Blog

  • คอไวน์เฮ! ครม.ผ่อนเกณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ขออนุญาตขายง่ายขึ้น ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยว

    คอไวน์เฮ! ครม.ผ่อนเกณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ขออนุญาตขายง่ายขึ้น ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยว

    คอไวน์เฮ! ครม.ผ่อนเกณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ขออนุญาตขายง่ายขึ้น ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.36 น.

    ข่าวดีของคอไวน์  ครม.ผ่อนเกณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ  ขออนุญาตขายง่ายขึ้น  ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยว  นำร่องประเภทชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์   โดยให้ขออนุญาต ได้ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขา ยกเลิกระบบนำเข้าผ่านตัวแทนขายสุราแบบผู้เดียว  

    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ทำเนียบ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ   รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง   เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าสำหรับสาระสำคัญในเรื่องนี้คือ ครม.เห็นอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 โดยเบื้องต้นให้มีการนำร่องในสินค้าประเภทชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้ใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลสุราน้ำเข้าเพื่อประเมินมูลค่าและควบคุมการจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา ซึ่งมีสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เป็นสินค้าน้ำร่อง จึงสามารถตรวจสอบราคาเบื้องต้นของสุราแซ่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ่งไวน์เทียบกับราคาของแหล่งผลิตได้จากราคาอ้างอิงในระบบฐานข้อมูลฯ และสามารถตรวจสอบราคาขายปลีกจริงของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่มีการนำเข้า

    นอกจากนั้นยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 ที่ในปัจจุบันกำหนดไว้ให้เป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent)  และยกเลิกขั้นตอนการอนุมัติฉลากปิดภาชนะสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร และเพิ่มช่องทางการยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าสุราเข้ามาในราชอาณาจักร อันจะเป็นการช่วยผลักดันและสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย 

    ทั้งนี้กรมสรรพสามิตอธิบายว่า การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนเกี่ยวกับอนุญาตินำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 (ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในประเภท 1-4 ) โดยกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีกรอบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการที่จะพิจารณาในการออกใบอนุญาตเดิม โดยการขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่นนอกจากประเภทที่ 1 – 4 ซึ่งไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรที่ชัดเจน ส่งผลให้การนำเข้าสุราในกรณีอื่น ๆผู้นำเข้าสามารถมีสิทธิขอใบอนุญาตประเภทที่ 5 ได้ เนื่องจากไม่ได้กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจในการกำหนดขอบเขตของหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตประเภทนี้ไว้

    กระทรวงการคลังยังให้ข้อมูลกับ ครม.เพิ่มเติมว่าการแก้ไขกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรยังเป็นการแก้ไขข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและส่งผลกระทบต่อการบริหารการการจัดเก็บภาษีภายใต้ระบบใบอนุญาต ดังนั้นเพื่อเป็นการลดขั้นตอนการพิจารณาและการอำนวยความสะดวกกระทรวงการคลัง ลดข้อจำกัดทางกฎกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันในทางธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมการจัดเก็บภาษีสุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้ระบบใบอนุญาตโดยการปรับปรุงกฎหมาย และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันและสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวอีกด้วย 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944829&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_JrCAhyws1m2rsmX2iUrm

  • CGSI แนะซื้อ MINT เป้าใหม่ 31 บาท รับอานิสงส์ท่องเที่ยวยุโรป-ดอกเบี้ยขาลง

    CGSI แนะซื้อ MINT เป้าใหม่ 31 บาท รับอานิสงส์ท่องเที่ยวยุโรป-ดอกเบี้ยขาลง

    ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มการดำเนินงานของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 ธุรกิจโรงแรมของบริษัทจะมีรายได้เติบโต 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) ปัจจัยหนุนหลักมาจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในภูมิภาคยุโรปและมัลดีฟส์ แม้ว่าตลาดออสเตรเลียจะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งผลประกอบการอยู่บ้างก็ตาม

    ทั้งนี้ European Travel Commission (ETC) ได้คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในยุโรปจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องราว 6.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ในปี 2569 ขณะที่ประเทศมัลดีฟส์ ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินว่าสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติจะขยายตัว 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 2.4 ล้านคน โดยได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเติบโต 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เป็น 34.5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงแรมส่วนใหญ่ของ MINT ในตลาดเหล่านี้เน้นรองรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก จึงคาดว่ารายได้จะเติบโตในอัตราเลขหลักเดียวระดับต่ำถึงกลาง

    สำหรับธุรกิจอาหาร ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินว่าในปีนี้ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และยอดขายรวมน่าจะเติบโตเพียง 1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ 2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงซบเซา ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้คาดการณ์ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของธุรกิจอาหารจะลดลงจาก 69.0% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 66.7% ในปี 2568 ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับ 67.0% ในช่วงปี 2569-2570

    ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2568 คาดว่าธุรกิจโรงแรมจะทำรายได้เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อานิสงส์จากอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้นทั้งในไทยและมัลดีฟส์ แม้จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง 5% กดดันรายได้จากมัลดีฟส์ แต่ถูกชดเชยด้วยค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้น 3% ซึ่งส่งผลดีต่อรายได้จากยุโรป ส่วนรายได้ธุรกิจอาหารคาดว่าจะลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น จึงประเมินว่า MINT จะทำกำไรสุทธิรวมในไตรมาสนี้ที่ 2,656 ล้านบาท ลดลง 27% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า Sentiment ของ MINT จะปรับตัวดีขึ้นจากความสดใสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุโรปและมัลดีฟส์ จึงได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 31 บาท (เดิม 29 บาท) อิง EV/EBITDA ปี 2570 ที่ 6.8 เท่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สะท้อนกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในปี 2569-2570 จากรายได้โรงแรมที่แข็งแกร่งและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากการจัดตั้ง REIT หรือการนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียน (IPO) ในอนาคต ส่วนปัจจัยเสี่ยง (Downside risk) มาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปและการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับยูโร

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/810886&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kg0paW2-A6F-216dIB3yx

  • ภูเก็ตเปลี่ยนเกมอสังหาฯจากเกาะท่องเที่ยวสู่สมรภูมิแสนล้าน

    ภูเก็ตเปลี่ยนเกมอสังหาฯจากเกาะท่องเที่ยวสู่สมรภูมิแสนล้าน

    จากเมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่สมรภูมิอสังหาฯมูลค่าสูง เมกะโปรเจกต์–ทุนต่างชาติ–ดีมานด์ต่างชาติผลักดัน “ภูเก็ต” ให้กลายเป็นทำเลยุทธศาสตร์แห่งใหม่ของนักลงทุน

    หากย้อนมองภูเก็ตในอดีต ภาพจำอาจเป็นเพียงเกาะท่องเที่ยวชื่อดังแต่วันนี้ ภูเก็ตกำลังก้าวข้ามบทบาทเดิมสู่การเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจนานาชาติฝั่งอันดามัน แรงขับเคลื่อนสำคัญ มาจากเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์มาร์กระดับประเทศ

    อย่าง ICONSIAM PHUKET รวมถึงโครงการ Branded Residence จากแบรนด์ระดับโลก ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอสังหาฯแต่คือ “สัญญาณความเชื่อมั่น” จากนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังเดิมพันกับศักยภาพระยะยาวของภูเก็ต
     

    เม็ดเงิน 4.7 แสนล้านบาท ใน 5 ปี 

    ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย  ระบุว่า ในช่วง 5 ปี (2564–2568)ภูเก็ตมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่กว่า 45,066 ยูนิตคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 469,720 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ภูเก็ตไม่ได้เติบโตแบบกระแสแต่กำลังขยายตัวอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศและปีที่ร้อนแรงที่สุด คือ ปี 2567 ซึ่งมีอุปทานเปิดใหม่สูงถึง 18,515 ยูนิตด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า190,112 ล้านบาท

    ปิดการขายเร็ว 50–70% ภายในเดือนเดียว 

    ณ สิ้นปี 2568 ภูเก็ตมีโครงการเปิดขายใหม่กว่า 72 โครงการมูลค่ารวมกว่า 81,643 ล้านบาทจำนวนกว่า 10,312 ยูนิตที่น่าสนใจคือ
    หลายโครงการสามารถ ปิดการขายทั้งโครงการได้อย่างรวดเร็ว หรือบางโครงการขายได้ 50–70% ภายในไม่ถึง 1 เดือน

    นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ดีมานด์ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความต้องการจริงทั้งจากผู้ซื้อในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติ

    กรุงเทพฯ ชะลอ แต่ภูเก็ตเร่ง นักลงทุนย้ายเกมลงทุน

    ในขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ยังเผชิญแรงกดดันนักลงทุนจำนวนมากเริ่ม ย้ายหมุดการลงทุนสู่เมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตสูงและภูเก็ต คือชื่อแรก ๆ ที่ถูกพูดถึงทั้งในมิติ Long-stay demandและ Investment demandโดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
    ที่มองอสังหาฯ ภูเก็ตเป็นทั้งบ้านพักตากอากาศและสินทรัพย์สร้างผลตอบแทนระยะยาว

    นักท่องเที่ยวกว่า 10 ล้านคน ฐานดีมานด์ที่ยังแข็งแรง

    ปี 2568 ภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 10.47 ล้านคนสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 5.45 แสนล้านบาทแม้ตัวเลขจะชะลอลงเล็กน้อยจากปีก่อนแต่โครงสร้างนักท่องเที่ยวยังคงแข็งแรงโดยเฉพาะกลุ่ม รัสเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย จีน และคาซัคสถาน กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้มาเพียงท่องเที่ยวแต่หลายส่วนกลายเป็น ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และผู้พำนักระยะยาวในภูเก็ต

    ภูเก็ตเปลี่ยนเกมอสังหาฯจากเกาะท่องเที่ยวสู่สมรภูมิแสนล้าน

    คอนโด6,000–8,000 ยูนิตใหม่ ในปี 2569 

    คอลลิเออร์สคาดการณ์ว่า ปี 2569 ตลาดคอนโดมิเนียมภูเก็ตยังคงร้อนแรงต่อเนื่องแม้อุปทานเปิดใหม่จะลดลงเล็กน้อยเหลือราว6,000–8,000 ยูนิต

    ทำเลดาวเด่นยังคงเป็นบางเทา เชิงทะเล ราไวย์ กะตะ กะรน และเมืองภูเก็ต ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนารายใหญ่จากตลาดหลักทรัพย์ อาทิ  แสนสิริ แอสเซทไวส์ ยังคงเดินหน้าเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ภูเก็ตเปลี่ยนเกมอสังหาฯจากเกาะท่องเที่ยวสู่สมรภูมิแสนล้าน

