Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลุ้น  ‘ศุภจี ‘ คัมแบ็ก รมว.พาณิชย์สมัย 2 สร้างประวัติศาสตร์ ในรอบ 105 ปี

    ลุ้น ‘ศุภจี ‘ คัมแบ็ก รมว.พาณิชย์สมัย 2 สร้างประวัติศาสตร์ ในรอบ 105 ปี

    ผลการเลือกตั้ง 69 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ“อนุทิน ชาญวีรกูล “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้คะแนนทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น ได้ ส.ส.เขตและส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเฉียด 200 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยหลายภาคส่วนคาดหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่ ภายในการนำของนาย”อนุทิน” จะพาประเทศเดินหน้า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ สื่อต่างชาติมองว่า ไทยอยู่ในสถานะ “เสือป่วย” แห่งเอเชีย

    ก่อนการเลือกตั้ง นายอนุทิน ได้ประกาศตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลหากได้รับการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  3 คน  คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะกลับเข้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเดิม เรียกได้ว่า  3 เก้าอี้นี้ถูกจองไว้แล้ว แถมพ่วงอีก 1 ตำแหน่งคือ รองนายกรัฐมนตรี สะท้อนความชัดเจนว่า ทีมหลัก 3 เก้าอี้เศรษฐกิจถูก “จองไว้ ” ล่วงหน้า

    เมื่อโฟกัสเฉพาะ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ถือว่าได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่ง จนถึงปัจจุบัน  เพราะในอดีตเคยแต่ทำงานบริหารด้านภาคเอกชน เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะสามารถบริหารงานได้แค่ไหน แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า “ทำได้” และได้รับการยอมรับจากข้าราชการ ภาคเอกชน

    ลุ้น  'ศุภจี ' คัมแบ็ก รมว.พาณิชย์สมัย 2 สร้างประวัติศาสตร์ ในรอบ 105 ปี

    โดยหลังจากการประกาศยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ นางศุภจีได้ร่วมงานกับ พรรคภูมิใจไทย อย่างเต็มตัว และได้เข้าสู่วงการการเมืองในฐานะหนึ่งหัวหอกทีมเศรษฐกิจของ พรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยมีบทบาทสำคัญในการร่วมแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 เช่น นโยบายสานต่อ คนละครึ่งพลัส และจีดีพี 3% พลัส  พร้อมถูกวางตัวให้คุมบังเหียนกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง เพื่อสานต่อนโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพและผลักดันการค้าโลก

    หากว่า เป็นจริงดังที่”นายอนุทิน”ประกาศไว้  นางศุภจี กำลังจะกลายเป็น “รัฐมนตรีคนแรก” ที่เคยดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” แล้ว ได้กลับเข้ามา “ดำรงตำแหน่งเดิม” อีกเป็นสมัยที่ 2  ทำลายประวัติศาสตร์รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ในรอบ 105 ปี ที่ไม่เคยมีใครกลับเข้ามานั่งเก้าอี้อีกครั้ง 

    การกลับมาครั้งนี้ของนางศุภจี น่าอยู่ในตำแหน่งไม่น้อยกว่า 2 ปี  โดยคาดว่า นโยบายด้านพาณิชย์ น่าจะสานงานเดิมที่เคยทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ  การส่งออก การรับมือภาษีสหรัฐฯ การเจรจา FTA การแก้ปัญหานอมินีบัญชีม้า ราคาสินค้าเกษตร การขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา การช่วยเหลือ SME การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การมุ่งสู่พาณิชย์ดิจิทัล

    นายธนาธร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สะท้อนความเห็นว่า ภาคเอกชนประเมินผลงานของนางศุภจีว่า “สอบผ่าน” และเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านการค้าและประสบการณ์ทำงานในระดับนานาชาติ ทำให้เข้าใจมุมมองภาคธุรกิจได้อย่างใกล้ชิด

    ภาคเอกชนยังมองว่า แนวคิดการทำงานของรัฐมนตรีพาณิชย์มีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แม้ช่วง “ฮันนีมูน” จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากรัฐบาลกำหนดทิศทางการเปิดการค้า (Direction) ชัดเจน ภาคเอกชนก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่

