Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ หรือ คิงส์โรมัน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ยังคงมีการดำเนินการก่อสร้างตึก อาคารอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีการวางแผนที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ในเชิงการท่องเที่ยว และการเกษตรอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบรรยากาศภายในเมืองแห่งนี้จะไม่ได้คึกคักเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ซึ่งหลายฝ่ายก็จับตามองว่าในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเป็นเพื่อนบ้าน คู่ค้า ที่ดีกับไทยอยู่ไหม หรือจะกลายเป็นคู่แข่งกัน

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พบกานต์ อาวัชนาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำเงียบเหงา จากศูนย์กลางความคึกคัก สู่บรรยากาศที่เงียบลง พื้นที่ดอกงิ้วคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เคยถูกคาดหวังให้เป็น “Growth Pole” ฝั่งลาว เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การบริการ และเงินทุนจากภายนอกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน แต่ภาพปัจจุบันสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ร้านค้าและกิจกรรมพาณิชย์โดยรอบจำนวนมากปิดตัวลง เหลือเพียงกาสิโนที่ยังดำเนินการอยู่เป็นหลัก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการพัฒนาแบบพึ่งพากิจกรรมเดี่ยว ซึ่งแม้จะดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากในระยะหนึ่ง แต่กลับสร้างการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรอบได้จำกัด

    ในส่วนของการท่องเที่ยวข้ามแดน ก็มีปริมาณที่ลดลง และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การเดินทางท่องเที่ยวจากอำเภอเชียงแสนข้ามไปยังคิงโรมันในปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่พื้นที่ฝั่งลาวกำลังได้รับความนิยมสูง เหตุผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรการด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนรสนิยมของนักท่องเที่ยว และการรับรู้ต่อภาพลักษณ์ของพื้นที่

    จากมุมมองเศรษฐศาสตร์ชายแดน สะท้อนว่าการเชื่อมต่อทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หากขาดการเชื่อมต่อด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ แม้เชียงแสนและคิงส์โรมันจะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์ แต่ระดับการพึ่งพาซึ่งกันและกันในเชิงเศรษฐกิจกลับมีจำกัด รายได้และการจ้างงานในเชียงแสนไม่ได้ผูกโยงกับกิจกรรมในคิงส์โรมันอย่างแน่นแฟ้น กิจกรรมจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “ทางผ่านของมูลค่า” มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ฝังอยู่ในพื้นที่ไทย กรณีนี้สะท้อนลักษณะคลาสสิกของเศรษฐกิจชายแดนแบบ enclave economy คือ มีการลงทุนขนาดใหญ่ แต่การกระจายผลประโยชน์สู่พื้นที่รอบข้างเกิดขึ้นน้อย

    สำหรับเชียงแสน จุดเปลี่ยนสำคัญอาจไม่ใช่การรอการฟื้นตัวของคิงส์โรมัน หากแต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของตนเองในฐานะเมืองชายแดนที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชุมชน เป็นแกนหลักของการพัฒนา

    ในมุมนี้ ชายแดนไม่ได้เป็นเพียง “ปลายทางของการข้ามแดน”แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องเลือกอย่างรอบคอบว่าจะเชื่อมโยงกับอะไร และเชื่อมโยงเพื่อสร้างคุณค่าแบบใดให้กับพื้นที่ของตนเองในระยะยาว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ กับอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ก็ยังคงต้องเป็นคู่ค้า เมืองพี่เมืองน้องกันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว หรือจีน แต่การที่ให้ทุกฝ่ายจะรับประโยชน์ที่เท่ากันก็ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากหากจะทำโครงการหรือความร่วมมืออะไรทุกฝ่ายต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้เหล่านี้ก็ต้องมีการจับตามองเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจจะไปแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ ซึ่งหากจะให้คนไปเที่ยวเพิ่มพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยากจะไปเยือนรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย” ผศ.ดร.พบกานต์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ด้าน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในสายตาของนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะมีปัญหากับทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เพราะเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจขบวนการค้ายาเสพติด เป็นแหล่งฟอกเงิน ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ไม่ได้แสดงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ยังมีการไปมาหาสู่กันอยู่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกับพื้นที่นี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน

    ในช่วงหลังมานี้พื้นที่แห่งนี้เงียบเหงา ซึ่งโดยปกติแล้วเมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองราตรีจะมีสีสันในยามค่ำคืน ผู้คนจะออกมาท่องเที่ยวใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางคืนอย่างคึกคัก แต่ปรากฏว่าปัจจุบันนี้คนมันหายไปมาก ซึ่งจุดนี้ตนคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรการและเฝ้าจับตามองของนานาประเทศเกี่ยวกับกรณีของสแกมเมอร์ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นหนึ่งในจุดที่ถูกปักหมุดว่าเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งของแก๊งหลอกลวงออนไลน์

