Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทยฮอนด้าฯ มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

    ไทยฮอนด้าฯ มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

    ไทยฮอนด้าฯ ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ Honda (ฮอนดา) ในประเทศไทย มุ่งส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาเยาวชนไทย ภายใต้โครงการ “ไทยฮอนด้าฯ เติมฝัน สู่อนาคต” ปีการศึกษา 2568 โดยมอบทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาให้แก่นักเรียน รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถสำเร็จการศึกษาในระดับพื้นฐานได้ตามเป้าหมาย ลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อีกทั้งส่งเสริมศักยภาพเยาวชนให้สามารถเรียนรู้ และเติบโตได้อย่างเต็มที่ สร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป


     
    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ไทยฮอนด้าฯ เชื่อมั่นว่าการศึกษา คือ รากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า การมอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ ไทยฮอนด้าฯ เติมฝันสู่อนาคต ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการสนับสนุนทางการเงิน แต่คือ การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม เพื่อให้เยาวชนไทยที่มีศักยภาพได้มีกำลังใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งหวังที่จะเห็นเยาวชนเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคม โดยไทยฮอนด้าฯ พร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกมิติ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัด และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของชีวิตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
     
    ครั้งนี้ ไทยฮอนด้าฯ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะ และตัวแทนนักเรียนเข้ารับมอบทุนการศึกษา โดยมอบแก่นักเรียนทุนรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 300 ทุน ทุนละ 4,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท ซึ่งไทยฮอนด้าฯ ได้จัดมอบทุนการศึกษาสำหรับระดับมัธยมศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว
     

    การดำเนินโครงการ “ไทยฮอนด้าฯ เพื่อสังคมไทย” สะท้อนถึงเป้าหมายของบริษัทฯ ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต และเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ไทยฮอนด้าฯ เชื่อมั่นว่า “การศึกษา” คือ รากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาสังคม และจะยังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/570632&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G4exczjyVPmVWtWNyrAmI

  • เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

    เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังการเลือกตั้ง โดยสะท้อนมุมมองตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก จำเป็นต้องเร่งแสดงบทบาทด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ เพราะเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง “หนักที่สุดในรอบหลายสิบปี”

    ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมถึงปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงสะท้อนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ GDP จะเป็นเพียงตัวเลข แต่ก็เป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพการบริหารของรัฐบาลทั้งรัฐบาลในอดีตและรัฐบาลใหม่ในอนาคต

    รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยควรวางโครงสร้างนโยบายให้ชัดเจนครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ

    ระยะสั้น อัดฉีดได้ แต่ต้องไม่ใช่คำตอบเดียว

    ในระยะสั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อประคองกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลหลายชุดเคยใช้ อย่างไรก็ตาม นายสรเทพเตือนว่า มาตรการลักษณะนี้เป็นเพียง “ยาพยุงอาการ” หากไม่มีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

    ระยะกลาง เปลี่ยนรัฐราชการ สู่รัฐประชาชน

    หัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรการระยะกลาง โดยรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้อง “ปรับวิธีคิด” จากการบริหารแบบ รัฐราชการ ที่ภาครัฐเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและออกกฎหมายควบคุม มาเป็น รัฐประชาชน ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    โดยเสนอให้เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ เพราะกลุ่มเหล่านี้เข้าใจปัญหาเชิงลึก จุดอ่อน และข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยได้ดีกว่าการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

    ในมิติภาคอุตสาหกรรมประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดล “รับจ้างผลิต” ต่อไปได้อีกแล้ว รัฐบาลใหม่ต้องยกเครื่องโครงสร้างอุตสาหกรรม หันไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีนวัตกรรม และมีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน

    ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของภาครัฐมักเป็นลักษณะเฉพาะหน้า ขาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการ ทั้งด้านการส่งออก การรับมือมาตรการภาษีจากต่างประเทศ และการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ส่งผลให้ภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนระยะยาว

    สำหรับภาคเกษตรโครงสร้างเกษตรไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังยากจนต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้แรงงานภาคเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    รัฐบาลจึงควรวางยุทธศาสตร์ใหม่ ปรับสู่ เกษตรสมัยใหม่ กำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับชนิดสินค้า ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งทั้งหมดควรถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ไม่แยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

    ระยะยาว โครงสร้างพื้นฐาน–การศึกษา–ราชการ ต้องเดินพร้อมกัน

    ในระยะยาวรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพูดถึงมากว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าไปไกลแล้ว

    แม้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ จะมีการขยายเส้นทางจำนวนมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ทั้งด้านเทคโนโลยีและระบบตั๋วโดยสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มแก้ไขได้ทันที หากมีการบริหารจัดการที่จริงจัง

    ด้านการศึกษาเห็นว่าต้องเริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ทั้งการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานจริง เช่น สาขาการท่องเที่ยวหรือคหกรรมศาสตร์ รวมถึงการใช้งบประมาณด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยกำลังถดถอยและถูกหลายประเทศในอาเซียนแซงหน้าไปแล้ว

    รีเชฟระบบราชการ ลดภาระงบประจำ

    อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญคือการปรับโครงสร้างระบบราชการ ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือน สวัสดิการข้าราชการ และนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในสัดส่วนจำกัด

    นายสรเทพเสนอให้รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ “รีเชฟ” ระบบราชการ ลดจำนวนข้าราชการส่วนกลาง และกระจายทรัพยากรสู่ระดับภูมิภาค พร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่ลดขนาดภาครัฐและเปิดทางเกษียณก่อนกำหนด ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ถึง 15%

    เสถียรภาพการเมือง ต้องเดินคู่เศรษฐกิจ

    ท้ายที่สุด นายสรเทพเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจว่าเป็น “ไก่กับไข่” หากมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี แต่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวได้

    โดยมองว่าประเทศไทยติดหล่มทั้งปัญหาเสถียรภาพการเมืองและกฎหมายที่ล้าสมัย การแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้ทันสมัย เพื่อสร้างสมดุลอำนาจ ควบคู่กับการวางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกัน

    “ประเทศต้องมีทั้งเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” นายสรเทพกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651475&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yPBIWXMi9wac_krFjRtYn

  • “รองฯหวาน”กำชับตำรวจทั่วประเทศความปลอดภัย ตรุษจีน 3 วันเต็ม

    “รองฯหวาน”กำชับตำรวจทั่วประเทศความปลอดภัย ตรุษจีน 3 วันเต็ม

    รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทั่วประเทศ เข้มงวดระวังเหตุ และดูแลความปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาล “ตรุษจีน” 15-17 กุมภาพันธ์ 2569

    วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2569) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม) ได้กำชับตำรวจทั่วประเทศดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน เนื่องในช่วงเทศกาลตรุษจีน วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติของคนไทยเชื้อสายจีนจะมีการออกมาจับจ่ายใช้สอยจัดเตรียมสิ่งของเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้ ประกอบกับผู้ประกอบการ ร้านค้า หรือบริษัท หยุดทำการติดต่อกันหลายวัน และจะมีพนักงาน ลูกจ้าง เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

    พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้กำชับตำรวจทั่วประเทศให้ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ ดังนี้

    วันจ่าย (15 กุมภาพันธ์ 2569) : เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะตลาด ร้านทอง ธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ เพื่อป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอยสูง

    วันไหว้ (16 กุมภาพันธ์ 2569) : เน้นการเฝ้าระวังเหตุเพลิงไหม้จากการจุดธูปเทียน และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง โดยให้สถานีตำรวจในพื้นที่ประสานงานกับหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุ และระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

    วันเที่ยว (17 กุมภาพันธ์ 2569) : จัดกำลังสายตรวจลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงย่านที่พักอาศัยของประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งอาจมีการปิดบ้านพักอาศัยเพื่อเดินทางท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินและการก่อเหตุในเคหสถาน

    นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบที่อาจฉวยโอกาสลักลอบกระทำความผิดในช่วงเทศกาล พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ควบคุม กำกับ และดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด โดยห้ามมิให้ข้าราชการตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชน

    พล.ต.ท.ชัยต์พจน กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำความผิด เหตุร้าย หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/278167&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39BgtWgd785xcNe0LiBe9p

  • รวบมาเฟียอิสราเอล พ่อค้ายานรกรายใหญ่ ขายให้นทท.เกาะพะงัน ยึดของกลาง50ล้าน

    รวบมาเฟียอิสราเอล พ่อค้ายานรกรายใหญ่ ขายให้นทท.เกาะพะงัน ยึดของกลาง50ล้าน

    วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    รวบมาเฟียอิสราเอล
    พ่อค้ายานรกรายใหญ่
    ขายให้นทท.เกาะพะงัน
    ยึดของกลาง50ล้าน

    ตำรวจท่องเที่ยวบุกรวบมาเฟียอิสราเอล พ่อค้ายารายใหญ่เกาะพะงัน ยึดยาเสพติดได้ เป็นจำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 ว่า ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สั่งกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลวาเลนไทน์และตรุษจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันจึงสนธิกำลังฝ่ายปกครองและตำรวจ สภ.เกาะพะงัน วางแผนกวาดล้างยาเสพติด หลังจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ตรวจสอบข้อมูลทราบว่า มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่เกาะพะงันรายใหญ่ ทำการขายยาเสพติดผ่านแอปพลิเคชั่นวอชแอป (WhatsApp) เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวจนแน่ชัด นายชาย อัลฟาซี (Mr. Shai Alfasi) อายุ 42 ปี สัญชาติอิสราเอล พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ขายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน

    เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัว นายชาย อัลฟาซี (Mr. Shai Alfasi) อายุ 42 ปี สัญชาติอิสราเอล เจ้าของร้านอาหารบริเวณหาดหินกอง หลังจากเจ้าหน้าที่วางแผนล่อซื้อคีตามีนจำนวน 2 กรัม ราคา 6,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน วอชแอป บิซสิเนส (WhatsApp Business) โดยใช้ภาษาฮิบรูสื่อสาร และนัดรับ-วางเงินแบบ “ดรอปพิกัด” โดยซุกยาเสพติดไว้ในถุงเท้าสีดำตามจุดที่ตกลงรับยาเสพติด จากนั้นนายชาย อัลฟาซี ผู้ต้องหาได้ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจอดตรงจุดนัดหมายพร้อมหยิบเงินสดที่ใส่ไว้ในถุงเท้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมและตรวจค้นพบธนบัตรล่อซื้อตรงตามที่ลงประจำวันล่อซื้อไว้

    จากการตรวจค้นพบยาเสพติดจำนวนมาก ได้แก่ โคเคน 3 กิโลกรัม, คีตามีน 3 กิโลกรัม, MDMA ชนิดผง 3.5 กิโลกรัม และชนิดเม็ด 262 เม็ด, LSD น้ำหนักรวม 1,778 กรัม, เฮโรอีน 15 กรัม, เห็ดขี้ควาย 58 กรัม และยาอีอีก 4 เม็ด ตีเป็นมูลค่ายาเสพติดที่ตรวจยึดได้กว่า 50 ล้านบาท

    สำหรับการจับกุม นายชาย อัลฟาซี ชาวอิสราเอลรายนี้พบว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดบนเกาะพะงันตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาและเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ โดยพฤติกรรมของนายชาย อัลฟาซี จะเปิดร้านอาหารบังหน้าแต่เบื้องหลังสุดแสบค้าขายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยวอิสราเอลด้วยกัน

    เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาแก่นายชาย อัลฟาซี ในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1, 2 และ 5 เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจาย รวมถึงเสพยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดี และขยายผลเครือข่ายข้ามชาติต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/947178&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ENBPv0ZjobKVP-qY-FAlr

