Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

    SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

    SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

    SCB EIC ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 (2569)ของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง

    รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 (2570)จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก

    แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    ผลเลือกตั้ง

    SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/651576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36IADty6P0M13vNScaOPUx

  • “สี จิ้นผิง” อวยพรตรุษจีนปีม้า ชูเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

    “สี จิ้นผิง” อวยพรตรุษจีนปีม้า ชูเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

    “สี จิ้นผิง” อวยพรตรุษจีนปีม้า ชูเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวอวยพรประชาชนเนื่องในเทศกาลตรุษจีนในวันนี้ (14 ก.พ.) ที่กรุงปักกิ่งในงานเลี้ยงรับรองต้อนรับปีใหม่จีนในปีมะเมีย (ปีม้า) ณ มหาศาลาประชาชน สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางได้กล่าวคำอวยพรปีใหม่ในนามของคณะกรรมการกลางพรรคฯ และคณะรัฐมนตรี ถึงประชาชนชาวจีนทั้งในและต่างประเทศ

    สี จิ้นผิง ระบุว่า ปีมะเส็งที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นปีที่ไม่ธรรมดา โดยจีนเผชิญกับความยากลำบากอย่างไม่ย่อท้อ และสามารถสร้างความก้าวหน้าใหม่ ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน ส่งผลให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านกลาโหม และพลังอำนาจแห่งชาติในภาพรวมของจีนก้าวสู่ระดับใหม่

    นอกจากนี้ สียังกล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนสามารถรับมือกับแรงกดดันและยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและพลังขับเคลื่อนที่โดดเด่นของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000015431&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14m6Ro1daPlufv7wdF5B03

  • ความพิการไม่ใช่อุปสรรค! ‘พระนิสิตมจร บุรีรัมย์’ ใส่ขาเทียมไปสอบบาลีป.ธ.3   | เดลินิวส์

    ความพิการไม่ใช่อุปสรรค! ‘พระนิสิตมจร บุรีรัมย์’ ใส่ขาเทียมไปสอบบาลีป.ธ.3   | เดลินิวส์

    นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในการสอบบาลีสนามหลวงครั้งที่ 1 ครั้งหลัง ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการสอบในชั้นประโยค1-2 และประโยคเปรียญธรรม (ป.ธ.) 3 ถึง 5 ในสนามสอบทั่วประเทศ โดยวันที่ 14 ก.พ. เป็นวันสุดท้ายของการสอบ เมื่อในสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพ พระสงฆ์ที่แม้จะมีความพิการ ต้องใส่ขาเทียม แต่ยังมีความมุ่งมั่นเดินทางมาสอบบาลีสนามหลวง ที่จ.บุรีรัมย์

    โดยต่อมาทราบชื่อว่า พระประดิษฐ์ เตชปญฺโญ อายุ 50 พรรษา 8 สังกัดวัดกลาง พระอารามหลวง จ.บุรีรัมย์ และยังเป็นพระนิสิตปี 2 คณะพุทธศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เข้าสอบความรู้บาลีสนามหลวง ชั้นประโยคป.ธ.3 ที่สนามสอบจ.บุรีรัมย์              

    ขณะที่ทางเพจเฟซบุ๊ก จริยธรรม Jariyatam News ได้โพสต์รูปดังกล่าวเช่นเดียวกัน พร้อมโพสต์ข้อความว่า เรื่องราวอันน่าประทับใจในสนามสอบบาลีสนามหลวงปีนี้ เมื่อ “หลวงตาประดิษฐ์” พระนิสิตชั้นปีที่ 2 จาก มจร บุรีรัมย์ ในวัย 50 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการทางกาย มิใช่อุปสรรคของการศึกษาพระธรรม ท่านเพียรพยายามบากบั่นเข้าสอบชั้นประโยคป.ธ.3 ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะอุตสาหะให้แก่ลูกหลาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5603372/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ki8DAB-KGa5_3xL7kQTzy

  • ชมรมสถานีวิทยุเชียงราย จับมือทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จัด “ปันน้ำใจให้น้อง” ปีที่ 12

    ชมรมสถานีวิทยุเชียงราย จับมือทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จัด “ปันน้ำใจให้น้อง” ปีที่ 12

