Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รักนิรันดร์บนลานหินล้านปี ชัยภูมิ’สมรสเท่าเทียม’ รับวาเลนไทน์ ท่ามกลางอ้อมกอดมอหินขาว | TOPNEWS

    รักนิรันดร์บนลานหินล้านปี ชัยภูมิ’สมรสเท่าเทียม’ รับวาเลนไทน์ ท่ามกลางอ้อมกอดมอหินขาว | TOPNEWS

    รักนิรันดร์บนลานหินล้านปี ชัยภูมิ’สมรสเท่าเทียม’ รับวาเลนไทน์ ท่ามกลางอ้อมกอดมอหินขาว

    • เผยแพร่ : 14/02/2026 21:27

    รักนิรันดร์บนลานหินล้านปี ชัยภูมิ’สมรสเท่าเทียม’ รับวาเลนไทน์ ท่ามกลางอ้อมกอดมอหินขาว

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศวันวาเลนไทน์ ณ “มอหินขาว” แหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand ภายในอุทยานแห่งชาติภูแลนคา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข เมื่ออำเภอเมืองชัยภูมิเนรมิตพื้นที่ประวัติศาสตร์จัดกิจกรรมจดทะเบียนสมรสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “รักมั่นคงยืนยง ดั่งมอหินขาว”

    ไฮไลต์ที่สั่นสะเทือนวงการท่องเที่ยวและสังคมในปีนี้ คือการเฉลิมฉลองภายหลังการบังคับใช้ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีคู่รักหลากหลายเพศ (LGBTQ+) เดินทางมาร่วมจารึกประวัติศาสตร์ความรักเคียงคู่กับคู่สมรสชาย-หญิง รวมกว่า 64 คู่ ท่ามกลางกลุ่มหิน 5 แท่งที่มีอายุเก่าแก่กว่า 175 ล้านปี ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความรักที่แข็งแกร่งดั่งหินผาและไม่เสื่อมคลายตามกาลเวลา

    นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวรศิษย์ พุฒจีบ ปลัดจังหวัดฯ และมี นายเดช คำเสนาะ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ ทำหน้าที่นายทะเบียนบันทึกรักครั้งประวัติศาสตร์ให้แก่คู่รักทุกคู่ ท่ามกลางสักขีพยานและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น

    นอกจากพิธีการอันทรงเกียรติ จังหวัดชัยภูมิยังรุกฆาตด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมให้คู่สมรสได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศ Golden Hour ในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน (Sunset) พร้อมร่วมรับประทานอาหารค่ำท่ามกลางเสียงดนตรีอะคูสติกขับกล่อม สัมผัสลมหนาวบนยอดภูแลนคา สร้างโมเมนต์สุดโรแมนติกที่ประเมินค่าไม่ได้

    ด้านตัวแทนคู่รัก LGBTQ+ รายหนึ่งเปิดใจด้วยความตื้นตันว่า “พวกเราเฝ้ารอวันนี้มานานกว่า 4 ปี วันที่ความรักไม่มีเงื่อนไขของเพศสภาพมาขวางกั้น ขอบคุณจังหวัดชัยภูมิที่ให้เกียรติความรักของทุกคู่เท่าเทียมกัน”

    กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพ “ชัยภูมิ : The City of Love” ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และโอบรับความหลากหลายอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว มัฆวาน  วรรณกุล -อารยา ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    3

    11111

    มาแน่ แฟนบอลรัตนบุรี เตรียมพบกับฟุตบอลกระชับมิตรแมตช์สำคัญ ระหว่างทีม “หมอนทองวิทยา” กับ ทีม “ดาวรุ่งเมืองแก้ว”

    วันวาเลนไทน์ 7 คู่รักจดทะเบียนสมรสบนหอชมฟ้า ม.วลัยลักษณ์

    “ในหลวง” ทรงรับผู้บาดเจ็บ – ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ วธ.น้อมรับสนองงานอย่างเร่งด่วนและครบถ้วน

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมชมคอนเสิร์ตซิมโฟนีของเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทรา “The RIVER Of LOVE” Youth Wind Symphony of Chachoengsao

    ผู้ว่าฯ รุดตรวจห้องแล็บชาวจีน กำชับเร่งพิสูจน์สารเคมีตำรวจยันถ้าใช่สารเสพติด เตรียมถอนรากถอนโคนแก๊งมังกรจีน

    พัทยา วาเลนไทน์นี้ ตำรวจบางละมุงมอบดอกไม้ผู้ต้องหา เตือนสติให้เริ่มต้นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1488079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i-Ya0Wn_pRiSpbkwEvfVx

  • จับยกล็อต50ล้าน ตร.ท่องเที่ยวรวบมาเฟียอิสราเอล พ่อค้ายารายใหญ่เกาะพะงัน

    จับยกล็อต50ล้าน ตร.ท่องเที่ยวรวบมาเฟียอิสราเอล พ่อค้ายารายใหญ่เกาะพะงัน

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.12 น.