  • นายกฯ อนุทิน ลุยลพบุรีโชว์ขับรถราง เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

    นายกฯ อนุทิน ลุยลพบุรีโชว์ขับรถราง เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

    นายกฯ อนุทิน ลุยลพบุรีโชว์ขับรถราง เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว


    14/02/2569 | 45 |

    สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

    วันที่ : 

    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30 น. ณ เวทีกลาง พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38  ประจำปี 2569

    โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนเข้าร่วมงาน

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าสักการะศาลพระกาฬ และชมขบวนแห่งประวัติศาสตร์บริเวณลานหน้าศาล จากนั้นไดัขับรถรางไปเยี่ยมชมตลาด และสวนราชานุสรณ์  ก่อนจะไปยังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เพื่อชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมือง และพระบรมราชชนนีผู้ทรงรักษาศิลป์” จากนั้นสักการะองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท สักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และไปยังเวทีกลาง เพื่อชมการแสดงเปิดงาน “น้อมอาลัยพระพันปี เทิดบารมีองค์นารายณ์ ราษฎร์รวมใจ รักชาติรักแผ่นดิน” โดยวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถือเป็นงานประจำปีสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโอกาสให้ได้รำลึกถึงบุญคุณแห่งบูรพกษัตริย์ ความรักชาติรักแผ่นดิน ที่ทำให้เรารักษาดินแดนมาได้จนถึงทุกวันนี้

    “ผมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับคำว่า บ้านเกิดเมืองนอน เพราะมีความเชื่อว่า ถ้ามีความภูมิใจในอัตลักษณ์ของบ้านเกิด ก็จะทำทุกอย่าง เพื่อรักษาความภาคภูมิใจนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับแขกที่มาเยือน การช่วยกันพัฒนา สร้างความเจริญในทุกมิติ รวมถึงการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ไว้ให้ลูกหลาน”

    ลพบุรีเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนับเป็นยุคทองแห่งการพัฒนา ทำให้ลพบุรีเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่รู้จักในหมู่นานาอารยประเทศ การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ยังเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมทั้งทรงพัฒนาให้เป็นอาชีพที่มั่นคงแก่ประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตผ้ามัดหมี่ และงานศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดลพบุรี

    ในวันนี้พี่น้องชาวลพบุรีได้พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย อันเป็นภาพที่งดงาม และน่าประทับใจ สะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในจังหวัดลพบุรีที่ได้ร่วมกันจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ และเป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องชาวลพบุรี การจัดงานในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดลพบุรีเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161582


    image รูปภาพ

    image


    image วิดีโอ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/476440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AySTK_8toXmOFw5Hh5BoT

  • เศรษฐกิจสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์โลก ยังป่วนโลก ขณะไทยได้อานิสงส์เลือกตั้ง

    เศรษฐกิจสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์โลก ยังป่วนโลก ขณะไทยได้อานิสงส์เลือกตั้ง

    Loading…

    เศรษฐกิจสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์โลก ยังป่วนโลก ขณะไทยได้อานิสงส์เลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27G9rvyVaSWBFSR_zTbM4Q

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 15 ก.พ.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุดมีราคาดังนี้ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 9 ม.ค.2569 เวลา 05.00 น.)

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 40.04 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    เบนซิน 95 :ราคา 39.14 / ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    เบนซิน ราคา 39.64 ราคาบาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 28.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 30.78 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 31.35บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/129386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bhyg1CcY48-rrobugQLSY

  • นิด้าโพล ชี้ประชาชนเชื่อ กกต.ไม่สามารถลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้งได้

    นิด้าโพล ชี้ประชาชนเชื่อ กกต.ไม่สามารถลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้งได้

    15 ก.พ. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

    เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้ง
    ของตนเอง
    เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
    ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/947936/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JOF6Ke338eRkDe3sMM1lK