    บ้านพักตากอากาศ30–50 ล้านจับกลุ่มเศรษฐี

    อีกหนึ่งตลาดที่โดดเด่น คือ บ้านพักตากอากาศ (Luxury Villa)สิ้นปี 2568 มีอุปทานกว่า1,100 ยูนิตจาก 40 โครงการมูลค่ารวมกว่า27,215 ล้านบาทกว่า 58% กระจุกตัวในย่านเชิงทะเล ซึ่งได้รับความนิยมสูงจากกำลังซื้อชาวรัสเซียแนวโน้มสำคัญคือผู้พัฒนาเริ่มขยับออกจากแนวชายหาดสู่พื้นที่ที่เงียบสงบ ต้นทุนต่ำกว่าโดยเน้นระดับราคา 30–50 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ตลาดตอบรับดีที่สุด

    ภูเก็ต กำลังเข้าใกล้เมืองอสังหาฯระดับโลก

    เมื่อรวมทุกปัจจัยตั้งแต่เมกะโปรเจกต์ โครงสร้างพื้นฐาน กำลังซื้อไทย–ต่างชาติและราคาที่ดินที่ปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดทำให้มีการประเมินว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ปี 2569อาจขยับเข้าใกล้กรุงเทพฯ และมหานครชั้นนำของโลกและนี่คือเหตุผลที่นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าภูเก็ตไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวแต่คือ “ขุมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์” ที่ถูกจับตามอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1219540&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34hxPvqgRfZt19KxFf2foM

  • ท่องเที่ยวจีนฟื้น รับตรุษจีน หนุนหุ้นโรงแรมเด่น กูรูชี้เนื้อสัตว์ได้แค่บวกระยะสั้น

    ท่องเที่ยวจีนฟื้น รับตรุษจีน หนุนหุ้นโรงแรมเด่น กูรูชี้เนื้อสัตว์ได้แค่บวกระยะสั้น

    ท่องเที่ยวจีนฟื้น รับตรุษจีน หนุนหุ้นโรงแรมเด่น กูรูชี้เนื้อสัตว์ได้แค่บวกระยะสั้น

    ท่องเที่ยวจีนฟื้น รับตรุษจีน หนุนหุ้นโรงแรมเด่น กูรูชี้เนื้อสัตว์ได้แค่บวกระยะสั้น

    การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนกำลังกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง หลังสัญญาณการเดินทางเข้าไทยในช่วงต้นปีเร่งตัวชัดเจนรับเทศกาลตรุษจีน ทั้งจำนวนผู้เดินทางและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งแรงหนุนโดยตรงต่อกลุ่มโรงแรม

    ขณะเดียวกันยังจุดกระแสเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ จากความต้องการบริโภคที่ขยับขึ้นตามฤดูกาล ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า แรงบวกครั้งนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน และหุ้นกลุ่มใดได้ประโยชน์จริงในเชิงการลงทุน

    นายโดม คุณประยูรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า ประเมินว่าทิศทางนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมายังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง

    โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนการเติบโตถึง 14% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินโดยสารจากจีนสู่ไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ปัจจัยดังกล่าวส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มโรงแรม โดยฝ่ายวิจัยมองว่า ERW (แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 2.40 บาท) และ CENTEL (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 37.00 บาท) จะได้รับอานิสงส์จากรายได้ห้องพักที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงตรุษจีน

    ปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากทั้งสองบริษัทมีพอร์ตโรงแรมกระจายอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่สำคัญของประเทศ รวมถึงในจังหวัดที่เป็นท่องเที่ยวรอง และโดยปกติมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 10–15% ของรายได้รวม

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยยังมองว่าเทศกาลตรุษจีนอาจเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นต่อราคาสินค้าเนื้อสัตว์ในประเทศ ทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้อาจมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในช่วงสั้น อาทิ CPF และ GFPT

    การปรับขึ้นของราคาเนื้อสัตว์อาจไม่ได้สะท้อนผลบวกต่อกำไรของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญนัก เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดโลก ทำให้ประโยชน์ที่ได้รับเป็นลักษณะ sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นมากกว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่อง โดยเฉพาะความถี่เที่ยวบินและกำลังใช้จ่ายต่อหัว ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าผลบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจะยั่งยืนเพียงใด ขณะที่หุ้นกลุ่มอาหารยังเหมาะกับการลงทุนเชิงจังหวะ มากกว่าการถือยาวในภาวะต้นทุนผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/650562&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d7s0b48w4yOyb1fDckNBN

  • “เอกนิติ”ชูเศรษฐกิจ 10 พลัส ตั้งใจปั๊มจีดีพี โตเต็มศักยภาพ | เดลินิวส์

    “เอกนิติ”ชูเศรษฐกิจ 10 พลัส ตั้งใจปั๊มจีดีพี โตเต็มศักยภาพ | เดลินิวส์

    โดยเฉพาะใช้ช่วงโค้งสุดท้ายนี้นำเสนอในทุกรูปแบบ เพื่อดึงดูดให้คนไทยที่มีสิทธิ์ เทคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด โอกาสนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงเปิดพื้นที่ให้กับพรรคการเมืองตัวเต็ง เพื่อนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยคาดหวังให้เป็นข้อมูลให้กับสาธารณชน และผู้มีสิทธิ์มีเสียงนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจที่จะเลือกรัฐบาลที่ดีที่สุดในการเข้ามาบริหารประเทศ

