Blog

  • ปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว นายกพัทยาสั่งตรวจสอบด่วน!

    ปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว นายกพัทยาสั่งตรวจสอบด่วน!

    วิดีโอ

    ปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว นายกพัทยาสั่งตรวจสอบด่วน!

    3 ก.พ. 2569 11:29 น.

    วิจารณ์สนั่นกับภาพรถบรรทุกปล่อยน้ำลักษณะสีดำ ไหลลงสู่ทะเลบริเวณชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้น้ำทะเลบริเวณดังกล่าว เปลี่ยนสีอย่างผิดปกติ สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1179954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZHO4xlyC2Gmx_kgBUnvhr

  • ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจม.ค.แผ่ว หลังจบเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี-ปิดจ๊อบมาตรการภาครัฐ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจม.ค.แผ่ว หลังจบเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี-ปิดจ๊อบมาตรการภาครัฐ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนม.ค.69 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนธ.ค.68 มาอยู่ที่ระดับ 49.1 นำโดยด้านต้นทุน การจ้างงาน และคำสั่งซื้อ ตามความเชื่อมั่นภาคที่มิใช่การผลิต ที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านคำสั่งซื้อ นำโดยกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร หลังจากผ่านพ้นช่วงกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.เทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2.การแข่งขันซีเกมส์ในเดือนธ.ค. และ 3.การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ เที่ยวดีมีคืน อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ยังอยู่เหนือระดับ 50 เนื่องจากยังเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของกลุ่มค้าปลีกปรับลดลง ทั้งจากการค้าปลีกยานยนต์หลังจบงาน Motor Expo และการค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ความเชื่อมั่นปรับลดลงหลังสิ้นสุดโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะด้านกาผลิตและผลประกอบการ นำโดยกลุ่มผลิตยางพารา หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย

    รวมทั้งกลุ่มผลิตเหล็ก ที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นจากการนำเหล็กไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการก่อสร้างโรงงานนิคมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นภาคการผลิตโดยรวม ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนถึงภาวะธุรกิจที่ยังฟื้นตัวช้า

    โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้าดัชนีฯ ปรับลดลงในเกือบทุกองค์ประกอบ นำโดยด้านการผลิต ต้นทุน และคำสั่งซื้อ ตามความเชื่อมั่นภาคการผลิตที่ปรับลดลงในเกือบทุกหมวดธุรกิจ นำโดยกลุ่มผลิตพลาสติก และกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อปรับลดลงมาก ส่วนหนึ่งจากความไม่แน่นอนของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งกลุ่มผลิตยานยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะที่ถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของรายได้ลูกค้า เช่น เกษตรกร

    เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นภาคที่มิใช่การผลิต ที่ปรับลดลงในทุกหมวดธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้คำสั่งซื้อและปริมาณการให้บริการปรับลดลงมาก นำโดยกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ที่ความเชื่อมั่นลดลงตามการเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ขณะเดียวกัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมั่นลดลง เพราะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของยอดขายที่อยู่อาศัย จากกำลังซื้อของลูกค้าที่หดตัว และเห็นผลลามไปถึงที่อยู่อาศัยในราคาระดับ 50 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566100&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3raPwZI7sISCJLvcnZw2N3

  • เตือนนทท.ระวังทัวร์เถื่อน นำเที่ยว สปป.ลาว หลังถูกร้องเรียนเพียบ แนะเช็คข้อมูลกรมการท่องเที่ยวก่อนซื้อทัวร์

    เตือนนทท.ระวังทัวร์เถื่อน นำเที่ยว สปป.ลาว หลังถูกร้องเรียนเพียบ แนะเช็คข้อมูลกรมการท่องเที่ยวก่อนซื้อทัวร์

    ภูมิภาค

    เตือนนทท.ระวังทัวร์เถื่อน นำเที่ยว สปป.ลาว หลังถูกร้องเรียนเพียบ แนะเช็คข้อมูลกรมการท่องเที่ยวก่อนซื้อทัวร์