    14 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 ว่า ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สั่งกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลวาเลนไทน์และตรุษจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันจึงสนธิกำลังฝ่ายปกครองและตำรวจ สภ.เกาะพะงัน วางแผนกวาดล้างยาเสพติด จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ทราบว่า มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่เกาะพะงันรายใหญ่ ทำการขายยาเสพติดผ่านแอพพลิเคชั่นวอชแอป (WhatsApp) เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวจนแน่ชัด นายชาย อัลฟาซี (Mr. Shai Alfasi) อายุ 42 ปี สัญชาติอิสราเอล พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ขายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน

    เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัว นายชาย อัลฟาซี (Mr. Shai Alfasi) อายุ 42 ปี สัญชาติอิสราเอล เจ้าของร้านอาหารบริเวณหาดหินกอง ถูกจับกุมหลังเจ้าหน้าที่วางแผนล่อซื้อคีตามีนจำนวน 2 กรัม ราคา 6,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน วอชแอป บิซสิเนส (WhatsApp Business) โดยใช้ภาษาฮิบรูสื่อสาร และนัดรับ-วางเงินแบบ “ดรอปพิกัด” โดยซุกยาเสพติดไว้ในถุงเท้าสีดำตามจุดที่ตกลงรับยาเสพติด จากนั้นนายชาย อัลฟาซี ผู้ต้องหาได้ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจอดตรงจุดนัดหมายพร้อมหยิบเงินสดที่ใส่ไว้ในถุงเท้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมและตรวจค้นพบธนบัตรล่อซื้อตรงตามที่ลงประจำวันล่อซื้อไว้

    จากการตรวจค้นพบยาเสพติดจำนวนมาก ได้แก่ โคเคน 3 กิโลกรัม, คีตามีน 3 กิโลกรัม, MDMA ชนิดผง 3.5 กิโลกรัม และชนิดเม็ด 262 เม็ด, LSD น้ำหนักรวม 1,778 กรัม, เฮโรอีน 15 กรัม, เห็ดขี้ควาย 58 กรัม และยาอีอีก 4 เม็ด ตีเป็นมูลค่ายาเสพติดที่ตรวจยึดได้กว่า 50 ล้านบาท

    การจับกุมนายชาย อัลฟาซี ชาวอิสราเอลรายนี้พบว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดบนเกาะพะงันตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาและเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ โดยพฤติกรรมของนายชาย อัลฟาซี จะเปิดร้านอาหารบังหน้าแต่เบื้องหลังสุดแสบค้าขายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยวอิสราเอลด้วยกัน

    เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาแก่นายชาย อัลฟาซี ในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1, 2 และ 5 เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจาย รวมถึงเสพยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดี และขยายผลเครือข่ายข้ามชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/947108&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gCIhyTArQpuxDlw3TgpqX

  • เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา ชลสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ได้ออกมาทิ้งระเบิดกลางรายการ ถกไม่เถียง ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหน่วยงานที่ถูกเรียกว่า Spectre C ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น หน่วยงานไอทีเงา ที่คอยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลให้กับพรรคประชาชน การเปิดโปงครั้งนี้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า Spectre C ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่ไร้ตัวตน แต่มีการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดภายใต้ชื่อ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด โดยมีความเชื่อมโยงที่แนบแน่นจนแทบจะแยกไม่ออก เพราะนอกจากจะเป็นคู่สัญญาหลักในการดูแลระบบข้อมูลสมาชิกและการระดมทุนแล้ว บริษัทยังตั้งอยู่บนชั้น 5 ของอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชนในซอยรามคำแหง 42 เรียกได้ว่าอยู่ห่างกันเพียงเพดานกั้น

    และล่าสุดวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพจดังอย่าง The METTAD โพสต์ขยี้ซ้ำชุดข้อมูลของบริษัท Spectre C จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา อดีต สส.กทม. ได้ออกมาแฉก่อนหน้านี้ในรายการถกไม่เถียง ดังนี้

    เปิดโครงสร้าง “Digital Backbone” การเมืองไทย ใครคือคนคุมระบบข้อมูล–สื่อ ของเครือข่ายพรรคก้าวหน้า

    Spectre C

    นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์ข้อมูลและโซลูชันไอที (Director of Data Centre and IT Solution) ของ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบดิจิทัลให้กับ พรรคก้าวไกล และ คณะก้าวหน้า นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในฐานะผู้นำความคิดในแวดวงอุตสาหกรรมเว็บไทย ผ่านการดำรงตำแหน่งกรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association – TWA) และการเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอินเทอร์เน็ตสากลร่วมกับ ที.เอช.นิค (THNIC)

    บทบาทผู้นำในวงการเทคโนโลยีและภาคประชาสังคม กรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (TWA)

    → มีบทบาทกำหนดทิศทางบุคลากรไอทีรุ่นใหม่ (YWC)