    เปิดใจที่อยากทำต่อ

    “สาเหตุที่ต้องการอยู่เพื่อทำต่อ มาจากการที่เราเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจได้พ้นจากการติดหล่มแล้ว แล้วเราจะทำให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ถ้าไม่ต่อเนื่องเศรษฐกิจไทยก็อาจติดหล่มไปอีก ที่สำคัญนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดโอกาสและสนับสนุนให้ตัวเองและทีมงานได้ทำงานอย่างเต็มที่ จึงทำให้นโยบาย “ควิก บิ๊ก วิน” และนโยบาย “พลัส” กลายเป็นนโยบายระดับประเทศ และประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะออกดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน และกลายเป็นที่มาของนโยบาย 10 พลัส ” เป็นประโยคที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดบทสนทนาไว้กับทีมนักข่าวเศรษฐกิจ ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ นี้

    ควิกบิ๊กวินดันศก.โต1.8%

    “เอกนิติ” ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในช่วงกว่า 2 เดือน ที่ผ่านมา นโยบาย “ควิก บิ๊ก วิน” ผ่าน 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้ดำเนินการไปแล้วถึง 99% มีเพียง 1% เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ คือเรื่องของการจัดตั้งโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ที่แม้จะผ่านความเห็นชอบของครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของครม.ชุดใหญ่ได้ทัน เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน

    ณ วันนี้ ควิก บิ๊ก วิน ทั้ง 99% ได้ออกดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน ที่สามารถผลักดันให้ “รถที่ติดหล่ม” สามารถหลุดพ้นมาจากหล่มได้แล้ว โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 68 สามารถขยายตัวได้มากถึง 1.8% จากที่ทุกฝ่ายคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.3% เท่านั้น แม้ตัวเองได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ไม่ต่ำกว่า 1% ก็ตาม โดยผลที่ออกมานั้น มาจากมาตรการควิก บิ๊ก วิน ถึง 1.4% ขณะที่อีก 0.4 % มาจากการส่งออกที่ดีขึ้น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 68 นั้น เติบโตได้ 2% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรก

    ทุกวันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าศักยภาพของเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น เติบโตได้เพียงแค่ 2.7% เท่านั้น ตามที่แบงก์ชาติได้ประเมินไว้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าในช่วง 4 ปีจากนี้ หากพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาสานต่อนโยบายที่ได้ดำเนินการไว้และเดินหน้าต่อ…โดยผ่านนโยบาย 10 พลัส จะทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ในระดับ 3% เศษ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตรงไปตรงมา เป็นตัวเลขที่ทำได้จริง ไม่ใช่ตัวเลขที่เพ้อฝันใด ๆ การตั้งเป้าหมายตัวเลขเศรษฐกิจหรือจีดีพี ไม่ว่าจะเป็น 5% หรือ 6% ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในส่วนของตัวเองแล้ว…ต้องการพูดความจริง พูดในสิ่งที่ทำได้ พูดแล้วทำ!

    ใช้ไม่ถึง1.5แสนลบ.

    ดังนั้น…ตัวเลขงบประมาณในการดำเนินนโยบายที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. จึงเป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงจนเกินไป ไม่ถึง 1.5 แสนล้านบาท และเป็นการรายงานอย่างละเอียด ชัดเจน ระมัดระวัง ที่สำคัญตรงไปตรงมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องดำเนินการอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไร โดยเป็นเงินที่ไม่มากนัก และในความจริงอาจใช้น้อยกว่านี้ ด้วยประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งที่เป็นข้าราชการ เป็นประธานแบงก์ มาก่อนจึงรู้ว่าจะใช้ช่องไหนเพื่อไม่ให้รัฐเสียวินัยการคลัง ที่สำคัญงบประมาณปี 69 ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ ดังนั้นนโยบายที่ขายฝันทั้งหลายต้องทำได้ด้วย เมื่อพูดแล้วต้องทำ อะไรที่เพ้อฝันไม่ทำแน่นอน นโยบายที่หวือหวาไม่ทำแน่ เพราะทุกวันนี้คนไทยไม่ใช่อะไรที่จะถูกหลอกได้ง่าย เงินต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เงินของพรรค แต่เป็นเงินของผู้เสียภาษี แล้วการเอาเงินเหล่านี้มาใช้ ก็คือเงินในอนาคต คือเงินของลูกหลานทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และดีใจที่นายกฯและพรรค ให้โอกาสที่จะทำอะไร โดยที่ต้องดูความคุ้มค่าของเงิน ประกอบกันด้วย

    ห่วงวินัยการคลังมาก

    “ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ วินัยการคลัง ที่เวลานี้แย่มาก และตั้งใจที่จะทำตรงนี้ให้ดีขึ้น จึงทำแผนการคลังออกมาและถือว่าเป็นแผนที่ทำให้สถาบันจัดอันดับต่าง ๆ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เพราะในแผนได้เขียนอย่างละเอียดและมีเงื่อนไขหมด แม้จะมีเรื่องของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ในตอนนั้น ว่า พร้อมหรือไม่ ถ้าไม่พร้อมจะมีอะไรมาทดแทน ซึ่งได้เขียนไว้อย่าละเอียดเท่าที่จะทำได้” เอกนิติ พยายามชี้ให้เห็น

    เพิ่มศักยภาพประเทศ

    สำหรับนโยบายของ “เศรษฐกิจ 10 พลัส” หัวใจสำคัญมาจาก การเติมเข้าไปให้เติบโต เพิ่มศักยภาพของประเทศ โดยทำให้เติบโตได้อย่างทั่วถึง เพราะไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก หรือโตกระจุกจนกระจาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 5 พลัส แรก เป็นการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่วน 5 พลัส หลังคือ การสร้างให้โตอย่างมีคุณภาพและเต็มศักยภาพ มีเป้าหมาย ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามศักยภาพ โดยสามารถขยายตัวได้ในระดับ 3% พลัส