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ชมรมสถานีวิทยุจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ บริษัท ทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อสังคมตามโครงการ “ช่วยกันด้วยใจ ปันน้ำใจให้น้อง” ปีที่ 12 ณ โรงเรียนบ้านดงอินตา ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ จ.พะเยา เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่

    ภายในงานมีการมอบทุนการศึกษา จำนวน 20 ทุน พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของจำเป็นสำหรับการเรียนการสอน รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันและขนมแก่นักเรียน นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมสอนทักษะฟุตบอลโดยทีมผู้ฝึกสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านกีฬาและแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ

    นายรัชพล งามกระบวน ประธานชมรมสถานีวิทยุจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ชมรมฯ เกิดจากการรวมตัวของสถานีวิทยุกระจายเสียงคลื่นหลัก 7 สถานีในจังหวัดเชียงราย และได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ “ปันน้ำใจให้น้อง” จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 แล้ว เพื่อร่วมกันแบ่งปันและสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

    ด้านนายนิธิศ ไชยปีน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงอินตา กล่าวขอบคุณชมรมสถานีวิทยุจังหวัดเชียงรายและบริษัท ทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา รวมถึงอาหารกลางวันในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะนำสิ่งของที่ได้รับไปใช้ประโยชน์และดูแลรักษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กนักเรียน

    สำหรับโรงเรียนบ้านดงอินตา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 103 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 47 คน และหญิง 56 คน

    กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มด้านอุปกรณ์และทุนการศึกษาเท่านั้น แต่ยังสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ สะท้อนพลังความร่วมมือของภาคสื่อมวลชนและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3882053/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UKdOq8RfVrMHC7CBjmog2

  • มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

    มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.31 น.

    มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ จัดงานประกาศผลรางวัล การประกวดเขียนเรียงความเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี’69 พร้อมดึง 2 ดารา-นักเขียนดัง อาย-กมลเนตร เรืองศรี เต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก ร่วมขึ้นเวทีเสวนา พร้อมมอบทุนการศึกษา นักเรียนด้อยโอกาส, นิสิต, นักศึกษา ฯลฯ

    มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ โดยการสนับสนุน ของ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) จัดงานประกาศผลรางวัล การประกวดเขียนเรียงความเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 (รับโล่เกียรติยศ จากท่านองคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย) พร้อมจัดการเสวนา โดย คุณอาย-กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงหญิงชื่อดัง, คุณเต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก และ อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมการมอบทุนการศึกษา ให้กับ นักเรียนด้อยโอกาส, นิสิต, นักศึกษา ฯลฯ

    นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยและการพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กและเยาวชน มูลนิธิฯ จึงจัดโครงการเขียนเรียงความ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักรักษ์ในภาษาไทย และเป็นเวทีในการแสดงความคิด ทัศนคติของตนเองถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการเขียนเรียงความที่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย

    โครงการประกวดการเขียนเรียงความ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 (รับโล่รางวัลเกียรติยศองคมนตรี) โดย มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย ให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เห็นคุณค่าของวิชาภาษาไทย และได้แสดงความสามารถทางภาษาไทย ต่อสาธารณะชน เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้พัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้พัฒนากระบวนการคิด การค้นคว้าข้อมูล และจินตนาการผ่านการเขียนเรียงความ

    ในโอกาสนี้ ยังมีการจัดการเสวนา เรื่อง นักเขียนรุ่นใหม่ในยุค AI เสาวนาโดย คุณอาย-กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงหญิง นักเขียน และคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร a day, คุณเต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ นักเขียนเจ้าของนามปากกา ปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก และ อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กรรมการตัดสินการประกวดเรียงความ)

    พิธีมอบทุนการศึกษา นักเรียนด้อยโอกาส โรงเรียนวัดสังวรพิมลไพบูลย์ (จันทานุกูล) จ.นนทบุรี, นักเรียนด้อยโอกาส ในพื้นที่ กทม. และนักเรียนตาบอด โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ มอบทุนโดย นางสาวรัชฎาภรณ์ โพธิ์ทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ, นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มอบทุนโดย นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ

    การประกาศผลรางวัลนักเรียน/นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลของแต่ละระดับชั้น พร้อมทั้งการอ่านผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

    รางวัลพิเศษ “ความตั้งใจดี” ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร (8 รางวัล) มอบรางวัลโดย นางสาวธนาพันธ์ เค้าสิม เจ้าหน้าที่ส่วนงานอาสาสมัคร โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้แก่

    1. ด.ช.ธนาภัทร สุขไสย โรงเรียนวัดแม่เตย จ.สงขลา

    2. ด.ญ.น้ำหวาน โรงเรียนวัดเมืองสาตร จ.เชียงใหม่

    3. ด.ญ.ป้อม พรหมพรรณ โรงเรียนปริยัติรังสรรค์ จ.เพชรบุรี

    4. น.ส.จิรัชญา จวงเงิน โรงเรียนนครขอนแก่น จ.ชัยภูมิ

    5. น.ส.เอมี่ โรงเรียนกะปงพิทยาคม จ.พังงา

    6. นายอัครเดช โคตรนายูง มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ

    7. ด.ช.ปรัชญา เอสุจินต์ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ กรุงเทพฯ

    8. ด.ญ.แสงคำ โรงเรียนวัดสังวรพิมลไพบูลย์ (จันทานุกูล) จ.นนทบุรี

    รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ “คนพิเศษของฉัน” มอบรางวัลโดย อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ด.ญ.จิณห์วรา ครุฑจันทร์ ป.3 โรงเรียนบ้านหนองมะค่า จ.ลพบุรี ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ในหัวข้อ “สิ่งที่ฉันประทับใจ” มอบรางวัลโดย อาจารย์ ดร. นริศรา หาสนาม อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ด.ญ.กัญญารัตน์ อินเพ็ชร ป.6 โรงเรียนวัดท่าข้าม จ.สุพรรณบุรี ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ “แต่เล็กจนโตความฝันที่เป็นจริง และความฝันที่เปลี่ยนแปลง” มอบรางวัลโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิธรรม อ่องวุฒิวัฒน์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แก่ ด.ญ.ณัฐธิดา งามมี ม.2 โรงเรียนชุมชนเลิศพินิจพิทยาคม จ.ปทุมธานี ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในหัวข้อ “Ai คือเพื่อน หรือแค่เสมือนคนรู้จัก” หรือ หัวข้อ “สังคมผู้สูงอายุ โอกาสและความท้าทายของอนาคตประเทศไทย” มอบรางวัลโดย นางสาวรัชฎาภรณ์ โพธิ์ทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ได้แก่ นายอิรฟาน สามะ ม.5 โรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา จ.ยะลา ได้รับทุนการศึกษา 15,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หรือเทียบเท่า ในหัวข้อ “อิทธิพลของสื่อ และการใช้ภาษา ต่อการสร้างเจตคติของสังคมที่มีต่อคนพิการ” หรือ หัวข้อ “เงินตรา คุณค่า และความสุขของมนุษย์” มอบรางวัลโดย นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ได้แก่ นางสาวณิชกานต์ ลี้สกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    การจัดโครงการประกวดการเขียนเรียงความในครั้งนี้ คาดว่า จะทำให้ นักเรียน, นักศึกษา สามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย ให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ, ได้เห็นคุณค่าของวิชาภาษาไทยและได้แสดงความสามารถทางภาษาไทยให้ปรากฏต่อสาธารณะชน, ได้พัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และได้พัฒนากระบวนการคิด การค้นคว้าข้อมูล และจินตนาการผ่านการเขียนเรียงความ มูลนิธิฯ ขอขอบคุณคุณครู ผู้ปกครอง และน้องๆ ทุกคน ที่ให้ความสนใจโครงการประกวดเรียงความฯ ของเรา สำหรับใครที่ไม่ได้รางวัลในปีนี้ ขอให้มาพยายามด้วยกันใหม่ในปีหน้า ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ inbox : เพจมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ, Line OA : @283muxxy, Tel : 095-9295163, Website : www.childrenandpwds.org, YouTube : https://www.youtube.com/@Fcd2003

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : โทร. 083-483-1618, 096-170-8638