    วิทยากรมาตรฐานอินเทอร์เน็ตร่วมกับ THNIC เครือข่ายนักพัฒนา Creatorsgarten

    → กลุ่ม Open Source / Open Data สายตรวจสอบรัฐ

    นัยสำคัญ: อยู่ใน “วงใน Tech Talent รุ่นใหม่” ไม่ใช่ผู้รับเหมารัฐแบบเดิม

    การอยู่ในตำแหน่งนี้ หมายถึงการมีส่วนกำหนดทิศทางบุคลากรดิจิทัลรุ่นใหม่ และสร้างเครือข่ายคน และ อินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นกำลังหลักขององค์กรในอนาคต

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    Spectre C

    จากการตรวจสอบฐานข้อมูลนิติบุคคล Creden Data พบข้อมูลวัตถุประสงค์การจดทะเบียนของบริษัท: “บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด SPECTRE C CO., LTD. ประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ตลอดจนการให้บริการทางกฎหมายแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ…”

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติและจากการเปิดเผยข้อมูลในงานสัมมนา บริษัทนี้กลับดำเนินธุรกิจหลักด้าน “Data Centre and IT Solution” และ “Web Application Development”

    ความไม่สอดคล้องระหว่าง “นิติกรรมอำพราง” กับ “พฤตินัย” นี้ อาจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับ “นิติสงคราม” (Lawfare) เพื่อป้องกันการถูกเล่นงานทางกฎหมาย ในการถือครอง “บริษัทสื่อ” จึงไม่จดทะเบียนเป็น บริษัทรับทำสื่อ!! นั่นเอง

    ความสัมพันธ์กับคณะก้าวหน้า (Progressive Movement)

    Spectre C

    นอกเหนือจากพรรคการเมือง นายจามิกรยังดูแลระบบให้กับ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทำงานคู่ขนานกัน นัยสำคัญ การที่นายจามิกรดูแลทั้งสององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็น “Trusted Node” หรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในเครือข่ายนี้ ข้อมูลสมาชิกและยุทธศาสตร์ดิจิทัลของทั้งสององค์กรน่าจะมีการเชื่อมโยงหรือใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ร่วมกันภายใต้การกำกับดูแลของเขาและทีมงาน

    ความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล (Move Forward Party)

    บทบาทของนายจามิกรในฐานะผู้พัฒนาระบบให้กับองค์กรทางการเมืองที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในไทยปัจจุบัน

    นายจามิกรรับผิดชอบ “พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและเว็บสื่อสารองค์กร พรรคก้าวไกล” และมีการเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตสื่อที่บริษัท Spectre C ได้รับจากพรรค

    Web Application Development พัฒนาระบบรับสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์ ระบบบริจาคเงิน และระบบฐานข้อมูลสมาชิก (ซึ่งมีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากพรรคก้าวไกลเน้นการระดมทุนจากประชาชน) ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม next.moveforwardparty.org ที่ระบุใน Snippet

    Corporate Communication: ดูแลเว็บไซต์หลักที่ใช้สื่อสารนโยบายและข่าวสาร ตอบโต้ข่าวลวง (Fake News) และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

    ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน (People’s Party)

    ข้อมูลการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของพรรคประชาชน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 (ค.ศ. 2025) ซึ่งระบุข้อความทางกฎหมายในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ (เช่น คลิปแถลงนโยบายเศรษฐกิจ, นโยบายความมั่นคงใหม่) ไว้อย่างชัดเจนว่า:

    ผู้ว่าจ้าง พรรคประชาชน (People’s Party)

    ผู้ผลิต บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    ลักษณะงาน ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์และถ่ายทอดสดกิจกรรมนโยบาย โดยมีงบประมาณระบุต่อชิ้นงาน (เช่น 10,000 บาท) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง

    ข้อมูลนี้ยืนยันว่า บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งมี นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งเป็น Director of Data Centre and IT Solution ยังคงทำหน้าที่เป็น “แขนขาหลักด้านดิจิทัล” ให้กับพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากสมัยพรรคก้าวไกล

    บทบาทกับพรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน Spectre C = แขนขาดิจิทัลหลัก งานหลักที่รับผิดชอบ

    – ระบบสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์

    – ระบบบริจาคเงิน / ฐานข้อมูลสมาชิก

    – เว็บสื่อสารนโยบาย–ตอบโต้ Fake News

    ตัวอย่าง: next.moveforwardparty.org
    .
    จุดสำคัญ พรรคที่เน้น “ระดมทุนจากประชาชน” ต้องพึ่งระบบข้อมูลที่มั่นคงมากเป็นพิเศษ

    Trusted Node ดูแลหลายองค์กรพร้อมกัน

    พรรคการเมือง (ก้าวไกล → ประชาชน)

    คณะก้าวหน้า (ขบวนการเคลื่อนไหว)