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวต่อว่าดังนั้นเมื่อกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกเฝ้าระวัง ส่วนหนึ่งก็ไปเข้าหูถึงรัฐบาลจีน ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของความร่วมมือจากรัฐบาลจีน และทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ จับกุมคนที่เชื่อว่าพัวพันกับเรื่องของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงธุรกิจพนันออนไลน์ที่ลักลอบตั้งอยู่ในพื้นที่ มีการจับกุมตัวและส่งกลับไปในประเทศจีน ก็ทำให้สถานการณ์การอยู่อาศัยการใช้ชีวิตในพื้นที่อาจจะยาก ซึ่งทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เองก็ได้ออกมาตรการและประกาศว่าหากมีการพบเบาะแสเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ ที่ยังอยู่ภายในเขตก็จะมีรางวัลนำจับให้กับคนที่ชี้เบาะแส

    “แสดงว่าตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษเองก็พยายามแสดงจุดยืนว่าไม่ได้สนับสนุนให้มีธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจผิดกฎหมายหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้มันก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มอาชญากรรมที่จะมองหาที่ทางใหม่ๆ ที่จะทำธุรกิจผิดกฎหมายต่อไป ดังนั้น คิงโรมันก็อาจจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มอาชญากรรมอีกต่อไป”

    “ขณะเดียวกันเชียงใหม่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมาย ที่กลุ่มแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติต้องการที่จะมาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมายอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมในทุกมิติ ที่สามารถรองรับกลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้ได้ ทั้งที่อยู่อาศัย ความสะดวกสบาย เพราะกลุ่มคนพวกนี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเงินติดความสบายความหรูหรา แต่พฤติกรรมก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่อยู่รวมกันจำนวนมากภายในตึกเดียว ก็ต้องมีการแยกย้ายกันอยู่คนละที่ แบ่งงานกันทำ กระจายอยู่ตามพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกเพ่งเล็งได้ง่าย อาจจะอยู่ตามหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมือง

    ซึ่งที่ผ่านมาเราก็จะเห็นการจับกลุ่มหลายครั้งในลักษณะของคฤหาสน์หรือพูลวิลล่า ซึ่งข้อมูลในเชิงลึกที่ทราบมาคือกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีการโยกย้ายมาจากทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ วิโรจน์ ชายา ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวให้ข้อมูลว่า ระหว่างอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ ในเชิงการท่องเที่ยว หากทำให้เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับการทำตลาดของเรา อย่างเช่นการที่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดเชียงรายแล้วพ่วงการท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย ซึ่งมันก็อยู่ที่แนวคิดในการขายโปรแกรมท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เงียบเหงามาก

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    วิโรจน์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนนี้จะมีสีสันกว่านี้ หากดูการพัฒนาของทางเขตเศรษฐกิจพิเศษก็มีความพยายามที่จะปรับรูปแบบของเมืองให้เป็นการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อย่างตลาดน้ำที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเวลาค่ำคืน แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เท่าที่ควร

    “หากถามว่าการท่องเที่ยวเป็นคู่แข่งกับจังหวัดเชียงรายหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน เราก็พยายามที่จะขายการท่องเที่ยวเชื่อมโยง แต่ก็ขายไม่ค่อยได้เพราะว่าภาพลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวทราบเกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ค่อนข้างไปในทิศทางลบ ส่วนคนจีนที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ไม่ค่อยจะได้ข้ามมาเที่ยวไทยเท่าไหร่ถือว่าข้ามมาน้อยมาก คนจีนในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันถือว่าน้อยมาก”

    สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปเที่ยวในคิงส์โรมัน ส่วนใหญ่ก็จะไปกลับ ไม่ค่อยจะค้างคืน เนื่องจากในโรงแรมภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถสูบบุหรี่ภายในห้องพัก หรือในตัวโรงแรมได้ ซึ่งคนไทยจำนวนมากยังไม่ชอบบุหรี่เพราะเหม็นกลิ่นบุหรี่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญคือคนไทยยังมองว่าพื้นนี้ยังคงน่ากลัว

    “ส่วนตัวคิดว่า การท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเชียงแสนกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในอนาคต น่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดียวกลับ หรือนอนอาจจะนอนคืนเดียว และอาจจะไม่ได้มีการจับจ่ายใช้สอยมากนักคิดว่าน่าจะไปดูให้เป็นประสบการณ์ว่าลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไร ทั้งนี้ตนก็คิดว่าพื้นที่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากใครอยากจะไปเที่ยวก็สามารถไปได้ก็ทำตามขั้นตอนของการผ่านแดนให้ถูกต้อง” วิโรจน์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/keep-an-eye-on-kings-romans-a-promising-area-for-the-future-of-chiang-saen-district-chiang-rai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1741vWGF1yyaIAwPFp_YpX

  • ‘ททท.’ ปลุกสีสันท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน 2569’ ปักหมุดความปัง ‘กรุงเทพฯ-หาดใหญ่’

    ‘ททท.’ ปลุกสีสันท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน 2569’ ปักหมุดความปัง ‘กรุงเทพฯ-หาดใหญ่’

    “ททท.” จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ปลุกสีสัน “เทศกาลตรุษจีน” ปีม้าทอง 2569 ปักหมุดเฉลิมฉลอง 2 พื้นที่ “กรุงเทพฯ – หาดใหญ่” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจับจ่าย ดันรายได้สะพัดกว่า 4.2 หมื่นล้านบาททั่วไทย สานสัมพันธ์ยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-จีน ครบรอบ 51 ปี

