Blog

  • การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    มองปัญหาของไทยที่มีมากมายเหลือเกินในขณะนี้ ไม่ว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีพรรคการเมืองไหน รวมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อจากนี้ มันน่าหนักใจทั้งนั้น

    ปัญหาหลักของประเทศไทยที่คนระดับมีปัญญาและความคิดส่วนใหญ่รู้กัน สามารถแยกแยะได้ง่าย ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อว่าพูดแต่ปัญหาอีกแล้ว เรื่องปัญหาที่หมักหมมมานานต้องแยกดูให้เป็น

    1. ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่มีการแก้ไขมานานไม่รู้จักจบจนเป็นขยะกองโตขณะนี้ ได้แก่ปัญหาความยากจนของคนไทย คือหนี้ครัวเรือนที่มีแต่เพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยความเหลื่อมล้ำของรายได้ของกลุ่มคนรวยกับคนจนที่ห่างออกไปทุกที และปัญหาระบบการศึกษาของประเทศล้าหลัง ทำให้การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อเข้ามาแข่งขันในการเพิ่มผลผลิตไล่ประเทศอื่นไม่ทัน

    2. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผุกร่อน ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่อ่อนแอนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ที่มาขององค์กรอิสระต่างๆถูกนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลตลอดมาทำให้บิดเบี้ยว อ่อนแอลงไปเรื่อย จนหาทางปรับปรุงแก้ไขแทบไม่ได้ และที่สำคัญธรรมาภิบาลได้ลดน้อยลงทั้งภาครัฐและเอกชนยากที่จะแก้ไข

    3. ปัญหาอันเกิดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้อย เช่น ภาวะโลกร้อนที่เรากำลังจะมีกฎหมายแก้ไข แต่ผมได้ดูแล้วยังพบจุดอ่อนมาก และเรายังมีอากาศและฝุ่นพิษ PM 2.5 ฝนแล้ง น้ำท่วม และรวมไปถึงการเกิดและระบาดของเชื้อโรคที่รุนแรง เป็นต้น

    4. ปัญหาการด้อยในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาคืบหน้าอย่างรวดเร็วโดยมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ IT ทั้งหลาย ซึ่งประเทศไทยยังล้าหลังประเทศอื่นมาก

    5. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นตัวบ่อนทำลายระบบบริหารราชการของไทย และทุกพรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศทั้งพรรคเล็กและใหญ่ ต่างก็รู้ดีว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบล้วนแต่เละเทะ โดยเฉพาะตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ล้วนประพฤติแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันกันมากทั้งระดับสูงและต่ำ หรือองค์กรที่ตั้งขึ้นมาแก้ไขและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีความด่างพร้อยในการทำงานให้เห็นชัดมากมาย แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร

    ผมได้สาธยายปัญหาของประเทศไทยเรามากมาย ซึ่งผมเองก็สุดปัญญาที่จะบอกว่าแก้ไขได้อย่างไร แต่ในวันนี้จะโยงให้เห็นตัวอย่างของปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดี มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน

    เรื่องของเรื่องก็คือ การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าออกจังหวัดภูเก็ตมากเกินการให้บริการด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ยังล้าหลังของไทยจะรับได้ ทำให้เกิดช่องทางในการหาเงินหาทองที่มิพึงได้ของพนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั้งเข้าและขาออกทุกวัน ทั้งนี้ โดยมีบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกเงินจนเป็นเรื่องปกติ

    ผมเคยเดินทางกลับจากต่างประเทศเข้ามาทางด่านภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้เห็นชัดว่านักท่องเที่ยวที่เข้าคิวรอการประทับตราเข้าเมืองมีจำนวนมากถึงกว่าร้อยคนที่ยืนรอแออัดยัดเยียดเป็นแผงยาว ผมก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้น แต่พอกดถ่ายได้ 2-3 รูป ก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่มาพูดกับผมว่า ทางการเขาห้ามถ่าย ผมก็ว่าโอเค และจะไม่ถ่ายแล้ว แต่ก็โดนรุกมาว่าต้องลบรูปทิ้ง ลบให้เขาเห็นต่อหน้าด้วยเพื่อแสดงว่าไม่มีรูปถ่ายติดอยู่ในมือถือ

