโพลิส” ดิ๊ก เดอร์บิน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย และย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ทำให้ชาวอเมริกันไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ

    ทั้งนี้ การดำเนินงานของรัฐบาลกลางประมาณสามในสี่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการชัตดาวน์ในวงกว้าง ตั้งแต่การศึกษาและสาธารณสุข ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและการป้องกันประเทศ

    คาดว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางจะเริ่มดำเนินการตามแผนการปิดหน่วยงานในชั่วข้ามคืน แต่ผู้นำรัฐสภาจากทั้งสองพรรคกล่าวว่า การดำเนินการของวุฒิสภาทำให้การหยุดชะงักในระยะสั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าการติดขัดเป็นเวลานาน

    หากสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติร่างกฎหมายตามที่คาดการณ์ไว้ในต้นสัปดาห์หน้า การจัดสรรงบประมาณจะได้รับการฟื้นฟูภายในไม่กี่วัน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการปิดหน่วยงานต่อบริการของรัฐบาล, ผู้รับเหมา และพนักงานของรัฐบาลกลาง

    อย่างไรก็ตาม หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อเกินกว่าสองสามวัน พนักงานของรัฐบาลกลางหลายหมื่นคนอาจเสี่ยงที่จะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือทำงานโดยไม่ได้รับเงินจนกว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณกลับคืนมา

    เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุมัติงบประมาณค้างอยู่ 5 ฉบับ เพื่อครอบคลุมหน่วยงานของรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไปจนถึงเดือนกันยายน พร้อมด้วยมาตรการชั่วคราวสองสัปดาห์เพื่อให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) สามารถดำเนินงานต่อไปได้ในขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติยังคงเจรจาต่อรองเกี่ยวกับนโยบายการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง

    ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรปิดสมัยประชุมเมื่อถึงกำหนดเส้นตาย และไม่มีกำหนดกลับมาประชุมจนถึงวันจันทร์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนข้อตกลงของวุฒิสภาและเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเป็นครั้งที่สองในวาระที่สองของเขา หลังจากที่การชัตดาวน์เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาทำให้บริการของรัฐบาลกลางหยุดชะงักนานกว่า 1 เดือน

    ความคืบหน้าในวุฒิสภาเกิดขึ้นหลังจากที่ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ยกเลิกการขัดขวางทางขั้นตอนที่ทำให้ร่างกฎหมายหยุดชะงักไปเมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดี

    เกรแฮมตกลงที่จะยกเลิกการขัดขวางหลังจากที่ผู้นำวุฒิสภาให้คำมั่นว่าจะจัดการลงคะแนนเสียงในอนาคตเกี่ยวกับร่างกฎหมายเพื่อปราบปรามสิ่งที่เรียกว่า “เมืองหลบภัย” ที่สามาถปฏิเสธการให้ความร่วมมือกับปฏิบัติการเนรเทศของรัฐบาลกลาง

    ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงรวมเป็นหนึ่งเดียวในการคัดค้านการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้กับ DHS โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลังจากการถูกยิงเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตติ และเรเน กู๊ด ในมินนิอาโพลิส

    การเสียชีวิตของพวกเขายิ่งทำให้เกิดการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางอย่างเข้มข้นขึ้น และทำให้การคัดค้านการอนุมัติเงินให้กับหน่วยงานคนเข้าเมืองโดยไม่มีมาตรการควบคุมใหม่ ๆ แข็งแกร่งขึ้น

    ผู้นำพรรคการเมืองกล่าวหาหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองว่าดำเนินการโดยมีการกำกับดูแลไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป รวมถึงข้อกำหนดในการออกหมายจับที่เข้มงวดขึ้น, การจำกัดยุทธวิธีในการบังคับใช้กฎหมายบางอย่าง และความรับผิดชอบที่มากขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

    สื่อส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ตีความว่า การที่ทำเนียบขาวเต็มใจที่จะแยกงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ออกจากงบประมาณโดยรวมนั้น เป็นการยอมรับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเนรเทศใหม่หลังจากเกิดกระแสต่อต้านทางการเมืองจากเหตุการณ์เสียชีวิตในมินนิอาโพลิส

    ขณะที่พรรครีพับลิกันเองก็มีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว

    ในขณะที่สมาชิกสภาบางคนยอมรับถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงหลังจากเหตุการณ์ยิงสังหาร แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมได้เตือนถึงการประนีประนอมที่พวกเขากล่าวว่าอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอ่อนแอลง

    หลายคนส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะผลักดันลำดับความสำคัญของตนเองในระหว่างการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่รัฐและเมืองต่างๆ ที่จำกัดความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐบาลกลาง

    แม้ว่ารัฐสภาจะอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 6 ฉบับจากทั้งหมด 12 ฉบับแล้ว แต่มาตรการเหล่านั้นคิดเป็นเพียงส่วนน้อยของการใช้จ่ายตามดุลยพินิจเท่านั้น ร่างกฎหมายที่เหลืออยู่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาลกลาง ทำให้การขาดช่วงงบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากหากยืดเยื้อออกไป

    เมื่อคืนวันศุกร์ สำนักงานบริหารงบประมาณได้ออกบันทึกข้อความสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมสำหรับการ “ปิดทำการอย่างเป็นระเบียบ” โดยระบุว่า

    “เราหวังว่าการขาดช่วงงบประมาณครั้งนี้จะใช้เวลาไม่นาน”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/940220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iid118jSbHB6bSIUcJbeh

  • จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2569 เนชั่นทีวี เปิดเวทีดีเบตสัญจรในรายการ NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายจากแกนนำพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จากพรรคโอกาสใหม่ ได้เสนอแนวนโยบายยกระดับภาคอีสาน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ชู 3 วาระเร่งด่วน: จัดการน้ำ-เหมืองโปแตช-ท่องเที่ยว

    นายจตุพร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาภาคอีสานโดยเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

    1. การบริหารจัดการน้ำ: เนื่องจากพื้นที่ภาคอีสาน 101 ล้านไร่ ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก จำเป็นต้องเร่งจัดการระบบแม่น้ำโขง ชี มูล ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
    2. ขุดเจาะแร่โปแตช: ชี้ว่าอีสานมีแหล่งแร่โปแตชจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งหากมีการศึกษาและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำมาผลิตปุ๋ย สร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ท้องถิ่น
    3. ยกระดับการท่องเที่ยว: ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมรดกโลก ทั้งเขาใหญ่ จีโอปาร์ค (Geopark) ที่โคราช และขอนแก่น พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยต้องควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญสู่เมืองรอง

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ปั้น Soft Power จาก “ฟอสซิล-บ้านเชียง” 

    สำหรับนโยบาย Soft Power นายจตุพรเสนอให้ดึงจุดเด่นทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยามาใช้ประโยชน์ เช่น แหล่งขุดค้นซากไดโนเสาร์ในกาฬสินธุ์และขอนแก่น หรือแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง จ.อุดรธานี โดยนำวัฒนธรรมเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าและของที่ระลึก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    แก้กฎหมายช่วย SMEs – หนุนพลังงานสะอาด 

    สำหรับประเด็นการช่วยเหลือ SMEs นายจตุพรระบุว่า ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบน้ำและดิน รวมถึงการปฏิรูปกฎหมาย หรือ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้การขอใบอนุญาตครบจบในจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสได้ง่ายขึ้น 

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นศักยภาพของภาคอีสานที่มีแสงแดดจัดและกระแสลม เหมาะแก่การพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงท้าย นายจตุพรย้ำถึงมาตรการปราบปรามธุรกิจสีเทาและทุนจีนสีเทา โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมกำชับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    “จับแล้วต้องมีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่จับแล้วปล่อย เพื่อให้เกิดความหลาบจำและปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นายจตุพรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IsXFZkX56p1anM_V8nbud

  • แล้วกัน! 30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    แล้วกัน! 30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    31 มกราคม 2569 – ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเชียงใหม่ที่ยังไม่วิ่งสักขบวน โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน” เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้” คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

    1.จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    2.แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

    3.รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น และที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    4.เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ? การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5.ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง? รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/940040/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38f4y8zB_TrGVQhVEIaDqk

  • เพชรบูรณ์มีเฮ! “กุลดิศวิเชียรบุรี” จับมือ “ปั้นหมออคาเดมี่” ปั้นเด็กไทยสู่เส้นทางแพทย์-วิศวะ | TOPNEWS