    ทั้งนี้เนื่องของการเติบโตอย่างทั่วถึงนั้นมีหลักคิดมาจากเป้าหมายของคนใน 5 กลุ่ม คือ

    1. คนละครึ่ง พลัส กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย ที่พุ่งเป้าไปที่มนุษย์เงินเดือน คนทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งไม่ได้ให้เฉพาะลดรายจ่ายเท่านั้น แต่จะเพิ่มทักษะให้จริง ๆ โดยแตกต่างจากเดิมคือการเพิ่มมิติการสอนทักษะดิจิทัล ซึ่งใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท แต่อาจใช้เพียง 33,000 ล้านบาท ดูตามความเหมาะสมของงบประมาณ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ยึดหลักการเดิม

    2. สูงวัย พลัส รับมือสังคมผู้สูงอายุ ที่เน้นไปที่ผู้สูงวัยที่จะทำอย่างไรให้มีเงินใช้หลังเกษียณไม่เป็นภาระ เพราะอีก 10 ปี จำนวนผู้สูงวัยจะพุ่งสูงถึง 30% โดยจะเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ เช่น Skill Bridge และออมทรัพย์ พลัส Plus เป็นต้น

    3.เอสเอ็มอี พลัส เมดอินไทยแลนด์ โดยเอสเอ็มอี คือคนตัวเล็กตัวน้อยเหมือนกัน ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะส่งเสริมเมด อินไทยแลนด์ ผ่านโครงการสำคัญ เช่น เอสเอ็มอี เครดิต บูสท์

    4.ชุมชน พลัส ที่มุ่งสร้างชุมชนที่ยั่งยืน โดยให้คนในเมืองและคนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องกลับเข้ามาในเมืองทั้งหมด และ

    5.ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะถ้ากลุ่มตัวเล็กตัวน้อยไม่แข็งแรง ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นทุกกลุ่มต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างทั่วถึง

    ส่วน 5 พลัส เพิ่มศักยภาพ สร้างรากฐานระยะยาว ประกอบด้วย

    1.เรื่องการศึกษา พลัส คือ เน้นไปที่การเพิ่มทักษะ โดยการศึกษา ที่สำคัญที่สุด เพราะทุกวันนี้ระบบการศึกษาแย่มาก โดยเน้นการเรียนฟรีที่ทำได้จริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา มีการจัดเพื่อจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ มีโครงการ Skill Bridge เป็นการเรียนรู้จากสิงคโปร์ แต่ปรับให้เหมาะกับไทย

    2.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติ โดยเปิดให้มีไดเร็กพีพีเอ หรือเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง การลงทุนทำโซลาร์ ฟาร์ม ผ่านหลังคาของหน่วยราชการ การทำโฟลตติ้ง โซลาร์ โดยใช้อ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่เป็นพื้นที่ราชพัสดุอยู่แล้ว รวมถึงผลักดันโครงการ โลว์ คาร์บอน ซิตี้ โดยให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิต

    3. ลงทุน พลัส ผ่านกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ เพราะทุกวันนี้มีข้อติดขัดเรื่องงบประมาณ ปัจจุบันรัฐบาลมีงบลงทุนเหลือเพียง 20% เท่านั้น แต่ยังต้องลงทุนอยู่

    4.เทรด พลัส หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทยกลุ่มใหม่ๆ ที่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะเป็นผู้เข้ามาดำเนินการ ทั้งสินค้าสีเขียว สินค้าอุตสาหกรรมใหม่

    5. ไทยแลนด์ พลัส ปลดล็อคการลงทุน ที่ปัจจุบันได้ทำโครงการ ฟาสต์ พลัส เพื่ออำนวยความสะดวกและอุปสรรคให้กับนักลงทุน โดยผ่านระบบของบีโอไอ ที่ได้เริ่มต้นทำแล้ว รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องแต่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน

    “นโยบายเศรษฐกิจที่มีส่วนออกแบบ นี้ ได้ตั้งใจออกให้ตรงเป้า ไม่สุรุ่ยสุร่าย ให้ทาร์เก็ตที่ตรงเป้าเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายนโยบายไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำไป ถ้าได้โอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นโยบายรัฐทุกอย่างจะใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้ดีขึ้น แข่งขันกับนานาประเทศได้ ทำให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นหนี้ อยากพัฒนาอย่างระยะยาว ไม่อยากทำระยะสั้น ให้เค้าดีขึ้นสั้น ๆ สั้น แล้วก็กลับมาเป็นปัญหาใหม่ และที่ผ่านมา 73 วัน ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าเราทำจริง”

    เป็นประโยคสุดท้าย ที่ “เอกนิติ” ได้ปิดบทสนทนา หลังจากใช้เวลาเปิดใจร่วม 2 ชั่วโมง.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5564302/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d9POorsiWhs1Qiu5nHmG4

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ ยกระดับ IP ไทยสู่ความเป็นเลิศ ขยับบทบาทอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย สู่ผู้เล่นแถวหน้าในเวทีโลก | TOPNEWS

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ ยกระดับ IP ไทยสู่ความเป็นเลิศ ขยับบทบาทอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย สู่ผู้เล่นแถวหน้าในเวทีโลก | TOPNEWS