    ข้อเสนอสำคัญคือ การกำหนดตำแหน่งของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ให้ชัด เพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบทบาทของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการผลักดันการส่งออกให้ตอบโจทย์ตลาดโลก

    เสียงสะท้อนของ “ผู้ส่งออก” ต่อการกลับมาอีกครั้งของนางศุภจี ได้รับการตอบรับจากภาคเอกชน โดยเฉพาะ “ผู้ส่งออก”ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อผลักดัน “การส่งออก” ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญของ เศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลอนุทิน 2 ที่คาดว่าจะมี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรมว.พาณิชย์สมัยที่ 2 และจะเป็นความหวังของภาคเอกชนในการฟันฝ่าวิกฤตการค้าและโลกแบ่งขั้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q7cmIC0yJDuD2Dvqjr8BF

  • ปลัดมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อน

    ปลัดมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อน

    ปลัดมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อน “One Plan” ผนึกกำลังทุกจังหวัด น้อมนำพระราชปณิธานสู่การสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน


    14/02/2569 | 63 |

    (14 ก.พ. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในห้วงปี 2568 ทีผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่และการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริผ่านกระบวนการ One Plan ใน 9 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดน่าน, พิษณุโลก, เชียงใหม่, แพร่, เพชรบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, นครศรีธรรมราช และนราธิวาส โดยมุ่งน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่” พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ดำเนินการ Kick off และติดตามประเมินผลพบว่า สามารถดำเนินการ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการส่วนราชการทุกกระทรวงในระดับพื้นที่ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้จัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ควบคู่การสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริผ่านกระบวนการ One Plan ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพด้านบุคลากรเพื่อทำให้ผลลัพธ์ของงานเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อประชาชน พร้อมทั้งติดตามและรายงานผลการขับเคลื่อนมายังกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง

    “สำหรับในด้านกระบวนการจัดทำแผน จะต้องมีการวางระบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ มีทิศทางที่ชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในแต่ละภูมิสังคมได้ โดยมีหัวใจสำคัญ คือ “การจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการขยายผลการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของจังหวัด ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569 – 2571)” ในรูปแบบ Rolling Plan ที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และเชื่อมโยงแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ และแผนพัฒนาตำบล มีตัวชี้วัด (KPIs) และผลลัพธ์ (Outcomes) ที่มีความเป็นรูปธรรม วัดผลได้จริง เกิดการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า โดยในส่วนของจังหวัดนำร่องทั้ง 9 จังหวัดที่ถือเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้กระบวนการ One Plan นั้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตาม ร่วมแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด และเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ สามารถนำมาประยุกต์ดำเนินการในพื้นที่อีกด้วย เพื่อจะส่งผลให้การขับเคลื่อนภาพรวมของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงาน คือ การทำให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้รับการขยายผลสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถอยู่ดี กินดี พึ่งพาตัวเองได้ เกิดพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็งจากฐานราก และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/476350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw102uLwuAb5jNTbp2IPpaiG

  • IMF คาด GDP ปี 69 ไทย โต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง

    IMF คาด GDP ปี 69 ไทย โต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง

    เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นการหารือประจำปี (Article IV Consultation) สำหรับประเทศไทย โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานของเจ้าหน้าที่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการหารือในครั้งนี้

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยผลการหารือประจำปี (Article IV Consultation) กับประเทศไทย โดยประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังน่าเป็นห่วง คาดการณ์การเติบโตชะลอตัวต่อเนื่องเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนะไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างและใช้นโยบายการเงิน-การคลังอย่างรัดกุม

    รายงานของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงต้าน (Headwinds) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แผ่วลง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ของไทยชะลอตัวลงตามลำดับ โดยปี 2567 เติบโต 2.5% ปี 2568 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.1% และปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกเหลือเพียง 1.6%

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดการเงินโลก หรือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงและหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง

    คณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ให้คำแนะนำสำคัญต่อทางการไทยในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ได้แก่

