Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • BDMS ผนึกกำลังพันธมิตร ปั้นไทย Wellness Hub ตั้งเป้าติด Top 5 ของโลก

    BDMS ผนึกกำลังพันธมิตร ปั้นไทย Wellness Hub ตั้งเป้าติด Top 5 ของโลก

    บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เดินหน้าผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน สร้าง Wellness Economy ผลักดันประเทศไทยสู่ Wellness Hub Thailand, The Land of Life: “The Journey Within”

    ความร่วมมือนี้ประกอบไปด้วย BDMS การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB), บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด, สมาคมสปาไทย, สมาคมโรงแรมไทย, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM), สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (TUSAT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยดุสิตธานี

    บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Airways, บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, โรงแรมศรีพันวา, โรงแรมเซเลส สมุย, โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท, โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ (Dusit Thani Bangkok), บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, ลังโคม (Lancôme) โดย บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน), และ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health) ทีทผสานการท่องเที่ยว การพักผ่อน และ Scientific Wellness เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภารกิจ “The Land of Life” และเป้าหมายติด Top 5 ของโลกสำหรับประเทศไทยเป็นภารกิจที่สำคัญมาก โปรเจกต์ Wellness Hub of Thailand และ The Land of Lifeคือดินแดนแห่งชีวิต ที่จะเชื้อเชิญผู้คนทั่วโลกบินมายัวประเทศไทย แล้วกลับไปด้วยการม่สุขภาพกายแบะสุขภาพใจที่แข็งแรง ซึ่งประเทศไทยสามารถทำได้เต็มศักยภาพถ้าหากร่วมกันขับเคลื่อนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และทุกคน

    BDMS ผนึกกำลังพันธมิตร ปั้นไทย Wellness Hub ตั้งเป้าติด Top 5 ของโลก

    “ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในปัจจุบันไทยเรามีอันดับ 15 ของโลก และหมอมีความฝันว่าอยากจะเห็นประเทศไทยเราติดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์หลายส่วนที่จะเป็นแกนนำที่จะสร้าง The Seamless Health Route เส้นทางสุขภาพแบบไร้รอยต่อ ยกตัวอย่างจาก BDMS Wellness Resort และพันธมิตร Bangkok Airways โรงแรมต่าง ๆ ไปถึงพาร์ททางวิชาการ งานวิจัย มหาวิทยาลัย ตลอดจนสถาบัน ภาคธุรกิจและการเงิน”

    ทุกคนจะผนึกกำลังสร้างความแข็งแรง ทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ อาหารสุขภาพ โรงแรมสุขภาพ การออกกำลังกาย การตรวจร่างกาย ทำ Ecosystem ให้กลายเป็น Wellness Ecosystem เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยไปสู่จุดมุ่งหมาย The Land of Life หรือดินแดนแห่งชีวิต สู่การ ‘ลงทุนระยะยาวเพื่อสุขภาพ’ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

    ขณะที่ ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก (2022 – 2023) โดยภาคส่วนที่ขยายตัวโดดเด่นที่สุดคือ ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ อ้างอิงจากข้อมูลของ GWI (ปี 2023 – 2024) ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยขยายตัวอย่างโดดเด่นด้วยอัตราการเติบโต 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เติบโต 37.7% และประเทศอินเดียที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่งถึง 57.5% โดยตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความต้องการของนักเดินทางทั่วโลก แต่ยังแสดงถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่จะนำพาเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    BDMS ผนึกกำลังพันธมิตร ปั้นไทย Wellness Hub ตั้งเป้าติด Top 5 ของโลก

    นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหนือสิ่งอื่นใดคือจุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงความงดงามภายนอก หากอยู่ที่ “พลังแห่งการดูแลซึ่งกันและกัน” ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทย การนวด การดูแลแบบองค์รวม ไปจนถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่บทบาทจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลกได้

    “ททท. มองว่าแนวคิด Wellness Hub Thailand, The Land of Life: “The Journey Within” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน สามารถสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การท่องเที่ยว การพักผ่อน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว (Value per Visitor) สร้างรายได้ และกระจายประโยชน์สู่หลายภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ททท. เชื่อมั่นว่าแนวทางนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลก”

    ทั้งนี้ “The Journey Within” คือ ความร่วมมือแบบบูรณาการของเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังเป็น Wellness Team Thailand โดยจัดวางบทบาทของพันธมิตรแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจนในโมเดล Travel–Stay–Scientific Wellness เพื่อสร้าง Wellness Ecosystem ที่เชื่อมโยงทั้งระบบ ดังนี้

    BDMS ผนึกกำลังพันธมิตร ปั้นไทย Wellness Hub ตั้งเป้าติด Top 5 ของโลก

    1.กลุ่มขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับประเทศ (Travel & Benefits Enabler) ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. (Tourism Authority of Thailand) มีบทบาทส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านคุณภาพชีวิตระดับโลก,สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (Thailand Convention & Exhibition Bureau – TCEB) สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness ในมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE), 

    ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (Thailand Privilege Card) – เสริมศักยภาพด้านการใช้ชีวิตในเมืองไทยแก่ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย (Long-Stay), บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways) เชื่อมต่อการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองรองด้านสุขภาพ ช่วยให้การเข้าถึง Wellness Destination ของประเทศไทยเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น และได้มาตรฐานระดับลักชัวรี 

    2.กลุ่มที่พักและไลฟ์สไตล์เวลเนส (Stay & Lifestyle Experience) ได้แก่ สมาคมโรงแรมไทย (Thai Hotels Association), โรงแรมศรีพันวา (Sri panwa), โรงแรมเซเลส สมุย (CELES SAMUI), โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท (Mövenpick BDMS Wellness Resort), และ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ (Dusit Thani Bangkok) ที่ร่วมกันเสริมสร้างมาตรฐานการบริการพร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับแนวคิด Wellness อย่างเป็นระบบ