    เพชรบูรณ์มีเฮ! “กุลดิศวิเชียรบุรี” จับมือ “ปั้นหมออคาเดมี่” ปั้นเด็กไทยสู่เส้นทางแพทย์-วิศวะ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท เวลธ์ สเปเชียลลิสต์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินงาน “ศูนย์วิชาการเตรียมแพทย์และวิศวกรรม ปั้นหมออคาเดมี่” อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการ “ปั้นหมอ” ยกระดับการเตรียมความพร้อมนักเรียนสายแพทย์และวิศวกรรม ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา สู่เป้าหมายการศึกษาที่ประหยัดเวลา มีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

    พิธีลงนามนำโดย ดร.กษิดิศ ครุฑางคะ ผู้จัดการสถานศึกษาโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี ลงนามร่วมกับ นายอาทิเทพ ธนัทภัทรโภคิน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เวลธ์ สเปเชียลลิสต์ กรุ๊ป จำกัด โดยมี ดร.ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ รองผู้จัดการสถานศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน

    นายอาทิเทพ ธนัทภัทรโภคิน เปิดเผยว่า ปั้นหมออคาเดมี่เป็นองค์กรที่มีอุดมการณ์ในการส่งเสริมเยาวชนไทยให้ค้นพบตัวตน และเตรียมความพร้อมสู่สายแพทย์และวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ มีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ครูอาจารย์ และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การจับมือกับโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้จังหวัดเพชรบูรณ์กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมเตรียมแพทย์ในระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

    “นักเรียนกุลดิศวิเชียรบุรีจะได้รับโอกาสพิเศษมากกว่าที่เคย ทั้งด้านประสบการณ์ วิชาการ และเครือข่ายทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูโอกาสใหม่ให้เด็กต่างจังหวัดได้เข้าถึงการเตรียมแพทย์อย่างมีคุณภาพ”

    สำหรับกิจกรรมเปิดตัวโครงการ จะมีการจัด ค่ายกิจกรรมและ Open House บ้านหมอ ระหว่างวันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พื้นที่เทศบาลตำบลพุเตย ร่วมกับโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี โดยได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและนักเรียนเป็นจำนวนมาก จนรอบวันที่ 15 กุมภาพันธ์เต็มอย่างรวดเร็ว และต้องเปิดเพิ่มในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งใกล้เต็มเช่นกัน

    กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ปกครองได้สัมผัสบรรยากาศจริงของเส้นทางสู่แพทย์ ตั้งแต่การแนะแนวเส้นทางอาชีพ การสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ระบบ TCAS โควตาพิเศษ โครงการแพทย์ชนบท ไปจนถึงการทดสอบความถนัดแพทย์ การทำ Workshop ฝึกปฏิบัติทางการแพทย์เบื้องต้น และการรับฟังผลการประเมินพร้อมคำแนะนำรายบุคคล

    ด้าน ดร.กษิดิศ ครุฑางคะ กล่าวว่า โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเพียงหนึ่งเดียวของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับปั้นหมออคาเดมี่ โดยมุ่งพัฒนานักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และในอนาคตจะขยายไปสู่ระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงทั้งด้านวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และประสบการณ์จริง

    “การเข้าสู่มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรียนเก่งอย่างเดียว แต่ต้องมีความพร้อมหลายมิติ โครงการนี้จึงเป็นคำตอบใหม่ของผู้ปกครองที่ต้องการวางแผนอนาคตบุตรหลานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสายแพทย์และวิศวกรรม”

    ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการ พลิกโฉมการศึกษาของจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เข้าถึงการเตรียมแพทย์และสายวิชาชีพสุขภาพอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างเส้นทางสู่ความฝันอย่างชัดเจนตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-yeiguwwsa80JzdSvkvK

  • วชส.2-ตชด.-โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย | เดลินิวส์

    วชส.2-ตชด.-โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค.69 คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ประธานหลักสูตร คุณคงธัช เตชะวิเชียร นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล และคณะนักศึกษา วชส.2 นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมมอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆนักเรียน

    นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบการต่อเติมพื้นที่ลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาโครงเหล็กโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาส

    ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ที่ ค่ายพระรามหก กองบังคังการฝึกพิเศษ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5556173/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i6mtFAuczEswJu58JoQ-C