    วันอังคาร ที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังมีการเปิดด่านสากลบ้านคกไผ่ บรรยากาศที่จุดผ่านแดนคกไผ่ บ้านคกไผ่ อ.ปากชม จ.เลย เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งจากฝั่งไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังแขวงเวียงจันทน์และสปป.ลาว รวมไปถึงแรงงานชาว สปป.ลาว เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดทั้งวัน ซึ่งจุดผ่านแดนแห่งนี้ เพิ่งได้รับการปรับปรุง ยกระดับให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนทั้งสองฝั่ง และนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถใช้พาสปอร์ตแสดงตัวผ่านเข้าออกได้

    ล่าสุดมีแหล่งข่าวรายหนึ่ง บอกว่า ตอนนี้ ว่ามีการลักลอบจัดทริป ท่องเที่ยวโดยทางผู้จัดไม่มีใบอนุญาตนำเที่ยว และไม่มีการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวตาม พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ของกรมการท่องเที่ยวของไทย

    ดังนั้นผู้ที่ซึ่งจะจัดทริปทัวร์ท่องเที่ยว หรือนำนักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางออกไปท่องเที่ยว นอกราชอาณาจักรไทย ในรูปแบบเป็นหมู่คณะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาต ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวประเภททั่วไป ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดระหว่างการเดินทาง หรือมีเหตุการไม่คาดคิดเกิดขึ้นทางผู้จัดทริป ที่ไม่มีใบอนุญาตต้องด้รับโทษตามกฎหมายจึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานทะเบียนนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ ท่องเที่ยวกีฬาจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว

    ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว ให้เข้าไปตรวจสอบบริเวณด่านชายแดนบ้านคกไผ่ โดยละเอียดด้วย รวมไปถึงให้ตรวจเช็คเปิดผู้ที่โฆษณาขายทัวร์ต่างประเทศผ่านทางเฟสบุ๊ก ให้แน่ชัดว่าเขามีใบอนุญาตนำเที่ยวถูกต้องหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและสิทธิประโยชน์ของนักท่องเที่ยวเอง

    โดยนักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถตรวจสอบผู้ประกอบการนำเที่ยวได้ด้วยตนเองผ่าน กรมการท่องเที่ยว โดยทางกรมท่องเที่ยว จะมีการแนะนำวิธีตรวจสอบสถานะของบริษัททัวร์นำเที่ยวได้ด้วยตนเอง ผ่านออนไลน์ที่เว็บไซต์กรมการท่องเที่ยวhttps://www.dot.go.thเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต ก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ท่องเที่ยวและป้องกันการถูกหลอกจากทัวร์เถื่อน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่เปิดธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต

    สำหรับทัวร์เถื่อนที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่รับใบอนุญาต หรือประกอบธุรกิจนำเที่ยวในระหว่างถูกสั่งพักใบอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 80 พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร้องเรียนเกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยว การซื้อบริการนำเที่ยวและการใช้บริการมัคคุเทศก์ ผ่านคอลเซ็นเตอร์กรมการท่องเที่ยว โทรศัพท์ 024011111 ตลอด 24 ชั่วโมง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/464672&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dzfN6qdEjAZxaeB44fbve

  • หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเด้งขึ้นรับสัญญาณดีเที่ยวบินจีนเข้าไทยสัปดาห์นี้เร่งตัวมากสุดในภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเด้งขึ้นรับสัญญาณดีเที่ยวบินจีนเข้าไทยสัปดาห์นี้เร่งตัวมากสุดในภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 10.24 น. CENTEL บวก 4.26% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท มาที่ 36.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 47.45 ล้านบาท

    BA บวก 3.90% เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มาที่ 16.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 65.81 ล้านบาท

    MINT บวก 3.33% เพิ่มขึ้น 0.80 บาท มาที่ 24.80 บาท มูลค่าการซื้อขาย 308.59 ล้านบาท

    ERW บวก 3.13% เพิ่มขึ้น 0.08 บาท มาที่ 2.64 บาท มูลค่าการซื้อขาย 23.16 ล้านบาท

    AWC บวก 2.73% เพิ่มขึ้น 0.06 บาท มาที่ 2.26 บาท มูลค่าการซื้อขาย 37.00 ล้านบาท

    AOT บวก 1.96% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 52.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 343.15 ล้านบาท