  • นิด้าโพล เผย เลือกตั้ง69 กว่า 58% ไม่เชื่อ กกต.จะลงโทษคนโกงได้

    นิด้าโพล เผย เลือกตั้ง69 กว่า 58% ไม่เชื่อ กกต.จะลงโทษคนโกงได้


    นิด้าโพล เผย เสียงสะท้อนหลังศึกเลือกตั้ง69: กว่า 58% ไม่เชื่อ กกต.จะลงโทคนผู้โกงได้ ขณะที่ 38.55% ค่อนข้างพอใจ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนเอง

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามี หรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

    เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.51 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.45 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.34 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.61 สมรส และร้อยละ 3.05 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.31 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 22.37 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.27 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.78 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.54 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.73 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.24 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.10 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 20.99 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.83 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.73 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.47 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.64 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 20.53 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.58 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 16.11 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.30 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.08 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.99 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.02ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pdYlkdJrYt8LkJkboGipU

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หลังบรรยากาศการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป พร้อมกับเดือนแห่งความรักที่ชวนให้หันมาใส่ใจคนรอบตัว สภาผู้บริโภคยังคงเดินหน้าทำงานด้วยความรักและความรับผิดชอบ ต่อผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งการวางรากฐานองค์กร เสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่าย ผลักดันนโยบายสู่เวทีการเมือง และสื่อสารข้อมูลสำคัญเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างรู้เท่าทัน

    เสริมความพร้อมภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายงานเลขาธิการ เข้าพบสำนักงบประมาณเพื่อชี้แจงบทบาทและภารกิจสำคัญขององค์กร พร้อมขอคำแนะนำในการจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณา โดยเน้นความชัดเจนของข้อมูล รายละเอียดที่ครบถ้วน และความเหมาะสมของค่าใช้จ่าย เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


    สร้างองค์กรเข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายบริหารสำนักงาน จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ปีใหม่ 2569 ให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ภายในบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ผ่านกิจกรรมสังสรรค์และแลกเปลี่ยนของขวัญ ซึ่งไม่เพียงสร้างรอยยิ้ม แต่ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ เสริมความเข้าใจระหว่างกัน และต่อยอดสู่การทำงานเป็นทีมที่แข็งแรง อันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป


    ลงพื้นที่ 7 จังหวัด ยกระดับกลไกคุ้มครองสิทธิ ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค เดินหน้าภารกิจเชิงรุกในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการทำงานเชิงปฏิบัติการให้กับองค์กรสมาชิก เพื่อเพิ่มศักยภาพ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายระดับพื้นที่ ครอบคลุมจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง และสิงห์บุรี สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและพึ่งพาได้สำหรับผู้บริโภคทั่วประเทศ


    เปิดเวทีพรรคการเมือง ดันนโยบายเพื่อผู้บริโภคสู่การเปลี่ยนแปลง ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม จัดเวที “ผู้บริโภคขยับนโยบาย พรรคการเมืองขยายต่อ” เปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ภัยออนไลน์ เมืองที่เป็นธรรม และคุณภาพชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่กองทุนเยียวยาผู้เสียหาย มาตรการความปลอดภัยในการซื้อสินค้า การควบคุมค่าเดินทาง การดูแลค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงการเรียนฟรีที่ควรฟรีจริง ผู้แทนพรรคการเมืองต่างตอบรับนโยบายจากสภาผู้บริโภค


    คู่มือเช็กนโยบายก่อนเลือกตั้ง ช่วยผู้บริโภคตัดสินใจอย่างรู้เท่าทัน ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ เร่งสื่อสารข้อมูลสำคัญผ่าน “คู่มือช็อปนโยบายพรรคการเมืองฉบับผู้บริโภค” ภายใต้แนวคิด “เลือกตั้ง 69 ชี้อนาคตผู้บริโภค” ชวนประชาชนตรวจสอบนโยบายให้ชัดก่อนลงคะแนน ที่การเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางการเมือง แต่คือโอกาสกำหนดอนาคตคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมเสนอ “3 เช็กก่อนจ่ายคะแนน” เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเลือกนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/feb-2026-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bqKci0ZSY48YIHXxIro8P