    – สะท้อนความไว้วางใจระดับสูง

    – โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอาจเชื่อมโยง/ใช้ร่วมกันภายใต้การกำกับเดียว

    ความเชื่อมโยงทางกายภาพ: “อาคารอนาคตใหม่”

    Spectre C

    โครงสร้างการทำงานยังคงใช้โมเดล Co-location (การทำงานร่วมพื้นที่) เพื่อความคล่องตัวสูงสุด โดยทั้งสององค์กรตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน
    พรรคประชาชน: เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด: เลขที่ 167 ชั้น 5 ซอยรามคำแหง 42

    การที่บริษัทไอที (ชั้น 5) ตั้งอยู่เหนือที่ทำการพรรค (ชั้น 4) เพียงชั้นเดียว เอื้อต่อการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) และการผลิตสื่อที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การสื่อสารของพรรค

    ความเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างผู้บริหารพรรค (Key Person Link)

    Spectre C

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จามิกร (Spectre C) กับ พรรคประชาชน ถูกเชื่อมร้อยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านบุคคลสำคัญระดับแกนนำ

    นายศรายุทธิ์ ใจหลัก (ติ่ง) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาชน

    ความสัมพันธ์ในอดีต นายศรายุทธิ์ เคยเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ (74.65%) ของบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ในช่วงยุคพรรคก้าวไกล ก่อนจะจำหน่ายหุ้นออกไป

    นัยสำคัญ การที่อดีตเจ้าของบริษัท Spectre C ก้าวขึ้นมาเป็น “แม่บ้านพรรค” (เลขาธิการ) ย่อมเป็นหลักประกันความไว้วางใจและการทำงานที่สอดประสานกันอย่างแนบเนียนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายเทคนิค

    นายจามิกร ผิวละออง เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน ผ่านตำแหน่งบริหารใน บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาหลักในการผลิตสื่อและดูแลระบบฐานข้อมูลให้พรรค โดยโครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “Digital Backbone” ถาวร ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมือง (จากอนาคตใหม่ -> ก้าวไกล -> ประชาชน) ได้โดยที่ข้อมูลและระบบปฏิบัติการไม่สะดุดลง

    วงแหวนแห่งความไว้วางใจ (Circle of Trust)

    โครงสร้างการทำงานของ Spectre C และพรรคประชาชน ประกอบด้วยวงแหวนความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกัน:

    – วงในสุด (Core) แกนนำพรรค (ณัฐพงษ์, ศรายุทธิ์) และผู้บริหาร Spectre C (จามิกร) ที่กุมความลับและทิศทางยุทธศาสตร์

    – วงกลาง (Operational) พนักงานบริษัท Spectre C ที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อ ดูแลระบบ และแอดมินเพจ ซึ่งทำงานอย่างเป็นระบบเหมือนบริษัทเอกชน

    – วงนอก (Community) เครือข่ายนักพัฒนา (Developer Community) ที่ จามิกร เป็นแกนนำ (เช่น ผ่านสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหนุนทางปัญญาและแหล่งสรรหาบุคลากร

    ความเสี่ยงและการบริหารจัดการ แม้โครงสร้างนี้จะแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยง

    Spectre C

    – ความเสี่ยงทางกฎหมาย: หากมีการพิสูจน์ได้ว่า Spectre C ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พรรคประชาชนอาจถูกร่างแหไปด้วยในฐานะผู้ว่าจ้าง ดังนั้น Spectre C จึงต้องทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป

    – ความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล: ด้วยข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาล Spectre C ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์จากฝ่ายตรงข้ามและแฮกเกอร์ บทบาทของ จามิกร ในด้าน Cybersecurity จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการป้องกันฐานที่มั่นทางทหาร

    สามารถสรุปได้ว่า

    Spectre C คือหน่วยงานยุทธศาสตร์: ไม่ใช่บริษัทรับจ้างทั่วไป แต่เป็นหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับภารกิจด้านข้อมูลและสื่อของพรรคประชาชนโดยเฉพาะ โดยมีเกราะกำบังทางกฎหมายในรูปแบบบริษัทจำกัด

    จามิกร ผิวละออง คือ Technocrat: เขาไม่ใช่หัวหน้าปฏิบัติการ IO ใต้ดิน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่นำระบบ Data Centre มาใช้ยกระดับการทำงานการเมืองให้เป็นระบบและตรวจสอบได้

    IO แบบใหม่ พรรคประชาชนและ Spectre C กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Modern Information Operations” ที่เน้นคุณภาพข้อมูล (Data Quality) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า IO แบบเดิม

    ความต่อเนื่อง โครงสร้างที่แยกส่วนนี้เป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบอีกกี่ครั้ง ข้อมูลและระบบปฏิบัติการจะยังคงอยู่และพร้อมส่งต่อไปยังพรรคใหม่เสมอ

    ช่องโหว่สีเทา: เลี่ยงบาลี สู่ “เอเจนซี่และไอทีโซลูชัน”