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ซีพี รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เชื่อมประสานการทำงานของภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ควบคู่กับการคุ้มครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนา “DIP x CP IP Forum 2026 : ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่ความเป็นเลิศ” เสริมศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง True Experience CP COE ชั้น 2 ทรูดิจิทัลพาร์ค

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเครือเจริญโภคภัณฑ์ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากหารือร่วมกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับแนวทางการผลักดันการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมมูลค่าสูง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ทรัพย์สินทางปัญญามิใช่เพียงกลไกคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ช่วยสร้างความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยี และส่งเสริมการใช้ประโยชน์นวัตกรรมในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานความรู้และนวัตกรรม อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และประเทศชาติในภาพรวม

    ภายใต้กรอบความร่วมมือของ MOU นี้ ทั้งสองฝ่ายมีแผนดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการยกระดับศักยภาพนักวิจัยและบุคลากรของทั้งสองฝ่าย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต และผลักดันเข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม พร้อมวางกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสิทธิอย่างเป็นระบบ ก่อนเชื่อมโยงผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดจริง ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สร้างสรรค์และภาคธุรกิจ เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย

    ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดให้มีเวทีเสวนา “DIP x CP IP Forum 2026” ในหัวข้อ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันประเทศ” โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์ ร่วมกับผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์นำโดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์
    เครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึงนักวิจัยและบุคลากรด้านนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน โดยมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่า
    ทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูง เพื่อเปลี่ยนบทบาทของไทยจากผู้ผลิตสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมในเวทีโลก ทั้งในมิติด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน และมาตรฐานที่สากลยอมรับ

    นางอรมน กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศให้สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทยได้รับการคุ้มครอง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1475928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XwHJ4qRwLd7fHGydCGCVm

  • สิงคโปร์กวาดรายได้การท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ คาดทะลุเป้ารายปี : อินโฟเควสท์

    สิงคโปร์กวาดรายได้การท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ คาดทะลุเป้ารายปี : อินโฟเควสท์

    คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์เปิดเผยวันนี้ (3 ก.พ.) ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 พุ่งขึ้น 6.5% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.39 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีแนวโน้มที่จะทำรายได้ตลอดปี 2568 สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.9-3.05 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์

    คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังสิงคโปร์ในปี 2568 อยู่ที่ 16.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบรายปี นำโดยนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และอินเดีย

    นอกจากนี้ คณะกรรมการการท่องเที่ยวคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าในปี 2569 โดยรวมจะอยู่ที่ 17-18 ล้านคน เนื่องจากจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อชมคอนเสิร์ตของวง BTS ซึ่งเป็นศิลปิน K-pop ชื่อดังของเกาหลีใต้ รวมทั้งชมการแข่งขันรถแข่งฟอร์มูลา วัน กรังด์ปรีซ์ (Formula 1 Grand Prix) และการล่องเรือสำราญของดิสนีย์ ครูซ ไลน์ (Disney Cruise Line) ซึ่งใช้สิงคโปร์เป็นท่าเรือหลักแห่งแรกในเอเชีย

    ทั้งนี้ คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ไว้ที่ 3.1-3.25 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD20IQ0LTI01XH84NJ6GXLGNMIUCCHY&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NACKsX6pakUyXrW6sa5vE

  • ททท. ดึงพลังลิซ่า ชวนเที่ยว Feelings ไทย ปลุกท่องเที่ยวทุกภูมิภาค

    ททท. ดึงพลังลิซ่า ชวนเที่ยว Feelings ไทย ปลุกท่องเที่ยวทุกภูมิภาค

    ททท. ชวนปักหมุดแลนด์มาร์คจากแคมเปญ “feel all the feelings” เที่ยวไทยตามรอย ‘ลิซ่า’ ปลุกพลังท่องเที่ยวทุกภูมิภาค

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าใช้พลัง Soft Power ปลุกกระแสท่องเที่ยวไทย ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด ‘feel all the feelings’ ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางโดย ลิซ่า ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่พาผู้ชมออกเดินทางปักหมุดแลนด์มาร์คสำคัญทั่วประเทศ ตั้งแต่วัฒนธรรม วิถีชีวิต ไปจนถึงธรรมชาติอันหลากหลาย สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในมุมมองร่วมสมัย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติออกเดินทางมาสัมผัส ‘ทุกความรู้สึก’ ที่เมืองไทยมีให้

    แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเล่าเรื่องปลายทางใดปลายทางหนึ่ง หากแต่เป็นการร้อยเรียงเสน่ห์จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เสมือนเปิดโปสการ์ดจากหลากหลายเมืองทีละใบ เผยให้เห็นความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คน ผ่านอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ตอกย้ำภาพลักษณ์ Amazing Thailand ที่มีความครบครันและพร้อมตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่

