Blog

  • ท่องเที่ยวคิวบาวิกฤติหนัก! นักท่องเที่ยวลด 17.8% เหตุขาดแคลนน้ำมัน-ไฟฟ้า

    ท่องเที่ยวคิวบาวิกฤติหนัก! นักท่องเที่ยวลด 17.8% เหตุขาดแคลนน้ำมัน-ไฟฟ้า

    ฮาวานา (AFP) – อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของ คิวบา เผชิญกับการย่ำแย่อย่างรุนแรงในปี 2025 เนื่องจากการขาดแคลนสินค้าจำเป็นหลายด้าน โดยเฉพาะ น้ำมันและไฟฟ้า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบต่อรายได้เศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก 

    จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกลดลงเกือบ 18%

    ในปี 2025 คิวบาต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งหมดประมาณ 1.8 ล้านคน ซึ่งลดลง 17.8% จากปี 2024 ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONEI) ขณะที่รัฐบาลเคยคาดหวังว่าจะมีผู้มาเยือนถึง 2.6 ล้านคน 

    นักท่องเที่ยวจากตลาดหลักของคิวบาแทบทั้งหมดหดตัว
    ผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ลดลง 22.6%
    ผู้มาเยือนจาก เยอรมนี ลด 50.5%, รัสเซีย ลด 29%, และ แคนาดา ลด 12.4% 

    นักเศรษฐศาสตร์คิวบากล่าวว่าปีที่ผ่านมาเป็น “ปีที่แย่มากสำหรับการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ” ซึ่งยืนยันว่าปัญหาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง 

    ขาดแคลนน้ำมัน–ไฟฟ้า กระทบบริการพื้นฐาน

    คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมี การขาดแคลนน้ำมัน ไฟฟ้า ยา และอาหาร อย่างต่อเนื่อง การดับไฟฟ้าเป็นเวลานานถึง 20 ชั่วโมงต่อวันในหลายพื้นที่ ทำให้บริการพื้นฐานและการเดินทางลำบาก ซึ่งสร้างความกังวลให้ผู้มาเยือนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

    ความคาดหวังในการปรับปรุงสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นหลังพันธมิตรใกล้ชิดอย่างเวเนซุเอลาที่เคยส่งน้ำมันให้ถูกโค่นอำนาจ ส่งผลให้แหล่งน้ำมันหลักลดลงจนแทบไม่มี 

    นอกจากนี้ หลายประเทศได้ปรับคำแนะนำการเดินทางไปคิวบา โดยบางประเทศแนะนำให้ประชาชน “เลี่ยงการเดินทาง” เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพื้นฐานที่รุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cuba-tourism-crisis-fuel-power-shortage-2025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09tjSl4B3kjlNRtkxDCI_N

  • การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    มองปัญหาของไทยที่มีมากมายเหลือเกินในขณะนี้ ไม่ว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีพรรคการเมืองไหน รวมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อจากนี้ มันน่าหนักใจทั้งนั้น

    ปัญหาหลักของประเทศไทยที่คนระดับมีปัญญาและความคิดส่วนใหญ่รู้กัน สามารถแยกแยะได้ง่าย ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อว่าพูดแต่ปัญหาอีกแล้ว เรื่องปัญหาที่หมักหมมมานานต้องแยกดูให้เป็น

    1. ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่มีการแก้ไขมานานไม่รู้จักจบจนเป็นขยะกองโตขณะนี้ ได้แก่ปัญหาความยากจนของคนไทย คือหนี้ครัวเรือนที่มีแต่เพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยความเหลื่อมล้ำของรายได้ของกลุ่มคนรวยกับคนจนที่ห่างออกไปทุกที และปัญหาระบบการศึกษาของประเทศล้าหลัง ทำให้การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อเข้ามาแข่งขันในการเพิ่มผลผลิตไล่ประเทศอื่นไม่ทัน

    2. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผุกร่อน ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่อ่อนแอนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ที่มาขององค์กรอิสระต่างๆถูกนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลตลอดมาทำให้บิดเบี้ยว อ่อนแอลงไปเรื่อย จนหาทางปรับปรุงแก้ไขแทบไม่ได้ และที่สำคัญธรรมาภิบาลได้ลดน้อยลงทั้งภาครัฐและเอกชนยากที่จะแก้ไข

    3. ปัญหาอันเกิดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้อย เช่น ภาวะโลกร้อนที่เรากำลังจะมีกฎหมายแก้ไข แต่ผมได้ดูแล้วยังพบจุดอ่อนมาก และเรายังมีอากาศและฝุ่นพิษ PM 2.5 ฝนแล้ง น้ำท่วม และรวมไปถึงการเกิดและระบาดของเชื้อโรคที่รุนแรง เป็นต้น

    4. ปัญหาการด้อยในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาคืบหน้าอย่างรวดเร็วโดยมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ IT ทั้งหลาย ซึ่งประเทศไทยยังล้าหลังประเทศอื่นมาก

    5. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นตัวบ่อนทำลายระบบบริหารราชการของไทย และทุกพรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศทั้งพรรคเล็กและใหญ่ ต่างก็รู้ดีว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบล้วนแต่เละเทะ โดยเฉพาะตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ล้วนประพฤติแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันกันมากทั้งระดับสูงและต่ำ หรือองค์กรที่ตั้งขึ้นมาแก้ไขและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีความด่างพร้อยในการทำงานให้เห็นชัดมากมาย แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร

    ผมได้สาธยายปัญหาของประเทศไทยเรามากมาย ซึ่งผมเองก็สุดปัญญาที่จะบอกว่าแก้ไขได้อย่างไร แต่ในวันนี้จะโยงให้เห็นตัวอย่างของปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดี มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน

    เรื่องของเรื่องก็คือ การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าออกจังหวัดภูเก็ตมากเกินการให้บริการด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ยังล้าหลังของไทยจะรับได้ ทำให้เกิดช่องทางในการหาเงินหาทองที่มิพึงได้ของพนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั้งเข้าและขาออกทุกวัน ทั้งนี้ โดยมีบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกเงินจนเป็นเรื่องปกติ

    ผมเคยเดินทางกลับจากต่างประเทศเข้ามาทางด่านภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้เห็นชัดว่านักท่องเที่ยวที่เข้าคิวรอการประทับตราเข้าเมืองมีจำนวนมากถึงกว่าร้อยคนที่ยืนรอแออัดยัดเยียดเป็นแผงยาว ผมก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้น แต่พอกดถ่ายได้ 2-3 รูป ก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่มาพูดกับผมว่า ทางการเขาห้ามถ่าย ผมก็ว่าโอเค และจะไม่ถ่ายแล้ว แต่ก็โดนรุกมาว่าต้องลบรูปทิ้ง ลบให้เขาเห็นต่อหน้าด้วยเพื่อแสดงว่าไม่มีรูปถ่ายติดอยู่ในมือถือ

    ผมแปลกใจมาก เมื่อมาทานอาหารกับเพื่อนๆชาวภูเก็ตและได้เล่าให้เขาฟังกัน ก็ได้รับเรื่องราวว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนี้เขามีการรับเงินกัน คนรับเงินจะเป็นใครผมก็ไม่รู้ ผมก็เลยงงมาตั้งแต่นั้น

    จนกระทั่งเมื่อวันสองวันนี้ก็ได้นั่งทานอาหารกับเพื่อนเจ้าถิ่นที่เป็นร้านขายอาหารชื่อดัง และมีเพื่อนชาวต่างประเทศที่มาอยู่ภูเก็ตนานร่วมอยู่ด้วย เราพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้เข้ามาคอยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความเร็ว (Fast Track) จะเข้ามาสอบถามนักท่องเที่ยวเหมือนจะช่วยเหลือ แล้วก็นำไปยังห้องทำงานเล็กๆ แล้วบอกว่าถ้าต้องการเร็วจะจัดการให้แต่ต้องจ่ายเงินคนละ 1,200 บาท แล้วก็เร็วจริง เรื่องนี้ทำกันมานานมากแล้ว

    ผมเชื่อคำบอกเล่าของเพื่อนที่รู้จักกันดี รวมทั้งเพื่อนชาวต่างชาติที่อยู่ภูเก็ตซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากชาวต่างชาติมากราย ผมเองไม่อยากจะตั้งข้อสงสัยผู้กำกับดูแลระดับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบการท่องเที่ยว เช่น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการตรวจคนเข้าเมืองของไทย

    ส่วนในระดับนโยบายผมขอให้ท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในรัฐบาลใหม่ รีบหาเครื่องมือและระบบในการตรวจคนเข้าเมืองที่แทบไม่ต้องใช้คนมาใช้ในจังหวัดภูเก็ตโดยเร็วด้วย ถ้าไม่รู้ว่าต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง ก็ขอให้เดินทางไปดูด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สิงคโปร์ ที่แทบไม่ต้องใช้คนตรวจพาสปอร์ตเลยครับ