    ผมแปลกใจมาก เมื่อมาทานอาหารกับเพื่อนๆชาวภูเก็ตและได้เล่าให้เขาฟังกัน ก็ได้รับเรื่องราวว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนี้เขามีการรับเงินกัน คนรับเงินจะเป็นใครผมก็ไม่รู้ ผมก็เลยงงมาตั้งแต่นั้น

    จนกระทั่งเมื่อวันสองวันนี้ก็ได้นั่งทานอาหารกับเพื่อนเจ้าถิ่นที่เป็นร้านขายอาหารชื่อดัง และมีเพื่อนชาวต่างประเทศที่มาอยู่ภูเก็ตนานร่วมอยู่ด้วย เราพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้เข้ามาคอยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความเร็ว (Fast Track) จะเข้ามาสอบถามนักท่องเที่ยวเหมือนจะช่วยเหลือ แล้วก็นำไปยังห้องทำงานเล็กๆ แล้วบอกว่าถ้าต้องการเร็วจะจัดการให้แต่ต้องจ่ายเงินคนละ 1,200 บาท แล้วก็เร็วจริง เรื่องนี้ทำกันมานานมากแล้ว

    ผมเชื่อคำบอกเล่าของเพื่อนที่รู้จักกันดี รวมทั้งเพื่อนชาวต่างชาติที่อยู่ภูเก็ตซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากชาวต่างชาติมากราย ผมเองไม่อยากจะตั้งข้อสงสัยผู้กำกับดูแลระดับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบการท่องเที่ยว เช่น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการตรวจคนเข้าเมืองของไทย

    ส่วนในระดับนโยบายผมขอให้ท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในรัฐบาลใหม่ รีบหาเครื่องมือและระบบในการตรวจคนเข้าเมืองที่แทบไม่ต้องใช้คนมาใช้ในจังหวัดภูเก็ตโดยเร็วด้วย ถ้าไม่รู้ว่าต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง ก็ขอให้เดินทางไปดูด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สิงคโปร์ ที่แทบไม่ต้องใช้คนตรวจพาสปอร์ตเลยครับ

    ยังมีอีกเรื่องที่เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเลือดเย็นที่ภูเก็ตอีกเรื่อง คือการที่ตำรวจคอยดักจับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากในวันหนึ่งๆที่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์ไปขับเที่ยวทั่วเกาะ แน่นอนนักท่องเที่ยวเหล่านี้ขับขี่โดยไม่ใส่เสื้อบ้าง มีการแซงกันน่าหวาดเสียวบ้าง ก็จะมีตำรวจคอยดูและให้หยุดลงจากรถ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษว่า ยูขับขี่ไม่เป็นไปตามกฎต้องไปโรงพัก ต้องไปทำ Paper คือไปสอบสวน ถ้าไม่ต้องการไปก็จ่ายเงินมาหลักพันบาท แล้วแต่ตำรวจจะเรียก เรื่องนี้ก็มีปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอทั่วภูเก็ตมานานแล้ว

    ระดับเสนาบดีที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตถึงคนที่จะได้รับแต่งตั้งในปัจจุบัน โปรดรับรู้ด้วยว่าปัญหาการท่องเที่ยวจะเสื่อมลงในภูเก็ต ไม่ใช่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดทั้งเมือง แต่ยังมีปัญหาที่ได้เล่าให้ฟังนี้รวมอยู่ด้วย เมื่อรับรู้และทำการตรวจดูแล้ว ท่านที่จะเอาดีทางการเมืองจะยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ให้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/737369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyVNG83tEtB5jFx4F3v6V

  • ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

    ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน”

    ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เพราะในปี 2568 การลงทุนจากญี่ปุ่นมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อน ไม่ใช่แค่ “ลงทุนมากขึ้น” แต่เป็นการลงทุนที่เปลี่ยนทิศทางชัดเจน จากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    กลุ่มยานยนต์ยังคงเป็นหัวใจหลัก แต่ไม่ใช่แค่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเหมือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นกำลังใช้ความเชี่ยวชาญของตนต่อยอดสู่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดไทย พร้อมขยายการลงทุนในชิ้นส่วนสำคัญตลอดซัปพลายเชน ตั้งแต่ยางรถยนต์ ระบบส่งกำลัง ไปจนถึงอุปกรณ์แปลงพลังงานสำหรับรถไฟฟ้า ภาพที่เห็นคือญี่ปุ่นไม่ได้แค่ “ตั้งโรงงาน” แต่กำลังช่วยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

    ในฝั่งอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การลงทุนก็ขยายตัวแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ความแม่นยำสูง ขณะที่กลุ่มดิจิทัลถือว่าน่าจับตามองมากที่สุด จากมูลค่าการลงทุนเพียงหลักสิบล้านบาทในปีก่อนหน้า กระโดดขึ้นเป็นหลายพันล้านบาทในปีเดียว ส่วนใหญ่เป็นโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล คลาวด์ และเทคโนโลยี AI ซึ่งสะท้อนว่าไทยเริ่มถูกมองเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค

    แม้โลกจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐ หรือปัญหาชายแดนในภูมิภาค แต่ผลสำรวจชี้ว่านักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังรับมือสถานการณ์อย่างใจเย็น หลายบริษัทยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน และยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เดิม บางส่วนเลือกปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แทนที่จะชะลอหรือถอนการลงทุน ท่าทีเช่นนี้สะท้อนว่านักลงทุนญี่ปุ่นมองไทยเป็นฐานระยะยาว ไม่ใช่แค่ทางเลือกชั่วคราว

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณชัดว่า อยากเห็นประเทศไทยเร่งแก้โจทย์ภายในมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ การจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน การคืนภาษีที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพราะทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนเดินหน้าได้อย่างราบรื่น และทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากภายในจริงๆ

    เมื่อมองภาพรวม การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากญี่ปุ่นในครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวดีเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ หากสามารถปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก คำถามต่อจากนี้อาจไม่ใช่ว่า “ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทยหรือไม่” แต่เป็นว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้ยกระดับตัวเองจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแรงและยั่งยืนได้ทันเวลาหรือเปล่า ซึ่งคำตอบนั้นกำลังถูกทดสอบอยู่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้เอง.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/941186/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xfKebOsXZhImTNe_10ASl

  • กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569


    2/02/2569 | 52 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    วันนี้(2 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 14.30 น. ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (WAR ROOM) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569 เพื่อพิจารณากลั่นกรองรายชื่อข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบแนวทางการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงพิจารณากรณีผู้ขาดคุณสมบัติ อันเนื่องมาจากการถูกลงโทษทางวินัยหรือผลการประเมินการปฏิบัติราชการไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้การเสนอขอพระราชทานเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณารับรองรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเพื่อเสนอขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 602 คน ซึ่งสะท้อนถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนอย่างแท้จริง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    รูปภาพ

    “>

    “>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/317385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iU7SmX41n5Cbg6Zxlio1T

  • “ศุภจี” ย้ำข้อมูลเชิงลึกเป็น “หัวใจยุทธศาสตร์การค้า”

    “ศุภจี” ย้ำข้อมูลเชิงลึกเป็น “หัวใจยุทธศาสตร์การค้า”

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/en/news/list/143162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fdrMiek04NjCS1kNpyGTq