    ความพิเศษของเทศกาล “ตรุษจีน 2569” ในประเทศไทย มาพร้อมกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่! เมื่อคำว่า “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน – จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน” เชื่อมโยงร้อยรัดความสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หมุดหมายการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต หลอมรวมกับโอกาสครบรอบ 22 ปีของความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

    สำหรับความคึกคักของการเดินทางในช่วง เทศกาลตรุษจีนปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ ทาง ททท. คาดการณ์ว่าจะมี นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้าประเทศไทยราว 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางกว่า 2.30 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ทำให้มีรายได้รวมจากการท่องเที่ยวสะพัดประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวคือความพร้อมในการจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) อย่างยิ่งใหญ่ใน 2 พื้นที่หลัก

    พื้นที่แรก “กรุงเทพฯ” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ปักหมุดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ย่อย ประกอบด้วย 1. กิจกรรมการตกแต่งประดับไฟ ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. 

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    2. งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ในวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. เปิดม่านมงคลกับพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์  2569 พร้อมจัดเต็มไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงชิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน เช่น การประดิษฐ์โคมจีน การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน เป็นต้น และการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย ไม่ว่าจะเป็น ต้าห์อู๋ พิทยา, MEAN, HERS, Slapkiss, Serious Bacon, Landokmai, Wanyai และ Paiinntt พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอกซ์คลูซีฟกับศิลปินและนักแสดงจีนสุดฮอต “จู เจิ้งถิง” ภายใต้บรรยากาศสุดตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    อีกพื้นที่ไฮไลต์ “หาดใหญ่” ในงาน “Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai” ในวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบกับการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน การเชิดสิงโตและมังกรเสริมสร้างสิริมงคล การแสดงกายกรรม การแสดงศิลปะการเขียนพู่กันจีน การตกแต่งประดับไฟ กิจกรรม Workshop DIY สร้อยข้อมือสายมู ระบายสีหน้ากาก และการแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น The Parkinson, Getsunova, Gavin D, Zom Marie, Serious Bacon, Whal & Dolph ร้านค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 ร้านค้า สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดทั้งงาน 

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    นอกเหนือจากพื้นที่จัดงานในกรุงเทพฯ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงาน เทศกาลตรุษจีน ในพื้นที่เอกลักษณ์ของชุมชนคนไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ ได้แก่ “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ” จังหวัดนครสวรรค์ กำหนดจัดงาน 12 วัน 12 คืน ตั้งแต่วันที่ 10-21 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้งานชื่อ “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” เฉลิมฉลองตำนานความศรัทธาที่ยาวนานกว่าศตวรรษ พร้อมเนรมิตเมืองปากน้ำโพให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความตระการตาของแสงสีเสียงขบวนแห่กลางคืน (ชิวซา) ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ และขบวนแห่กลางวัน (ชิวสี่) ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ชมความยิ่งใหญ่ของขบวนมังกรทองและองค์เจ้าแม่สมมติ

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    ขณะเดียวกัน ภายในงานนี้ยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงกิจกรรมไหว้ขอพรกับเจ้าพ่อเจ้าแม่ ปากน้ำโพ ให้ปี 2569 เป็นปีที่เฮงๆ ปังๆ มั่งมีศรีสุข การชมลานเมืองสวรรค์ 5 ภาษา ผูกด้ายแดงแห่งความสมหวัง การร่วมพิธีกรรมแก้ชงตามปีนักษัตรที่ลานแก้ชง การแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวปากน้ำโพ การแสดงสุดเซอร์ไพรส์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน และการแสดงคอนเสิร์ตทุกวันจากศิลปินมากมาย อาทิ ปรางทิพย์, บอล เชิญยิ้ม, ฟลุ๊ค ไอน้ำ, จ๊ะ-นงมณี, Musketeers, ศรราม น้ำเพชร กับซุปเปอร์เตย นอกจากนี้ยังมีมุมอิ่มท้องกับอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 110 ร้านค้าที่ถนนนักชิม

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    อีกงานคือ “งานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์” ณ อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 จัดเต็มระบบแสงสีเสียงที่จะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจตลอดงาน พร้อมชมการแสดงชุดลูกหลานพันธุ์มังกร ประกอบด้วย สิงโตวูซู กลองศึก มังกร 9 เซียน กังฟู เอ็งกอบู๊ เจ้าแม่กวนอิมพันมือ และงิ้วเปลี่ยนหน้ากาก รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง และการประดับตกแต่งบริเวณสถานที่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ในหมู่บ้านมังกรสวรรค์ อุทยานพุทธบูชา (พระยูไล)

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนและศูนย์การค้าชั้นนำในการร่วมจัดกิจกรรมและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน อาทิ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และในเครือเซ็นทรัล The Em District ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

    ผู้สนใจเข้าร่วมงานในจุดหมายต่างๆ สามารถสอบถาม หรือติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1672 Travel Buddy หรือแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thailand Festival

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่' 'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/lifestyle/travel/1220654&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iycySNZupFA4ipXEYtnua

