Blog

  • ‘สามารถ’ จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  ‘รถไฟฟ้าเชียงใหม่’ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    ‘สามารถ’ จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี ‘รถไฟฟ้าเชียงใหม่’ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    'สามารถ' จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  'รถไฟฟ้าเชียงใหม่' ยังไม่วิ่งสักขบวน

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ”

    ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้”

    ดร.สามารถ กล่าวต่อว่า คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น

    1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย

    ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่

    ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน

    แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ)

    ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

    เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบินและ รฟม.บอกว่าจะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ

    3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน

    ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง

    ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น

    และที่สำคัญช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    4. เป็นธรรมหรือไม่ ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี

    รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี

    แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่ยังต้องรอ

    การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย

    แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต

    นอกจากนี้ 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาดการตัดสินใจวันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่

    'สามารถ' จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  'รถไฟฟ้าเชียงใหม่' ยังไม่วิ่งสักขบวน

    แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่าถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/650361&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0asVTvRStyBmm_vyiqGnOn

  • จุฬาฯ ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พัฒนาวิจัยด้านการแพทย์

    จุฬาฯ ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พัฒนาวิจัยด้านการแพทย์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัย เพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ Social Innovation Hub ชั้นล่าง อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทและความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการประสานจุดแข็งระหว่างแหล่งสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการกับสถานพยาบาลที่มีความพร้อมด้านการปฏิบัติจริง รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ในมิติการพัฒนาคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบของ “นวัตกร” ที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น จากนวัตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้

    ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรม จุฬาฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี นอกจากความร่วมมือด้านการวิจัยแล้ว เรายังมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะผ่านการจัดกิจกรรมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรทั้งสองฝ่ายในระยะยาว”

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการรวมพลังเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมและ เทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความพร้อมทั้งในด้านวิชาการและทักษะปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในเอเชียและเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับวงการสาธารณสุขไทยต่อไป”

    ความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัยระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาทางวิชาการและการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการเรียนรู้ทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรมด้านวิชาการและวิชาชีพ โดยเปิดโอกาสให้นิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เข้าศึกษาและฝึกอบรมในสถานการณ์จริงของการพยาบาลภาคเอกชน และให้บุคลากรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมในหลักสูตรภาคปกติและหลักสูตร non-degree เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะอย่างรอบด้านเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยให้สามารถต่อยอดและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
    (ข้อมูลจากสำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iDuo4nHU2T5aEgdfnKRAW

  • มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์” ในเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการสุขภาพ-อาชีพ-Soft Power ฟรี

    มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์” ในเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการสุขภาพ-อาชีพ-Soft Power ฟรี

    มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์ มก. สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” ภายในงานเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการตรวจสุขภาพ นวัตกรรมการแพทย์ หลักสูตรอาชีพ และแฟชั่นโชว์นีโอ-ล้านนา เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี 30 ม.ค.–7 ก.พ.นี้

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และยุทธศาสตร์ ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สิน รศ.ดร.สุรีย์ เจียรณ์มงคล รักษาการแทนคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ และ รศ.ดร.วรัทยา ธรรมกิตติภพ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพและงานวิจัย สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เยี่ยมชมโซนกิจกรรม “อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” และร่วมชมแฟชั่นโชว์ “นีโอ-ล้านนา” ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ จัดกิจกรรมโซน “อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ใกล้โซน C เทคโนโลยีก้าวไกล โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมด้านสุขภาพ การแพทย์ นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    การจัดกิจกรรมครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “ล้านนาตะวันออก: จากพระราชปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน” มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์และพยาบาล อาหารและความเป็นอยู่ และการเกษตร เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

    ภายในโซนอุทยานการแพทย์ฯ มีการให้บริการสุขภาพและกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “ฟัง–ฉีด–วัด–เรียน” อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ บริการตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจวัดมวลกระดูกและมวลกล้ามเนื้อ การตรวจหาเชื้อตับอักเสบ รวมถึงการฝึกทักษะการกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนทุกช่วงวัย

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพองค์รวม เช่น การเรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ผ่านระบบเสมือนจริง (Virtual Anatomy) แนวทางการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด และองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอวัย สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การใช้ประโยชน์ในสังคม

    ในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้นำเสนอหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านแพลตฟอร์ม KU MOOC ซึ่งมีหลักสูตรออนไลน์ฟรีมากกว่า 100 หลักสูตร พร้อมใบประกาศนียบัตร รวมถึงหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นกว่า 40 หลักสูตร ครอบคลุมงานคราฟต์ งานศิลปะ งานเกษตรอินทรีย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนการจัดแสดงผลงานและสินค้าเกษตรภายใต้ฉลาก KU Quality Label เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าชุมชน

    อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ แฟชั่นโชว์ “นีโอ-ล้านนา สานศิลป์จากภูมิปัญญาแห่งผืนผ้า (Neo-Lanna: Crafted for Life)” การนำผ้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่ ผ้าซิ่นจังหวัดน่าน และอัตลักษณ์เกลือภูเขาจังหวัดน่าน มาต่อยอดสู่การออกแบบแฟชั่นร่วมสมัย โดยนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการส่งเสริมอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาถ่ายทอดผ่านผลงานการออกแบบ โดยจัดแสดงในวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.00 – 12.30 น. ณ บริเวณโถงด้านล่าง อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2942-8822 เว็บไซต์ llldo.ku.ac.th Facebook: สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/126451&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t8wN38GOGeRVnq4p5Utoq

  • ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม

    ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” (Phuket Lobster) สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นและวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทะเลอันดามัน การันตีคุณภาพโดดเด่นไม่แพ้ที่ใดในโลก ด้วยเอกลักษณ์ตัวใหญ่ สีสันสวยงาม และเนื้อแน่นหวาน เตรียมเร่งต่อยอดทำระบบควบคุมคุณภาพ หนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    31 มกราคม 2569 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LXZrWgv79doydGnbUPXzH

  • เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท จัดมหาปรากฏการณ์ฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ‘EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    31 ม.ค. 2569 – นางสาวอรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีน นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของปีที่ไม่เพียงสะท้อนสีสันทางวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกแต่ยังเป็นเทศกาลที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงปีใหม่จีน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดในกรุงเทพฯ เติบโต 2.3% ขณะที่ภาพรวมเทศกาลตรุษจีนของไทยมีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนความคึกคักของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่จัดให้มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครคือ เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นหนึ่งในเดสติเนชันสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทย  โดย เอ็ม ดิสทริค ตอกย้ำความเป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน “EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Entertainment Hub ของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ เทศกาลตรุษจีนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในการฉลองการเปลี่ยนศักราชใหม่ของชาวจีน แต่ยังถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยปีนี้ ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปีมะเมียธาตุไฟ ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความรวดเร็ว และความรุ่งเรือง เอ็ม ดิสทริค ในฐานะผู้นำไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงตั้งใจเนรมิตการเฉลิมฉลองตรุษจีนในปีนี้ในรูปแบบบูรณาการ ครบทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ Experiential Marketing สร้าง Customer Journey

    ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การรับรู้การมีส่วนร่วม ไปจนถึงความประทับใจที่ยั่งยืน ผ่านความตื่นตาตื่นใจของโชว์ระดับโลก อรรถรสของอาหารมงคล ไปจนถึงความมั่งคั่งจากโปรโมชั่นสุดพิเศษ เพื่อให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความมงคลที่อยู่ในใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง” โดยไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย

    THE RISING DRAGON REALM การกลับมาของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์”

    พบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์” แลนด์มาร์คแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนของ เอ็ม ดิสทริค ที่งดงามและตระการตากว่าทุกครั้ง ต้นตำรับแห่งเทพมังกรสุดยิ่งใหญ่และอลังการ ความยาวกว่า 40 เมตร มีรูปลักษณ์สง่างาม ถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นสิริมงคลตามหลักความเชื่อและศาสตร์ ฮวงจุ้ยจีนโบราณ ผสานเข้ากับนวัตกรรมกลไกสมัยใหม่ (Kinetic Art) ให้เคลื่อนไหวอย่างสมจริง เสมือนการปลุกพลังมงคลจากสวรรค์ สู่เดสติเนชันแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ที่เปี่ยมด้วยโชคลาภ ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เนรมิตให้ทั้ง 3 ศูนย์การค้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลโคมไฟของจีน งดงามตระการตาด้วยโคมไฟรูปม้าที่สื่อพละกำลัง และความก้าวหน้า โคมไฟมังกรที่เชื่อมโยงถึงโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ และโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความสุข และความหวัง อำนวยพรให้ทุกคน สร้างเป็นจุดเช็คอินที่ไม่เพียงสวยงามเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมพลัง ถ่ายทอดทั้งอัตลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความเป็นศิลปะจีนร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