    หนึ่งในโลเคชันไฮไลต์ คือ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ โบราณสถานสำคัญกลางเมืองล้านนา ที่ถ่ายทอดกลิ่นอายศรัทธาและวิถีชีวิตภาคเหนืออย่างลึกซึ้ง ผสานเข้ากับบรรยากาศของ ประเพณียี่เป็ง เทศกาลโคมลอยอันเลื่องชื่อ ภาพโคมไฟนับพันดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืน สร้างความประทับใจและมนต์เสน่ห์ที่ยากจะลืม โดยในระหว่างการถ่ายทำ ลิซ่ายังได้ร่วมกิจกรรมจุดเทียน ถ่ายทอดอารมณ์ของเทศกาลอย่างมีชีวิตชีวา

    tour-follow-lisa-feel-all-the-feelings-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เสน่ห์ของภาคเหนือยังถูกถ่ายทอดต่อเนื่องผ่านโลเคชันที่ชวนหลงใหล ไม่ว่าจะเป็น วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน กับจิตรกรรม ‘ปู่ม่านย่าม่าน’ ที่สะท้อนเรื่องราวความรักอย่างอ่อนโยน, ทุ่งนาสะปัน จังหวัดน่าน ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายหมอกยามเช้า, ภูลังกา จังหวัดพะเยา และ ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย จุดชมทะเลหมอกที่มอบความรู้สึกอิสระและพลังจากธรรมชาติ รวมถึง เจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส จังหวัดลำปาง ที่งดงามราวกับเจดีย์ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า สร้างประสบการณ์ทั้งความตื่นเต้นและความอิ่มเอมใจให้ผู้มาเยือน

    ขณะที่ภาคเหนือตอนล่าง ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติผ่าน น้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก น้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางขุนเขา ให้ภาพทะเลหมอกและสถาปัตยกรรมอันวิจิตร สร้างความรู้สึกสงบและศรัทธาไปพร้อมกัน

    ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถ่ายทอด Feelings ที่นุ่มลึกผ่าน ทะเลสาบบัวแดง จังหวัดอุดรธานี ทุ่งดอกบัวสีชมพูที่บานสะพรั่งยามเช้า สร้างบรรยากาศสงบละมุนและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่ภาคกลางนำเสนอความงดงามเหนือกาลเวลาของ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร สัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    บทสรุปของการเดินทางอยู่ที่ทะเลไทย ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เริ่มจาก เกาะทะลุ จังหวัดระยอง จุดดำน้ำตื้นที่เงียบสงบ น้ำทะเลใส และธรรมชาติสมบูรณ์ ไปจนถึง เสม็ดนางชี จังหวัดพังงา ที่เผยภาพอ่าวพังงาในยามพระอาทิตย์ขึ้น สะท้อน Feelings ของอิสรภาพ ความสดใส และการพักผ่อนอย่างแท้จริง

    แม้โลเคชันในภาพยนตร์โฆษณา ‘feel all the feelings’ จะกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค แต่ทุกภาพล้วนเชื่อมโยงกันด้วยแนวคิดเดียวกัน คือการชวนมองประเทศไทยผ่านมุมมองใหม่ๆ โดยใช้ ‘ความรู้สึก’ เป็นตัวเล่าเรื่อง ผ่านบทบาทของ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่ทำให้แต่ละสถานที่ไม่ใช่เพียงฉากหลัง หากแต่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง ตอกย้ำพลังของการท่องเที่ยวไทยในฐานะกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ และ Soft Power ที่พร้อมดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกให้ร่วมออกมาสัมผัสและ feel all the feelings… Amazing Thailand

    tour-follow-lisa-feel-all-the-feelings-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tour-follow-lisa-feel-all-the-feelings&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F-WwCtOo_UW4Q5l9qsDS0

  • เสนอปฏิรูป ประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80% – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เสนอปฏิรูป ประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80% – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เสนอปฏิรูปประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80%

    ประกันสังคม ก้าวหน้า ชี้เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งบอร์ดใหม่ ลดตัวแทนผู้ประกันตนจาก “7 เหลือ 1” ลดสิทธิกว่า 80% ชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปประกันสังคม แยกจากระบบราชการ

    การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการ ประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ประกันตน จากเดิมที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนได้สูงสุด 7 คน ตามสัดส่วนบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน มาเป็นการเลือกได้เพียง 1 คน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจและสิทธิของผู้ประกันตนโดยตรง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าเตรียมเสนอ 3 แนวทางปฏิรูปประกันสังคม พร้อมแยกออกจากระบบราชการ

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม ระบุว่า ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2566 รูปแบบการเลือกผู้แทนได้หลายคนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่มีจุดยืนและแนวทางการทำงานร่วมกันสามารถเข้ามาทำงานเป็นทีม มีเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิรูปประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสิทธิประโยชน์ การตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือการบริหารการลงทุนของกองทุนประกันสังคม

    หากเปลี่ยนมาเป็นระบบเลือกผู้แทนได้เพียงคนเดียว จะทำให้ผู้แทนที่ได้รับเลือกกระจัดกระจาย ขาดการทำงานเป็นทีม และอาจทำให้การผลักดันนโยบายที่มีความก้าวหน้าเป็นไปได้ยากขึ้น โดยมีความเสี่ยงที่จะย้อนกลับไปสู่รูปแบบเดิมที่ผู้แทนทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้

    สิทธิผู้ประกันตนหายไปกว่า 80%

    นอกจากนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระเบียบการเลือกตั้ง ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้เสนอ ว่ามีประเด็นที่น่ากังวล 2 ประการ ประเด็นแรก คือ การจำกัดสิทธิของผู้ประกันตนจากการเลือกผู้แทนได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน ซึ่งเท่ากับลดอำนาจการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนลงอย่างมาก โดยหากคำนวณในเชิงสัดส่วน สิทธิที่เคยมีอยู่ 100% จะลดลงเหลือประมาณ 16% หรือหายไปมากกว่า 80%