  • 15 สถานศึกษา เข้ารับรางวัลโครงการพุทธนวัตกรรม ธรรมนาวา ‘วัง’ To ME | เดลินิวส์

    15 สถานศึกษา เข้ารับรางวัลโครงการพุทธนวัตกรรม ธรรมนาวา ‘วัง’ To ME | เดลินิวส์

    พระสุธีรัตนบัณฑิต คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)​ กล่าวว่า บัณฑิตวิทยาลัย มจร ในฐานะคณะกรรมการโครงการพุทธนวัตกรรมธรรมนาวาวัง เพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ พร้อมด้วยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ดำเนินการพัฒนากิจกรรมในโครงการพุทธนวัตกรรมธรรมนาวา “วัง” To ME ขึ้น เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และวิถีปฏิบัติหลักธรรมนาวาวัง กับจิตศึกษา (Mind Education : ME) สู่เยาวชนและสถานศึกษาในสังคมไทย ซึ่งหลักธรรมนาวาวัง สอดคล้องกับหลักการในพระไตรปิฎก อรรถกถา และและคำสอนของพระเถราจารย์ในหลากหลายมิติที่นำไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสมกับบุคคลและสังคม รวมทั้งสัมพันธ์กับหลักจิตศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับสากล เป็นแนวทางการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจและความคิดของบุคคล เพื่อให้เข้าใจตนเอง ผู้อื่น และโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตทางจิตวิญญาณ มีหลักการสำคัญ เช่น การรู้จักตนเอง (Self-awareness) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การดำรงอยู่อย่างมีสติ (Mindfulness) การพัฒนาจิตวิญญาณ (Spiritual Growth) การเอาใจใส่ผู้อื่น (Empathy) รวมทั้งการมีจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม (Public Mind and Social Responsibility) เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวต่อไป มจร ได้ดำเนินการโครงการดังกล่าว เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และวิถีปฏิบัติตามหลักธรรมนาวาวัง กับการศึกษาจิตศึกษา พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์สู่เยาวชนและสถาบันการศึกษา พร้อมทั้งศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และวิถีปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา วัง กับการศึกษาแบบจิตศึกษา โดยมีนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนในเขตพื้นที่กรณีศึกษา จำนวน 52โรงเรียนได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม “ธรรมนาวา วัง To ME” พร้อมทั้งพัฒนาชุดความรู้ คู่มือ และหลักสูตรการเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาจิตใจและปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา โดยผ่านกิจกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ในสถาบันการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ เกิดพลังเครือข่ายภาครัฐ คณะสงฆ์ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาคมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยเมื่อวันที่ 2 ก.พ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลโทหญิง เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีปิดโครงการพุทธนวัตกรรม ธรรมนาวา “วัง” To ME และมอบโล่รางวัล เกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และชมเชย จำนวน 15 ราย ที่โรงเรียนวัดสุทิวราราม ดังนี้

    ประเภทสถานศึกษา รางวัลโล่พระราชทานชนะเลิศ โรงเรียนสิริรัตนาธร รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเบญจมราชาลัย รางวัลเกียรติบัตรชมเชย โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช ลาดกระบัง

    ประเภทนักเรียน รางวัลโล่พระราชทานชนะเลิศ น.ส.กัลยกร พินิจจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 น.ส.กันต์กนิษฐ์ กันจากภัยรีย์ โรงเรียนศรีพฤฒา รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 น.ส.กานต์สินี ลอยเลิศ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน รางวัลเกียรติบัตรชมเชย นายธนา จันทนานนท์ โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา น.ส.พรรณพัชนันท์ สาไทย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สุวินทวงศ์น.ส.ปิยะธิดา สอนเขียว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า น.ส.ปัณณพร หมอยาเก่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานนาเวศ น.ส.ชานินาถ วงศ์สุวรรณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา น.ส.อุษมา ทับเปลี่ยน โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย และน.ส.ณัฐณีชา เนติศุภลักษณ์ โรงเรียนหอวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561676/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZgO59fksrTnqcUTjH93xR

  • KTB คาด GDP ปี 69 โตต่ำ 1.8% ตามหลังอาเซียน ชี้ได้เวลาผ่าตัด SMEs ร่วมพลิกฟื้นศก.ไทย : อินโฟเควสท์

    KTB คาด GDP ปี 69 โตต่ำ 1.8% ตามหลังอาเซียน ชี้ได้เวลาผ่าตัด SMEs ร่วมพลิกฟื้นศก.ไทย : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโต 1.8% ช้ากว่าเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน SMEs จำเป็นต้องผ่าตัด ปรับโมเดลธุรกิจเจาะตลาดเฉพาะทาง และต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อพลิกฟื้นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand

    นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอจากปีก่อนหน้า โดยจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลง จากความเสี่ยง Geopolitics ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า จากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

    ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีความท้าทายจากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐนั้น ปัจจุบัน ภาครัฐ และภาคเอกชนภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ที่สร้างพลวัตใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในทางรอดที่สำคัญ คือ การสนับสนุนธุรกิจ SMEs ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร, ยานยนต์, การแพทย์และสุขภาพ, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยว, ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง

    Krungthai COMPASS สำรวจ SMEs โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 ราย ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand พบว่า SMEs เผชิญกับภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไร (Return on Assets) ที่ถดถอยลง ในช่วงปี 2553-2567 และเลื่อนสถานะทางธุรกิจ (move up the ladder) ได้ยาก บ่งบอกถึง “ความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน”

    โดยเมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของ “กลุ่มธุรกิจที่ผลประกอบการดี” และ “กลุ่มธุรกิจที่ต้องการพลิกฟื้น” พบว่า เบื้องหลังการถดถอยของ SMEs ไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ใน ‘วงจรหนี้’ ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะพยายามแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนแล้ว แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องและก่อหนี้สะสม จนอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจ SMEs คือปัญหา Gross Margin ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีประมาณ 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมากแต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน

    ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่อง และปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินจึง “จำเป็น” แต่ “ไม่เพียงพอ” SMEs ต้อง “ผ่าตัดใหญ่” ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้ และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับตัวสอดรับบริบทโลกใหม่

    โดยในปัจจุบัน SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ Reinvent Thailand อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost รวมถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ และผนวกกับการใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเต็มขั้น อาทิ แนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ที่รายใหญ่ช่วยเหลือ SMEs ใน Supply chain เข้าสู่ระบบ PromptBiz ที่ต่อยอดสู่ Supply chain financing เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงสภาพคล่องและเงินทุน

    ทั้งนี้ การผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามกับดักหนี้ กลับมาเติบโตและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VruNK4HEhVF8upKgpqeNi

  • สกสค.ขับเคลื่อนการศึกษาไทย! ผนึกภูมิภาค ยกระดับผู้เรียน “เรียนดี มีคุณธรรม”

    สกสค.ขับเคลื่อนการศึกษาไทย! ผนึกภูมิภาค ยกระดับผู้เรียน “เรียนดี มีคุณธรรม”

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมพิธีเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารการจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดการประชุม

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ กำหนดทิศทาง ด้านนโยบาย การบริหารแผนงานและงบประมาณ ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และแนวทางการบริหารงานบุคคล หัวข้อการกำหนด , ทิศทางการขับเคลื่อนงานในโรงเรียนเอกชนระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา

    โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. ผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน เข้าร่วมการประชุม ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. บรรยายพิเศษในหัวข้อ งานสวัสดิการเพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/126951&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0juBrkfWFPk1LkGSPc8iba

  • สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานอเนกประสงค์หอพักนักเรียนนักศึกษา ชั้น 1 หอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา งานกิจการหอพักนักเรียนนักศึกษา ได้จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชี้แจงขั้นตอนรับสมัครนักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์เข้าพักอาศัยในหอพัก ฯ ประจำปีการศึกษา 2569 และภาคฤดูร้อน พร้อมทั้งได้แจ้งกำหนดการกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในหอพัก ฯ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะในการอยู่ร่วมกันภายในหอพัก ฯ

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120344/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ooFRPZ6jhKf3PsC3R3KI

  • อรรถกร ชี้แจงปมงบส่งนักกีฬาแข่งขันลดเหลือ 1.2 พันล้านบาท

    อรรถกร ชี้แจงปมงบส่งนักกีฬาแข่งขันลดเหลือ 1.2 พันล้านบาท

    วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า วานนี้ (2 กุมภาพันธ์) มีตัวแทนจากโอลิมปิกมาบอกกับตนว่ามีการตัดงบประมาณ ซึ่งตนได้เตรียมเอกสารบางส่วนเพื่อเตรียมชี้แจงต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการท่องเที่ยวและกีฬา หากต้องการสอบถามในประเด็นดังกล่าว ซึ่งวานนี้ที่มีการออกข่าว ตนไม่สบายใจ เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพและทำงานร่วมกับท่านมาหลายเดือน ท่านบอกว่ามีการตัดงบประมาณในส่วนของการสนับสนุนนักกีฬาให้ไปแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ จาก 2,000 กว่าล้านบาท เหลือ 1,200 ล้านบาท

