Blog

  • สลด “ช้างป่าเขาใหญ่” ทำร้ายนักท่องเที่ยวดับ ขณะเดินออกกำลังกาย

    สลด “ช้างป่าเขาใหญ่” ทำร้ายนักท่องเที่ยวดับ ขณะเดินออกกำลังกาย

    สลด

    สลด “ช้างป่าเขาใหญ่” ทำร้ายนักท่องเที่ยวดับ ขณะเดินออกกำลังกาย

    2 ก.พ. 2569 นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. เกิดเหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวเสียชีวิต บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) หมู่ 16 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

    นายยศวัฒน์ ระบุว่าจากตรวจสอบ​ พบผู้เสียชีวิต​1 ราย​ ทราบชื่อ นายจิรัฐชัย อายุ 65 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ได้เดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมภรรยา ขณะที่ทั้งสองกำลังออกกำลังกายบริเวณหน้าป้ายหน่วยพิทักษ์ฯ มีช้างป่าตัวหนึ่ง เมื่อช้างเห็นจึงวิ่งไล่ทั้งสองคน ภรรยาสามารถวิ่งหนีได้ทัน แต่นายจิรัฐชัยวิ่งหนีไม่ทันจึงถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต

    นายวันชัย แค่นจันทึก หัวหน้าหน่วย ขญ.4 (คลองปลากั้ง) รายงานว่า ได้ยินเสียงช้างและเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จึงออกมาตรวจสอบและพบผู้เสียชีวิต จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียว ฝ่ายปกครอง และชุดฮุก 31 เข้าตรวจสอบที่จุดเกิดเหตุ
     

    จากการตรวจสอบร่างกายผู้เสียชีวิต พบบาดแผลบริเวณขาและแขนซ้ายฉีกขาดขนาดใหญ่ ร่างกายผิดรูป เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลวังน้ำเขียวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

    ด้าน ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่​ 1 (ปราจีน​บุรี) และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เร่งดำเนินประสานการช่วยเหลือเยียวยา​กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่าตามระเบียบของทางราชการ​ ขณะเดียวกันให้จัดชุดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว​ และแจ้งเตือน​ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวังในช่วงเวลาเสี่ยง

    พร้อมย้ำเตือนว่า ขณะนี้เป็นช่วงฤดูแล้งซึ่งช้างป่าจะออกหากินบริเวณที่ใกล้ชุมชนและเส้นทางท่องเที่ยวมากขึ้น ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความระมัดระวัง หากพบช้างป่าให้รีบออกห่างจากพื้นที่โดยเร็วและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด 

    หากพบเห็นสัตว์ป่าหรือเหตุการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ที่หมายเลข 044-369100 ตลอด 24 ชั่วโมง

    สลด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/612965&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R3gaZYaJglaAixajegwMI

  • เศรษฐกิจไทย:โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

    เศรษฐกิจไทย:โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

    โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 วันที่ 8 ก.พ.นี้ ท่ามกลางกระแสต่อต้าน “การซื้อเสียง” ที่ร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของหลายๆสำนัก เชื่อว่าการซื้อเสียงยังไม่หมดไปจากประเทสไทย และเรตราคาของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจะสูงกว่าครั้งที่ผ่านๆมาอีกด้วย

    เห็นได้จากการส่งข้อมูลของแบงก์ชาติไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในส่วนของการพบการเบิกเงินที่เข้าข่ายผิดปกติจำนวน 250 ล้านบาทที่พบว่า มีลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ 6 ราย ที่เบิกถอนเงินผิดปกติ ซึ่ง กกต.ได้รับไปสืบสวนสอบสวนต่อ ว่าจะเกี่ยวพันกับผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่

    และหากสุดท้าย กกต.พบว่ามีมูล สามารถสาวได้ว่า มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงเลือกตั้ง และสาวถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้ การส่งข้อมูลครั้งนี้ของแบงก์ชาติ โดยการช่วยเหลือของธนาคารพาณิชย์ จะถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ในการเลือกตั้งของไทยที่จะมีระบบใหม่ที่เข้ามาเฝ้าระวังเส้นเงิน และพฤติกรรมการเงินที่น่าสงสัย

    แต่หากสุดท้ายคดีพลิก เส้นเงินทั้ง 6 บัญชีนี้สะดุดสาวไปไม่ถึงใคร หรือกลายเป็นการเบิกเงินธรรมดาที่ไม่พิเศษใดๆ ผู้ว่าการ ธปท. “วิทัย รัตนากร” ยืนยันว่า “ไม่เป็นไร เพราะหากไม่คิดทำอะไร การเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้น”