    บล.กรุงศรี ระบุว่า สัญญาณเที่ยวบินจีนเข้าไทย สัปดาห์นี้ (3 ก.พ.) +17% WoW เร่งสุดในภูมิภาค ระยะสั้นเป็นภาพเที่ยวบินจากจีนที่เร่งสุดในภูมิภาค vs ฮ่องกง +5% WoW มาเก๊า -3%WoW ปัจจุบันกำลังให้บริการจีนสู่ไทยขยับสู่ 70% ของ Pre-COVID

    ถือเป็นสัญญาณดีต่อเนื่อง จากรายงานผู้ใช้บริการสนามบิน AOT สัปดาห์สุดท้ายของ ม.ค. ที่ระดับหดตัว YoY แทบไม่เร่งขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แม้ฐานสูงขึ้นจากช่วงเทศกาลตรุษจีน

    เรามองความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวภาคบริการของตลาดจะเร่งขึ้นเป็นลำดับนับจากนี้ บวกต่อหุ้นอิงภาคบริการ ท่องเที่ยว CENTEL AWC สนามบิน AOT ภาคบริการ CPALL, BH Best Picks: เน้นกลุ่มได้ประโยชน์ก่อนลำดับต้น CENTEL, AWC, AOT

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gxnAHGlkJJydyO5SH7TPu

  • แชร์ว่อนโซเชียล! คลิปปล่อยน้ำเสียลงทะเลจอมเทียน น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว

    แชร์ว่อนโซเชียล! คลิปปล่อยน้ำเสียลงทะเลจอมเทียน น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว

    (3 ก.พ. 69) จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก CSILA โพสต์ภาพเหตุการณ์อ้างว่า เกิดขึ้นบริเวณชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยในคลิปปรากฏภาพรถบรรทุกสีเหลืองกำลังปล่อยน้ำลักษณะสีดำไหลลงสู่ทะเล ส่งผลให้น้ำทะเลบริเวณดังกล่าวเปลี่ยนสีอย่างผิดปกติ สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างหนัก

    หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งคำถามถึงการควบคุมงานก่อสร้าง และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อทะเลและนักท่องเที่ยว

    ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชายหาดจอมเทียน ตรงข้ามซอย 14 พบว่าเป็นพื้นที่โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างวางระบบท่อระบายน้ำและบ่อพักน้ำ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่

    ผู้สื่อข่าวได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินสำรวจพื้นที่โดยรอบพบว่าสภาพน้ำทะเลกลับมาเป็นปกติ ไม่พบคราบน้ำสีดำในทะเลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ก่อสร้างยังพบบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ และจุดดักน้ำเสียบริเวณชายหาด ซึ่งมีลักษณะน้ำสีดำอยู่ภายใน

    จากการสอบถามผู้รับเหมารายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน โดยปกติจะใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ดูดน้ำเสียจากบ่อพักหลักไปยังบ่อพักย่อย แต่เครื่องสูบน้ำเกิดหลุดตกลงไปในบ่อ ทำให้ระบบขัดข้องและเกิดการดูดน้ำเสียออกมาโดยไม่ตั้งใจ ส่วนรถบรรทุกสีเหลืองที่ปรากฏในคลิป เป็นรถที่ผู้รับเหมาจ้างช่วงมาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเกิดปัญหาขัดข้องระหว่างการทำงาน จึงปล่อยน้ำที่ดูดขึ้นมาใส่บ่อพักย่อย ไม่ได้ปล่อยลงทะเลตามที่สังคมเข้าใจ

    ขณะที่ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา หลังทราบเรื่อง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา สาขาย่อยโค้งดงตาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้รับจ้างที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เมืองพัทยาลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำทะเล เพื่อนำไปตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

    นายกเมืองพัทยาย้ำว่า เมืองพัทยาให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยว พร้อมสั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน และจะไม่ละเลย หากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย หรือส่งผลกระทบต่อทะเล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/N7TJk9CPM&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e-El7fKhSFBBcV6UzFPHd

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร ลุย “ภูเก็ต” ตรวจธุรกิจต้องสงสัย สกัดวงจรนอมินี พบพิรุธอื้อ