    เมื่อกฎหมายห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของ “สื่อมวลชน” (เช่น ทีวี วิทยุ หรือสำนักข่าว) พรรคการเมืองยุคใหม่จึงวิวัฒนาการตัวเองเพื่อหนีข้อกฎหมายนี้

    พวกเขาจะไม่ตั้งบริษัทที่จดทะเบียนเป็น “สื่อมวลชน” แต่จะใช้วิธี จัดตั้งหรือว่าจ้าง “บริษัทรับทำเว็บไซต์, IT Solution, หรือ Production House” แทน (เหมือนกรณีที่กำลังเป็นที่จับตา) หรือในกรณีของ Spectre C ก็จดทะเบียนเป็นบริษัทด้านกฎหมาย ไม่ใช่ผลิตสื่อ!!

    ทำไมถึงรอด? เพราะตามกฎหมาย บริษัทเหล่านี้รับจ้างผลิตสื่อ (Content Provider) หรือดูแลระบบดาต้า ถือเป็นการ “รับจ้างทำของ” ไม่ใช่การเป็นเจ้าของสื่อสารมวลชนตามนิยามดั้งเดิม

    ความอันตรายที่ซ่อนอยู่: แม้ทางนิตินัยอาจจะรอด แต่ทางพฤตินัย บริษัทเหล่านี้สามารถทำงานได้ทรงพลังยิ่งกว่าสำนักข่าวเสียอีก เพราะกุมฐานข้อมูล (Data) และผลิตคอนเทนต์ยิงตรงเข้ามือถือประชาชนได้โดยไม่ต้องผ่าน กสทช.!

    บทสรุป: การที่พรรคการเมืองถือครองสื่อคือความผิดร้ายแรงที่อาจทำให้สูญสิ้นสถานะทางการเมืองได้ทันที แต่สงครามยุคใหม่ นักการเมืองเลือกที่จะ “เล่นแร่แปรธาตุ” ทางกฎหมาย แปลงร่างสื่อให้กลายเป็นบริษัทกฎหมาย ที่ดูแลด้านไอทีและรับผลิตคอนเทนต์ เพื่อเลี่ยงดาบของรัฐธรรมนูญนั่นเอง

    ถ้าพรรคการเมืองมี “บริษัทสื่อ” อยู่ในมือเบ็ดเสร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อทั่วไป แต่มันคือ “การผูกขาดความจริง” (Monopoly of Truth) ที่อันตรายอย่างถึงรากถึงโคน!

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก The METTAD

    ขอขอบคุณภาพจาก data.creden.co, webmaster.or.th, เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, party.ect.go.th, dataforthai.com, google map, รายการ กรรมกรข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/947110/preview&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38qMko6HtOPbbFK7Xdw981

  • ทลายเครือข่ายข้ามชาติ! รวบมาเฟียอิสราเอลเจ้าของร้านดังเกาะพะงัน ยึดยาลอตมหึมา 50 ล้าน | เดลินิวส์

    ทลายเครือข่ายข้ามชาติ! รวบมาเฟียอิสราเอลเจ้าของร้านดังเกาะพะงัน ยึดยาลอตมหึมา 50 ล้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 ว่า ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่สั่งกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลวาเลนไทน์และตรุษจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน จึงสนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง และตำรวจ สภ.เกาะพะงัน วางแผนกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มข้น

    จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันทราบว่า มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่เกาะพะงัน ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดผ่านแอปพลิเคชัน “วอตส์แอปป์” (WhatsApp) จึงได้สืบสวนหาข่าวจนทราบแน่ชัดว่า นายชาย อัลฟาซี (Mr. Shai Alfasi) อายุ 42 ปี สัญชาติอิสราเอล เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่จำหน่ายยาให้กับนักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน

    ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายชาย อัลฟาซี เจ้าของร้านอาหาร “LOLA” บริเวณหาดหินกอง หลังวางแผนล่อซื้อเคตามีนจำนวน 2 กรัม ราคา 6,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp Business โดยใช้ภาษาฮิบรูในการสื่อสาร และนัดรับ-วางเงินแบบ “ดร็อปพิกัด” ด้วยการซุกยาเสพติดไว้ในถุงเท้าสีดำตามจุดที่ตกลงกันไว้

    จากนั้นนายชาย อัลฟาซี ได้ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจอดยังจุดนัดหมาย และหยิบเงินสดที่ใส่ไว้ในถุงเท้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมตรวจค้นพบธนบัตรล่อซื้อตรงตามที่ลงบันทึกประจำวันไว้