    ขณะที่ผลกระทบจากการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่า เม็ดเงินที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งเงินในระบบ และเงินนอกระบบที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่การหาเสียงเข้มข้นคึกคักกว่าในกรุงเทพฯ และช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกไม่ให้ลงลึก ลงหนักอย่างที่คาดไว้

    แต่ช่วงเวลาที่น่าเป็นห่วงจะเป็นช่วงหลังเลือกตั้งไปแล้ว ไปจนถึงเวลาที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งคาดกันว่า อยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ.จนถึงสิ้นเดือน พ.ค. เพราะช่วงนี้จะเป็นสุญญากาศที่แทบจะไม่มีเม็ดเงินภาครัฐลงไปยังระบบเศรษฐกิจ และสถานการณ์อาจจะแย่ลงอีก หากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ล่าช้าออกไป

    ส่วนเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว โอกาสของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร จากการส่งความเห็นของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึง กกต.เกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ ระบุว่า

    “นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ สร้างความเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ และมีข้อจำกัดที่จะทำได้จริง โดยเฉพาะเมื่อหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน ขณะที่บางนโยบายของบางพรรคการเมืองเขียนไว้เพียงหลักการและใช้วงเงินสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อความคุ้มค่า แต่ไม่ระบุวิธีการในการดำเนินการไว้อย่างเพียงพอ”

    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “หากเราเลือกคนผิดเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นไม่ได้” วันที่ 8 ก.พ.นี้ คนไทยจึงควรเลือกพรรคการเมืองที่มี “นโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่หวือหวา ขายฝัน แต่ทำได้จริง” และที่สำคัญที่สุด ไม่ซื้อเสียง ไม่ถอนทุน ไม่คอร์รัปชัน” เพื่อให้มีนักการเมืองที่โปร่งใสมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยได้จริง.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2911580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frC4NUY91P7l4OP3-HbnW

  • เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

    image.png

    นาย António Costa ประธานสภายุโรป (Council of Europe) ได้เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 28–29 มกราคม 2569        ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตัดสินใจยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) ส่งผลให้เวียดนามเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านของสหภาพยุโรป

    ผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบต่อแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และ    การลงทุน โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่เวียดนามและสหภาพยุโรปได้รับจากความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EU–Vietnam Free Trade Agreement: EVFTA) เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวได้ช่วยให้มูลค่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 นับตั้งแต่ปี 2563 ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่ายังมีศักยภาพและช่องทางอีกมากในการขยายความร่วมมือด้านการค้าเพิ่มเติม แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายของการค้าโลก ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันใช้ประโยชน์และพัฒนาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน สาขาความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงวัตถุดิบที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ พลังงาน รวมถึงพลังงานและเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย ยั่งยืน และ           มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน โลจิสติกส์ การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และ การประมงอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวัตถุดิบที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่องขยายการค้าและการลงทุนในสินค้า บริการ และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการสกัดและการแปรรูปอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้า บริการ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อไป

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการให้พิจรณาอนุมัติข้อตกลงคุ้มครองการลงทุนระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EU–Vietnam Investment Protection Agreement: EVIPA) เพื่อส่งเสริมเงินลงทุนคุณภาพสูงจากสหภาพยุโรปสู่เวียดนาม นอกจากนี้ สหภาพยุโรปให้คำมั่นว่าจะส่งคณะตรวจสอบไปยังเวียดนามเพื่อประเมินการแก้ไขปัญหาการทำประมง         ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU) พร้อมทั้งสนับสนุนเวียดนามอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงอุตสาหกรรมประมงให้มีความทันสมัยและยั่งยืน

    ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ นาย António Costa ประธานสภายุโรป ได้เยี่ยมชมโครงการรถไฟฟ้าสายที่ ของ        กรุงฮานอย (Nhon – สถานีรถไฟฮานอย) ซึ่งเป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างลึกซึ้งระหว่างเวียดนาม และพันธมิตรยุโรปและมุ่งสู่การขยายความร่วมมือในด้านคมนาคมสีเขียว รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง และระบบรถไฟฟ้าในเขตเมือง ภายใต้กรอบริเริ่มโครงการโกลบอลเกตเวย์ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังเป็นหุ้นส่วนของเวียดนามในกรอบความเป็นหุ้นส่วนโครงการการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Just Energy Transition Partnership – JETP) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเวียดนามในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สหภาพยุโรปมีแผนลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandom of Understanding: MOU) กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนาม (Ministry of Science and Technology: MOSTเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การเข้าร่วมโครงการ Marie Skłodowska-Curie และโครงการริเริ่มที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