  • พท.โว!แม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ  ลุย

    พท.โว!แม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ ลุย

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    พท.โว!แม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ

    ลุย’เขากระโดง’ต่อ

    ‘อ้วน’แจงจับมือภูมิใจไทย

    ขอทำงาน-ไม่ยืนดูข้างสนาม

    ‘กล้าธรรม’ถูกรุมบีบจนน่วม

    ส่อโดนยึดโควตา‘ท่องเที่ยว’

    “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” อ้างผลเลือกตั้งหลังเพื่อไทยไปไม่ถึงดวงดาว บ่งชี้ว่าประชาชนไม่ให้ความสำคัญคดีเขากระโดง-ฮั้วสว. แต่คงต้องเข็นกันต่อตามอัตภาพ เผยยอมกินน้ำใต้จั๊กกะแร้ภูมิใจไทย ยังดีกว่าไปเป็นฝ่ายค้าน ฝ่าย“ภูมิธรรม”ระบุโหนรัฐบาลได้มีโอกาสลงมือทำจริงไม่มีเรื่องศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง “อนุทิน” เยือนบ้านเกิดภรรยา “จ๋า ธนนนท์ ” ขับสองแถวไม้ขอบคุณชาวระนอง

    เมื่อวันที่ 15กุมภาพันธ์2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการตัดสินใจตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ในการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยอาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นี่คือธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าใครจับมือกับใคร คำถามคือประชาชนจะได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ การเป็นฝ่ายค้านอาจพูดได้เต็มที่ แต่การเป็นรัฐบาลคือการลงมือทำจริง

    นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า เราเลือกเส้นทางที่ทำให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ปากท้องต้องดีขึ้น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคง ความเหลื่อมล้ำ ต้องได้รับการแก้ไข การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน เราจะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม อย่างไรก็ตาม เราเคารพและรับฟังเหตุผลของทุกความเห็นต่าง โดยเฉพาะเสียงของผู้สนับสนุนที่แสดงความกังวลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจะถูกนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานของพรรคต่อไป เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย อำนาจมีไว้ใช้เพื่อเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นและเสียงของประชาชนคือเข็มทิศในการตัดสินใจของเรา

    ไม่ได้เป็นลูกไก่ของภท.

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า พรรคเพื่อไทยได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อนำเสนอนโยบายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนมีโอกาส มีความมั่นคง และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เราเดินหน้าหาเสียง นำเสนอนโยบายของเราด้วยความหวังว่าคนไทยจะให้ความไว้วางใจอย่างชัดเจนกับเราเพื่อพาเราไปสู่อำนาจรัฐและเปิดโอกาสให้เราได้นำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติจริง เราหวังว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะพาเราไปทำงานและมอบโอกาสให้เราได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่

    นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา เราได้เสียงไม่มากพอ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดของประชาชน การที่ประชาชนยังไม่เลือกเรามากพอคือสิ่งที่เราเคารพและต้องนำกลับมาเป็นการบ้าน เพื่อทบทวนว่านโยบายของเราตรงไหนที่ยังไม่ตอบโจทย์ และเราจะทำอย่างไรให้ดีขึ้นเพื่อให้สมกับความไว้วางใจของประชาชนในอนาคต

    ต้องยอมรับเสียงประชาชน

    นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า ในขณะเดียวกันการที่ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 และมีเสียงทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างมีนัยสำคัญคือการตัดสินใจที่เราต้องเคารพด้วย เพราะนี่คือเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะพรรคอันดับ 3 เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราจะร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามกับตนเองว่าทางใดจะทำให้เราสามารถทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การร่วมรัฐบาลทำให้เรามีโอกาสทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน เสียงประชาชนไม่เทา การทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยก็คือการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง และการร่วมรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย เรายังคงมีความเป็นอิสระ ในจุดยืน อุดมการณ์ และมีขอบเขตของการ ร่วม อย่างชัดเจน

    เขากระโดงไม่มีความสำคัญ

    นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ในประเด็นเรื่อง ฮั้ว สว. และเขากระโดง เรายังคงเดินหน้าทำต่อภายใต้ความตระหนักว่าเราไม่ได้เป็นเสียงข้างมากของสภาและไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากประชาชนต้องการให้เรามีอำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องนี้ พวกเขาคงมอบเสียงให้เราอย่างถล่มทลาย แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ก็สะท้อนว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเป็นเช่นนี้ และเราต้องเคารพความจริงนั้น

    นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า หลักการสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการเคารพการตัดสินใจของประชาชน และภายใต้ข้อจำกัดของเสียงที่เราได้รับ เราจะใช้ทุกเสียงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เลือกเราให้ได้มากที่สุด ท้ายที่สุดหากเราตัดสินใจผิดหรือทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเราอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเราตระหนักดีว่าทุกการตัดสินใจของเรามีความรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ เพราะทุกการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยทำบนความรับผิดชอบที่เรามีต่อทุกเสียงของประชาชนที่เลือกเรามา