    ยังมีอีกเรื่องที่เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเลือดเย็นที่ภูเก็ตอีกเรื่อง คือการที่ตำรวจคอยดักจับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากในวันหนึ่งๆที่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์ไปขับเที่ยวทั่วเกาะ แน่นอนนักท่องเที่ยวเหล่านี้ขับขี่โดยไม่ใส่เสื้อบ้าง มีการแซงกันน่าหวาดเสียวบ้าง ก็จะมีตำรวจคอยดูและให้หยุดลงจากรถ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษว่า ยูขับขี่ไม่เป็นไปตามกฎต้องไปโรงพัก ต้องไปทำ Paper คือไปสอบสวน ถ้าไม่ต้องการไปก็จ่ายเงินมาหลักพันบาท แล้วแต่ตำรวจจะเรียก เรื่องนี้ก็มีปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอทั่วภูเก็ตมานานแล้ว

    ระดับเสนาบดีที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตถึงคนที่จะได้รับแต่งตั้งในปัจจุบัน โปรดรับรู้ด้วยว่าปัญหาการท่องเที่ยวจะเสื่อมลงในภูเก็ต ไม่ใช่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดทั้งเมือง แต่ยังมีปัญหาที่ได้เล่าให้ฟังนี้รวมอยู่ด้วย เมื่อรับรู้และทำการตรวจดูแล้ว ท่านที่จะเอาดีทางการเมืองจะยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ให้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/737369&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyVNG83tEtB5jFx4F3v6V

  • จัดหนักสารพัดนโยบาย ภท.แก้เศรษฐกิจปากท้อง พยุงราคาอ้อย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    จัดหนักสารพัดนโยบาย ภท.แก้เศรษฐกิจปากท้อง พยุงราคาอ้อย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14St5oWt9-k2nMDC0afdGX

  • อย. หนุนพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่สากล

    อย. หนุนพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่สากล

    อย. หนุนพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่สากล

    อย. จับมือภาคีเครือข่ายร่วมส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเปิดโอกาสในการแข่งขันสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย พัฒนาไกลสู่สากล “From Local to Global”

    วันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมภาคีเครือข่าย จัดสัมมนาส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ประจำปี 2569 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยนายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านความสามารถทางการแข่งขันและความเสมอภาคทางสังคม ตามแผนแม่บทเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยการสร้างเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเปิดโอกาสทางการแข่งขันให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ส่งออกขายในตลาดระดับประเทศและตลาดโลกได้ ซึ่งการพัฒนาผู้ประกอบการฐานรากต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน อย. จึงได้จัดการอบรมสัมมนาภาคีเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถ ในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ โดยภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัดภาคเอกชนด้านการตลาดและการส่งออก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ อย. เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงาน บูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

    รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า การผนึกกำลังระหว่าง อย. และ ภาคีเครือข่ายในครั้งนี้จะช่วยลดอุปสรรคที่เป็นปัญหาการพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน หนุนพัฒนาผู้ประกอบการโดยการนำองค์ความรู้ในเรื่องของนวัตกรรมหรือสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน รวมทั้งเสริมสร้างผู้ประกอบการฐานรากให้เข้มแข็ง เปิดโอกาสในการแข่งขันสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย พัฒนาไกลสู่สากล “From Local to Global”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z91nBBLLiXE8ZaFsMqlXA

  • “เสมา1” ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    “เสมา1” ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    “เสมา1” ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

    โดยนายสุเทพ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมในครั้งนี้ ว่า เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยเน้นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดจัดประชุมระหว่างวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน ด้วยรูปแบบการบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ การกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ การยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน และการบริหารจัดการศึกษาระหว่างประเทศ และการพัฒนาวิชาชีพครูและสวัสดิการ รวมถึงการควบคุมมาตรฐานจรรยาบรรณนอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) และธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เพื่อปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการอำนวยการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริง

    ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือ “การบูรณาการ” ไม่แยกส่วน โดยเปรียบเปรยหน่วยงานหลักทั้ง 4 สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นเสมือน “4 องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าคุยกันและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่ผู้บริหารระดับสูง ลงไปรับฟังปัญหาหน้างานพร้อมกัน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนกว่าการนั่งฟังรายงานอยู่บนหอคอย ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    “ขอเน้นย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายกระทรวงฯ ตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมักมุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวเด็ก’ ซึ่งเปรียบเสมือนผลผลิตที่มีค่า แต่เรามักละเลย ‘โรงงานและคนทำงาน’ นั่นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาดูแลคนทำงานอย่างจริงจัง จึงขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้บริหารทุกระดับ ช่วยกันดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้พวกเขามีขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต่อไป รวมทั้งนโยบาย “การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู และโครงการ “บ้านพักครูสวัสดิการ” นั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์และส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับครูทั่วประเทศ”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงผู้ส่งสาร แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ประสานรอยต่อระหว่างหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากมีปัญหาติดขัดในระดับนโยบาย ขอให้แจ้งตรงมาที่ส่วนกลาง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65910&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IQY3oHwxOqYUhcWw7ul39

  • ปราศรัยขอคะแนนเสียง คนกรุงฯ ฝั่งตะวันออก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ปราศรัยขอคะแนนเสียง คนกรุงฯ ฝั่งตะวันออก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113127&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_Brn9osH4S2e3Ut4MEkyg

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะลงพื้นที่เกาะเกร็ด เดินหน้ายกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี ชูจุดเด่นลวดลายแกะสลักอันวิจิตรงดงามบนดินปั้นคุณภาพสูง พร้อมงัดกลยุทธ์ตลาดเชิงสร้างสรรค์ดันแหล่งผลิต GI ให้เป็นจุดเช็กอินและแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใกล้กรุง ต่อยอดเสน่ห์วิถีชุมชนมอญริมน้ำสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TuECTny1LThwdx1uI5EED

  • ผบช.น.เผย​ ศาลออกหมายจับ 2 มือปืนยิงกันถนนข้าวสาร ตำรวจเร่งล่าตัว​ -​ สั่งคุมเข้มแหล่งท่องเที่ยวทั่วกรุง

    ผบช.น.เผย​ ศาลออกหมายจับ 2 มือปืนยิงกันถนนข้าวสาร ตำรวจเร่งล่าตัว​ -​ สั่งคุมเข้มแหล่งท่องเที่ยวทั่วกรุง

    ผบช.น. เผยศาลอนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุยิงกันกลางถนนข้าวสาร 2 ราย ข้อหาพยายามฆ่า ปมขัดแย้งส่วนตัววัยรุ่น สั่งคุมเข้มแหล่งท่องเที่ยวทั่วกรุง เพิ่มจุดตรวจอาวุธ ป้องเหตุซ้ำ ยังไร้วี่แววเข้ามอบตัว

    พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าคดี กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทก่อเหตุยิงกันที่ถนนข้าวสาร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ว่าศาลอนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุ 2 คน ซึ่งเป็นฝ่ายใช้อาวุธปืนก่อัหตุในข้อหาพยายามฆ่า โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวของกลุ่มวัยรุ่นที่มีปัญหากันก่อนหน้านี้จึงนัดมาพูดคุยบริเวณถนนข้าวสาร เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงใช้อาวุธปืนยิง โดยสั่งการให้เร่งรัดติดตัวมานำดำเนินคดี เนื่องจากเป็นคดีอุกอาจและเกิดในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร

    ส่วนการเข้มงวดกวดขันการดูแลรักษาความปลอดภัยและความเข้มงวดตรวจค้นอาวุธ เบื้องต้นตำรวจได้ร่วมมือกันกับผู้ประกอบการในด้านการตรวจค้นคนที่มาเที่ยวเพื่อไม่ให้ นักท่องเที่ยวพกหรือนำอาวุธติดตัวเข้ามาในพื้นที่สถานบันเทิง แต่เท่าที่ทราบเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียงกับโรงแรม ห่างจากสถานบันเทิงเล็กน้อย จึงเป็นจุดที่ไม่มีการตรวจค้นอาวุธก่อน ส่วนที่เข้ามาก่อเหตุเป็นหลังจากนี้ตัวเองจึงสั่งการให้ตำรวจที่ใกล้เคียงกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพมหานครไม่เพียงเฉพาะพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบ ตั้งจุดตรวจค้น จุดตรวจอาวุธ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีนักท่องเที่ยวนำอาวุธหรือคนที่จะมาก่อเหตุ นำอาวุธเข้ามาในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมาก่อเหตุอุกอาจในลักษณะนี้