    THE CELEBRATION OF THE RISING DRAGON REALM การแสดงสุดตระการตา ผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย

    ตื่นตากับการแสดง World Class Performance ทวยเทพแซ่ซ้อง ต้อนรับมังกรสวรรค์ ประทานพรรับตรุษจีนปีมะเมีย การผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยสุดอลังการ กับเทคนิคสลิงและแสงสีเสียงสุดตระการตา นำโดย 2 ดาราชั้นนำระดับโกลบอลของไทย พร้อมกองทัพนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมจัดแสดงให้ชมอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ควอร์เทียร์ พาร์ค ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยสามารถรับชมความอลังการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นไฮไลท์สำคัญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยกระดับภาพลักษณ์ศูนย์การค้าให้เป็นเดสติเชันแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนเสริมสิริมงคลที่ไม่ควรพลาดในปีนี้

    EM CHINESE BOULEVARD & AUSPICIOUS MENUS สัมผัสสุนทรียรสแห่งอาหารมงคล และศิลปะวัฒนธรรมจีน

    หัวใจสำคัญของเทศกาลตรุษจีนคือ วัฒนธรรมการทานอาหารจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานนี้ เอ็ม ดิสทริค จึงรวบรวมร้านอาหารจีนชื่อดังหาทานยาก กว่า 30 ร้านทั่วประเทศมาไว้ที่เดียวใน  “EM CHINESE BOULEVARD” เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความอร่อยและความสุขไปด้วยกัน ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และยังเสริมพลังแห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับ “EM DINING AUSPICIOUS MENUS” เมนูอาหารมงคลที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์การค้า เพื่อให้ตรุษจีนปีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความโชคดี เติมเต็มความมงคลให้กับชีวิตรับปีมะเมีย ระหว่างวันที่ 10 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค และร่วมสืบสานความสัมพันธ์ไทย-จีน กับงาน YUNNAN COLORFUL GIFTS HORSE YEAR BLESSINGS NOW โดยกรมพาณิชย์ มณฑลยูนนาน ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะหัตถกรรมและอาหารชื่อดังต่างๆ ของยูนนาน ตั้งแต่วันที่ 12 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ EM MARKET HALL ชั้น G เอ็มสเฟียร์

    อภิมหาโปรโมชั่นรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026”

    เพื่อให้การเฉลิมฉลองตรุษจีนปีนี้สมบูรณ์แบบที่สุด เอ็ม ดิสทริค ยังร่วมกับ บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa และพันธมิตรธุรกิจต่างๆ  มอบความมั่งคั่งและโชคลาภให้กับลูกค้าทุกท่านผ่านอภิมหาโปรโมชั่นต้อนรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026” ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 เพียงช้อปภายในศูนย์การค้า รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 35,400 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข และรับอั่งเปาคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 5,600 บาท ที่ PROSPERITY GOLDEN TREE เมื่อช้อปครบ 8,888 บาท พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ

    สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 2,800 บาท/วัน รับ LocknLock x EM DISTRICT PROSPERITY TUMBLER COLLECTION 550 ml มูลค่า 1,490 บาท และลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1.8 ล้านบาท/วัน รับเงินแท่ง ความบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จาก BOWINS SILVER มูลค่า 115,950 บาท (เรท ณ วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 17.30 น. จาก แอปพลิเคชัน SILVER NOW) นอกจากนี้สมาชิก M CARD แลกคะแนน 800 M POINT รับคูปองแทนเงินสดรับประทานอาหารสูงสุด 800 บาท (ตามเงื่อนไข) และเมื่อรับประทานอาหารจากร้านค้าที่ร่วมรายการในกลุ่ม EM DINING รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 1,100 บาท พร้อมรับเมนูพิเศษ เมื่อทานครบตามเงื่อนไข และใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa หรือBangkok Bank จากร้านอาหารชั้นนำ

    พร้อมมอบรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่มียอดช้อปสะสมสูงสุดตลอดรายการ ขั้นต่ำ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับรถยนต์ LEXUS NX มูลค่า 3.31 ล้านบาท (ใช้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้เต็มจํานวนตามกําหนด จะได้

    ไม่เสียดอกเบี้ย 16 ต่อปี)