    ยังมีสยามพิวรรธน์ (Siam Piwat),กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ (King Power), ลังโคม (Lancôme), โอซิม (OSIM) ในฐานะผู้นำระดับสากลด้าน Wellness Technology ยังเข้ามาเติมเต็มมิติของ Recovery & Relaxation รวมถึงบัตรเครดิตเคทีซี (KTC Card) และสมาคมสปาไทย (Thai Spa Association) ที่ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานธุรกิจสปาและเวลเนสของประเทศ ถ่ายทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันคุณภาพการบริการให้สอดคล้องกับแนวคิด Wellness มาตรฐานสากล

    BDMS ผนึกกำลังพันธมิตร ปั้นไทย Wellness Hub ตั้งเป้าติด Top 5 ของโลก

    3.กลุ่มบริการสุขภาพและ Scientific Wellness (Healthcare and Scientific Wellness) ได้แก่ BDMS Wellness Clinic ร่วมกับ N Health โดย BDMS Wellness Clinic ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่นำองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล มาผสานกับศาสตร์แห่ง Scientific Wellness เป็นต้น

    ทั้งนี้ BDMS Wellness Clinic จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องเป็น Wellness Team Thailand เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สร้าง Wellness Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/651622&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a4idZqjT1wLh5VuiZN1Iu

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ลำพูน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม วิ่ง Go Green Run “รัก(ษ์)โลกให้สุดก้าว”

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ลำพูน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม วิ่ง Go Green Run “รัก(ษ์)โลกให้สุดก้าว”

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน ร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมวิ่ง Go Green Run “รัก(ษ์)โลกให้สุดก้าว” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอจนเป็นวิถีชีวิต สร้างค่านิยมการออกกำลังกายที่รับผิดชอบต่อโลกและชุมชน

    เช้าวันนี้(15 ก.พ. 69) เวลา 5 นาฬิกา 40 นาที สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน ร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมวิ่ง Go Green Run “รัก(ษ์)โลกให้สุดก้าว” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอจนเป็นวิถีชีวิต สร้างค่านิยมการออกกำลังกายที่รับผิดชอบต่อโลกและชุมชน อีกทั้งเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญจังหวัดลำพูน ส่งเสริมผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมทั้งเพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม และหารายได้สนับสนุนกิจกรรมของชมรมกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุจังหวัดลำพูน ณ อ่างเก็บน้ำแม่ธิ ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน

    โดยมีนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดกิจกรรมวิ่ง Go Green Run รัก(ษ์)โลกให้สุดก้าว ภายใต้โครงการยกระดับและบูรณาการแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ประจำปี 2569 มีนางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน นางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน นางสาวศิริพร กันธิยะ นายอำเภอ(นอ.)บ้านธิ หัวหน้าส่วนราชการ และบรรดานักวิ่ง ผู้รักสุขภาพกว่า 300 คน เข้าร่วม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

    “อ่างเก็บน้ำแม่ธิ” เป็นอ่างเก็บน้ำตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 สร้างเพื่อกั้นลำห้วยแม่ธิ ก่อสร้างเมื่อพุทธศักราช 2528 ห่างจากตัวอำเภอบ้านธิ ประมาณ 5 กิโลเมตร สันเขื่อนกว้าง 470 เมตร ยาวประมาณ 6 กิโลเมตร บรรจุน้ำ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้ในพื้นที่การเกษตร 5,000 ไร่ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีทัศนียภาพสวยงาม ทิวทัศน์ภูเขาสวยต้นไม้เขียวขจี น่ารื่นรมย์ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ปัจจุบันเป็นแลนด์มาร์ค แห่งใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ อย่างไม่ขาดสาย.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/lamphun/3882600/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CY67yP-R0vj5cb_Ma1Oy9

  • สตช. กำชับตำรวจทั่วประเทศเข้มงวดพื้นที่เสี่ยง ร้านทองช่วงเทศกาลตรุษจีน

    สตช. กำชับตำรวจทั่วประเทศเข้มงวดพื้นที่เสี่ยง ร้านทองช่วงเทศกาลตรุษจีน

    15 ก.พ. 2569 พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม) ได้กำชับตำรวจทั่วประเทศดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน เนื่องในช่วงเทศกาลตรุษจีน วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติของคนไทยเชื้อสายจีนจะมีการออกมาจับจ่ายใช้สอยจัดเตรียมสิ่งของเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้ ประกอบกับผู้ประกอบการ ร้านค้า หรือบริษัท หยุดทำการติดต่อกันหลายวัน และจะมีพนักงาน ลูกจ้าง เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

    พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้กำชับตำรวจทั่วประเทศให้ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ ดังนี้

    วันจ่าย (15 กุมภาพันธ์ 2569) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะตลาด ร้านทอง ธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ เพื่อป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอยสูง

    วันไหว้ (16 กุมภาพันธ์ 2569)  เน้นการเฝ้าระวังเหตุเพลิงไหม้จากการจุดธูปเทียน และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง โดยให้สถานีตำรวจในพื้นที่ประสานงานกับหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุ และระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

    วันเที่ยว (17 กุมภาพันธ์ 2569) จัดกำลังสายตรวจลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงย่านที่พักอาศัยของประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งอาจมีการปิดบ้านพักอาศัยเพื่อเดินทางท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินและการก่อเหตุในเคหสถาน

    นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบที่อาจฉวยโอกาสลักลอบกระทำความผิดในช่วงเทศกาล พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ควบคุม กำกับ และดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด โดยห้ามมิให้ข้าราชการตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชน

    พล.ต.ท.ชัยต์พจน กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำความผิด เหตุร้าย หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/947990/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24dvcp1eFswSluGgIYPf_j

  • ท่องเที่ยวตราดฟื้นแรง! นักท่องเที่ยวพุ่ง 80% คาดเงินสะพัดทะลุ 2 พันล้าน เกาะช้างนำโด่ง 