    อรรถกรกล่าวอีกว่า เอกสารที่ตนมีนั้นมีการวางแผนและมีกระบวนการขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนก่อน โดยคณะกรรมการได้วางกรอบไว้ในปี 2569 ประมาณ 4,100 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมี 12 แผนงาน และ 1 ในแผนงานนั้นคือประเด็น 1,200 ล้านบาท เกี่ยวกับการส่งนักกีฬาไปแข่งขันกีฬาต่างๆ นั้น มีการประชุมในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งตนดำรงตำแหน่งอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลายเดือนกันยายน 2568 มีการตอบรับจากกระทรวงการคลังว่า เห็นชอบกับสิ่งที่คณะกรรมการได้นำเสนอไป

    อรรถกร เปิดเผยอีกว่า ตนทำงานตามกรอบในเอกสารที่ตนมาสานงานต่อ ซึ่งวันที่ตนเข้ามา กรอบแผนงานดังกล่าวถูกอนุมัติมา 1,200 ล้านบาท แต่ความต้องการขณะนั้นขอมากว่า 10,000 ล้านบาท แต่การพิจารณาและการกลั่นกรองต่างๆ ที่ส่งไปยังกระทรวงการคลังอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท

    อรรถกรกล่าวอีกว่า พวกเราจำเป็นจะต้องแก้ไข แล้วต้องหาทางทำให้ประเทศไทยโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยและกองทุนสามารถส่งนักกีฬาไปแข่งได้ด้วยจำนวนเงินที่สมเหตุสมผล ย้ำว่าไม่มีปัญหาและต้องขอบคุณโอลิมปิกที่เป็นห่วง ซึ่งทางโอลิมปิกก็เป็นหนึ่งในกรรมการในคณะที่เสนอ 1,200 ล้านบาทด้วย เมื่อตนเข้ามาอะไรที่สามารถแก้ไขทำให้ดีขึ้นได้ก็ยินดี

    ส่วนการประชุมบอร์ดกองทุนกีฬาที่ตนเป็นประธานนั้น อรรถกรกล่าวว่า มีความเห็นขอให้เราทำนำร่องการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา เพราะที่ผ่านมานั้นมีปัญหามาโดยตลอด เช่น กรณีที่นักกีฬาออกมาร้องเรียนว่าเงินช้าได้เงินไม่ถึง จึงอยากให้ดำเนินการจ่ายตรงไปที่นักกีฬาโดยไม่ผ่านสมาคม อาจจะเป็นแนวทางที่หลายคนไม่คุ้นเคยแต่สุดท้ายแนวทางดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไปได้ และขอเชิญชวนผู้บริหารโอลิมปิกมาร่วมทำงานกัน เชื่อว่าความโปร่งใสในการดูแลนักกีฬาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด

    เมื่อถามว่าจะเพียงพอต่อการส่งนักกีฬาไปแข่งเอเชียนเกมส์หรือไม่ อรรถกรกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากพูดตามตรงก็อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของตนที่ยังรักษาการอยู่ที่จะหาทางทำให้ประเทศไทยสามารถส่งไปได้เพียงพอและมีความเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/attakorn-budget-athletes-solution/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XxrrVrPt08BEjzE9kyKPh

  • กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569


    2/02/2569 | 28 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    วันนี้(2 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 14.30 น. ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (WAR ROOM) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569 เพื่อพิจารณากลั่นกรองรายชื่อข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบแนวทางการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงพิจารณากรณีผู้ขาดคุณสมบัติ อันเนื่องมาจากการถูกลงโทษทางวินัยหรือผลการประเมินการปฏิบัติราชการไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้การเสนอขอพระราชทานเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณารับรองรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเพื่อเสนอขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 602 คน ซึ่งสะท้อนถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนอย่างแท้จริง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    รูปภาพ

    “>

    “>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/317385&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iU7SmX41n5Cbg6Zxlio1T