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร ลุย “ภูเก็ต” ตรวจธุรกิจต้องสงสัย สกัดวงจรนอมินี พบพิรุธอื้อ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อม 5 พันธมิตรด้านปราบปรามนอมินี ลงพื้นที่ ‘ภูเก็ต’ ตรวจธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง พบพิรุธอื้อ ทั้งธุรกิจมีที่ตั้งเดียวกันหลายแห่ง แอบอ้างเป็นกรรมการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ และพนักงานสำนักงานบัญชี/กฎหมายเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทคนต่างชาติ ส่อพฤติกรรมเป็นนอมินีชัดเจน ฟันไม่เลี้ยง!! ที่เห็นผิดจริงส่งดำเนินคดีทันที รายที่ดูคลุมเครือเรียกเข้าชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29-30 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    เบื้องต้นได้ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72% ซึ่งมีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

    นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัทสำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    “กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม สกัดกั้นผู้ไม่สุจริต และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง โดยยกระดับการทำงานเชิงรุก พุ่งเป้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล มาช่วยทำงานปราบปรามนอมินีให้แม่นยำ ครอบคลุม และตรงเป้ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2911678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IZl6Xw14EA3VSFCKtXzpp

  • ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นำทีมจัดสัมมนา “การสนับสนุนเด็กท่ามกลางความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน” ที่โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ

    ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นำทีมจัดสัมมนา “การสนับสนุนเด็กท่ามกลางความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน” ที่โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ด้วยความร่วมมืออันเข้มแข็งของสังคมผู้ปกครอง และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างรอบด้าน โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ โดยกลุ่ม Friends of Brighton ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “Growing Together: Supporting Your Child Through Stress, Bullying, and Social Pressures” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ปกครองเกือบ 100 คน

    งานสัมมนาดังกล่าวนำโดย ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา (Dr. Trynh Phoraksa), ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยา ผู้มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตสังคมแก่เยาวชนในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

    ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงของกิจกรรม ณ โรงละคร (Theatre) ของโรงเรียนฯ ดร.ตฤณห์ ได้ให้ความรู้และแนวทางเชิงปฏิบัติแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสื่อสาร การตั้งรับ และการสนับสนุนลูกหลานเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด การกลั่นแกล้ง และแรงกดดันทางสังคมในบริบทโลกยุคปัจจุบัน

    ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อประเด็นสำคัญในสังคมปัจจุบัน

    การสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ระดับแนวหน้าของประเทศไทย เป็นวิทยากร โดยดร.ตฤณห์ มีความรู้ความสามารถโดดเด่นจากการผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์การทำงานจริงอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถอธิบายและถ่ายทอดประเด็นความท้าทายที่เด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบันเผชิญได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน

    ปัจจุบัน ดร.ตฤณห์ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับผิดชอบการสอนด้านอาชญาวิทยา โดยเน้นการศึกษาจิตวิทยาอาชญากรรมและรูปแบบพฤติกรรมที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดร.ตฤณห์เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจากประเทศอังกฤษ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ความเชี่ยวชาญของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในแวดวงวิชาการเท่านั้น

    ในด้านประสบการณ์การทำงาน ดร.ตฤณห์เขาเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าราชการตำรวจเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ร่วมงานกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol) และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการทูตตำรวจ ณ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ประสบการณ์ที่หลากหลายดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรม การสังเกตภาษากาย และความเข้าใจปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อทั้งพฤติกรรมอาชญากรรมและพฤติกรรมมนุษย์ในชีวิตประจำวัน

    ด้วยชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญในด้านนี้ เขา ดร.ตฤณห์จึงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาแก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ เขายังมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของเด็กและวัยรุ่น ทำให้ ดร.ตฤณห์ เป็นวิทยากรที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครองที่กำลังเผชิญความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตรหลานในบริบทสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

    Friends of Brighton ร่วมขับเคลื่อนสังคมโรงเรียนด้วยพลังแห่งการศึกษา

    ความสำเร็จของการสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและศักยภาพในการบริหารจัดการของกลุ่มผู้ปกครองของโรงเรียนฯ “Friends of Brighton” ได้เป็นอย่างดี โดยตระหนักถึงความท้าทายร่วมกันที่ผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติทั่วกรุงเทพฯ ต้องเผชิญ กลุ่มผู้ปกครองจึงริเริ่มจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ไม่เพียงแก่ครอบครัวของสังคมไบรท์ตันเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสังคมทางการศึกษาในวงกว้าง