    ท่องเที่ยวตราดฟื้นแรง! นักท่องเที่ยวพุ่ง 80% คาดเงินสะพัดทะลุ 2 พันล้าน เกาะช้างนำโด่ง 

    ททท. ตราด เผยสถิติท่องเที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สัญญาณบวกพุ่ง! คาดรายได้ทะลุ 2,000 ล้านบาท พร้อมชูอีเวนต์ “สีสันตราด” ตลอดเดือน สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว,ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวบอกนนท.เพิ่ม80%

    จ.ตราด/การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยถึง สถานการณ์การท่องเที่ยวและตัวเลขคาดการณ์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เผยทิศทางการเติบโตที่สดใสอย่างต่อเนื่องจากต้นปี โดยเฉพาะกลุ่มแหล่งท่องเที่ยวหมู่เกาะที่ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญ พร้อมเปิดตารางกิจกรรมท่องเที่ยว “สีสันกิจกรรมตราด” กระตุ้นการเดินทางตลอดเดือนแห่งความรัก

    ว่าที่ ร.ต. กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด เปิดเผยว่า “จากสถิติคาดการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ จังหวัดตราดจะเห็นการเติบโตของรายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ เกาะช้าง ที่คาดว่าจะสร้างรายได้สูงสุดกว่า 1,600.23 ล้านบาท มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนกว่า 1.5 แสนคน-ครั้ง ขณะที่ เกาะหมาก และเกาะกูด ยังคงรักษาแชมป์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ได้สูงสุดที่ 88-90% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เลือกตราดเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนคุณภาพในช่วงไฮซีซัน”

    ส่วนสถิติท่องเที่ยวรายพื้นที่คาดการณ์ กุมภาพันธ์ 2569 เกาะช้าง: นักท่องเที่ยว 150,701 คน รายได้ 1,600.23 ล้านบาท (OR 73.86%) – ครองแชมป์รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยว,เกาะกูด: นักท่องเที่ยว 30,753 คน รายได้ 276.96 ล้านบาท (OR 88.22%) – โดดเด่นด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ และที่เกาะหมาก: นักท่องเที่ยว 14,334 คน รายได้ 125.07 ล้านบาท (OR 89.98%) – อัตราเข้าพักสูงสุดในจังหวัด ส่วนในเมืองตราด: นักท่องเที่ยว 24,177 คน รายได้ 171.66 ล้านบาท (OR 44.91%) – เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญสู่กิจกรรมทางวัฒนธรรม ทั้งนี้มีสีสันกิจกรรมตราด” ต้อนรับเดือนแห่งความรักได้สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคัก ททท. สำนักงานตราด ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดกิจกรรมครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ตลอดเดือนกุมภาพันธ์

    “เรามั่นใจว่าด้วยตัวเลขสถิติที่แข็งแกร่งและกิจกรรมที่หลากหลาย จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของจังหวัดตราดในฐานะ ‘Trat The New Experience’ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแลนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ” ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวสรุป

    ขณะนายอรรถพล กลิ่นทับ ผู้จัดการ บริษัท บุญศิริเรือเร็ว จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวจ.ตราดตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้รับผลกระทบมากจากเหตุการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชามซึ่งจังหวัดตราดก็เป็นพื้นที่สู้รบทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวตราดหายไปกว่า 50-60% แต่หลังจากเหตุการณ์สงบทางททท.สำนักงานตราดและภาคเอกชนจังหวัดได้ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นทำให้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่มีวันหยุดและวันสำคัญทั้งงานวันวาเลนไทน์ และตรุษจีนนักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาตราดเพิ่มขึ้นมากถึง 80% แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไปนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเดินทางกลับแล้ว แต่หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวไทยจะกลับมาอีกครั้งในช่วงสงกรานต์ และมั่นใจว่า จังหวัดตราดจะได้รับผลดีจากเทศกาลนี้มาก

    สำหรับกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดตราดนั้น มีทั้งด้านสายศรัทธา ที่มีงานปรจำปีศาลเจ้าพ่อบ่อไร่ เจ้าพ่อหนองบอน รวมทั้งงานสืบสานตำนานเกาะกูด (วันที่ 1 – 10 ก.พ. งานประจำปีศาลเจ้าพ่อบ่อไร่,วันที่ 5 – 9 ก.พ.  งานประจำปีศาลเจ้าพ่อหนองบอน อ.บ่อไร่ และวันที่ 11 – 14 ก.พ.  งานสืบสานตำนานเกาะกูด ณ อบต.เกาะกูด)

     หรือกิจกรรมสายโรแมนติก & ไลฟ์สไตล์ ที่มีงานรักกันนะสระสีเสียด หรืองาน Trat Twilight Kite & Music Festivalและงาน Valentine’s Day ทั้งในเกาะช้างและในตัวเมืองตราด(วันที่ 12 – 16 ก.พ.  งาน “รักกันนะ สระสีเสียด” ณ อ่างเก็บน้ำเขาระกำตอนล่าง ,วันที่ 13 – 15 ก.พ.  Trat Twilight Kite & Music Festival ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัด และวันที่14 ก.พ. (Valentine’s Day) : จดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ณ เกาะช้าง และงาน Orion Valentine Night ในเมืองตราด และสายอาร์ต & มิวสิค ในวันที่ 28 ก.พ. LaemNgop Craft Music Festival ณ หาดทรายเทียม อ.แหลมงอบ

    ภูมิภาค-24

    #ทททตราด #เที่ยวตราด #เกาะช้าง #เกาะกูด #เกาะหมาก #TratTheNewExperience #ข่าวท่องเที่ยว #ท่องเที่ยวไทย #Trat #TravelThailand #ข่าวเศรษฐกิจท่องเที่ยว #สีสันตราด #เทศกาลตราด #ValentineTrat #TratFestival #เที่ยวทะเลไทย #ข่าววันนี้ #BreakingNews #ท่องเที่ยวภาคตะวันออก #OccupancyRate #รายได้ท่องเที่ยว #นักท่องเที่ยวเพิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/129426&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cuFjO5_646eLtxbzP65TD