    หนูขอบคุณชาวระนอง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ใช้เวลาช่วงวันหยุดเดินทางมายัง จ.ระนอง เพื่อขอบคุณประชาชนที่ได้มอบความไว้วางใจเลือกนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ว่าที่ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายอนุทิน ได้ขับรถสองแถวไม้ รถประจำจ.ระนอง เพื่อขอบคุณชาวระนองด้วย

    นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขับรถสองแถว พร้อมระบุว่า “มากราบขอบพระคุณพี่น้องจังหวัดระนอง ในช่วงรอผลอย่างเป็นทางการ พวกเราจะเดินทางไปขอบพระคุณพี่น้องทุกจังหวัด ที่ให้ความเมตตากับพรรคภูมิใจไทยครับ”

    ขณะที่บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถ.พหลโยธิน กทม. ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ยังไม่มีความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรค แม้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ต่างต้องการเก้าอี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงเก้าอี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    สำหรับพื้นที่จังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทยได้ สส.จำนวน 1 คน คือ นายคงกฤษ ที่เอาชนะคู่แข่งนำโด่ง ได้คะแนนกว่า 50,000 คะแนน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09mgrU4iNfRIAEum8xvmTc

  • นายกฯอนุทิน ขอบคุณทุกเสียงที่ไว้วางใจ-เชื่อมั่น พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคง-เศรษฐกิจ

    นายกฯอนุทิน ขอบคุณทุกเสียงที่ไว้วางใจ-เชื่อมั่น พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคง-เศรษฐกิจ

              นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อ พรรค จนได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ยืนยัน จะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ โดยจะเร่งดำเนินการทันที เมื่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ (กกต.) ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

              ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน “การบริหารงานความมั่นคง” ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

              “การปิดด่านชายแดนจะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการยกเลิก MOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย

              นายอนุทิน ระบุว่า ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

               ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนานขึ้นมาจากหล่มให้ได้ การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทย ที่มีส่วนผสมหลักคือ นายอนุทิน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ

              นายอนุทิน ยืนยันว่า ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ โดยทั้งหมดนจะอยู่ในนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อรัฐสภา

              “ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับ คือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา ที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

    #เลือกตั้ง69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hG6SPf8GZ9NLaL_ZjP_S

  • “เศรษฐา” ส่งจดหมายถึงสื่อโลก แจงวิธีรักษาไทยไม่ให้เป็น “คนป่วยของเอเชีย”

    “เศรษฐา” ส่งจดหมายถึงสื่อโลก แจงวิธีรักษาไทยไม่ให้เป็น “คนป่วยของเอเชีย”

    เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา สื่อเศรษฐกิจระดับโลกไฟแนนเชียลไทม์ส (Financial Times) ได้เผยแพร่จดหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่ส่งถึงสื่อดังกล่าวเพื่อแสดงทัศนะต่อบทวิเคราะห์ “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร” ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้

    โดยในจดหมาย นายเศรษฐาระบุว่า บทความของ Financial Times ระบุอาการของประเทศไทยได้ถูกต้อง แต่การวินิจฉัยนั้นมองข้ามวิธีการรักษาที่เป็นไปได้

    นายเศรษฐาบอกว่า “ประการแรก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เราต้องทำลายวงจรหนี้ครัวเรือนที่เลวร้าย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตล้มเหลวในการสร้างผลกระทบแบบทวีคูณที่มีความหมาย เพราะผลกระทบนั้นถูกลดทอนลงด้วยภาระหนี้ที่มีอยู่และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ด้วยการแจกเช็คเพียงอย่างเดียว”

    อดีตนายกฯ เสริมว่า สิ่งที่จำเป็นคือสิ่งที่เรียกว่า “การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่” โดยการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าซื้อหนี้เสียอย่างจริงจัง ครัวเรือนที่มีหนี้สินจะมีพื้นที่หายใจที่จำเป็นในการกลับเข้าสู่รอบวัฏจักรเศรษฐกิจ โครงการริเริ่มดังกล่าวจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน

    นายเศรษฐายังบอกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางไปสู่การเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานสองด้าน

    ประการแรก ประเทศต้องให้ความสำคัญกับสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ เช่น ระบบรถไฟสายเหนือ-ใต้ และแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าอย่างมีนัยสำคัญ

    ประการที่สอง กรอบการกำกับดูแลต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ​​การนำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงมาใช้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สิ่งนี้จะช่วยให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถซื้อพลังงานสีเขียวได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มงวด เมื่อรวมกับนโยบาย “มุ่งเน้นคลาวด์เป็นอันดับแรก” ของประเทศไทย เราได้ช่วยดึงดูดการลงทุนหลักในศูนย์ข้อมูลและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตของผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้

    ส่วนด้านการท่องเที่ยว ต้องพัฒนาจากปริมาณไปสู่คุณค่า ประเทศไทยมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าแค่ชายหาด และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้นจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ตกต่ำที่ Financial Times ได้กล่าวถึง

    สุดท้าย ความสะดวกในการทำธุรกิจจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบเพื่อให้เป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น นี่เป็นปัญหาในระยะยาว แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้