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/947193&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03RR3qz9yHxak6X4CiceLe

  • ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น งานราชการ 2569 ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 มียอดผู้สอบผ่านพุ่ง 1.5 หมื่นคน วันนี้ถึงคิวสอบสัมภาษณ์ ได้บรรจุเติมอัตราว่าง เช็กวันประกาศรายชื่อตัวจริง เมษายนนี้

    ใครจะได้เป็นครู? ลุ้นระทึก! งานราชการ 2569 ประกาศ ผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 มียอดผู้สอบผ่านพุ่ง 1.5 หมื่นคน วันนี้ถึงคิว สอบสัมภาษณ์ ได้บรรจุเติมอัตราว่าง เช็กวันประกาศรายชื่อผู้ชนะตัวจริง เมษายนนี้ พร้อมเปิดช่องทางดูผลสอบด่วน

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    กทม. ตรวจเข้มสัมภาษณ์ภาค ค “รองผู้ว่าฯ ศานนท์” ให้กำลังใจว่าที่ครูใหม่

    วันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยม พร้อมพูดคุยให้กำลังใจแก่ว่าที่ ครูผู้ช่วยกทม. ในการสอบภาค ค ความเหมาะสมกับวิชาชีพครู (สัมภาษณ์) ตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยมีนางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา พร้อมด้วยนางธัญรัศม์ สร้อยสยัมภู,

    นายโกศล สิงหนาท รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา นางสาวรพีพรรณ กี่จนา ผู้อำนวยการส่วนบริหารอัตรากำลัง และเจ้าหน้าที่สำนักงานการเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และนำตรวจเยี่ยม ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    เจาะสถิติคนสอบพุ่งพุ่ง 2.8 หมื่นคน! ใครจะอยู่ใครจะไปใน 13 กลุ่มวิชา?

    สำหรับการสอบครั้งนี้ กทม. เปิดรับสมัครใน 13 กลุ่มวิชา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมหาศาล

    • ผู้สมัครสอบทั้งหมด: 28,125 คน
    • ฝ่าด่านข้อเขียน (ภาค ก และ ข): 15,402 คน
    • เป้าหมาย: บรรจุทดแทนอัตราว่างให้เต็มพิกัด เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนสังกัด กทม.

    เปิดตารางสอบสัมภาษณ์ 14-15 ก.พ. แบ่งกลุ่มวิชาชัดเจน

    การสอบสัมภาษณ์ภาค ค ความเหมาะสมกับวิชาชีพครู ถูกแบ่งออกเป็น 2 วัน ดังนี้

    • วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569: กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป และอนุบาลศึกษา
    • วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569: กลุ่มภาษาอังกฤษ, แนะแนว, นาฏศิลป์, ดนตรีสากล, ดนตรีไทย, คหกรรม, ประถมศึกษา, บรรณารักษ์, เกษตรกรรม, วัดผล และพลศึกษา

    หมายเหตุ: กทม. ได้จัดสนามสอบพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการอย่างเท่าเทียมตามนโยบาย Inclusive City

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ปักหมุดรอ! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 วันไหน? เช็กได้ที่นี่

    ข่าวดีสำหรับผู้เข้าสอบทุกคน กรุงเทพมหานครเตรียมสรุปคะแนนและ ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ภายในเดือนเมษายน 2569 โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ผ่านช่องทางหลัก ดังนี้

    • เว็บไซต์: teacherbkk.thaijobjob.com
    • Facebook: สำนักการศึกษา กทม.
    • Facebook: สำนักงานการเจ้าหน้าที่ สกจ.สนศ. สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    อ้างอิง-ภาพ : สำนักการศึกษา กทม.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1221278&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20nwp-1DI8uavdnoPOMNh2

  • ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี รวมพลังเยาวชนลดการบูลลี่

    ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี รวมพลังเยาวชนลดการบูลลี่

    โครงการ “เท่อย่างไทย โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี” เดินหน้ารณรงค์ต่อต้านการบูลลี่ในสถานศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านการจัดประกวดโครงงาน “เท่ได้ ต้องไม่บูลลี่” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และร่วมผลักดันให้สภาพแวดล้อมในโรงเรียนปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยผลงานกว่า 220 โครงงานที่ส่งเข้าประกวด ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจของเยาวชน ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้คัดเลือกผลงานที่โดดเด่นด้านความแปลกใหม่ การต่อยอด และการนำไปใช้จริง เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลต่อไป

    นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี กล่าวว่า “เพราะเราเชื่อว่า โรงเรียนที่ปราศจากการบูลลี่ คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่เคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง จึงได้สนับสนุนการจัดการแข่งขันประกวด “โครงงาน เท่ได้..ต้องไม่บูลลี่” ซึ่งเป็น 1 ในกิจกรรมหลักภายใต้โครงการ “เท่อย่างไทย” โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ ได้แสดงศักยภาพและเติบโตอย่างมั่นใจ ตอกย้ำปรัชญา Make REAL Change ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับสังคม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “โครงงาน เท่ได้..ต้องไม่บูลลี่” มีน้อง ๆ จากหลายโรงเรียนที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาร่วมโชว์ไอเดียกันอย่างเต็มที่ โดยการประกวดครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีให้เยาวชนแสดงความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กได้คิด และ ลงมือทำจริง พร้อมปลูกฝังคุณค่าของการเคารพ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างแตกต่าง โดยมุ่งหวังให้การรณรงค์ต่อต้านการบูลลี่เกิดขึ้นจากภายใน และเติบโตจนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียน” มาริสากล่าว

    ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจและตระหนักรู้ ในยุคโซเชียลเปราะบาง
    อาจารย์ศศกร วิชัย รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ให้ความเห็นว่า “จากภาพรวมของโครงงานสะท้อนว่า เยาวชนไม่เพียงเข้าใจโจทย์อย่างแท้จริง แต่ยังนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทของโรงเรียนได้อย่างสร้างสรรค์ และมีการต่อยอดไปถึงการสร้างสังคมให้น่าอยู่ รวมถึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ขอขอบคุณโครงการเท่อย่างไทย โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี ที่ให้โอกาสเยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานผ่านโจทย์ที่แฝงไปด้วยเรื่องราวของความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีภูมิคุ้มกัน กลายเป็นความหวังของสังคมในปัจจุบันและอนาคตได้ต่อไป”

    จาก “ความต่าง” สู่ “พลังบวก” เสียงสะท้อนจากกลุ่มชาติพันธุ์และผู้บกพร่องทางการได้ยินสะท้อนให้เห็นว่า “ความแตกต่างไม่ใช่จุดอ่อน” ทำให้กลุ่มเยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยินจากโรงเรียนเศรษฐเสถียร กรุงเทพฯ คว้ารางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมต้น และรางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมปลาย เป็นของโรงเรียนออมก๋อยวิทยา จ.เชียงใหม่

    น้อง ๆ กลุ่มชาติพันธุ์ โรงเรียนออมก๋อยวิทยา จ.เชียงใหม่ ผู้ชนะเลิศระดับชั้นมัธยมปลาย บอกว่า ที่โรงเรียนมีหลากหลายชาติพันธุ์ และมีความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า เกิดปัญหาการบูลลี่กันเยอะ จึงใช้แนวคิด “แตกต่างกันได้ แต่ต้องเคียงข้างกันอย่างให้เกียรติ” มาเป็นจุดขายหลักพร้อมทั้งกระตุ้นให้นำคำบูลลี่มาเป็นพลังบวก โดยเน้นสร้างคอนเทนท์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจของเพื่อนในโรงเรียน และภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเรามีแกนนำจิตอาสาเพิ่มขึ้นและสามารถลดพฤติกรรมการบูลลี่ในโรงเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอบคุณการสนับสนุนจากไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ที่มีโครงการดี ๆ มาเป็นจุดเริ่มต้นในโรงเรียน ซึ่งจะมีการวางแผนส่งต่อให้รุ่นน้อง