    การตัดสินใจจัดการสัมมนาเป็นภาษาไทยตลอดทั้งงานถือเป็นแนวทางที่รอบคอบและเหมาะสม ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างทั่วถึง และเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในประเด็นอ่อนไหวที่ส่งผลต่อบุตรหลานโดยตรง แนวทางดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้เข้าร่วมจากโรงเรียนนานาชาติหลากหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ อีกด้วย

    ประเด็นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน

    การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นความท้าทายที่เชื่อมโยงกัน 3 ด้าน ซึ่งผู้ปกครองมักพบอยู่เป็นประจำ ได้แก่ ความเครียด การกลั่นแกล้ง และแรงกดดันทางสังคม โดยประเด็นเหล่านี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในโลกยุคดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ และความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน

    ในประเด็นเรื่องความเครียด เด็กและเยาวชนอาจแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แรงกดดันด้านการเรียน การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ไปจนถึงการรับรู้ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่น่ากังวลในระดับโลก ผู้ปกครองที่เข้าร่วมการสัมมนาได้รับความรู้ในการสังเกตสัญญาณความเครียดของบุตรหลาน รวมถึงความเข้าใจถึงแหล่งที่มาของแรงกดดันต่าง ๆ ที่เด็กในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ

    การอภิปรายในประเด็นการกลั่นแกล้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงและยาวนานต่อสุขภาพจิต ผลการเรียน และพัฒนาการทางสังคมของเด็กและเยาวชน ความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมของ ดร.ตฤณห์ ช่วยให้ผู้ปกครองมีแนวทางในการสังเกตทั้งสัญญาณที่ชัดเจนและสัญญาณที่อาจมองเห็นได้ยาก ว่าเด็กอาจกำลังเผชิญกับการถูกรังแก หรือมีพฤติกรรมกลั่นแกล้งผู้อื่น

    นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงแรงกดดันทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนความท้าทายด้านการค้นหาตัวตนในสังคมพหุวัฒนธรรม ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับบริบทของผู้ปกครองในสังคมโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งเด็กจำนวนมากต้องเรียนรู้และปรับตัวท่ามกลางความคาดหวังทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่หลากหลาย

    การตอบรับอย่างล้นหลาม

    การเข้าร่วมงานของผู้ปกครองเกือบ 100 คน จากโรงเรียนนานาชาติหลากหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ และสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญด้านการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างชัดเจน การมีผู้เข้าร่วมจากหลายโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้เผชิญ ช่วยสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนที่ขยายออกไปนอกเหนือจากขอบเขตของแต่ละโรงเรียน

    ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมยังสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นที่นำเสนอเป็นความกังวลร่วมกันของผู้ปกครองในทุกระบบการศึกษา ไม่ว่าจะมาจากโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษ หลักสูตรอเมริกัน หรือระบบนานาชาติอื่น ๆ ความท้าทายพื้นฐานในการสนับสนุนเด็กให้รับมือกับความเครียด การกลั่นแกล้ง และแรงกดดันทางสังคม ยังคงมีลักษณะร่วมกันอย่างสอดคล้อง

    องค์ความรู้เชิงปฏิบัติและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมส่วนรวม

    การสัมมนาระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมงเอื้อให้สามารถเจาะลึกในแต่ละประเด็นได้อย่างรอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เพียงการอภิปรายในระดับผิวเผิน แต่ช่วยให้ผู้ปกครองได้รับทั้งแนวคิดเชิงปฏิบัติและความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มุมมองเฉพาะตัวของ ดร.ตฤณห์ ซึ่งผสานความรู้ด้านจิตวิทยาเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรม ได้เปิดกรอบความคิดใหม่ให้ผู้ปกครองในการทำความเข้าใจประสบการณ์ของบุตรหลาน และการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ท้าทายต่าง ๆ

    ผู้เข้าร่วมงานได้รับทั้งความรู้และวิธีปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงดูบุตรหลานได้ทันที โดยการสัมมนาเน้นย้ำถึงการสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แนวทางการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่อบอุ่นและเอื้อต่อการพูดคุย เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยในการแบ่งปันและหารือในประเด็นที่ยากหรืออ่อนไหว

    ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต

    ความสำเร็จของการสัมมนา “Growing Together” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการจัดกิจกรรมด้านการศึกษาที่ขับเคลื่อนโดยสังคมของโรงเรียนในบริบทของโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ โดยการริเริ่มของ Friends of Brighton ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกลุ่มผู้ปกครองในฐานะพลังขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของสังคมไบรท์ตันเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีพื้นที่สำหรับการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ท่ามกลางความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของการเลี้ยงดูบุตรในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญสามารถร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก ๆ สังคมส่วนรวม ก็ย่อมได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    ความสำเร็จของงานครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายบทสนทนาในวงกว้าง เกี่ยวกับแนวทางที่สังคมโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ สามารถร่วมมือกัน เพื่อสนับสนุนครอบครัวในการรับมือกับทั้งความท้าทายและโอกาสในการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่มีมุมมองระดับสากล มีความเข้มแข็งทางอารมณ์ และพร้อมปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD20PR3QVRMW9P6F22NJRJLW10JTCE1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GlUswHgOhGIYakVS-7jpj

  • “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” นั่งแทน CEO ไทยออยล์ ดันรากฐานมั่นคงยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” นั่งแทน CEO ไทยออยล์ ดันรากฐานมั่นคงยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นต้นไป

    นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Carnegie Mellon University ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก 3 สาขาวิชา ได้แก่ ด้านวิชากฎหมายเศรษฐกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านบริหารธุรกิจ (Sloan School of Management)  และด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา

    อีกทั้ง ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงชั้นนำของประเทศ อาทิ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 16 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการ  ตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 29 ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในองค์ความรู้ที่หลากหลาย และศักยภาพการบริหารองค์กรในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก

    ประสบการณ์ล้ำเลิศ

    ด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี ในสายงานด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมพลังงาน คุณพงษ์พันธุ์ เป็นลูกหม้อที่เคยทำงานกับไทยออยล์ โดยเติบโตจากประสบการณ์การทำงานในหลากหลายสายงาน ทั้งด้านวิศวกรรม การพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ และ แผนกลยุทธ์องค์กร รวมถึงธุรกิจด้านปิโตรเคมี และ การบริหารการขนส่งของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งหล่อหลอมให้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์อย่างลึกซึ้ง โดยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กรเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ไทยออยล์ ก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2564 – มกราคม 2569

    ในช่วงเวลา 4 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่ใน ปตท. คุณพงษ์พันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทำให้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้กลับมานำทัพกลุ่มไทยออยล์ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

    นำทัพสู่ความยั่งยืน

    นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมงานกับไทยออยล์อีกครั้ง   ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ คือการสานต่อและผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม บริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG ร่วมกับกลุ่ม ปตท. เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว”

    ในฐานะผู้นำกลุ่มไทยออยล์ คุณพงษ์พันธุ์มีความโดดเด่นในการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม    กลยุทธ์ การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารองค์กรแบบบูรณาการ มีมุมมองเชิงองค์รวมต่ออุตสาหกรรมพลังงาน และสามารถขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ให้เกิดผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/02/613846/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10xl8rfuMKsm0BqPnafCwt

  • ผลวิจัยชี้ “ยาเม็ดอุจจาระ” คือจุดเปลี่ยนกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง | เดลินิวส์

    ผลวิจัยชี้ “ยาเม็ดอุจจาระ” คือจุดเปลี่ยนกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการทดลองเชิงคลินิกใหม่ล่าสุดจากแคนาดาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยว่า “ยาเม็ดอุจจาระ” ช่วยลดผลข้างเคียงที่เป็นพิษจากยารักษาโรคมะเร็ง และส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

    ยารักษาแนวใหม่ที่เรียกสั้นๆ ว่า ยาเม็ดอุจจาระ (Crapsule) แท้จริงแล้วคือ ตัวช่วยในการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ในระบบลำไส้จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplantation หรือFMT) เป็นยาเม็ดที่บรรจุส่วนประกอบจากอุจจาระแห้งแบบฟรีซดรายซึ่งมีจุลินทรีย์ที่ประโยชน์

    ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ระบุว่า การรับประทานจุลินทรีย์จากอุจจาระนี้อาจช่วยยกระดับการรักษามะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ในการวิจัยเฟสแรก นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย London Health Sciences Centre (LHSCRI) และสถาบันวิจัย Lawson ร่วมกันศึกษาว่าการใช้ FMT ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งที่ไตนั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ 