    (จาก https://hanoitimes.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย António Costa ประธานสภายุโรป และการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรปขึ้นเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (CSP) ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างเวียดนามกับพันธมิตรทั่วโลก รวมถึงภาคธุรกิจจากประเทศไทยด้วย การเสริมสร้าง    ความร่วมมือในสาขาต่างๆ อาทิ การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการผลักดันการดำเนินการข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) อาจเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมและโอกาสในการขยายตลาดส่งออกวัสดุและชิ้นส่วนประกอบในห่วงโซ่การผลิตของผู้ประกอบการไทยให้แก่ผู้ผลิตเวียดนามเพื่อการส่งออกไปยังตลาดยุโรป

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ การที่เวียดนามเร่งให้มีความร่วมมือและยกระดับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปอย่างแน่นแฟ้น หมายความว่าแรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาดเวียดนามจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าจากสหภาพยุโรปสามารถเข้าสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมาตรฐานด้านสินค้าและเทคนิคต่างๆ ถูกยกระดับให้เข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานความยั่งยืน อาจก่อให้เกิดข้อกำหนดที่สูงขึ้นในด้านคุณภาพ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวทางเทคโนโลยีของสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเร่งพัฒนาสินค้าเพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดเวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้ว่าความร่วมมือ  อย่างเข้มข้นระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปในด้านห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี อาจเป็นความท้าทายต่อภาคธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย แต่ผู้ประกอบการยังสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านต้นทุน      การดำเนินงานหรือความยืดหยุ่นในการผลิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดเวียดนามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yyxogittvik3ensk0n7gznyi&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q7T5Ar8uSGgovEkmBHX7F

  • นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา มหาประชานิยม

    นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา มหาประชานิยม

    Loading…

    นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา มหาประชานิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zAWUVB5AjLvnBpqGeUTsa

  • คล้ายซังกะตาย?

    คล้ายซังกะตาย?

    นี่..พูดถึงสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ฯ ก็ไม่รู้ว่าเวลานี้จะมีสมาชิกอยู่อีกสักกี่สมาคม โดยเฉพาะ “สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย” จะยังอยู่หรือแยกตัวออกไปแล้วรึอย่างไร?

    เพราะตอนนี้ดูเหมือน สมาคมผู้กำกับฯ จะมีบทบาทล้ำหน้า หรือพูดแบบไม่เกรงใจก็ต้องบอกว่า “ข้ามหัว” สมาพันธ์ฯ ไปแล้ว!

    อย่างล่าสุดก็เห็นข่าวว่า..เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 15.00-17.00 น. ณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ในฐานะแกนนำหลัก ได้จัดการประชุมหารือร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสถาบันการศึกษา

    เพื่อก่อตั้ง “สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพเพื่อการพัฒนาวิชาการภาพยนตร์” โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวม พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภาพยนตร์และสื่อเคลื่อนไหว

    จากภาควิชาชีพสู่สถาบันการศึกษาและผู้ที่สนใจผ่านกิจกรรมต่างๆ รวมถึงสื่อการสอนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต

    ในการนี้ มีองค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายก่อตั้ง ได้แก่ -สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย, -สมาคมวิชาชีพนักเขียนบทไทย

    -สมาคมนักแสดง (ประเทศไทย), -สมาคมผู้กำกับภาพแห่งประเทศไทย, -สมาคมนักลำดับภาพ (ประเทศไทย), -สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย

    -สมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมสตูดิโอไทย, -สมาคมนักสร้างเสียง (ประเทศไทย), -บริษัท เกียร์เฮด จำกัด, -สมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมสตูดิโอไทย

    -คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, -วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ทั้งนี้ จะมีแผนเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมบันเทิงและสถาบันการศึกษา เพื่อการเข้าร่วมเพิ่มเติมในลำดับถัดไป เร็วๆ นี้

    ครับ..ก็ไม่มี “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” ที่เป็น “องค์กรหลัก” ของผู้คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นภาคีเครือข่ายร่วมอยู่ด้วยแต่อย่างใด!

    ผมแค่เพียงสงสัย เพราะต้องยอมรับความจริงว่า สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ฯ ยุคหลังๆ นี้ไม่ค่อยมีข่าวคราว กิจกรรมปรากฏ ไม่เหมือนอดีต

    โดยเฉพาะอดีตในยุคของ “เสี่ยเจียง” คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ เป็นนายกสมาคมฯ นั้น ถือเป็นยุคที่สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นสมาพันธ์ฯ) แข็งแกร่งที่สุด!