    ปลุกความกล้า ปล่อยเด็กคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
    ด้านมุมมองของคณะครูที่ปรึกษา โรงเรียนออมก๋อยวิทยา กล่าวว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่กล้าแสดงออก แต่มีไฟที่อยากเปลี่ยนทัศนคติการบูลลี่เรื่องชาติพันธุ์ เพราะเคยโดนมาก่อน ซึ่งความท้าทายของครู คือ การทำให้เด็กมีความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้กิจกรรมประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมที่เด็กคิดเองและลงมือศึกษา ส่วนครูเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ ไม่ได้ตัดสินใจแทน และวันนี้ดีใจมากที่ความทุ่มเทของเด็ก ๆ มีรางวัลชนะเลิศเป็นผลตอบแทน

    สามารถติดตามประกาศผลรางวัลต่าง ๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “เท่อย่างไทย” โดย “ไฟ-ฟ้า ทีทีบี” ได้ที่ www.เท่อย่างไทย.com และติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมอื่น ๆ ได้ที่ www.ttbfoundation.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/278057&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AU7gw8_OUuDw8FxRXaFc_

  • อ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ “5 กีฬาที่ใช้แรงเยอะที่สุด” บางอันดับมีเซอร์ไพรส์!

    อ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ “5 กีฬาที่ใช้แรงเยอะที่สุด” บางอันดับมีเซอร์ไพรส์!

    คำถามว่า กีฬาไหนใช้แรงเยอะที่สุด?” ไม่ได้วัดกันแค่ความเหนื่อยหรือความรู้สึกของผู้เล่นเท่านั้น

    แต่ในทางวิทยาศาสตร์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น การใช้พลังงานของร่างกาย (แคลอรีที่เผาผลาญ), ค่า VO₂ max หรือความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกาย, ความทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงความหนักของแรงปะทะ

    เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์การกีฬา พบว่ามีกีฬาหลายประเภทที่ต้องใช้พลังงานระดับสูงสุดของร่างกายมนุษย์ ซึ่งแต่ละชนิดมีความหนักในรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งการใช้พลังงานต่อเนื่อง ความเข้มข้นของแรง หรือการใช้กล้ามเนื้อทั้งร่างกายพร้อมกัน

    และนี่คือ 5 อันดับกีฬาที่ผู้เล่นต้องใช้แรงมากที่สุดในแง่วิทยาศาสตร์

    san

    1. มวย — ใช้พลังงานทั้งร่างกายพร้อมกัน

    กีฬามวย ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้พลังงานสูงที่สุด เพราะต้องอาศัยทั้งแรงระเบิด ความเร็ว ความอึด และสมาธิในเวลาเดียวกัน ผู้เล่นต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งหลบ โจมตี และป้องกันตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายทำงานพร้อมกัน

    นักวิทยาศาสตร์พบว่า การชกมวยสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 800–1,200 แคลอรีต่อชั่วโมง และเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งระบบแอโรบิก (ความอึด) และแอนแอโรบิก (แรงระเบิด) พร้อมกัน จึงถูกจัดว่าเป็นการออกกำลังกายแบบใช้ร่างกายทั้งตัวที่หนักที่สุดประเภทหนึ่ง

    pourquoi-la-distance-dun-mara

    2. มาราธอน — การทดสอบขีดจำกัดความอึดของมนุษย์

    การวิ่งระยะไกลอย่าง มาราธอน ถือเป็นการใช้พลังงานต่อเนื่องยาวนานที่สุดของร่างกายมนุษย์ ระยะทางกว่า 42.195 กิโลเมตร ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานสะสมจนเกือบหมด และสร้างความเครียดต่อระบบหัวใจและกล้ามเนื้ออย่างมาก

    นักวิ่งมาราธอนสามารถใช้พลังงานได้มากถึง 2,500–3,500 แคลอรีต่อการแข่งขัน และนักกีฬาระดับโลกมักมีค่า VO₂ max สูงมาก แสดงถึงความสามารถในการใช้ออกซิเจนที่ยอดเยี่ยม แม้จะไม่มีแรงปะทะหรือแรงระเบิดมาก แต่เป็นกีฬาที่ใช้พลังงานยาวนานและต่อเนื่องที่สุด

    000-67z26af

    3. จักรยานทางไกล — ใช้พลังงานสะสมสูงที่สุด

    การแข่งขันจักรยานทางไกลระดับอาชีพ เช่น ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ถือเป็นกิจกรรมกีฬาที่ใช้พลังงานรวมสูงที่สุด เนื่องจากนักกีฬาต้องแข่งขันหลายชั่วโมงต่อวัน และแข่งต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน

    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่านักปั่นจักรยานระดับอาชีพอาจใช้พลังงานมากถึง 5,000–7,000 แคลอรีต่อวัน กล้ามเนื้อขาทำงานอย่างหนักต่อเนื่อง และระบบหัวใจต้องทำงานในระดับสูงตลอดเวลา จึงเป็นกีฬาที่ใช้พลังงานสะสมมากที่สุดในโลกกีฬา

    d4k99

    4. MMA — ความหนักทั้งแรงปะทะและแรงระเบิด

    กีฬา MMA เป็นการผสมผสานหลายศาสตร์การต่อสู้ เช่น มวย มวยปล้ำ และยูโด ทำให้ผู้เล่นต้องใช้แรงต้านจากคู่ต่อสู้ตลอดเวลา พร้อมกับใช้แรงระเบิดและความอึดสลับกันอย่างต่อเนื่อง

    การศึกษาทางสรีรวิทยาพบว่า นักกีฬา MMA มีอัตราการเต้นหัวใจสูงถึง 85–95% ของระดับสูงสุดของร่างกาย และต้องใช้กล้ามเนื้อทั้งตัวอย่างเข้มข้น จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้แรงต่อวินาทีสูงที่สุด

    eqewavlmdvta3epmqyb3

    5. ฮอกกี้น้ำแข็ง — ความเข้มข้นสูงที่สุดต่อนาที

    ฮอกกี้น้ำแข็ง มีลักษณะเด่นคือการเคลื่อนไหวเร็ว การเร่งสปีดสั้นๆ ซ้ำๆ และแรงปะทะสูง ผู้เล่นต้องเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา ทำให้หัวใจเต้นใกล้ระดับสูงสุดในช่วงการแข่งขัน

    แม้จะเล่นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีความเข้มข้นสูงมาก โดยสามารถใช้พลังงานประมาณ 700–1,000 แคลอรีต่อชั่วโมง จึงถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้แรงมากที่สุดเมื่อวัดจากความหนักต่อหน่วยเวลา

    สรุป: กีฬาไหนใช้แรงมากที่สุดในโลก?

    จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า แต่ละกีฬามีความหนักต่างกันตามลักษณะการใช้พลังงาน โดย จักรยานทางไกล ใช้พลังงานรวมสูงที่สุด, มาราธอน ใช้พลังงานต่อเนื่องยาวนานที่สุด ส่วน มวย และ MMA ใช้แรงทั้งร่างกายอย่างเข้มข้นที่สุด

    โดยภาพรวม นักวิทยาศาสตร์การกีฬามักยกให้ มวย และ จักรยานทางไกลระดับอาชีพ เป็นกีฬาที่ใช้แรงหนักที่สุดของมนุษย์ เนื่องจากต้องใช้ทั้งความอึด ความแข็งแรง และพลังงานในระดับสูงสุดพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1632481/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S6hfJXXQGIo12IfptJ_tb

  • “สุวัจน์” ดัน “ปกครอง” นั่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา แนะกกต.เร่งเคลียร์ปมเลือกตั้ง หวังตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ กู้เศรษฐกิจ

    “สุวัจน์” ดัน “ปกครอง” นั่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา แนะกกต.เร่งเคลียร์ปมเลือกตั้ง หวังตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ กู้เศรษฐกิจ

    .วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2569)  ที่ ห้องประชุมโรงแรมซิตี้พาร์ค อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนาได้จัดการประชุมใหญ่สามัญพรรคชาติพัฒนา ประจำปี 2569 โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานที่ประชุมฯ ซึ่งมีสมาชิกพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมประชุม จำนวน 266 คน โดยมีวาระสำคัญ คือ ระเบียบวาระที่ 4 การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทั้งคณะหลัง นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคฯ ได้ลาออกไปสมัครส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ตามข้อบังคับพรรคการเมือง

    ซึ่งที่ประชุมพรรคชาติพัฒนา วันนี้ มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคฯ และผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า “นายปกครอง ผาสุขยืด” ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาคนใหม่ และนายปกครองฯ ได้เลือกนายอรัญ พันธุมจินดา เป็นเลขาธิการพรรคฯ