    เอ็ม ดิสทริค พร้อมต้อนรับปีม้าไฟ ด้วยงานเฉลิมฉลองตรุษจีนที่ครบทุกมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้ง อาหาร และวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทเดสติเนชันระดับโลกที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและความสุขของผู้คนอย่างยั่งยืน มาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่และเสริมสิริมงคลรับปีม้าธาตุไฟได้ในงาน “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ได้ตั้งแต่วันที่  30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/940016/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BwDZmIEq4dYfXhGR0otL4

  • พี่หมีแนะคริส พรรคเศรษฐกิจรีบแก้ระเบียบพรรคเพื่อ พล.อ.รังษี 31/01/69 #พลเอกรังษี #คริส #พรรคเศรษฐกิจ

    พี่หมีแนะคริส พรรคเศรษฐกิจรีบแก้ระเบียบพรรคเพื่อ พล.อ.รังษี 31/01/69 #พลเอกรังษี #คริส #พรรคเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/E7ctS4GleVE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J_3P1bhQ-LAVABdOCLLXN

  • ‘คุณหญิงกัลยา’ นำทัพบุกสมุทรปราการ ‘ไทยก้าวใหม่’ ดัน ‘อุตสาหกรรมใหม่’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ ลั่นประเทศต้องทันสมัย-คนไทยกระเป๋าตุง”

    ‘คุณหญิงกัลยา’ นำทัพบุกสมุทรปราการ ‘ไทยก้าวใหม่’ ดัน ‘อุตสาหกรรมใหม่’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ ลั่นประเทศต้องทันสมัย-คนไทยกระเป๋าตุง”

    การเมือง

    ‘คุณหญิงกัลยา’ นำทัพบุกสมุทรปราการ ‘ไทยก้าวใหม่’ ดัน ‘อุตสาหกรรมใหม่’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ ลั่นประเทศต้องทันสมัย-คนไทยกระเป๋าตุง”

    วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคไทยก้าวใหม่  พร้อมด้วย “บีม” ณัฐกานต์ อภิสิทธิ์วัฒนกุล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 6 เบอร์ 5 พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงในเขตอำเภอพระประแดง โดยเริ่มต้นบริเวณพระประแดงอาเขต ก่อนเคลื่อนขบวนรถหาเสียงไปยังมหาเทวลัยพระพิฆเนต และตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง โดยที่มหาเทวลัยพระพิฆเนตคุณหญิงกัลยา และ “บีม” ณัฐกานต์ ได้เอาฤกษ์เอาชัยด้วยการกราบไหว้มหาเทวลัยพระพิฆเนตก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังตลาดน้ำบางน้ำผึ้งเพื่อพบปะทักทายประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้การต้อนรับและร่วมถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก

    ดร.คุณหญิงกัลยาได้กล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่พระประแดงและจังหวัดสมุทรปราการ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้อง การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การใช้เทคโนโลยีพัฒนาประเทศและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    ดร.คุณหญิงกัลยา ยังระบุว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีขนาดคนขับรถยังเปิดกระจกโบกไม้โบกมือทักทายตนเอง ตนเองขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ให้การต้อนรับพรรคไทยก้าวใหม่ เขตพระประแดงเบอร์ห้า เป็นอย่างดี นโยบายชูของพรรค คือการพัฒนาประเทศ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาคน เพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย สร้างการศึกษาให้คนมีความรู้ทันสมัย และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ จึงเป็นหัวใจของพรรค 

    ส่วน “บีม” ณัฐกานต์ กล่าวว่า หากตนได้รับการเลือกตั้งจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น เทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว ต้องมีความปลอดภัยในทรัพย์สิน และชีวิตของคนไทย ทุกคนต้องมีสุขภาพที่ดี และสุดท้ายนี้ต้องสร้างคนให้เป็นคนดี ของประเทศคือจะต้องไม่มีคอรัปชั่นอีกต่อไป

    สำหรับการหาเสียงในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และสร้างความเชื่อมั่นก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในโค้งสุดท้ายนี้
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/464404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BOoLFTh2V-tcReHn-IyGI

  • ลุยหาเสียงเคหะบางนา โค้งสุดท้ายเดินหน้าเต็มที่ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลุยหาเสียงเคหะบางนา โค้งสุดท้ายเดินหน้าเต็มที่ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ONcVNUKLCrxMaf8aoMAug

  • จ.สุรินทร์ จัดงานวันดินโลก ภาคอีสานตอนล่าง น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู้พิบัติภัย

    จ.สุรินทร์ จัดงานวันดินโลก ภาคอีสานตอนล่าง น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู้พิบัติภัย

    จ.สุรินทร์ จัดงานวันดินโลก ภาคอีสานตอนล่าง น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู้พิบัติภัย