  • เลือกตั้งแล้วได้อะไร? ถ้าคนไทยมีสิทธิ์ทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแก้ปัญหาปากท้องตัวเอง

    เลือกตั้งแล้วได้อะไร? ถ้าคนไทยมีสิทธิ์ทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแก้ปัญหาปากท้องตัวเอง

    ผมได้ชมสกู๊ปหนึ่งของช่อง More Perfect Union (ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ตีแผ่ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เป็นหลัก) ว่าด้วย “วิธีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำสุดขีดในอิตาลีด้วยวิธีการแบบถึงรากถึงโคน” (Italy’s Radical Solution to Extreme Inequality) ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางภาคเหนือของประเทอิตาลี 

    ผมดูแล้วนึกถึงประเทศไทยซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสุดขีดที่ไม่มีใครคิดจะแก้ ส่วนที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาเขามีวิธีแก้ที่ทำให้คนรวยไม่สามารถเอาเปรียบคนอื่นได้ และคนจนมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    วิธีการนี้ไม่ซับซ้อนและเมืองไทยก็มีแล้วนั่นคือการตั้ง ‘สหกรณ์’ (cooperative)

    แต่สหกรณ์เมืองไทยมักล้มเหลวและเป็นแหล่งฉ้อโกงกัน นั่นเพราะมันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องคนจนด้วยกัน และคนที่เขามาบริหารไม่ได้ติดว่าตัวเองจนแล้วต้องช่วยคนจนด้วยกัน แต่คิดอยากจะรวยทางลัด

    ประเทศอิตาลีมีปัญหาความเหลื่อนล้ำเหมือนไทยแต่หนักกว่าในแคว้นอื่นๆ ส่วนแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญานั้นเพราะสหกรณ์ตั้งขึ้นมาโดยมีปรัชญาที่ปฏิบัตินิยมชัดเจน คือ เพื่อปกป้องงานของคนในชุมชน และป้องกันคนในชุมชนไม่ให้ตกเป็นทาสของบรรษัทใหญ่ๆ ดังนั้นมันจึงอยู่ได้นาน 

    ระบบสหกรณ์ยังไม่วับซ้อนไปกว่าการให้ทุกคนเป็นผู้ถือหุ้นในวิสาหกิจของชุมชน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นคนทำงานใช้แรงหรือซีอีโอ เวลาออกเสียงไม่ได้นับที่จำนวนหุ้น แต่นับที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่ 

    นี่เองที่ทำให้แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญารวยกว่าที่อื่นและคนตกงานน้อยกว่าส่วนอื่นของประเทศ ไม่ใช่เพราะมีเศรษฐีมาก แต่เพราะคนในแคว้น “มีฐานะเท่าๆ กัน”

    อย่างที่บอกไปว่าสำนักข่าว More Perfect Union เน้นตีแผ่นปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นักข่าวจึงไปดูงานสหกรณ์ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา เขาจึบพบว่าในสหรัฐฯ นั้นมีคนรวยมากมายก็จริง แต่ความมั่งคั่งไมได้แผ่มาถึงคนใช้แรงเลย แบบนี้มันจะเรียกว่าเป็นประเทศร่ำรวยได้อย่างไร? ในเมื่อความมั่งคั่งกระจุกอยู่แค่คนไม่กี่กลุ่ม?

    นั่นเพราะโครงสร้างการเมืองในสหรัฐฯ เอื้อต่อภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจเป็นทุนนิยมที่เห็นแก่ตัว โดยอ้างว่าบรรษัทเป็นผู้จ้างงานก็พอแล้ว ไม่ต้องเผื่อแผ่ให้มาก หากมากไปจะเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ (ปัจจุบัน คนอเมริกันก็ยังกลัวผีคอมมิวนิสต์ และยังเชื่อว่าจีนเป็นผีตัวนั้น ทั้งๆ ที่จีนพบสูตรเศรษฐกิจที่ลงตัวระหว่างระบบตลาดและสังคมนิยมแล้ว) 

    ดังนั้น อำนาจรัฐจึงเอื้อต่อนายทุนเพราะกลัวว่าหากนายทุนไม่จ้างงานแล้วเศรษฐกิจจะพัง ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ผลก็คือ อำนาจรัฐไม่ช่วยแบ่งสันปันส่วนความมั่งคั่ง แถมยังจะกำจัดสหภาพหรือสหกรณ์ที่ทำแบบนั้นด้วย 

    ผลที่ตามมาก็คือ ระบอบประชาธิปไตยมีปัญหา

    ฟังดูแล้วอาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่ในยุคสงครามเย็นนั้น เพราะสหรัฐฯ ต้องการสู้กับพวกสังคมนิยมจึงป่าวประกาศว่า วิสาหกิจในระบบตลาดมีดีตรงที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของกิจการ หากไม่ตั้งกิจการเองก็สามารถเป็นผู้ถือหุ้นได้ 

    เขาจึงโฆษณาว่า การถือหุ้นโดยเสรีคือสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย ต่างจากพวกสังคมนิยมที่มีกิจการส่วนตัวไม่ได้ (ซึ่งไม่จริงแต่อย่างใด) 

    ผลก็คือ ผู้คนสนับสนุนระบอบตลาดและทุนนิยมเพราะกลัวจะเสียเสรีภาพ เพียงแต่ไอ้คำว่า “การถือหุ้นโดยเสรีคือสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย” เป็นคำลวงแท้ๆ เพราะในระบอบทุนนิยม ใครมีเงินมากกว่า ก็คือผู้ถือหุ้นมากกว่า ผลก็คือมีอำนาจตัดสินใจทางเศรษฐกิจมากกว่า และเงินที่มากกว่ายังหมายถึงอำนาจทางการเมืองมากกว่าในการล็อบบี้รัฐ