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย 20 ราย ทีมวิจัยพบว่า FMT ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษช่วยบรรเทาผลข้างเคียงที่รุนแรงจากกระบวนการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้

    “การรักษามาตรฐานสำหรับมะเร็งไตระยะลุกลามมักใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันไปจัดการเซลล์มะเร็ง” ซามาน มาเลกี นักวิทยาศาสตร์จาก LHSCRI กล่าว “แต่โชคร้ายที่วิธีรักษาแบบนี้มักทำให้ลำไส้อักเสบและมีอาการท้องร่วง ซึ่งบางครั้งรุนแรงจนผู้ป่วยต้องหยุดการรักษาที่ช่วยยื้อชีวิตก่อนกำหนด หากเราสามารถลดผลข้างเคียงที่เป็นพิษและช่วยให้ผู้ป่วยรักษาจนจบคอร์สได้ นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ”

    ส่วนในการทดลองเฟสที่สอง นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีออล (CRCHUM) ได้ประเมินว่า FMT สามารถเสริมการตอบสนองต่อวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้หรือไม่

    นักวิจัยพบว่าหลังการรักษาด้วย FMT ผู้ป่วยมะเร็งปอดถึง 80% มีการตอบสนองต่อการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้วิธีแบบภูมิคุ้มกันบำบัดเพียงอย่างเดียวซึ่งได้ผลเพียง 39 – 45% ส่วนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังที่ได้รับ FMT ก็มีการตอบสนองในเชิงบวกถึง 75% เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ที่ได้ผลเพียง 50 – 58%

    ดร. แอเรียล เอลครีฟ นักวิจัยจาก CRCHUM ระบุว่าประสิทธิภาพของ FMT อาจมาจากความสามารถในการกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ซึ่งผลลัพธ์นี้จะเปิดประตูสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคลผ่านการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกาย

    ยาเม็ดอุจจาระเหล่านี้ผลิตจากอุจจาระของผู้บริจาคที่มีสุขภาพดี เมื่อผู้ป่วยรับประทานเข้าไปก็จะช่วยฟื้นฟูระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยทีมวิจัยเน้นย้ำว่า “การใช้ FMT เพื่อลดพิษจากยาและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากและไม่เคยมีการใช้ในการรักษาโรคมะเร็งไตมาก่อน”

    ขณะนี้กำลังมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า FMT จะสามารถช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative ได้หรือไม่

    ที่มา : nypost.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561511/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XNsnr3_IPLMAc-27sRHNb

  • Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 และชุดส่งกำลังให้แก่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนและยกระดับทักษะเชิงช่างยนต์ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความร่วมมือนี้รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจากช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงและเตรียมความพร้อมสู่สายงานในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างมืออาชีพ โครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะเชิงช่างอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 11 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย และส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ร่วมกับผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน มุ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสการเรียนรู้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางเทคนิคที่ทันสมัย อันนำไปสู่การเพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จในสายงานและเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน

    นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า
    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่การสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพมาตรฐานทักษะเชิงช่างยนต์อันนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในสายงานและเติบโตอย่างมั่นคง การส่งมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการบริจาคสื่อการเรียนการสอน แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน”

    นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบัน
    การอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด สำหรับการสนับสนุนเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ซึ่งนับเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาทักษะของนักศึกษา พร้อมทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจากช่างเทคนิคที่ชำนาญการ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง”

    นางสาวภัทรา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบแทนสังคมในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีของรถยนต์มิตซูบิชิ เราพร้อมเดินหน้าให้ความร่วมมือในโครงการสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทย”

    การบริจาคเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนของ นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4A91 ชุดเกียร์ธรรมดารุ่น R6M5A และชุดเฟืองท้าย ควบคู่ไปกับ การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด เพื่อให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเตรียมพร้อมต่อยอดสู่การทำงานจริงต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิมาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออลนิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไพรม์ และ มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท อีโค คาร์ 

    โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ev.iphonemod.net/mitsubishi-motors-thailand-donates-engines-and-powertrain-set-to-ayutthaya-technical-college/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VU-PPSC7dX3JWlaocgo3c