    1. ภาคการคลัง ต้อง ‘ตรงจุด’ และ ‘ประหยัด’

    เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยแคบลง IMF แนะนำว่ามาตรการช่วยเหลือทางการคลังควรเป็นแบบ มุ่งเป้า (Targeted) และ ใช้อย่างประหยัด (Parsimonious) โดยยึดมั่นในวินัยทางการคลังระยะปานกลาง

    IMF เห็นด้วยกับความจำเป็นในการ “เพิ่มรายได้ภาครัฐ” เพื่อสร้างกันชน (Buffers) ทางการคลังกลับคืนมา และเปิดทางให้มีการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตและสวัสดิการสังคมในอนาคต

    2. ภาคการเงิน ยังมีช่องให้ ‘ผ่อนคลาย’ เพิ่มเติม

    IMF เห็นด้วยที่ไทยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และมองว่า “ยังมีช่องว่างให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้” โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนอุปสงค์และป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป

    พร้อมย้ำว่า อัตราแลกเปลี่ยน ควรทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทก (Shock Absorber) โดยควรแทรกแซงค่าเงินเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาดเท่านั้น และควรให้ความสำคัญของการประสานงานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    3. ภาคการเงินและหนี้สิน

    แม้ความเสี่ยงเชิงระบบจะยังจำกัด แต่ IMF เตือนให้จับตาความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยแนะให้เร่งแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน และสนับสนุน SMEs พร้อมกำชับเรื่องธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard และเรียกร้องให้เข้มงวดการกำกับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้มากขึ้น พร้อมดำเนินการเสริมสร้างกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างต่อเนื่อง

    4. เร่งปฏิรูปโครงสร้าง

    ท้ายที่สุด IMF ย้ำว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่แย่ลง ทำให้ไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เร่งปฏิรูปโครงสร้างอย่างเด็ดขาด” ทั้งการยกระดับผลิตภาพแรงงาน, การบูรณาการทางการค้าและการเงิน, การลดความการทำงานนอกระบบ และการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-thailand-gdp-forecast-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABI4AE1t3MYPu092FK5yc

  • วาเลนไทน์เชียงใหม่คึกคัก ดอกไม้ขายดี หนุนเศรษฐกิจพื้นที่

    วาเลนไทน์เชียงใหม่คึกคัก ดอกไม้ขายดี หนุนเศรษฐกิจพื้นที่

    ‘วาเลนไทน์’ ไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความรัก แต่ยังเป็น “วันพิเศษ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ” ของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ ที่กิจกรรมส่งดอกไม้ มอบของขวัญ และการใช้เวลาร่วมกันของคู่รัก กลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ตลาดดอกไม้ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พบว่าบรรยากาศปีนี้เต็มไปด้วยสีสันของดอกกุหลาบ เยอบีร่า และทานตะวัน และบรรดาเหล่านักเรียน นักศึกษา และวัยรุ่นจำนวนมากต่างไปเดินเลือกซื้อดอกไม้ เพื่อมอบให้คนพิเศษ รวมถึงใช้เป็นพร็อพถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย

    สาคร วัฒนวงค์ ผู้ประกอบการร้านดอกไม้ เผย ปีนี้ถือว่าคึกคัก ลูกค้ามีทั้งสั่งจองล่วงหน้าและมาซื้อหน้าร้าน ส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่น พร้อมสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ว่า ความต้องการดอกไม้ สอดคล้องเงินในกระเป๋า อยากได้ในราคาเท่าใดก็จะจัดให้ตามงบประมาณที่ลูกค้าตั้งไว้ เพราะทราบสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี หลายคนจึงเลือกลดปริมาณดอกไม้หรือเลือกซื้อที่ไม่แพง ส่วนใหญ่ก็จะไม่เกิน 1000 บาท นอกจากนี้ ยังแบ่งขายเป็นดอก ในราคาตั้งแต่ 30-10 บาท ด้วย