    มีบทบาท มีอำนาจการต่อรองกับภาครัฐ และมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว มีงาน-มีกิจกรรมอะไรก็จะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง

    นั่น..อาจเป็นด้วย “ความเสียสละ-ทุ่มเท” ของเสี่ยเจียง ที่แม้จะมีบริษัทสหมงคลฟิล์มฯ ต้องแบกรับ-บริหาร มีหนังสร้างปีละ 15-20 เรื่อง..

    แต่ก็ยังเจียดเวลามาใส่ใจ-ทุ่มเทให้กับสมาคม ชนิดที่คณะกรรมการบริหารฯ ต่างโอด-บ่น..ประชุมอะไรกันนักหนา อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง (ค่าน้ำมันรถก็ไม่มี)

    เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะผมก็ (บังเอิญ) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการรวมอยู่ด้วย จึงได้รู้-เห็นเป็นอย่างดี และกล้าพูดได้เต็มปาก-เต็มคำ..

    หมดยุค “เสี่ยเจียง” สมาคม หรือสมาพันธ์ ก็คล้ายซังกะตาย มีก็เหมือนไม่มี เหตุนี้กระมังสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยจึงมีบทบาทที่โดดเด่น-เหนือกว่า..

    หรือจะมีคำอธิบายอย่างไรก็..เชิญ!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/941115/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WhWljH7IQ-2e6VTLWjzif

  • พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.08 น.

    พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    เบื้องต้นได้ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72%

    ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

    นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัท สำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    “กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม สกัดกั้นผู้ไม่สุจริต และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง โดยยกระดับการทำงานเชิงรุก พุ่งเป้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล มาช่วยทำงานปราบปรามนอมินีให้แม่นยำ ครอบคลุม และตรงเป้ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด” นายพูนพงษ์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/944502&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zDwLuArB0exdqyuvEASZt

  • นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมไทยดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เด็ดขาด เดินหน้าขยายความร่วมมือที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้า

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมไทยดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เด็ดขาด เดินหน้าขยายความร่วมมือที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้า

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมไทยดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เด็ดขาด พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้า

    (2 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายทูมูร์ อามาร์ซานา (H.E. Mr. Tumur Amarsanaa) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ที่มีบทบาทอย่างแข็งขันในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมองโกเลียให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

    ด้านเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีมาตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปีที่ดำรงตำแหน่ง โดยเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ แสดงความรักและความผูกพันต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก พร้อมกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมองโกเลียที่ดำเนินมาอย่างราบรื่นยาวนานกว่า 50 ปี และเชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ คนใหม่ ซึ่งมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นอย่างดี จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อติดตามความคืบหน้าในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ร่วมกัน ดังนี้

    ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ยินดีที่ไทยและมองโกเลียมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยไทยได้ให้การต้อนรับรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจากมองโกเลียเกือบ 20 คณะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐสภาและปลัดกระทรวงกว่า 12 คณะ ซึ่งได้เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และศึกษาแนวปฏิบัติของไทย ขณะที่ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 มองโกเลียได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย

    นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียมีแผนมอบประติมากรรม “ม้าสองตัว (Two Stallions)” เป็นของขวัญแก่กรุงเทพมหานคร โดยจะตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณะใกล้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นพี่น้องและมิตรภาพ สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาวมองโกเลียที่ให้ความสำคัญกับม้า โดยจะเริ่มดำเนินการติดตั้งภายในสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในโอกาสดังกล่าว

    ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่การแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกรุงอูลานบาตาร์ของมองโกเลีย กับกรุงเทพฯ และภูเก็ตของไทย ในช่วงฤดูหนาว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกันเพิ่มขึ้น โดยเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ เน้นย้ำว่า ไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของชาวมองโกเลีย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยไปยังมองโกเลีย เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ จึงขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินตรงดังกล่าว ซึ่งจะช่วยผลักดันการท่องเที่ยวระหว่างกัน ตลอดจนสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศ

    ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ไทยและมองโกเลียยังมีศักยภาพในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต และเพิ่มมูลค่าการลงทุนเป็น 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ด้านความมั่นคง เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง พร้อมขอบคุณไทยที่ได้จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) โดยย้ำว่า ปัญหาสแกมเมอร์มีความสำคัญต่อมองโกเลียอย่างยิ่ง เนื่องจากมองโกเลียได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากขบวนการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และมองโกเลียพร้อมสนับสนุนแนวคิดและมาตรการในอนาคตของไทย เพื่อร่วมกันต่อสู้กับอาชญากรรมดังกล่าว