    “แม้จะมีอุปสรรคในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในด้านราคาที่เหมาะสม สภาพอากาศ การท่องเที่ยว อาหาร บริการทางการแพทย์ และสุขภาพ ด้วยการปฏิรูปที่ถูกต้อง เราสามารถกลับมาเป็นพันธมิตรที่สำคัญซึ่งโลกไม่อาจมองข้ามได้ เราสามารถทำให้ ‘คนป่วย’ กลับมาวิ่งได้ และวิ่งเร็วด้วย” นายเศรษฐาระบุ

    เรียบเรียงจาก Financial Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31z7IkqO3a0X2X10Vy-_s0

  • เงินบาทเปิด 31.08 ทรงตัว ตลาดรอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    เงินบาทเปิด 31.08 ทรงตัว ตลาดรอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ค่าเงินบาทเปิดสัปดาห์ ‘ทรงตัว’ ใกล้ 31 บาท/ดอลลาร์
    จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีดีพีไทย

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (16 ก.พ. 2569) ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

    ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.01–31.16 บาทต่อดอลลาร์ แม้มีแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ย่อลง และราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับขึ้น หลังเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคมของสหรัฐฯ ชะลอลงสู่ 2.4% ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดทยอยเพิ่มน้ำหนักคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Federal Reserve (FED)

    อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทชะลอลง หลังเงินดอลลาร์รีบาวด์ในช่วงเช้าตลาดเอเชีย สอดคล้องกับการอ่อนค่าของเงินเยน (JPY) สู่โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ ภายหลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 4 ปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1%q/q ต่ำกว่าที่ตลาดคาด

    สัปดาห์ก่อนหน้า ทั้งเงินบาทและเยนต่างแข็งค่าขึ้น รับอานิสงส์ผลการเลือกตั้งไทยและญี่ปุ่นที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดประเมิน

    ประเด็นที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้

    สหรัฐฯ : เงินเฟ้อ PCE, GDP ไตรมาส 4/2025, Durable Goods Orders และดัชนี PMI โดย S&P รวมถึงถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ FED โดยตลาดประเมิน FED มีโอกาสราว 53% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้

    ยุโรป/อังกฤษ : ดัชนี PMI, ข้อมูลแรงงาน, CPI และ Retail Sales ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า Bank of England (BOE) อาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง

    เอเชีย : ข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น และการประชุมธนาคารกลาง โดยตลาดมอง Bangko Sentral ng Pilipinas (BSP) อาจลดดอกเบี้ย ขณะที่ Bank Indonesia (BI) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย

    ไทย : GDP ไตรมาส 4/2025 และตัวเลขการค้าเดือนมกราคม

    พูน ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป หลังแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ และอาจมีแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม ขณะเดียวกันควรระวังการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์ หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

    ทั้งนี้ ราคาทองคำยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินบาท ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

    กรอบค่าเงินบาท

    • สัปดาห์นี้ : 30.85–31.50 บาท/ดอลลาร์
    • 24 ชั่วโมงข้างหน้า : 31.00–31.15 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/baht-sideways-fed-data&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dNuJDX8SNjwNgqzHtl_9j

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ช่วงครึ่งปีแรก เหตุหนี้ครัวเรือนสูง-ส่งออกชะลอ

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ช่วงครึ่งปีแรก เหตุหนี้ครัวเรือนสูง-ส่งออกชะลอ

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ช่วงครึ่งปีแรก เหตุหนี้ครัวเรือนสูง-ส่งออกชะลอ

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ  อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. หอการค้าไทย และ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยโดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรกได้ 

    จากแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง ภาวะเงินตึงตัว ภาคส่งออกชะลอตัว กำลังซื้อภายในอ่อนแอจากรายได้ไม่ฟื้นตัวแม้นภาคท่องเที่ยวจะกระเตื้องขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรปรับลงมาสู่ระดับ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

    ขณะที่นโยบายของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเอง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายอุดหนุนเพิ่มประมาณ 30-40% ก็ต้องไปบริหารจัดการงบประมาณให้ดี เพราะหนี้สาธารณะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเหลือเม็ดเงินน้อยมากในการนำไปลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 

    นโยบาย 10 พลัสของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการผลักดันให้จีดีพีมากกว่า 2-3% ในปีนี้อาจเผชิญข้อจำกัดทางการคลังจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่อาจทะลุเพดาน 70% ได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือน พ.ค. งบปีพ.ศ. 2570 จะล่าช้าประมาณ 1-2 เดือน ยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพรวม เสถียรภาพทางการเมืองและการคลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ของไทยว่าจะถูกปรับลดลงหรือไม่ในอนาคต

    แม้อัตราการขยายตัวส่งออกปี พ.ศ. 2568 สูงสุดในรอบ 4 ปีแต่เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการส่งออกจำกัด เพราะไทยขาดดุลการค้าสูงถึง -5,307.9 ล้านดอลลาร์ มูลค่านำเข้าปีที่แล้วขยายตัวแบบเร่งตัวขึ้นอย่างมาก สะท้อนโครงสร้างภาคส่งออกไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง 

    โดยคาดว่าภาคส่งออกไทยปีนี้อาจขยายตัวติดลบเพราะปริมาณการค้าโลกอาจขยายตัวเพียง 2.3-2.6% ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯจะชัดเจนขึ้น และปัจจัยฐานสูง 

    อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เงินบาทแข็งค่าแรงและเร็วเกินไปจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย และทำให้ภาคส่งออกสามารถปรับตัวแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากปัจจัยเทคโนโลยี อาจทำให้แนวโน้มการลงทุนต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลใหม่จึงต้องปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สอดรับกับพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651653&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g-cDY5TpXvwCYNyThnLu-

  • นักเศรษฐศาสตร์ติง  ‘แจกเงิน’ฉุดเครดิต แนะเร่งแก้ ‘คอร์รัปชัน’

    นักเศรษฐศาสตร์ติง ‘แจกเงิน’ฉุดเครดิต แนะเร่งแก้ ‘คอร์รัปชัน’

    ท่ามกลางการจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทิศทางเศรษฐกิจไทย กำลังถูกประเมินอย่างใกล้ชิด นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า มาตรการกระตุ้นระยะสั้นแบบ Quick Win ยังจำเป็น แต่ต้องดำเนินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะความเสี่ยงสำคัญคือผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตประเทศในระยะยาว พร้อมเสนอเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แก้คอร์รัปชัน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า แม้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจะยังไม่ชัดเจน แต่กระทรวงเศรษฐกิจหลักอยู่ภายใต้การกำกับของพรรคแกนนำรัฐบาล โดยมีกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) เป็นข้อจำกัดสำคัญ

    ซึ่งกำหนดให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 70% พร้อมแผนลดขาดดุลงบประมาณจากราว 4% ลงสู่ 3.8% และ 2.1% ภายใน 5 ปี

    โจทย์ใหญ่คือการควบคุมรายจ่ายภาครัฐให้ขยายตัวเพียงปีละ 1% ต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เงินสมทบประกันสังคม และภาระระบบราชการ ขณะเดียวกันรัฐต้องเพิ่มรายได้ให้เติบโต 3-4% ต่อปีในช่วงท้ายแผน และผลักดัน Nominal GDP กลับไปใกล้ 4% เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนท้าทาย

    หนึ่งในเครื่องมือเพิ่มรายได้คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยขึ้นเพียง 1% จะสร้างรายได้ราว 100,000 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบวงกว้าง จึงควรพิจารณารอบคอบ

    แนะปฏิรูปภาษี-ตัดโครงการMultiplierต่ำ

    พิพัฒน์ มองว่าควรให้ขยายฐานภาษีก่อนการขึ้นอัตราภาษี โดยยกตัวอย่างโมเดลเวียดนามที่บังคับใช้ e-Invoice และเครื่อง POS 

    กับธุรกิจที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ เพื่อดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีผ่านเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยสร้าง GDP ได้จริง

    ทั้งนี้ ควรทบทวนโครงการที่มี Multiplier ต่ำ เช่น การแจกเงินสดบางรูปแบบ เพราะไม่สร้างการเติบโตระยะยาว สิ่งจำเป็นกว่าคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling)

    อีกประเด็นเร่งด่วนคือคอร์รัปชัน ซึ่งทำให้งบประมาณรั่วไหล 20-30 % หากลดการรั่วไหลไม่ได้ การควบคุมรายจ่ายย่อมทำได้ยาก รัฐบาลจึงต้องจัดลำดับความสำคัญรายจ่ายใหม่ และปฏิรูประบบราชการจริงจัง เพราะแนวโน้มรายจ่ายภาครัฐต่อ GDP เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนขนาดรัฐที่ใหญ่ขึ้น และเป็นจุดที่กระทบความเชื่อมั่น

    ห่วงเครดิตประเทศ เร่งแก้คอร์รัปชัน

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า นโยบายเร่งด่วน เช่น Quick Big Win สามารถต่อยอดได้ แต่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดการคลัง

    เพราะองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มส่งสัญญาณให้ไทยยึดกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมจึงทำได้จำกัด จำเป็นต้องหาวิธีใหม่ผลักดันเศรษฐกิจให้โตเกิน 2-3%

    ข้อเสนอสำคัญคือการทำ Regulatory Guillotine เพื่อตัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่การยกระดับความโปร่งใส เพราะดัชนีคอร์รัปชันของไทยแย่ลงในสายตาโลก

    รัฐบาลควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Government และใช้มาตรการ Fast Pass ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ หากทำได้จริงจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน

    อีกเรื่องสำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชากรกว่า 20 ล้านครัวเรือน ต้องเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป และลดแรงงานส่วนเกินโดยย้ายไปสู่ภาคที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น บริการสุขภาพรองรับสังคมสูงวัย การยกระดับผลิตภาพจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้หนี้ครัวเรือนในระยะยาว

    ยกระดับท่องเที่ยว–ดึงคนเก่งเข้าไทย

    โดยเสนอให้เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ เช่น สร้างแหล่งท่องเที่ยวมนุษย์สร้างขึ้น ดึงสวนสนุกหรือฮอลล์คอนเสิร์ตมาตรฐานสากล เพื่อเจาะกลุ่ม Business Traveler และ Wellness Tourism ยกระดับรายได้ต่อหัวโดยไม่ต้องพึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาล

    พร้อมกันนี้ต้องดึงดูดกลุ่ม Talent และผู้มีรายได้สูงเข้ามาพำนักและทำงานในไทย เพื่อขยายฐานภาษี ลดการผูกขาด เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่เติบโต

    10 Plus แค่ประคองศก.ระยะสั้น

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า นโยบาย 10 Plus ที่มุ่งลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ ดูแล SME และส่งเสริมการลงทุนส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือประคองเศรษฐกิจที่ “ติดหล่ม” มาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และอาจต่อเนื่องถึงกลางปีนี้

    ปัญหาหลักมาจากรายได้ประชาชนโตไม่ทันรายจ่าย ภาคการผลิตขาดการเชื่อมโยงกับ FDI และความมั่งคั่งกระจุกตัวในบางกลุ่ม ขณะที่เศรษฐกิจฐานราก เช่น เกษตรและเมืองรอง เติบโตช้า ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูง ดังนั้น 10 Plus จึงเป็นเพียงการพยุงไม่ให้ทรุดลงมากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยต้องการ “Big Win” มากกว่า Quick Win ใน 4 ปีข้างหน้า รัฐบาลควรตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 2.5% ไปสู่ 3-4% มิฉะนั้นจะยังติดกับดักรายได้ปานกลาง

    ประเด็นแรกคือ FDI แม้ตัวเลขอนุมัติสูง โดยเฉพาะ Data Center และเทคโนโลยี แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับ SMEs ไทย หลายกรณีเป็นเพียงการขายที่ดิน ขณะที่การจ้างงานลดลงเพราะใช้ระบบอัตโนมัติ แม้ภาคก่อสร้างยังนำทรัพยากรจากต่างประเทศ ทำให้ตั้งคำถามคือคนไทยอยู่ตรงไหนใน Supply Chain และกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยียังจำกัด ส่งผลให้ค่าจ้างไม่เพิ่ม

    ประเด็นที่สองคือ FTA ไทยเจรจาน้อยและอ่อนแอเมื่อเทียบคู่แข่ง ต้องเร่งเปิดประเทศ แม้มีความกังวลต่อภาคเกษตร แต่ไม่ควรปิดกั้นทั้งหมด ควรใช้มาตรการชดเชยหรือสนับสนุนการย้ายแรงงานไปภาคอื่น

    ประเด็นที่สาม คือทักษะแรงงาน การใช้ AI อย่างเดียวไม่พอ เพราะแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและเป็นกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องดึงเข้าฝึกทักษะใหม่อย่างจริงจัง

    ท้ายที่สุด นอกจาก 3 เรื่องหลัก ไทยยังเผชิญปัญหากฎระเบียบล้าสมัยและคอร์รัปชันที่บั่นทอนศักยภาพประเทศ

    หากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ควบคู่รักษาวินัยการคลังและยกระดับความโปร่งใส มาตรการแจกเงินหรือกระตุ้นระยะสั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะเปราะบางและก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1221361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nZjfJtS23pxXzyZDTUYxI

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.16 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคมของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงสู่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าคาด ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับการอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ราว +0.4%q/q

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทและเงินเยนญี่ปุ่นต่างแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง รับอานิสงส์ผลการเลือกตั้งของไทยและญี่ปุ่นที่เหนือความคาดหมายของผู้เล่นในตลาด

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนธันวาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 53% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ จากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนของการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.25% เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.75% ต่อ จนกว่า BI จะคลายกังวลเสถียรภาพค่าเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) ซึ่งเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ซึ่งอาจได้แรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมกราคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับโมเมนตัมการแข็งค่าที่อาจชะลอลงในระยะสั้น โดยแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติหลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทยอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม หลังนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มทำผลตอบแทนที่โดดเด่นจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งเงินบาทยังได้ทยอยแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ส่วนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นอาจชะลอลงเช่นกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ไปพอควร ทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมรีบาวด์สูงขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด อนึ่ง เราขอย้ำว่า ควรติดตามทิศทางราคาทองคำเช่นเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทอยู่

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์

    เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้งอาจเริ่มชะลอลงได้

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.85-31.50 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.15 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/997165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16CtJaAQWdYU7ztzMuzyMm

  • “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

     15 ก.พ.69.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียขอบคุณประชาชนที่ให้การสนับสนุน พร้อมส่งสัญญาณถึงการเดินหน้าเตรียมจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป และความสำคัญของการกำกับดูแลกระทรวงหลักด้าน ความมั่นคง การต่างประเทศ และเศรษฐกิจ   

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    โดยระบุข้อความว่า ……. พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ที่พรรคภูมิใจไทยได้รับอย่างท่วมท้นเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งผมจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อ กกต ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ 

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน #การบริหารงานความมั่นคง  ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    #การปิดด่านชายแดน จะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึง #การยกเลิกMOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย 

    ผมและคุณสีหศักดิ์สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป 

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้  การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ 

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา 

    ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน 
    สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ

    ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน

    ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
    อนุทิน ชาญวีรกูล
    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gRbJAwjQ5FDxPlFU5O44