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo06.jpg

    “เศรษฐกิจยังไม่ดี ลูกค้าหลายคนตั้งงบชัดเจน ร้านเลยจัดช่อให้ตามราคา ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1,000 บาท แต่ข้อดีคือกระแสโซเชียลช่วยดันยอดขาย เพราะวัยรุ่นนิยมซื้อดอกไม้ไปถ่ายรูป”

    — สาคร กล่าว

    ผู้ค้าหลายรายระบุว่า ดอกไม้ราคาย่อมเยาอย่างเยอบีร่าและทานตะวันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะที่กุหลาบยังคงเป็น “ราชาแห่งวาเลนไทน์” แม้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปเลือกกุหลาบนำเข้า

    ในมุมของต้นน้ำการผลิต แสนสุข ลีธนบดี เจ้าของสวนกุหลาบ สะท้อนภาพที่ต่างออกไป

    “ราคากุหลาบไทยปีนี้ตกลงชัดเจน จากเดิม 25 ดอก 120 บาท เหลือเพียง 80 บาท ถือว่าย่ำแย่ที่สุดในรอบ 20 ปี”

    — แสนสุข กล่าว

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เขายอมรับว่าการแข่งขันจากกุหลาบนำเข้า โดยเฉพาะจากจีน เป็นแรงกดดันสำคัญ

    “กุหลาบไทยคุณภาพไม่ได้ด้อย แต่ต้องแข่งกับสินค้านำเข้าที่สีสันหลากหลายและต้นทุนต่ำกว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลสมดุลตลาด”

    — แสนสุข กล่าว

    ด้านผู้บริโภคอย่าง ภัควลัญชญ์ ไชยเชษฐ ชาวเชียงใหม่ มองจากมุมการใช้งานจริง โดยชี้ถึงลักษณะดอกไม้ของไทยและจีนว่า ส่วนตัวแยกไม่ออกว่ากุหลาบไทยหรือจีน แต่ถ้าพัฒนาให้สีสวยและอยู่นานขึ้น คนก็น่าจะหันมาสนับสนุนของไทยมากขึ้น

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ภาพรวมวันแห่งความรักในเชียงใหม่จึงสะท้อนทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ ในเวลาเดียวกัน
    โดย ‘โอกาส’ คือ บรรยากาศจับจ่ายที่ช่วยเติมความคึกคักให้เศรษฐกิจท้องถิ่น
    ขณะที่ ‘ความท้าทาย’ คือ การแข่งขันและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

    อย่างน้อยที่สุด วาเลนไทน์ปีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘พลังของความรัก’ ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ได้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างรอยยิ้มให้ทั้งผู้ค้าและผู้ซื้อได้ไม่น้อย

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/valentine-chiangmai-flower-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jV1I3GG5HwUX7_rbo6aKx

  •  “ยศชนัน” รับผลเลือกตั้ง พร้อมหนุนภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ย้ำสุจริตโปร่งใสต้องชัดเจน ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ชูแก้เศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน

     “ยศชนัน” รับผลเลือกตั้ง พร้อมหนุนภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ย้ำสุจริตโปร่งใสต้องชัดเจน ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ชูแก้เศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.33 น.

    “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแจงท่าทีหลังทราบผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการ ย้ำเคารพเสียงประชาชน พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และยืนยันตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ชูแก้เศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน

     เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า ที่ผ่านมา ผมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนหลายกลุ่ม หลายองค์กรในทุกสถานการณ์ที่มีโอกาส รวมถึงการประชุมร่วมกับทีมงานทุกๆฝ่าย 

    จากการได้พูดคุยกับหลายๆ คน หลายๆ องค์กร ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าบริบทของสังคมโลกและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ปัจจัยทางการเมืองในการเลือกตั้งคราวนี้มีความซับซ้อน และเป็นความจริงว่าการจัดการทางการเมือง การใช้ทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ มีบทบาทสูงมากต่อผลการเลือกตั้ง 

    จุดยืนของผมและพรรคเพื่อไทยคือเคารพ และน้อมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนอย่างที่ได้แถลงไปก่อนหน้านี้แล้ว มีบางประเด็นที่ผมอยากบอกกล่าวกับทุกท่านในขณะนี้