    เมื่อระบบเศรษฐกิจอเมริกันเน้นแต่การถือและซื้อ/ขายหุ้นโดยละเลยการผลิต ทำให้เงินยิ่งกระจุกตัวกับคนไม่กี่เปอร์เซนต์ และทำให้บั่นทอนอำนาจการเมืองของคนส่วนใหญ่ แบบนี้สังคมอเมริกันจึงเป็นประชาธิปไตยน้อยลงเรื่อยๆ 

    ดังนั้น ระบอบทุนนิยมจึงไม่เท่ากับประชาธิปไตย แต่ระบอบสหกรณ์ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะหนึ่งคนที่ถือหุ้นไม่ว่าจะมาจะน้อยล้วนมีเสียงเท่ากัน ดังนั้น คนถือหุ้นมากหรือน้อยจะคิดเหมือนๆ กัน คือ จะทำอย่างไรที่วิสาหกิจของเราจะเติบโตได้ ไม่ใช่ว่าถือหุ้นมากก็จะคิดเอาแต่กอบโกย หรือหุ้นน้อยก็ปล่อยเกียร์ว่าเพาาะเรามันไม่มีปากเสียงอะไร

    อีกเรื่องก็คือ อำนาจรัฐไม่ได้ปกป้องบรรษัทใหญ่ๆ 

    รัฐธรรมนูญอิตาลีเล็งเห็นความสำคัญของระบบสหกรณ์ถึงกับประกาศไว้ว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลกลางและท้องถิ่นสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิของแรงงานจากการถูกกดขี่โดยบรรษัทใหญ่ๆ 

    เช่นในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาไม่เพียงมีสหกรณ์ที่ปกครองกันเอง แต่ยังมีโรงงานของบรรษัทใหญ่ๆ ด้วย แต่วันดีคืนดีบริษัทพวกนี้ขายหุ้นให้กองทุนต่างประเทศเสียอย่างนั้น พวกกองทุนก็เหมือนนายทุนอเมริกันที่ไม่สนใจการผลิต สนใจแต่เงินจากการเก็งกำไร อย่างแรกที่ทำก็คือไล่คนงานออกทั้งหมด

    แต่แรงงานไม่ยอม เพราะพวกเขาคาดหวังว่าจะมีงานทำไปตลอดชีวิต (เหมือนมิตรสหายในวิสาหกิจสหกรณ์) พวกเขาจึงทำการยึดโรงงานซะเลย!

    การยึดนี้ไม่ใช่ยึดแบบโจร แต่มีกฎหมายรองรับโดยภาครัฐอนุญาตให้แรงงานสามารถซื้อกิจการมาดำเนินการเองได้ (เหมือนสหกรณ์) หากระดมทุนไกด้เงินมาพอที่จะซื้อกิจการนั้น ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ แต่ทุนต่างชาติกลับไม่ยอมขาย

    นี่คืออันตรายของทุนข้ามชาติ ซึ่งเห็นแก่กำไร ไม่ทำการผลิต และทำลายสังคมท้องถิ่น โชคดีที่รัฐบาลอิตาลีช่วยประชาชนของตนมากกว่ารักนายทุนต่างชาติ แรงงานจึงมีโอกาสสู้ต่อไป

    กับแรงงานคนอื่นๆ ที่ทำสหกรณ์นั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีงานไม่มีเงิน ขอให้ร่วมใจกันพัฒนาวิสาหกิจของตน ไม่โกง ไม๋โลภ ไม่กู้ เท่านี้ก็เลี้ยงตัวเองได้สบาย

    ครับ ระบบสหกรณ์ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญามันไม่ได้ซับซ้อนเลยจริงๆ ที่ซับซ้อนก็เพียงแค่ใจคน หากรัฐฉ้อฉล การรวมพลังของประชาชนทางเศรษฐกิจจะเป็นไปได้ยาก หากประชาชนคิดจะรวยท่าเดียวการรวมตัวก็จะแตก หากทั้งรัฐและประชาชนละโมบเกินไป ทุนจากภายนอกก็จะเขามากอบโกย

    เรื่องนี้เกี่ยวกับไทยตรงไหน?

    ผมเห็นแล้วเทียบกับสังคมอเมริกันจึงเห็นปัญหาขึ้นมา เช่นเดียวกัน นักข่าวอเมริกันก็เห็นปัญหาในบ้านเขา

    ในเมืองไทย เรามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่เป็นระบบชัดเจน แม้จะทับซ้อนกันบ้างแต่ก็ไม่น่าเกลียดอะไร

    กระนั้นก็ตาม กลับไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจกระจายมาถึงประชาชนเลย 

    ผมจะขอเทียบว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยนั้นคล้ายกับญี่ปุ่นและตอนที่ตั้งระบบนี้ขึ้นมาใหม่ๆ ก็หวังจะเป็นแบบญี่ปุ่น คือให้ท้องถิ่นปกครองตนเองในอัตราสูงมาก 

    แต่ที่มันล้มเหลวไม่ใช่เพราะไทยไม่พัฒนาเท่าญี่ปุ่น แต่เพราะท้องถิ่นญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ 

    ปัจจัยหนึ่งก็คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกษตรกรในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าของพวกเจ้าที่ดิน ชนชั้นสูง และนายทุนที่กักตุนที่ดินโดยระบบศักดินาและระบบทุนนิยมที่ล้นเกิน ไม่เพียงต้องก้มหน้าก้มตาทำนาในที่ดินคนอื่นเท่านั้น แต่พวกบ้านใหญ่เหล่านี้ยังกดขี่ชี้นำทางการเมืองด้วย 

    ญี่ปุ่นใช้ระบอบเลือกตั้งแล้วก็จริง แต่เพราะรากฐานไม่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ มันถึงนำไปสู่ระบอบเผด็จการ