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ประสานขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจก็อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/275093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEe00Bft3oF-l9cUwSoOe

  • ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ ‘พ้นหล่ม’

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’ โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ ‘พ้นหล่ม’

    รับหน้าที่เป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญใน“รัฐบาลอนุทิน” สำหรับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง โดยในการทำงานที่ผ่านมาช่วงเวลา 73 วัน หรือประมาณ 2 เดือนเศษ มีผลงานโดดเด่นที่สามารถทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ 1.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้แค่ 0.3% เท่านั้น

    นโยบาย 5 เสาหลัก-ส่งออกดัน GDP โต 1.8%

    “เอกนิติ” ให้สัมภาษณ์ว่าการที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสุดท้ายปีก่อนสามารถขยายตัวขึ้นมาได้ 1.8% ตามตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รายงานถือว่าช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจาก “หล่ม” ได้สำเร็จ

    ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงโครงการเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ตั้งเป้าให้เกิดความสำเร็จในระยะยาว ทั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจมาจากการการส่งออก และนโยบายคนละครึ่งพลัสที่สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะให้กับผู้ขายเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเพราะเราต้องการผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “กระตุ้นสั้นได้ผลยาว” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการจากคนละครึ่งเดิมให้สามารถเพิ่มทักษะโดยเฉพาะการค้าออนไลน์ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาเข้าร่วมโครงการ

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

    “ผมได้พิสูจน์แล้วว่า 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมาผมทำจริง โฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อที่จะดึงเศรษฐกิจไทยที่เหมือนรถติดหล่มให้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว และหากมีเวลา 4 ปี ผมจะทำงานเต็มที่เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทำให้คนไทยมีรอยยิ้ม” เอกนิติ กล่าว

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

    สำหรับเป้าหมายในการทำงานในระยะต่อไปหากได้กลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมอีกคือการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับไปโตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้เราต้องมองตามความเป็นจริงคือที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าอยู่ที่ 2.7% จึงเป็นสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยเราไม่ได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้สูงเกินไป แต่เรากำหนดไว้ที่ 3% (Plus)

    โดยนโยบายที่พรรคนำเสนอคือ นโยบาย “Thailand 10 Plus” ที่มีเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิด “Plus” (พลัส) ที่เน้นการเติบโตและความยั่งยืนของเศรษฐกิจ โดยมีหัวใจสำคัญคือการ “บวกเพิ่ม” ทั้งในด้านทักษะ (Skill) และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่มีคุณภาพและทำได้จริง  โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

    • วางแนวนโยบายเติบโตอย่างมีคุณภาพ

    1. นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ที่มุ่งเน้นการดูแลคนแต่ละกลุ่มเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ได้แก่ 

    1) นโยบายคนตัวเล็ก Plus ที่เป็นนโยบายดูแลกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อลดภาระรายจ่าย โดยพรรคมีการเสนอนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วยสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ใช้วงเงินประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

    2) นโยบายสูงวัย Plus เป็นการเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนถึง 20-30% ในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุมีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และไม่เป็นภาระต่อระบบงบป

    3) นโยบาย SME Plus: โดยส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก โดยเน้นสินค้าที่ “Made in Thailand” เพื่อให้ SME ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

    4) นโยบายชุมชน Plus: สร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น เพื่อให้คนสามารถทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ต้องทิ้งครอบครัวเข้ามาหางานในเมืองใหญ่

    และ 5) นโยบายธุรกิจ Plus: ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้เกิดการเติบโตไปพร้อมกันทั้งระบบ

    • ดันนโยบายเพิ่มขีดแข่งขัน 

    1. นโยบายเพื่อ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว ได้แก่

    1) นโยบายเพื่อการศึกษาเท่าเทียม Plus  โดยนโยบายนี้จะให้ความสำคัญกับโครงการเพิ่มทักษะให้กับประชาชน เพื่อให้มีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge)  ที่เป็นการสร้าง “สะพานเชื่อมทักษะ” ให้เรียนฟรีและมีงานทำ โดยเน้นทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อช่วยทั้งเด็กจบใหม่และผู้สูงอายุให้มีทักษะใหม่ เช่นเป็น บาริสต้า หรือเพิ่ม ทักษะดิจิทัล ให้กับแรงงานไทย โดยสิ่งเหล่านี้ภาครัฐจะทำเพิ่มกับภาคเอกชน