    1. ผมยังยึดความสุจริตโปร่งใสของการเลือกตั้งสำคัญที่สุด และเห็นว่าเสียงทักท้วงในหลายแง่มุมของพี่น้องประชาชน มีน้ำหนักที่ กกต.ในฐานะผู้รับผิดชอบต้องรับฟังและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง รวมถึงให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบในทุกกระบวนการเพื่อรักษาความชอบธรรมของการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยอีกทางหนึ่ง และจะติดตามความคืบหน้าจนกว่าจะมีข้อยุติ

    2. ผมจะรับผิดชอบต่อทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนให้ได้ดีที่สุด สิ่งที่ได้พูดคุย ปราศรัยหรือรับปากไว้ทุกพื้นที่ รวมถึงทุกปัญหาจากข้อมูลที่รับฟังจากผู้สมัครมา เราจะร่วมกับคนเก่งๆ ทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรภายในพรรค กลไกรัฐ กลุ่มภาคเอกชน และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สุดความสามารถที่สุดจากสถานะทางการเมืองและศักยภาพของเรา ทุกปัญหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่เรา ไม่จบไม่เลิก 

    หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เรามี 2 ทางเลือก ที่ต้องตัดสินใจคือการเข้าร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาล มีผลงานจากการบริหารประเทศเป็นที่ยอมรับของผู้คนมาอย่างยาวนาน 

    ผมทราบดีว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เป็นพลังสนับสนุนพรรคมาตลอด ก็มีความเห็นไม่ตรงกันต่อทั้ง 2 แนวทาง เราขบคิด แลกเปลี่ยนความเห็น และรับฟังหลายฝ่ายในพรรค แม้จะมีเวลาพูดคุยกันไม่มากนัก แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 

    ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งยืนยันมาตลอดว่าจะร่วมทางในทุกสถานการณ์ ผมพร้อมจะก้าวเดินร่วมกับทุกคนในเส้นทางที่เราเลือก

    หากก้าวย่างในวันนี้ สร้างความไม่สบายใจต่อท่านใดก็แล้วแต่ ผมขอกราบขออภัยด้วยความจริงใจ ผมได้อ่าน ได้ยินเสียงความเห็นของทุกท่าน และรับฟังด้วยความเคารพเสมอมา

    การตอบรับคำเชิญของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและมีการแถลงข่าวร่วมกัน โดยพรรคเพื่อไทยประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ 1 เป็นแกนนำตามระบบรัฐสภา คือความคืบหน้าล่าสุดในขณะนี้ รายละเอียดต่างๆหลังจากนี้ ผมจะรายงานให้ทราบทุกขั้นตอนครับ 

    ส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ทั่วถึงพี่น้องในทุกพื้นที่ บูรณาการความร่วมมือหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปช่วยกัน และสร้างโอกาสที่จะกำหนดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ 

    เราจะมุ่งมั่นทำงานอย่างไม่ย่อท้อ เต็มที่ทุกนาทีเพื่อยืนยันว่าพวกเราทำได้ และร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่ ผมพร้อมรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น แม้ผมจะเดินเข้ามาในวันที่พ่ายแพ้ แต่ผมจะยืนอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจนถึงวันที่เราชนะด้วยกันอีกครั้ง 

    ผมมั่นใจว่าผมทำได้ และพร้อมรับฟังทุกๆ ท่านเสมอ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกัน ประชาธิปไตยยิ่งใหญ่และงดงามเสมอ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/466096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t6H09WMHSqe1mnGqvVdwZ

  • คณะผู้นำเมือง รุ่น11 ศึกษาดูงานเมืองน่าอยู่ จ.พัทลุง ชูการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม

    คณะผู้นำเมือง รุ่น11 ศึกษาดูงานเมืองน่าอยู่ จ.พัทลุง ชูการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาเมือง รุ่นที่ 11 (ผู้นำเมือง รุ่น 11) จำนวน 130 คน ศึกษาดูงานด้านการพัฒนาเมืองน่าอยู่ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยมี ดร.พา ผอมขำ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการในสังกัด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ในการนี้ยังมีการบรรยายสรุปหัวข้อ “การบริหารจัดการสู่การเป็นเมืองน่าอยู่” โดย ดร.พา ผอมขำ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของระบบราชการไทยคือการรวมศูนย์อำนาจ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแม้จะมีสถานะเป็นรัฐบาลท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีลักษณะเป็นหน่วยงานหนึ่งของส่วนกลาง ขาดความคล่องตัวในการตัดสินใจและการใช้งบประมาณ ตัวอย่างเช่น การขออนุญาตเชื่อมท่อระหว่างถนนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด กับถนนของกรมทางหลวง ที่ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง สะท้อนความล่าช้าและข้อจำกัดในการทำงาน พร้อมเปรียบเปรยว่าเป็น “ยักษ์ที่ไม่มีกระบอง” คือเป็นองค์กรขนาดใหญ่แต่ขาดอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

    อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ได้ปรับแนวทางการทำงาน มุ่งเน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยวางบทบาทเป็นองค์กรภาคีการพัฒนาที่ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนา ผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ “สมัชชาพลเมือง” ที่จัดประชุมทุก 3 เดือน เพื่อระดมความคิดเห็นด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ และการเมือง รวมถึงสมัชชาเฉพาะกลุ่ม เช่น เยาวชน สตรี คนพิการ และกลุ่มชาติพันธุ์

    ด้านสาธารณสุข ภายหลังการรับโอน รพ.สต. ได้มีการดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดตั้ง “กองทุนปันสุข” ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ ด้านเศรษฐกิจและการเกษตร มีโครงการโคบาลเมืองลุง กองทุนเมล็ดพันธุ์ ตลาดสีเขียว โรงเรียนชาวนา และการทำนาอินทรีย์เพื่อแจกจ่ายข้าว ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะ ส่งเสริมพลังงานทดแทน และขุดสระน้ำแก้ปัญหาภัยแล้ง ส่วนด้านสังคม สนับสนุนสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อเสริมศักยภาพให้ชุมชนสามารถวางแผนและจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ภายหลังการบรรยาย ได้มีการคัดเลือกประธานผู้นำเมือง รุ่น 11 ผ่านการลงมติ ผลปรากฏว่า นายสมชาย พนมรักษ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับคะแนนเสียงข้างมากให้ดำรงตำแหน่งประธานผู้นำเมือง รุ่น 11 ท่ามกลางบรรยากาศแสดงความยินดีจากผู้เข้าร่วมอบรม

    จากนั้นคณะศึกษาดูงานได้เยี่ยมชมศูนย์ OTOP ของ อบจ.พัทลุง พร้อมศึกษาการจัดการสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ ถ้ำน้ำลอดเขาแดง วัดเขาแดงตะวันออก ตำบลพญาขัน อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวอย่างสมดุล สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเมืองน่าอยู่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และจ.พัทลุง เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่ การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/277896&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bvpE9OtkKh70-rnFgwmpy

  • ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ! พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี

    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พระราชกฤษฎีกา ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2569

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

    โดยที่เป็นการสมควรขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีกเจ็ดปี

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

    มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2569”

    มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

    มาตรา 3 ให้ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีกเจ็ดปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1221297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23hYGsdGJtczUPPlJ8Nz-l

  • ชายไทยเชื่อมั่นทัพบก สมัครทหารออนไลน์ ยอดทะลุเป้า105.9%

    ชายไทยเชื่อมั่นทัพบก สมัครทหารออนไลน์ ยอดทะลุเป้า105.9%

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ชายไทยเชื่อมั่นทัพบก

    สมัครทหารออนไลน์

    ยอดทะลุเป้า105.9%

    กองทัพบก สรุปยอดผู้สมัครทหารออนไลน์ปี’69 เกินเป้า 105.9% รวมทะลุ 2.9 หมื่นคน สะท้อนความเชื่อมั่นชายไทย มีโอกาสต่อยอดสู่นักเรียนนายสิบ มีคะแนนเพิ่มพิเศษ ส่วนผู้พลาดโอกาสยังเปิดรับการตรวจเลือกเพิ่มเติม

    เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.ท.หญิง ญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการรับสมัครและคัดเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 ได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ซึ่งในส่วนของกองทัพบก เปิดรับสมัคร 28,209 คน มีผู้สมัคร 29,891 คน คิดเป็นร้อยละ 105.9 สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของเยาวชนชายไทยที่มีต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จากจำนวนผู้สมัครดังกล่าว

    กองทัพบกได้ตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสารหลักฐานและการตรวจสุขภาพตามขั้นตอน ซึ่งมีผู้ผ่านกระบวนการคัดเลือก20,402 คน กำหนดให้รายงานตัวเข้ารับราชการกองประจำการวันที่ 1 และ 3 พฤษภาคม 2569 ตามวันและเวลาที่ระบุในใบนัด

    ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ จะได้รับโควตาการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ที่สอบแข่งขันกันเฉพาะกลุ่มที่มาจากพลทหารออนไลน์ และสิทธิคะแนนเพิ่มการสอบภาควิชาการ คัดเลือกเป็นข้าราชการทหาร รวมทั้งสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ อาทิ สิทธิรักษาพยาบาล สวัสดิการทั่วไป การส่งเสริมการศึกษา และการฝึกอบรมวิชาชีพ นอกจากเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพ และเบี้ยเลี้ยงประจำ ที่จะได้รับเมื่อเข้ารับราชการ

    ส่วนผู้ที่พลาดโอกาสในการสมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ กองทัพบก เปิดโอกาสให้ชายไทยอายุ 21 ปี และได้รับหมายเรียกให้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 สามารถแสดงความสมัครใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการได้ในวันตรวจเลือกฯ โดยได้รับสิทธิในการเลือกเหล่าทัพ เลือกผลัด รวมถึงสิทธิในการลดระยะเวลาการรับราชการ

    สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าขึ้นไป และผู้สำเร็จหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 และ 2 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน่วยทหารหรือสัสดีใกล้บ้าน หรือกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน โทร. 0 2223 3259 กองทัพบก ขอขอบคุณเยาวชนที่สนใจและสมัครใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947097&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yEmuXvxrRKG3Y478wudx5

  • สมุทรสาคร///รร.เอกชนในพื้นที่ภาคกลาง 14 จังหวัด ร่วมงานวันการศึกษาเอกชน ภาคกลาง ครั้งที่ 10 และโอกาสครบรอบปีที่ 108 | TOPNEWS

    สมุทรสาคร///รร.เอกชนในพื้นที่ภาคกลาง 14 จังหวัด ร่วมงานวันการศึกษาเอกชน ภาคกลาง ครั้งที่ 10 และโอกาสครบรอบปีที่ 108 | TOPNEWS

    สมุทรสาคร///รร.เอกชนในพื้นที่ภาคกลาง 14 จังหวัด ร่วมงานวันการศึกษาเอกชน ภาคกลาง ครั้งที่ 10 และโอกาสครบรอบปีที่ 108

    • เผยแพร่ : 14/02/2026 17:11

    รร.เอกชนในพื้นที่ภาคกลาง 14 จังหวัด ร่วมงานวันการศึกษาเอกชน ภาคกลาง ครั้งที่ 10 และโอกาสครบรอบปีที่ 108


    เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการจัดงานวันการศึกษาเอกชนภาคกลาง ครั้งที่ 10 ภายใต้แนวคิด “สายน้ำสองสมุทร รุดหน้าการศึกษา สร้างสรรค์พัฒนา คุณค่าที่ยั่งยืน” ณ โรงเรียนสามชัยวิเทศศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นประธานในพิธี

    ร่วมด้วย นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รอง ผวจ.สมุทรสาคร,ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน,ดร.แสงชัย โสตถีวรกุล ผู้บริหารและผู้นำองค์กรภาคเอกชนและชุมชนไทย – จีน,ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วน ตลอดจน คณะผู้บริหารและคณะครู นักเรียน จากโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ภาคกลาง 17 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัดราชบุรี สิงห์บุรี สมุทรสาคร ชัยนาท นครปฐม เพชรบุรี กาญจนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ลพบุรี นนทบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี สระบุรี ที่เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ซึ่งกิจกรรมภายในงานนอกจากพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่สวยงามแล้ว