    ด้านศาสนา เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียได้ร่วมกับสวนนงนุชพัทยา จัดพิธีประดิษฐานพระพุทธรูปมองโกเลียองค์แรกในต่างประเทศ ณ สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับมองโกเลีย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65905&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bc0M3Z4ZWv0ibCYaVwkh0

  • ออกหมายจับแล้ว! 2 ผู้ก่อเหตุสาดกระสุน ถล่มอริสนั่นถนนข้าวสาร ผบช.น. สั่งยกระดับตรวจอาวุธเข้ม

    ออกหมายจับแล้ว! 2 ผู้ก่อเหตุสาดกระสุน ถล่มอริสนั่นถนนข้าวสาร ผบช.น. สั่งยกระดับตรวจอาวุธเข้ม

    ผบช.น. เผยศาลออกหมายจับ 2 ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีบนถนนข้าวสาร กำชับ สถานประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยวเข้มงวดตรวจอาวุธ

    วันที่ 2 ก.พ. 69 พลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าคดี กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทในพื้นที่รับผิดชอบของ สถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามว่า ล่าสุดศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุ 2 คน ซึ่งเป็นฝ่ายพกอาวุธปืนในข้อหาพยายามฆ่า โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวของกลุ่มวัยรุ่น ที่ มีปัญหากันก่อนหน้านี้ที่จะนัดมาพูดคุยบริเวณถนนข้าวสาร เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงใช้อาวุธปืนยิง โดยตัวเองได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตัวมานำดำเนินคดีเนื่องจากเป็นคดีอุกอาจและเกิดในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร ส่วนนี้จึงต้องรีบจับกุมตัว

    ส่วนการเข้มงวดกวดขันการดูแลรักษาความปลอดภัยและความเข้มงวดตรวจค้นอาวุธ เบื้องต้นตำรวจได้ร่วมมือกันกับผู้ประกอบการในด้านการตรวจค้นคนที่มาเที่ยวเพื่อไม่ให้ นักท่องเที่ยวพกหรือนำอาวุธติดตัวเข้ามาในพื้นที่สถานบันเทิง แต่เท่าที่ทราบเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียงกับโรงแรม ห่างจากสถานบันเทิงเล็กน้อย จึงเป็นจุดที่ไม่มีการตรวจค้นอาวุธก่อน ส่วนที่เข้ามาก่อเหตุเป็นหลังจากนี้ตัวเองจึงสั่งการให้ตำรวจที่ใกล้เคียงกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพมหานครไม่เพียงเฉพาะพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบ ตั้งจุดตรวจค้น จุดตรวจอาวุธ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีนักท่องเที่ยวนำอาวุธหรือคนที่จะมาก่อเหตุ นำอาวุธเข้ามาในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมาก่อเหตุอุกอาจในลักษณะนี้

    โดยหลังตำรวจขอศาลออกหมายจับจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน ประสาน ขอเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจก็อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143029&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f9JV_UnYGkvCjJzq-AZmQ

  • เอ็นดู! เข้ม หัสวีร์ ขอคู่มือดารา หลังเซลฟี่เช็กอินสถานที่ท่องเที่ยวให้ฟีลเหมือนพ่อเอาโทรศัพท์ไปถ่าย

    เอ็นดู! เข้ม หัสวีร์ ขอคู่มือดารา หลังเซลฟี่เช็กอินสถานที่ท่องเที่ยวให้ฟีลเหมือนพ่อเอาโทรศัพท์ไปถ่าย

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/list/143097&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lY-aN6mDXByrRnfrvGDLj

  • “สหมงคลฟิล์มกลางแปลง ครั้งที่ 4” เปิดงานสุดคึกคัก “แพรวา ณิชาภัทร” ร่วมชม “เทอม 3”

    “สหมงคลฟิล์มกลางแปลง ครั้งที่ 4” เปิดงานสุดคึกคัก “แพรวา ณิชาภัทร” ร่วมชม “เทอม 3”

    พร้อมชวนแฟนๆ มาจอยหนังสนุกตลอด 9 คืน 9 เรื่องฉายแล้ววันนี้ – 7 กุมภาพันธ์ ณ “เกษตรแฟร์ 2569”. “สหมงคลฟิล์มกลางแปลง ครั้งที่ 4″ เปิดงานสุดคึกคัก “แพรวา.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iew6hlt8r3cxi08pxfkj12wea3al7nfw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37-Wx1M5gVbE_w2itUTwCh