    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ ทำการริบที่ดินจากเจ้าที่ดินแล้วแบ่งให้ประชาชนเท่าๆ กัน ดังนั้น ประชาชนจึงมีปัจจัยการผลิตเกือบจะเท่าๆ กับ หรือมีกินมีใช้ไม่ต้องจ่ายหนี้จนหมดตัวและประเคนค่าเช่าให้กับคนไม่กี่คน

    ระบบบ้านใหญ่จึงพังและนายทุนท้องถิ่นก็หายไป

    นี่เป็นรากฐานการปฏิรูปส่วนเดียวเท่านั้น แต่มันทำให้ประชาชนท้องถิ่นมีพลังทางเศรษฐกิจเท่ากันแล้ว จากนั้นก็มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองเท่าๆ กัน 

    แต่เมืองไทยนั้นเอาระบบการเมืองคนอื่นมาใช้ แต่ไมได้ลอกการบ้านวิชาเศรษฐกิจมาด้วย นั่นยังไม่แย่เท่ากับเราไม่รู้จักท้องถิ่นของเราเอง

    ดังนั้น ประชาชนมีแต่สิทธิทางการเมือง แต่ปากท้องมีปัญหา เพราะ หนึ่ง การเมืองระดับชาติไม่ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง และ สอง การเมืองท้องถิ่นกลายเป็นตัวฉ้อฉลเสียเอง

    สาม การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ เช่น สหกรณ์ กลายเป็นแหล่งกู้เงินไม่ใช่แหล่งจ้างงานหรือการปกป้องธุรกิจชุมชน นี่นับว่าผิดแต่ต้นแล้ว

    การเมืองทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นไม่เจริญไม่ใช่เพราะคนเข้ามาเป็นพวกใช้การไมได้เท่านั้น แต่เพราะประชาชนยังไม่รู้เรื่องการเมืองด้วย เพราะเห็นว่าเลือกพอเป็นพิธี ไม่ได้คิดว่าการออกเสียงคือการตัดสินเรื่องชีวิตและปากท้อง

    ผมเห็นว่า ในเมื่อเรามีการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ท้องถิ่นก็ควรจะสร้างสิทธิอำนาจทางเศรษฐกิจของตัวเองขึ้นมาด้วย ให้มันโยงใยกันเหมือนประสบการณ์ของคนในอิตาลี

    ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญอิตาลีไม่ได้ประกาศสิทธิการรวมตัวเป็นสหกรณ์ขึ้นลอยๆ แต่เพราะเห็นว่าการเมืองในสหกรณ์คือรากฐานของการเมืองท้องถิ่น และเป็นสิ่งค้ำชูการเมืองระดับชาติด้วย

    อำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองว่าจะรวยหรือจน คือ ‘เสรีภาพ’ การออกเสียงในสหกรณ์เท่าๆ กัน สะท้อนถึงหลักการ ‘เสมอภาค’ และการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะสูงหรือต่ำเพื่อนำวิสาหกิจไปสู่การเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ คือ ‘ภราดรภาพ’

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หลักการประชาธิปไตยตรงไหน? เป็นประชาธิปไตยมากกว่าระบบทุนนิยมที่คนรวยจนไม่เท่ากันเสียอีก!

    สรุปก็คือ ผมเห็นว่า หากเราจะสร้างการเมืองที่เข้มแข็งและคนไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องด้วย แทนที่จะขึ้นไปปฏิรูปโครงสร้างระดับชาติกันอย่างเดียว ควรจะมองลงมาที่การติดอาวุธทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทั่วๆ ไปด้วย 

    นี่เป็นการสอนสิทธิการเมืองที่มีประสิทธิภาพและไม่เปล่าประโยชน์เหมือนทำสื่อออกมาโฆษณา “ให้ความรู้” แต่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแท้ๆ 

    อาจจะดูฝันไป แต่มีสถานที่ในโลกนี้ที่ทำได้จริง ผมจึงนำมาบอกกล่าวไว้ เพราะทนเห็นบ้านเมืองรุงรังและล้าหลังแบบนี้ไม่ไหว 

    ป.ล.
    อุปสรรคของ ‘การปฏิรูป’ แบบนี้คือ อำนาจรัฐที่อิงแอบกับทุนใหญ่ เช่น ในกรณีของอิตาลี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบฟาสชิสต์ได้ทำลายระบบสหกรณ์อย่างหนัก เพราะเห็นว่าสหกรณ์ให้อำนาจประชาชนในการต่อต้านทุนผูกขาดและอำนาจรัฐเผด็จการ เพื่อทำลายเสียงประชาชนรัฐบาลฟาสชิสต์จึงทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจลงเสีย และจับตัวพวกแกนนำพลังประชาชน และเสริมอำนาจให้กับบริษัทใหญ่ๆ ทำให้ช่วงนี้อิตาลีมีบริษัทใหญ่ๆ มาก และมหาเศรษฐีเติบโตขึ้นมา แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ได้ดี แต่มันทำให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านในที่สุด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว อิตาลีจึงหันมาสนับสนุนการเมืองและเศรษฐกิจรากหญ้าโดยระบบสหกรณ์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง และเศรษฐีที่รวยกระจุกก็น้อยลงไป 

    ดังนั้น คนอิตาลีจึงไม่ได้มองเศรษฐีเป็นฮีโร่ เพราะเศรษฐีแบบอเมริกันนั้นมีน้อยโดยระบบกดเอาไว้ และยังมองว่าชุมชนของตนประสบความสำเร็จมากแค่ไหนต่างหาก 

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    Photo by ANTHONY WALLACE / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2odM0yKbV8MWAQ5tUWFd1s

  • IMF ชี้ไทยต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    IMF ชี้ไทยต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ประเทศไทยต้องการการผสมผสานนโยบายที่ “ปรับให้เหมาะสมอย่างรอบคอบ” เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเรียกร้องให้มีการสนับสนุนทางการคลังที่ตรงเป้าหมายควบคู่ไปกับการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม

    IMF ระบุในการปรึกษาหารือมาตรา 4 ครั้งล่าสุดว่า แม้การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินควรขึ้นอยู่กับข้อมูล แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วก็ตาม นโยบายการคลังและนโยบายการเงินอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อพลิกฟื้นการเติบโตที่ซบเซา

    คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนระยะ 1 วันลง 25 จุด เหลือ 1.25% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการลดครั้งที่ 5 ในรอบ 14 เดือน คณะกรรมการนโยบายการเงินมีกำหนดประชุมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน

    ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในแถลงการณ์ว่า ทางการไทยเห็นพ้องกับการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวงกว้าง และยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.1% เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้นและความต้องการภายในประเทศที่ลดลงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4% ในปี 2026 ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น

    Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/imf-says-thai-fiscal-support-rate-cut-needed-for-tepid-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xU-kHxdAJElV_M6_ahFu_

  • วันจ่ายตรุษจีนเยาวราชเงียบเหงา แม่ค้าชี้รายได้หดกว่าครึ่ง คนขับสามล้อสะท้อนเศรษฐกิจซบ ยอดวิ่งเหลือร้อยกว่าบาท

    วันจ่ายตรุษจีนเยาวราชเงียบเหงา แม่ค้าชี้รายได้หดกว่าครึ่ง คนขับสามล้อสะท้อนเศรษฐกิจซบ ยอดวิ่งเหลือร้อยกว่าบาท

    บรรยากาศวันจ่ายเทศกาลตรุษจีนที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ผ่านมา แม้ร้านค้าจะประดับโคมแดงและจัดเตรียมของไหว้ครบครัน ทั้งผลไม้ เป็ด ไก่ และขนมมงคล แต่จำนวนประชาชนที่ออกมาจับจ่ายยังบางตา การสัญจรไม่หนาแน่นเหมือนทุกปี

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจพบว่า หลายร้านยังมีช่วงเวลาว่างจากลูกค้า แตกต่างจากปีก่อน ๆ ที่วันจ่ายแทบไม่มีจังหวะพัก

    คุณแหม่ม แม่ค้าขายผลไม้ในย่านเยาวราช เปิดเผยว่า ปีนี้รายได้ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง โดยปกติช่วงวันจ่ายจะยุ่งจนไม่มีเวลาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว แต่ปีนี้บรรยากาศเงียบกว่าที่เคยอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ราคาผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ทำให้ลูกค้าหลายรายลดปริมาณการซื้อ ประกอบกับผู้สูงอายุที่ยึดถือประเพณีเริ่มลดลง ขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนไม่นิยมไหว้แบบเต็มรูปแบบเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าผลไม้ที่ร้านคัดสรรคุณภาพดี และอยากเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวเยาวราชเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล

    ด้านนายประเสริฐ คนขับสามล้อรับจ้างในพื้นที่ เล่าว่า ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของปรับราคาสูงขึ้น คนที่มาไหว้ลดลง อีกทั้งปัจจุบันมีการใช้บริการสั่งของออนไลน์มากขึ้น ทำให้ลูกค้าบางส่วนไม่ต้องเดินทางมาจับจ่ายเอง ปกติวันจ่ายจะมีผู้โดยสารตั้งแต่ช่วงเช้า ต้องวิ่งรับส่งตลอด แต่วันนี้ตั้งแต่เช้าวิ่งได้เพียงร้อยกว่าบาทเท่านั้น

    นายประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป ความนิยมในการไหว้อาจลดลง และหลายครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายสูง บางบ้านไม่สามารถจัดของไหว้ชุดใหญ่ได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะปีนี้ราคาเป็ดและไก่ปรับสูงมาก บางตัวมีราคาถึงตัวละประมาณ 1,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนต้องประหยัดและลดจำนวนการซื้อ

    ทั้งนี้ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ต่างคาดหวังว่า ในช่วงใกล้วันไหว้และวันเที่ยว บรรยากาศจะกลับมาคึกคักมากขึ้น เพื่อช่วยให้ยอดขายและรายได้กระเตื้องขึ้นกว่าช่วงวันจ่ายที่ผ่านมา

    ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/economy/38733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j3ojlYL1DlkFDRG1EDeLQ

  • คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

    คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

    คิวบาระงับการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังจากสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศยังคงเลวร้าย หลังสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการคิวบาตัดสินใจยกเลิกการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปีในกรุงฮาวานาแล้ว ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเนื่องจากวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นไม่ให้คิวบาเข้าถึงแหล่งน้ำมันจากชาติพันธมิตรในภูมิภาค

    คณะกรรมการจัดงานเทศกาล Festival del Habano ประกาศเมื่อวันเสาร์ (14 ก.พ. 2569) ว่า งานในปีนี้ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

    คณะกรรมการระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน” ซึ่งคิวบากำลังเผชิญ เนื่องจากการ “ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน” โดยสหรัฐฯ

    ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าคิวบาได้รับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากสหรัฐฯ บุกจับตัวนายนิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม พวกเขาก็ปิดกั้นการส่งน้ำมันให้คิวบาทั้งหมด

    นับแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาไฟดับรายวันในคิวบาที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยบางครั้งไฟดับนานถึง 18 ชั่วโมงในวันเดียว ส่งผลกระทบต่อห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ผู้ป่วยฟอกไต และสถานีสูบน้ำ

    คิวบายังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงการบิน ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งระงับการเดินทางไปคิวบา ในขณะที่บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ได้ออกคำเตือนไม่ให้เดินทางไปยังประเทศเกาะแห่งนี้หากไม่มีความจำเป็น

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ผู้นำคิวบา “ทำข้อตกลง” ไม่เช่นนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา ซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคืออะไร

    ทั้งนี้ ซิการ์ของคิวบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซิการ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ เนื่องจากการคว่ำบาตรทางการค้าของอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนาน

    ในแต่ละปี จะมีนักเดินทางราว 1,300 คน จาก 70 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมเทศกาล Festival del Habano เพื่อลิ้มลองซิการ์จากผู้ผลิตในคิวบา ตลอดจนเยี่ยมชมไร่ยาสูบและโรงงาน

    เนื่องจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไปยังคิวบาถูกจำกัดด้วยการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผู้จัดงานเทศกาลในปีนี้จึงตัดสินใจว่า พวกเขาหวังว่าจะรอจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และเตรียมกำหนดวันจัดใหม่ในภายหลัง

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2914290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGf6bDZT4cp9P7ao3gsku

  • ‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจมอง ‘ลต.’ ไร้ทุจริต เชื่อ ‘กกต.’ ลงโทษใครไม่ได้

    ‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจมอง ‘ลต.’ ไร้ทุจริต เชื่อ ‘กกต.’ ลงโทษใครไม่ได้

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน 

    เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/nida-poll-february-15-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bc9ms55hajkYxEZkK8x44

  • กรมการแพทย์ยัน อย่าตื่นตระหนก! “ฝีดาษลิง” หลังมีรายงานเสียชีวิต 1 รายในเรือนจำ

    กรมการแพทย์ยัน อย่าตื่นตระหนก! “ฝีดาษลิง” หลังมีรายงานเสียชีวิต 1 รายในเรือนจำ

    กรมการแพทย์ยัน “อย่าตื่นตระหนก” ฝีดาษวานรพบเร็วรักษาได้ ส่วนใหญ่หายได้เอง หลังมีการรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตในเรือนจำ 1 ราย

    นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานกรณีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร (Mpox) เสียชีวิต จำนวน 1 ราย เป็นผู้ต้องขังชาย อายุ 44 ปี ซึ่งมีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ ติดเชื้อเอชไอวีร่วมกับโรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และซิฟิลิส และขาดการรักษาต่อเนื่อง ทำให้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง

    โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคทันที ส่งผลให้โรคมีความรุนแรงมากกว่าปกติ เพื่อกำหนดมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสมแล้ว!

    ยันฝีดาษลิง หายได้เองใน 2-4 สัปดาห์ แต่รุนแรงได้ในเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคฝีดาษลิง  (Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่จากสัตว์สู่คน และคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของผู้ติดเชื้อ อาการเด่นคือไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต และผื่นตุ่มหนองตามร่างกาย โดยส่วนใหญ่หายเองได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่สามารถรุนแรงได้ในเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่อาการเริ่มแรกที่มีไข้ แต่ระยะออกผื่นมักจะเป็นช่วงที่สามารถแพร่เชื้อได้มาก

    สำหรับอาการ มีระยะฟักตัว 5-21 วัน (ส่วนใหญ่ 10-14 วัน) เริ่มจากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ตามด้วยผื่นลักษณะของผื่นจะพัฒนาไปตามระยะดังต่อไปนี้ แรกเริ่มเป็นผื่นนูนแดง ต่อมาเป็นตุ่มน้ำใส ตามมาด้วยตุ่มหนอง และสะเก็ดในช่วงท้าย โดยผื่นมักพบบริเวณหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แต่ยังสามารถพบผื่นได้ที่บริเวณอื่นของร่างกาย เช่น ช่องปาก อวัยวะเพศ โดยส่วนใหญ่หายเองได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่สามารถรุนแรงได้ในเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    กลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง หากติดเชื้อโรคฝีดาษวานร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 กลุ่ม ดังนี้

    1. ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำ
    2. ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด และโรคมะเร็งอวัยวะต่าง ๆ
    3. ผู้ป่วยโรคมะเร็งอวัยวะต่าง ๆ
    4. ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
    5. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสาร/ยา/รังสี ที่ใช้ในการรักษา โรคมะเร็ง
    6. ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอวัยวะต่าง ๆ
    7. ผู้ป่วยกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง
    8. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 8 ปี การตรวจวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร เป็นการตรวจด้วยเทคนิค Real-time PCR จากของเหลวจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง ลำคอ หรือจากเลือด

    สำหรับการรักษา โรคฝีดาษวานร เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ และดูแลผิวหนังให้สะอาด ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีอาการรุนแรง การพิจารณารับไว้ดูแลรักษาในโรงพยาบาลขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์  ส่วนการพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสที่ยังอยู่ในการศึกษาวิจัยขององค์การอนามัยโลก ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

    การป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่วย สัตว์ที่เป็นพาหะโดยเฉพาะลิง และสัตว์ฟันแทะ หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ  โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรือสิ่งของสาธารณะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง บาดแผล เลือด น้ำเหลืองของสัตว์  ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องเดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงมีการแพร่ระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง แผล ตุ่มหนอง หรือตุ่มน้ำใส จากผู้มีประวัติเสี่ยง หรือสงสัยว่าติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถรับวัคซีนได้ที่สภากาชาดไทย หากพบตุ่มหนองผิดปกติขึ้นตามร่างกายหลังจากมีไข้ ควรแยกกักตัวและพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ

    ทั้งนี้ กรมการแพทย์ได้ร่วมกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากสมาคมโรคผิวหนัง สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กและผู้ใหญ่ ราชวิทยาลัย กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยได้มีการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติการวินิจฉัย การดูแลรักษาและการป้องกันการติดเชื้อ กรณีโรคฝีดาษวานร (Monkeypox) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับปรุงข้อมูลแนวทางฯ ดังกล่าว ให้เป็นปัจจุบัน

    โดยขอย้ำว่าตื่นตัวอย่างเข้าใจ   อย่าตื่นตระหนก โรคฝีดาษวานรไม่ติดต่อง่าย เพราะโรคฝีดาษวานรต้องสัมผัสใกล้ชิด ส่วนใหญ่หายได้เอง รักษาตามอาการของโรค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/738056&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ro15iJYzQO7SgeWl5tgc8