    ยังมีการแข่งขันทักษะวิชาการและสิ่งประดิษฐ์ ของนักเรียนโรงเรียนเอกชน 17 จังหวัด ในภาคกลาง จำนวน 28 รายการ 65 การแข่งขัน ในรูปแบบออนไลน์,การมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน และนักเรียนผู้สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติและประเทศ

    พิธีมอบธงให้เจ้าภาพการจัดงานในปีถัดไปที่จังหวัดเพชรบุรี และการจัดนิทรรศการ การเรียนรู้ ของนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระบบและโรงเรียนเอกชนนอกระบบ

    ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช 2461 และนับแต่นั้นมาจึงได้กำหนดให้วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันการศึกษาเอกชน” ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเอกชนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในแต่ละภูมิภาคร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ในห้วงเวลาดังกล่าวเป็นประจำทุกปี

    โดยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาเอกชนในส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกับสมาคมและเครือข่ายทางการศึกษาเอกชน จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ผู้บริหาร ครู ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษารวมทั้งนักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีประสิทธิภาพของประเทศอีกด้วย

    กิตติศักดิ์  นาคสมพงษ์ ผู้สื่อข่าว top news ทั่วไทย จ.สมุทรสาคร

    image

    SOCAIL 16-9-Recovered

    เพชรบูรณ์ บวงสรวง “หลวงพ่อเพชรศักดิ์สิทธิ์” คอหวยแห่ส่องเลขเด็ด ธูปเสี่ยงทาย 186

    “ยศชนัน” ร่ายยาว แจงปมร่วมรัฐบาล “ภูมิใจไทย” ขอโทษหากก้าวย่างในวันนี้ สร้างความไม่สบายใจให้พี่น้องปชช.บางส่วน

    รองฯสุรัตน์ ล่องใต้ร่วมเปิดการแข่งขันจักรยานขาไถ Phatthalung Balance Bike Champion Cup 2026

    กระบี่เปิดรันเวย์ “แพร่พรรณผ้า” ครั้งที่ 3 ดันผ้าไทยสู่ลักชัวรี เจาะตลาดอันดามัน

    สมุทรสาคร///รร.เอกชนในพื้นที่ภาคกลาง 14 จังหวัด ร่วมงานวันการศึกษาเอกชน ภาคกลาง ครั้งที่ 10 และโอกาสครบรอบปีที่ 108

    อำเภอศรีราชาจับมือแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา จัดงาน Sriracha In Love 2026 รักล้นใจ…วาเลนไทน์ของฉัน คู่รักแห่จดทะเบียนสมรสคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1487987&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DSpRm2G96b-EAd-IdgqDO

  • โรงเรียนเทพนารี จัดสอบชิงทุนการศึกษา “ทุนเพชรเทพนารี” ประจำปีการศึกษา 2569

    โรงเรียนเทพนารี จัดสอบชิงทุนการศึกษา “ทุนเพชรเทพนารี” ประจำปีการศึกษา 2569

    14 Feb 69

    โรงเรียนเทพนารีจัดสอบชิงทุนการศึกษา “ทุนเพชรเทพนารี” ประจำปีการศึกษา 2569 สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยมีนักเรียนให้ความสนใจเข้าสอบจำนวนมาก

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569วันแห่งความรัก โรงเรียนเทพนารี อ.สูงเม่น จ.แะร่โดยนายสิทธิเดช พันธุ์นิติพงศ์ ผอ.รร.เทพนารีจัดการสอบชิงทุนการศึกษา “ทุนเพชรเทพนารี” ประจำปีการศึกษา 2569 สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยมีนักเรียนให้ความสนใจเข้าสอบจำนวนมาก บรรยากาศการสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และได้มาตรฐาน โดยใช้ข้อสอบกลางมาตรฐาน สสวท. ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการดำเนินการสอบอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเท่าเทียมกับผู้เข้าสอบทุกคน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3882344/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pc_Iv87KLxKI_elrFcOHu