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า “การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาวันนี้ เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคการเมืองที่มีการลาออกของหัวหน้าพรรคคนเก่า ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารทั้งชุดต้องพ้นสภาพไป ซึ่งพรรคชาติพัฒนายังคงดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป แต่ช่วงนี้จะเน้นทำงานท้องถิ่นเป็นหลัก เช่น สจ.นายกเทศมนตรีฯ และ สท. เป็นต้น”

    นายสุวัจน์ฯ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงการตัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ว่า  “หลังพรรคภูมิใจไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ชัดเจน เพราะเสียงที่มีอยู่แล้วขณะนี้ก็เกินครึ่งหนึ่งของสภาฯ  จากนี้ก็เป็นเรื่องของพรรคแกนนำว่าจะเชิญพรรคใดเข้ามาร่วมอีก เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและเกิดความเชื่อมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ส่วนตัวเห็นว่า ถ้ารัฐบาลใหม่มีเสียงมากกว่า 300 เสียงขึ้นไปก็จะปลอดภัย เพราะรัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาหลายเรื่อง และฝ่าวิกฤติต่างๆ ไปให้ได้ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเรื่องถกเถียงและร้องเรียนหลังการเลือกตั้งเกิดขึ้นมาก ดังนั้น เพื่อความสง่างาม ความน่าเชื่อถือ และการยอมรับของประชาชน กกต.จะต้องออกมาชี้แจงทำความกระจ่างในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหลัง กกต. มีการรับรอง ส.ส.แล้ว จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีความสง่างาม ส่วนรัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่นั้น ก็ไม่มีอะไรสามารถการันตีได้ เพราะการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานได้ดี  แก้ปัญหาต่างๆได้ ไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง หรือไม่มีเรื่องที่ทุจริตคอรัปชั่น ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

    “ส่วนตัวอยากเห็นรัฐบาลได้ทำงานอย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย เพราะถ้าเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งในและต่างประเทศ” นายสุวัจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/129333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07p8ltXv7eVbtIilL6Mwyo

  • ‘อนุทิน’ หารือทีมเศรษฐกิจ  ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ปลุกไทยหวนคืน ‘เสือ’ เอเชีย

    ‘อนุทิน’ หารือทีมเศรษฐกิจ ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ปลุกไทยหวนคืน ‘เสือ’ เอเชีย

    วานนี้ 13 ก.พ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ

    โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย

    โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ที่ทำงานร่วมกันมาอย่างแข็งขัน ช่วยสร้างมิติใหม่ให้คนไทยมีความหวัง และทำให้ “ประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก” ซึ่งมีความหมายอย่างมาก ทำให้ไทยเป็นที่จับตามองอีกครั้ง

    นายกรัฐมนตรีย้ำว่า เรื่องนี้จะต้องไม่เป็นประเด็นชั่วคราว แต่ไทยต้องเป็นประเทศที่ต่างชาติต้องการจับตามองไทย สนใจท่าที และให้ความสำคัญต่อก้าวย่างของไทย

    โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นคุณูปการ ทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ การต่อรอง และการรักษาสถานะของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมความเชื่อมั่น และที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับความไว้ใจจากประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง

    “ภายหลังรัฐบาลใหม่แล้ว ต้องต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ที่ดำเนินการในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เพราะเป็นรัฐบาล 4 ปี และเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ช่วยเพิ่มโมเมนตัม ทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้กลับมาเข้มแข็งได้ ผมขอให้ไทยกลับมาตั้งเป้าหมายใหม่ ไทยจะเป็นเสือตัวที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่ไทยต้องเป็นเสือ เพราะไทยมีศักยภาพ มีโอกาส และมีช่องทาง ซึ่งทั้งหมดนี้คือโอกาสของไทยท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และอาเซียนก็ยังคงแข็งแกร่ง เป็นแหล่งการลงทุนสำหรับห่วงโซ่อุปทานของโลกต่อไป

    https://youtu.be/dB_bwXcU1so

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/weekend/457220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38IUCrviJUPgc4iep7z_eb