    จากการตรวจค้นเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบยาเสพติดจำนวนมาก ได้แก่ โคเคน 3 กิโลกรัม, เคตามีน 3 กิโลกรัม, MDMA ชนิดผง 3.5 กิโลกรัม และชนิดเม็ด 262 เม็ด, LSD น้ำหนักรวม 1,778 กรัม, เฮโรอีน 15 กรัม, เห็ดขี้ควาย 58 กรัม และยาอีอีก 4 เม็ด รวมมูลค่ายาเสพติดที่ตรวจยึดได้กว่า 50 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า การจับกุมนายชาย อัลฟาซี ชาวอิสราเอลรายนี้ ถือเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดบนเกาะพะงันเท่าที่เคยจับกุมมา และเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยพฤติกรรมของผู้ต้องหาเปิดร้านอาหารเป็นฉากบังหน้า แต่เบื้องหลังลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลด้วยกัน

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา นายชาย อัลฟาซี ในความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1, 2 และ 5 เพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจาย” รวมถึง “เสพยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย” ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลเครือข่ายข้ามชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5601241/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xTHp4gfVuBtMyPHyVNsZT

  • เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ทิสโก้ชี้ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง

    เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ทิสโก้ชี้ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง

    ‘เศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้ง’ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะแม้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา ‘พรรคภูมิใจไทย’ จะกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี แต่ไทยยังความกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง

    “เราต้องยอมรับถึงศักยภาพการเติบโตของไทยที่มีปัญหา โดยหากย้อนดูในอดีต ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งไทยมี GDP โต 7.3% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2.3%คำถาม คือ ปัญหาที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงมากขนาดนี้มาจากอะไร” เมธัส รัตนซ้อน’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าว พร้อมวิเคราะห์ว่า

    เมื่อดูเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเรา แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

    1.‘ภาคการส่งออก’ ที่มีการพูดถึงปัญหามาสักระยะแล้ว โดยสิ่งที่ไทยผลิตได้เก่งเป็นสิ่งที่โลกไม่ได้มีความต้องการมากนักในยุคปัจจุบัน เช่น รถยนต์สันดาป ฮาร์ดดิสไดร์ส ฯลฯ โจทย์สำคัญ คือ ไทยจะเกาะอุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ไปได้อย่างไร

    2.‘ภาคท่องเที่ยว’ ก็ถูกคนอื่นแซง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของภาคธุรกิจนี้ของไทยหดตัว ขณะที่คู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ มีการเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปีที่ผ่านมาโตได้กว่า 20% และช่วงก่อนเกิดโควิดก็โตได้ราว 20%

    ดังนั้น หากไทยไม่มีการยกเครื่องใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และหาแลนด์มาร์คหรือจุดสนใจใหม่ ๆ มากระตุ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยว ในที่สุดเวียดนามจะแซงหน้าเราได้ในที่สุด

    นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย เป็นอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะทำให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง และความสามารถในการผลิตลดลง รวมถึงความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน ฯลฯ

    ทั้งหมด เป็นปัญหา ‘เรื้อรัง’ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง โดยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ตอนนี้เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของเราไปไม่ไหวแล้ว คำถาม คือ เราจะหาทางสู้ใหม่ได้อย่างไร”

    รอลุ้นรัฐบาลใหม่

    อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ภาพดังกล่าว ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ CEO บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567

    .

    และรัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องรอดูนโยบายที่จะการลงมือทำจริง และต้องโฟกัสเรื่องระยะยาว ปีนี้ดัชนี SET อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด

    สำหรับปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่ไพบูลย์มองว่า ต้องเร่งแก้ ได้แก่

    1.ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูงคนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บลงทุนต่ำ และผลิตภาพต่ำ

    2.เพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม โดยเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย

    3.ส่งเสริมการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ เพราะเครื่องยนต์ชุดเดิม เช่น ส่งออก ภาคการผลิต การท่องเที่ยว ฯลฯ ไปต่อไม่ไหวแล้ว

    4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1559729&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DzbMAN8KMkYNAdWOsxQ-E

  • “พัทยา”ระอุ! ตำรวจท่องเที่ยว-ตม. บุกชายหาด รวบ 20 สาวผิวสี-ไทย แฝงตัวค้าประเวณีทำลายภาพลักษณ์ | เดลินิวส์

    “พัทยา”ระอุ! ตำรวจท่องเที่ยว-ตม. บุกชายหาด รวบ 20 สาวผิวสี-ไทย แฝงตัวค้าประเวณีทำลายภาพลักษณ์ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 01.36 น. วันที่ 14 ก.พ. พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พร้อมด้วย พ.ต.ท.กิตติภัทร หงษ์ชูเวช สว.ตม.จว.ชลบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบและกวาดล้างการลักลอบค้าประเวณี ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี บริเวณชายหาดพัทยา

    โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เข้าข่ายลักลอบเสนอขายบริการให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ได้ทั้งหมด 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นหญิงผิวสีชาวต่างชาติ

    สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศว่า มีหญิงผิวสี รวมถึงหญิงไทย แต่งกายวาบหวิว มีพฤติกรรมเข้ามาลวนลาม ก่อกวน และเสนอขายบริการทางเพศ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังและวางแผนซุ่มเฝ้าดูพฤติกรรม เมื่อพบบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการค้าประเวณี จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวมาทำประวัติ

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว พบพฤติกรรมของหญิงไทยและหญิงชาวต่างชาติผิวสี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยูกันดา แต่งกายวาบหวิว ยืนอยู่บนฟุตปาธริมชายหาดพัทยา ก่อนจะเข้ามาพูดคุยตีสนิทกับชาวต่างชาติ และมีการตกลงราคา ชักชวนไปมีเพศสัมพันธ์

    เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าควบคุมตัว โดยบางรายตรวจค้นพบถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    เบื้องต้นผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวไปตรวจสอบเอกสารแสดงตน ทำประวัติ และสอบปากคำไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าผู้ใดกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายทันที

    ส่วนบางรายทำได้เพียงบันทึกภาพและเก็บประวัติไว้ เนื่องจากยังไม่เข้าข่ายการกระทำผิด

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ว่า หากมีหลักฐานชัดเจนและสามารถควบคุมตัวผู้กระทำผิดได้ จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

    ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเมืองพัทยา หากประชาชนมีเบาะแสสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงให้เข้าตรวจสอบและจับกุมได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5601156/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18iESgGCD8X6TeffZiXPBe

  • สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ลงพื้นที่โคกสำโรง เยี่ยมบ้านคนพิการ 3 ราย หนุนสิทธิ-คุณภาพชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

    สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ลงพื้นที่โคกสำโรง เยี่ยมบ้านคนพิการ 3 ราย หนุนสิทธิ-คุณภาพชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

    สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าโครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการ มอบชุดเยี่ยมและให้คำแนะนำสิทธิประโยชน์แก่ผู้พิการในพื้นที่บ้านหนองหอย จ.ลพบุรี สร้างกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00–14.30 น.
    สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายคณะทำงานลงพื้นที่ดำเนินกิจกรรม “โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง” ในพื้นที่ หมู่ 4 บ้านหนองหอย ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

    คณะทำงานประกอบด้วย พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล, พ.ต.เฉลิม อินจำปา รองหัวหน้าเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.โคกสำโรง, ร.ต.ประสิทธิ์ อัปโมกข์ หัวหน้าเครือข่ายทหารผ่านศึก หมู่ 4 บ้านหนองหอย และ น.ส.บังอร บุญสร้อย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.ห้วยโป่ง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ มอบชุดเยี่ยมจำนวน 3 ชุด พร้อม ให้คำแนะนำด้านสิทธิประโยชน์ของคนพิการ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างครบถ้วน โดยมีผู้พิการที่ได้รับการเยี่ยมเยียนจำนวน 3 ราย ได้แก่​ นายวันชัย สมัครการ อายุ 54 ปี ผู้พิการติดเตียง ใน ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี, นายสนาม ผิวผา อายุ 69 ปี ในต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี​และนางหลาง หอมขจร อายุ 84 ปี ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการดูแลแบบ เข้าถึงบ้าน ควบคู่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการอย่างยั่งยืน

    โอกาสนี้ ขอขอบคุณ สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล ที่ร่วมสนับสนุน ชุดเยี่ยมจำนวน 3 ชุด เพื่อส่งต่อกำลังใจและความห่วงใยแก่ผู้พิการในชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/277977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1reWu1mw9hQKpPhwoYevdb

  • IMF หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.6% ชี้เงินเฟ้อต่ำ เปิดทางลดดอกเบี้ยต่อ : อินโฟเควสท์

    IMF หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.6% ชี้เงินเฟ้อต่ำ เปิดทางลดดอกเบี้ยต่อ : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ในปีพ.ศ. 2569 ลดลงจากประมาณการ 2.1% ในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำโดยเฉลี่ยที่ 0.4% ในปีนี้ ก่อนจะขยับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    IMF ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว โดยแนะนำให้ใช้นโยบายการคลังแบบมุ่งเป้า ควบคู่กับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม

    ในรายงานการประเมินเศรษฐกิจตามมาตรา 4 (Article IV Consultation) ล่าสุด IMF ระบุว่า แม้การดำเนินนโยบายการเงินควรขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ยังมีช่องว่างสำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับสูง แม้มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลังและการเงินเพียงอย่างเดียวอาจช่วยได้จำกัด หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ในรอบ 14 เดือน และมีกำหนดประชุมอีกครั้งในวันที่ 25 ก.พ. นี้เพื่อพิจารณากำหนดนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ ธปท.ระบุว่า ทางการไทยเห็นพ้องกับการประเมินของ IMF ในภาพรวม และยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kD78_2hIR9rvF7WVmzre-

  • ปี 68 ใช้น้ำมันลดเหลือ 154.85 ล้านลิตร/วัน NGV ร่วง 16.4%

    ปี 68 ใช้น้ำมันลดเหลือ 154.85 ล้านลิตร/วัน NGV ร่วง 16.4%

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ร้อยละ 16.4 ตามด้วยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงร้อยละ 2.6 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงร้อยละ 1.4

    ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

    – ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.72 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.69 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.38 บาท/ลิตร (ส่วนต่างราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม – ธันวาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ส่วนต่างราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม – ธันวาคม 2567 อยู่ที่ 0.79 บาท/ลิตร)

    จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.52 ล้านลิตร/วัน 5.06 ล้านลิตร/วัน 0.38 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ

    – ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.6 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 65.01 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.01 ล้านลิตร/วัน สอดคล้องกับการปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.4% ต่อปี (ณ ตุลาคม 2568)

    ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ที่ตัวเลข GDP ประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และภาคการผลิตในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนมีการชะลอตัว1 โดยสะท้อนผ่านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 95.81 หดตัวลดลงร้อยละ 0.8 จากปีก่อนหน้า2 และดัชนีการขนส่ง (Shipment Index) เฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 96.93 หดตัวลงร้อยละ 1.3 จากปีก่อนหน้า3 ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมจากสถานการณ์อุทกภัย
    จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำมันหดตัวลง 

    – ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.23 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม) ที่มีการขยายตัวร้อยละ 5.2 จากปีก่อนหน้า4 ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัวร้อยละ 1.0 โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามลำดับ

    รวมทั้งการเติบโตของการขนส่งสินค้าทางอากาศในไตรมาสที่4/2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3/2568 อยู่ที่ร้อยละ 4.48 นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีปริมาณการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลและเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 

    – ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 18.01 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 1.4 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.76 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.26 ล้านกก./วัน สอดคล้องกับปริมาณรถจดทะเบียนสะสมที่ใช้เชื้อเพลิง LPG ซึ่งลดลงร้อยละ 3.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน5 ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.94 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านกก./วัน

    – ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.31 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 16.4 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 11.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน5 รวมถึงเมื่อพิจารณาจำนวนสถานีบริการ NGV ในเดือนธันวาคม 2568 มีสถานีบริการปิดตัวลง 15 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    – ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006,959 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 1.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 74,157 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 36,862 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 30.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,016 ล้านบาท/เดือนขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าอยู่ที่ 970,097 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 0.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 72,141 ล้านบาท/เดือน 

    – ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 18.6 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 12,245 ล้านบาท/เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hHbeNKHDh-0Eb-uSSY0jX

  • เพื่อไทยเลือกทางร่วมรัฐบาล ‘ยศชนัน’ ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ย้ำทำงานแก้เศรษฐกิจทันที

    เพื่อไทยเลือกทางร่วมรัฐบาล ‘ยศชนัน’ ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ย้ำทำงานแก้เศรษฐกิจทันที

    วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงท่าทีและทิศทางทางการเมืองของพรรคหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยย้ำถึงการยึดมั่นในความสุจริตโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง และการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนที่มีข้อสังเกตต่อการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ยศชนันระบุว่า พรรคฝ่ายค้านและฝ่ายกฎหมายของพรรคได้รับมอบหมายให้ติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบประเด็นต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความชอบธรรมของการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย พร้อมยืนยันว่าจะรับผิดชอบต่อทุกคะแนนเสียงของประชาชน และเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เคยให้คำมั่นในทุกพื้นที่

    ภายหลังผลการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยมีทางเลือกสำคัญ 2 แนวทาง คือ การเข้าร่วมรัฐบาลหรือการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดยหลังหารือภายในพรรคและรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเข้าร่วมรัฐบาล แม้จะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายสำหรับพรรคที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาลมาอย่างยาวนาน

    ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ยศชนันยืนยันพร้อมเดินหน้าร่วมกับพรรคในทุกสถานการณ์ พร้อมกล่าวขออภัยต่อผู้สนับสนุนที่อาจรู้สึกไม่สบายใจต่อทิศทางการตัดสินใจครั้งนี้ โดยย้ำว่ารับฟังทุกความคิดเห็นด้วยความเคารพ

    ความคืบหน้าล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้ตอบรับคำเชิญจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือการจัดตั้งรัฐบาล และประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับหนึ่งให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามระบบรัฐสภา พร้อมระบุว่าจะรายงานรายละเอียดให้สาธารณชนรับทราบในทุกขั้นตอน

    ยศชนันยังชี้ว่า วาระเร่งด่วนที่สุดคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอย่างทั่วถึง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือของหลายกระทรวง รวมถึงการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    “ผมพร้อมรับผิดชอบต่อทุกสิ่ง แม้จะเดินเข้ามาในวันที่พ่ายแพ้ แต่จะยืนอยู่กับพรรคเพื่อไทยจนถึงวันที่เราชนะด้วยกันอีกครั้ง” ยศชนันกล่าว พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายต่อจากนี้

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pheu-thai-yoschanan-join-government/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3chVD6NNjwdlcEqVYoNT3N