    31/01/2569 | 10 |

    วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันดินโลก ภาคอีสานล่าง ลุ่มน้ำชี-มูล” ประจำปี ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ณ บ้านไร่พิมพ์สุภัท ศูนย์การเรียนรู้ & โฮมสเตย์ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ งานวันดินโลกในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” โดยเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ ๑๒ จังหวัด ได้มารวมพลังเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องทรัพยากรดินและการทำกสิกรรมยั่งยืน ไฮไลท์สำคัญในงาน จังหวัดสุรินทร์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ฝ้าวิกฤติดำเนินชีวิต ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” วิทยากรพิเศษ: รับฟังการบรรยายจาก อาจารย์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นิทรรศการความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านกสิกรรมธรรมชาติที่เป็นต้นแบบในการพัฒนา
    พื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล จังหวัดสุรินทร์มุ่งมั่นส่งเสริมการเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ และการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองและรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

    #จังหวัดสุรินทร์ #วันดินโลก #WorldSoilDay #กสิกรรมธรรมชาติ #เศรษฐกิจพอเพียง #สุรินทร์ #เมืองเกษตรอินทรีย์ศูนย์เศรษฐกิจชายแดนท่องเที่ยววิถีสุรินทร์ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/471530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N4C8kke1-eBhuYlXqH9No

  • “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก

    • เผยแพร่ : 31/01/2026 20:40

    “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเพื่อช่วยนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ผู้สมัคร สส. เขต 7 หมายเลข 3 หาเสียง โดยย้ำว่าวันนี้ตั้งใจจะมาทำงานให้สำเร็จเหมือนกับที่เคยนำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาปฏิบัติจนสำเร็จมาแล้ว แม้ในขณะนั้นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องยากและเป็นไปไม่ได้ แต่ในฐานะผู้นำที่มุ่งมั่นก็ได้นำโครงการดังกล่าวไปปฏิบัติและฝ่าฟันอุปสรรคจนประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้คนไทยมาอย่างยาวนาน

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับมาขอแรงสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้ง เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทให้สำเร็จเป็นจริง เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต ซึ่งนโยบายนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการพลิกฟื้นและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากฐานรากอย่างยั่งยืน พร้อมคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัยกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายที่หมุนเวียนในชุมชนทันที

    นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความมั่นคงด้านรายได้เพื่อลดภาระของลูกหลานเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัยอย่างครบวงจร โดยพรรคไทยสร้างไทยตั้งเป้าให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพผ่านโปรแกรมการดูแลที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีร่างกายที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและส่งผลโดยตรงต่อการลดงบประมาณการรักษาพยาบาลของภาครัฐในระยะยาว

    สำหรับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่มือประชาชนโดยตรงในครั้งนี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการอัดฉีดผ่านโครงการประชานิยมที่มุ่งหวังเพียงคะแนนเสียงในระยะสั้นเท่านั้น โดยเม็ดงานจากกำนันประชาชน 3,000 บาท จะถูกนำไปใช้จ่ายจริงในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดทั่วทุกภูมิภาค ก่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนที่ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฐานรากให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว พรรคไทยสร้างไทยเชื่อมั่นว่านโยบายบำนาญประชาชนจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นกลับมาคึกคักและสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

    zxczcw

    zxczcxw

    สมเด็จธงชัย นำทัพเกจิดัง30รูปปลุกเสกเหรียญปู่สั่งรวยอาศรมฤาษีเณรคอหวยแห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์

    ผู้ว่าฯ น่าน นำข้าราชการ-ประชาชน บำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน (สตมวาร) ถวายเป็นพระราชกุศล “พระพันปีหลวง”

    ถอดบทเรียนน้ำท่วมเชียงราย ชูโมเดล “ชุมชนจัดการตนเอง” รับมือภัยพิบัติ-สารพิษข้ามพรมแดน

    พลังศรัทธาลำพูน! ช่างฟ้อนกว่า 1,000 คน แห่พระรอดหลวง งานไหว้สาสักการะใส่ขันดอก วัดมหาวัน

    ททท.แพร่ รุกฆาตท่องเที่ยว! ปล่อยคาราวาน Amazing Phrae Gateway บุกอำเภอสอง

    สมาคมโรคหัวใจฯ เปิดตัวแคมเปญ ‘ผู้พิทักษ์หัวใจ’ หนุนวัคซีนผู้ใหญ่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dGpYsWG_FKRtXIDjd4J-w