    ประเด็นที่สอง คือ การให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งของประกันสังคมในการกำหนดเงื่อนไขและวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น เรื่องจริยธรรม ความสามารถที่ประจักษ์ หรือความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเห็นว่าเป็นการพิจารณาคุณสมบัติที่อาจเกินขอบเขตของพระราชบัญญัติ และอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการมีจุดยืนหรือความคิดเห็นทางการเมืองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะอธิบายแนวคิดดังกล่าวว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบมีแต้มต่อ” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่ไม่มีทีมหรือไม่ได้รับความนิยมสูงมีโอกาสเข้าสู่บอร์ดได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้แทนซึ่งได้รับคะแนนเสียงแตกต่างกันอย่างมาก เช่น หลักแสนเสียงกับเพียงไม่กี่พันเสียง กลับมีจำนวนที่นั่งเท่ากัน สะท้อนถึงกระบวนการลดทอนอำนาจทางประชาธิปไตยของผู้ประกันตนและประชาชนโดยรวม

    ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้ามาทำงานในบอร์ด ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญของระบบการเลือกตั้งที่ยึดโยงกับผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง โดยเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมหลายประเด็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเพิ่มเงินทดแทนกรณีว่างงาน การเพิ่มค่าเดินทางไปพบแพทย์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 รวมถึงความพยายามในการผลักดันการปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพ

    “ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคนธรรมดาสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและยกระดับสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคมได้จริง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

    ปัญหาไม่ใช่ ประกันสังคม แต่คือระบบราชการ

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปประกันสังคมในประเด็นสำคัญ 3 ด้าน เพื่อปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย โปร่งใส และยึดโยงกับผู้ประกันตนมากขึ้น

    ประเด็นแรก คือ การนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ และปรับสถานะให้เป็นองค์กรอิสระ โดยเสนอให้ใช้รูปแบบการบริหารที่คล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) เขามองว่า ความเสื่อมศรัทธาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตัวระบบประกันสังคมเอง แต่เกิดจากระบบราชการที่เข้ามาบริหาร การปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน หากแต่เป็นการดึงอำนาจการบริหารออกจากระบบราชการ และคืนอำนาจให้กับผู้ประกันตน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากขึ้น

    ประเด็นที่สอง คือ การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและเพิ่มความโปร่งใส โดยเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกเลขาธิการ หรือผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน รวมถึงมีอำนาจในการอนุมัติตำแหน่งสำคัญ เช่น คณะกรรมการบริหารการลงทุน และผู้บริหารด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อให้เกิดกลไกการตรวจสอบ

    ประเด็นที่สาม คือ การปฏิรูปสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ผ่านการบูรณาการร่วมกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง โดยให้ผู้ประกันตนมีสิทธิบัตรทองเป็นสิทธิพื้นฐาน และให้ประกันสังคมทำหน้าที่เป็นระบบเสริม ในส่วนที่บัตรทองไม่ครอบคลุม

    “เราไม่ได้เสื่อมศรัทธากับประกันสังคม แต่เราเสื่อมศรัทธากับระบบราชการที่ครอบประกันสังคมอยู่ เพราะฉะนั้น นี่สิ่งที่เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพื่อให้องค์กรสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ สามารถเป็นหลังพิงให้ประชาชนได้” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ให้ความเห็น

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญที่สุดที่ผู้ประกันตนจะสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของระบบประกันสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ผ่านมา บทบาทของผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นเพียงการเสนอความเห็น และไม่ได้มีผลผูกพันต่อการตัดสินใจ เนื่องจากรัฐมนตรีสามารถยืนยันหรือไม่รับข้อเสนอได้

    อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นนี้ ผู้ประกันตนยังสามารถแสดงจุดยืนผ่านการเข้าร่วมประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยสามารถให้ความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ที่ https://law.go.th/ ตั้งแต่วันนี้ – 14 กุมภาพันธ์ 2569 หากไม่เห็นด้วยกับร่างระเบียบใหม่ สามารถระบุความไม่เห็นด้วยในทุกประเด็น พร้อมให้เหตุผลและเสนอให้กลับไปใช้ระเบียบการเลือกตั้งตามรูปแบบปี 2566

    ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการประชาพิจารณ์ คือ การใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีความหมายอย่างมากต่ออนาคตของการปฏิรูปประกันสังคม เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและทิศทางนโยบายของระบบประกันสังคมขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและนายกรัฐมนตรี

    “ประเด็นประกันสังคมไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองหรือมีเฉดสี แต่เป็นเรื่องของสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของผู้ประกันตนทุกคน ไม่ว่าประชาชนจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ทุกคนควรได้รับสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวทิ้งท้าย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/030269-social-security/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z5mNKIDxeW2-aFJy12587

  • I.C.C. ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่า เพื่อผลิตสื่ออักษรเบรลล์ให้แก่ผู้พิการทางสายตา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    I.C.C. ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่า เพื่อผลิตสื่ออักษรเบรลล์ให้แก่ผู้พิการทางสายตา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นำทีมสื่อสารองค์กร ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าจากโครงการ  “ปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าเราขอ” ซึ่งเป็นปฏิทินที่พนักงานในบริษัทฯ ร่วมกันบริจาคอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ให้แก่สำนักงานเขตยานนาวา เพื่อรวบรวมและส่งต่อให้มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำไปผลิตสื่อการเรียนการสอนอักษรเบรลล์ และส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษาให้แก่ผู้พิการทางสายตา โดยมีนายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตยานนาวา เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพฯ

    ซึ่งโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (Purpose) ของบริษัทฯ ภายใต้แนวคิด “นำความมั่นใจให้ทุกชีวิต” ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าคุณค่าที่แท้จริงของการให้ คือ การมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/03/614130/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tmFtLZhwZr4Djp4Cyqqrz