    2) เศรษฐกิจสีเขียว Plus หรือ “Green Energy” โดยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งรัดการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่อง “ไฟฟ้าสีเขียว” (Clean Energy) เช่น โซลาร์ฟาร์มบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ และโครงการ Low Carbon City ที่ให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  (Exim Bank)

    1. นโยบายการลงทุน Plus โดยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยใช้กลไกของกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เป็นกลไกหลักในการระดมทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุนเพิ่มของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่ต้องมีการลงทุนสายส่งไฟฟ้า หรือโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ โดยการใช้กลไกแบบนี้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินเพิ่มจึงไม่ให้กระทบต่อหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นกลไกที่ส่งเสริมตลาดทุน

    4.นโยบายเทรด Plus  โดยมุ่งเน้นการหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ไทยมีศักยภาพ

    และ 5) นโยบาย Thailand Plus หรือโครงการ BOI Fast Pass ที่ได้มีการริเริ่มกลไกนี้ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด

    • เดินหน้าหลายนโยบายทันทีที่เป็นรัฐบาล 

    สำหรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะเข้ามาสานต่อทันทีหากเป็นรัฐบาลคือ การทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 โดยใช้งบกลางฯปี 2569 ที่เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้าน อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดในเรื่องบประมาณรูปแบบนั้นอาจทำในส่วนที่ให้กับกลุ่มตกหล่นก่อนตามที่รัฐบาลมีนโยบายไว้

    การเดินหน้าต่อในเรื่องนโยบายการแก้หนี้ โดยแก้ไขหนี้เสียภาคประชาชน โดยนโยบายการจัดการหนี้จะเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับคนที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยใช้เงินกองทุน FIDF เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นโครงการที่จะเข้ามาทำต่อเนื่อง

    • พร้อมทบทวนโยบาย TiSA 

    ขณะที่เป้าหมายในการส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน จะเดินหน้าบัญชีออมส่วนบุคคล (TiSA) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดย ไม่เก็บภาษีเงินปันผลจากยอดเงินออม 200,000 บาทแรก โดยประชาชนสามารถเลือกหลักทรัพย์ในการออมด้วยตนเอง และกำหนดสิทธิลดหย่อนภาษีให้มีความแน่นอน ส่วนเพดานที่เคยกำหนดไว้ที่ 800,000 บาท นั้นจะมีการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

    • ดัน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 

    สำหรับนโยบายการสร้างรายได้เข้าประเทศนั้นจะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพสูง โดยจากการพูดคุยกับนักลงทุนในเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส มี 6 อุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งและดึงดูดนักลงทุนได้จริง ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยเฉพาะ อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food)  อุตสาหกรรม Data Center และ Cloud Service: ที่ปัจจุบันไทยเป็น อันดับ 6 ของโลก และ อันดับ 1 ในอาเซียน ในการดึงดูดการลงทุน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) โดยไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนด้านแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทาน โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219410&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WbHRAe73F-WFlGfqzG20D

  • ไมเนอร์ โฮเทลส์ ประกาศการลงนามโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับลักซ์ชัวรี่ “ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น”

    ไมเนอร์ โฮเทลส์ ประกาศการลงนามโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับลักซ์ชัวรี่ “ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น”

    ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) หนึ่งในเจ้าของและผู้นำด้านการบริหารโรงแรมระดับโลก ประกาศลงนามโครงการแรกภายใต้แบรนด์ลักชัวรีคอลเลคชั่นใหม่ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น (Minor Reserve Collection) ได้แก่ อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา (Aventora Resort Baía Formosa, Minor Reserve Collection) โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2028 ณ รัฐรีโอกรานเดโดนอร์เต (Rio Grande do Norte) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Eco-tourism) ของประเทศ

    ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเป็นแบรนด์ลักชัวรีในรูปแบบซอฟต์แบรนด์ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางผู้แสวงหาประสบการณ์การเข้าพักอย่างเหนือระดับ นำเสนอตัวตนและความประณีตอย่างมีรสนิยม โดยโรงแรมแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมการตกแต่งอันโดดเด่นหาตัวจับยาก เพื่อมอบประสบ การณ์อันน่าประทับใจที่พบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ซึ่งทุกการมาเยือนที่พักในเครือไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ผู้เข้าพักจะสัมผัสได้ถึงรสนิยม ความใส่ใจในทุกรายละเอียด และจิตวิญญาณของแต่ละจุดหมายปลายทางได้เป็นอย่างดี

    อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา, ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ซึ่งมี Gremi International Group เป็นเจ้าของ พร้อมเดินหน้าสร้างแลนด์มาร์กระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ณ เมืองบาเอีย ฟอร์โมซา (Baía Formosa) ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ซึ่งกำลังเติบโตเป็นอย่างมากในด้านการท่องเที่ยว รีสอร์ตแห่งใหม่นี้จะประกอบด้วยห้องพักจำนวน 50 ห้อง และเรสซิเดนซ์จำนวน 28 ยูนิต ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของที่พักภายในโครงการได้

    แขกผู้เข้าพักและผู้อยู่อาศัยจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับเวิลด์คลาส ผ่านห้องอาหารแบบ All-day dining, ห้องอาหารแบบสเปเชียลตี้, บาร์แอนด์กริลริมสระว่ายน้ำ รวมไปถึงล็อบบี้เลานจ์อันอบอุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ ที่รีสอร์ตและพื้นที่โดยรอบยังมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย อาทิ ไคท์เซิร์ฟ (kite surfing), กีฬาโต้คลื่น (surfing), ซับบอร์ด (Stand-up paddleboarding) และการพายเรือคายัคในป่าชายเลน ควบคู่ไปกับฟิตเนสเซ็นเตอร์ สตูดิโอออกกำลังกาย และสปาภายในรีสอร์ต นอกจากนี้ ยังมี คิดส์คลับ (Kids’ Club) และห้องสมุดที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจร ที่ผสมผสานทั้งความเพลิดเพลิน การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และการผ่อนคลายไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้เมืองบาเอียฟอร์โมซา ในรัฐรีโอกรานเดโดนอร์เต ผู้เข้าพักจะได้ใกล้ชิดกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันเลื่องชื่อมากมาย อาทิ เนินทรายเจนิปาบู (Genipabu Dunes) ใกล้เมืองนาตาล (Natal), อ่าวบาเอีย ดอส โกลฟินโยส (Baía dos Golfinhos หรือ Dolphin Bay) และ หาดปีปา (Pipa Beach) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องผืนป่าแอตแลนติกอันเขียวชอุ่ม หน้าผาสูงตระหง่าน และระบบนิเวศทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นถิ่นอาศัยของโลมาและเต่าทะเล นอกจากนี้ เมืองนาตาลซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ ยังได้รับสมญานามว่า “City of the Sun” จากจำนวนวันแดดจ้ามากกว่า 300 วันต่อปี รวมไปถึงภูมิประเทศชายฝั่งที่หลากหลาย ทั้งพื้นที่ป่าชายเลน และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ มาตาแอตแลนติกา (Mata Atlântica) อันทรงคุณค่า ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงไหลให้เมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

    “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Gremi International ในการประกาศการลงนามโครงการแรกภายใต้ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ซึ่งเป็นแบรนด์คอลเลคชั่น ใหม่ของเราในกลุ่มลักชัวรี โครงการแห่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของบราซิล ซึ่งมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ปีปา (Pipa) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของประเทศ” ดิลิป ราชากาเรีย (Dillip Rajakarier) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าว “ในขณะเดียวกัน ความต้องการด้านการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและกิจกรรมกีฬาทางน้ำที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยดึงดูดนักเดินทางที่มองหาที่พักซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสานความสะดวกสบาย การผจญภัย และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้”

    อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา, ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น มาพร้อมความสะดวกสบายด้านการเดินทาง โดยสามารถเชื่อมต่อจากทั้งสนามบินนานาชาติ Governador Aluízio Alves ในเมืองนาตาล และ สนามบินนานาชาติ João Pessoa ในรัฐปาราอีบา ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาที จากทั้งสองสนามบิน

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.minorhotels.com/en/new-openings/aventora-resort-baia-formosa-minor-reserve-collection

    ปัจจุบัน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตใน 58 ประเทศทั่วโลก โดยมีโรงแรมในเครือเปิดให้บริการแล้วจำนวน 5 แห่งในประเทศบราซิล ภายใต้แบรนด์ ทิโวลี (Tivoli), เอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) และ NH (เอ็นเอช) พร้อมแผนการขยายธุรกิจในอนาคตอีกหลายโครงการ รวมถึงการเตรียมเปิดตัวแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกอย่างอนันตรา (Anantara) เป็นครั้งแรกในประเทศบราซิลเร็วๆ นี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1557827&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CccsqtDf3Z9njmH9qjJUd