Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ หรือ คิงส์โรมัน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ยังคงมีการดำเนินการก่อสร้างตึก อาคารอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีการวางแผนที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ในเชิงการท่องเที่ยว และการเกษตรอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบรรยากาศภายในเมืองแห่งนี้จะไม่ได้คึกคักเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ซึ่งหลายฝ่ายก็จับตามองว่าในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเป็นเพื่อนบ้าน คู่ค้า ที่ดีกับไทยอยู่ไหม หรือจะกลายเป็นคู่แข่งกัน

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พบกานต์ อาวัชนาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำเงียบเหงา จากศูนย์กลางความคึกคัก สู่บรรยากาศที่เงียบลง พื้นที่ดอกงิ้วคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เคยถูกคาดหวังให้เป็น “Growth Pole” ฝั่งลาว เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การบริการ และเงินทุนจากภายนอกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน แต่ภาพปัจจุบันสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ร้านค้าและกิจกรรมพาณิชย์โดยรอบจำนวนมากปิดตัวลง เหลือเพียงกาสิโนที่ยังดำเนินการอยู่เป็นหลัก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการพัฒนาแบบพึ่งพากิจกรรมเดี่ยว ซึ่งแม้จะดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากในระยะหนึ่ง แต่กลับสร้างการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรอบได้จำกัด

    ในส่วนของการท่องเที่ยวข้ามแดน ก็มีปริมาณที่ลดลง และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การเดินทางท่องเที่ยวจากอำเภอเชียงแสนข้ามไปยังคิงโรมันในปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่พื้นที่ฝั่งลาวกำลังได้รับความนิยมสูง เหตุผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรการด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนรสนิยมของนักท่องเที่ยว และการรับรู้ต่อภาพลักษณ์ของพื้นที่

    จากมุมมองเศรษฐศาสตร์ชายแดน สะท้อนว่าการเชื่อมต่อทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หากขาดการเชื่อมต่อด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ แม้เชียงแสนและคิงส์โรมันจะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์ แต่ระดับการพึ่งพาซึ่งกันและกันในเชิงเศรษฐกิจกลับมีจำกัด รายได้และการจ้างงานในเชียงแสนไม่ได้ผูกโยงกับกิจกรรมในคิงส์โรมันอย่างแน่นแฟ้น กิจกรรมจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “ทางผ่านของมูลค่า” มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ฝังอยู่ในพื้นที่ไทย กรณีนี้สะท้อนลักษณะคลาสสิกของเศรษฐกิจชายแดนแบบ enclave economy คือ มีการลงทุนขนาดใหญ่ แต่การกระจายผลประโยชน์สู่พื้นที่รอบข้างเกิดขึ้นน้อย

    สำหรับเชียงแสน จุดเปลี่ยนสำคัญอาจไม่ใช่การรอการฟื้นตัวของคิงส์โรมัน หากแต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของตนเองในฐานะเมืองชายแดนที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชุมชน เป็นแกนหลักของการพัฒนา

    ในมุมนี้ ชายแดนไม่ได้เป็นเพียง “ปลายทางของการข้ามแดน”แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องเลือกอย่างรอบคอบว่าจะเชื่อมโยงกับอะไร และเชื่อมโยงเพื่อสร้างคุณค่าแบบใดให้กับพื้นที่ของตนเองในระยะยาว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ กับอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ก็ยังคงต้องเป็นคู่ค้า เมืองพี่เมืองน้องกันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว หรือจีน แต่การที่ให้ทุกฝ่ายจะรับประโยชน์ที่เท่ากันก็ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากหากจะทำโครงการหรือความร่วมมืออะไรทุกฝ่ายต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้เหล่านี้ก็ต้องมีการจับตามองเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจจะไปแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ ซึ่งหากจะให้คนไปเที่ยวเพิ่มพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยากจะไปเยือนรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย” ผศ.ดร.พบกานต์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ด้าน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในสายตาของนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะมีปัญหากับทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เพราะเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจขบวนการค้ายาเสพติด เป็นแหล่งฟอกเงิน ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ไม่ได้แสดงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ยังมีการไปมาหาสู่กันอยู่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกับพื้นที่นี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน

    ในช่วงหลังมานี้พื้นที่แห่งนี้เงียบเหงา ซึ่งโดยปกติแล้วเมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองราตรีจะมีสีสันในยามค่ำคืน ผู้คนจะออกมาท่องเที่ยวใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางคืนอย่างคึกคัก แต่ปรากฏว่าปัจจุบันนี้คนมันหายไปมาก ซึ่งจุดนี้ตนคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรการและเฝ้าจับตามองของนานาประเทศเกี่ยวกับกรณีของสแกมเมอร์ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นหนึ่งในจุดที่ถูกปักหมุดว่าเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งของแก๊งหลอกลวงออนไลน์

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวต่อว่าดังนั้นเมื่อกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกเฝ้าระวัง ส่วนหนึ่งก็ไปเข้าหูถึงรัฐบาลจีน ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของความร่วมมือจากรัฐบาลจีน และทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ จับกุมคนที่เชื่อว่าพัวพันกับเรื่องของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงธุรกิจพนันออนไลน์ที่ลักลอบตั้งอยู่ในพื้นที่ มีการจับกุมตัวและส่งกลับไปในประเทศจีน ก็ทำให้สถานการณ์การอยู่อาศัยการใช้ชีวิตในพื้นที่อาจจะยาก ซึ่งทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เองก็ได้ออกมาตรการและประกาศว่าหากมีการพบเบาะแสเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ ที่ยังอยู่ภายในเขตก็จะมีรางวัลนำจับให้กับคนที่ชี้เบาะแส

    “แสดงว่าตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษเองก็พยายามแสดงจุดยืนว่าไม่ได้สนับสนุนให้มีธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจผิดกฎหมายหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้มันก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มอาชญากรรมที่จะมองหาที่ทางใหม่ๆ ที่จะทำธุรกิจผิดกฎหมายต่อไป ดังนั้น คิงโรมันก็อาจจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มอาชญากรรมอีกต่อไป”

    “ขณะเดียวกันเชียงใหม่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมาย ที่กลุ่มแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติต้องการที่จะมาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมายอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมในทุกมิติ ที่สามารถรองรับกลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้ได้ ทั้งที่อยู่อาศัย ความสะดวกสบาย เพราะกลุ่มคนพวกนี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเงินติดความสบายความหรูหรา แต่พฤติกรรมก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่อยู่รวมกันจำนวนมากภายในตึกเดียว ก็ต้องมีการแยกย้ายกันอยู่คนละที่ แบ่งงานกันทำ กระจายอยู่ตามพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกเพ่งเล็งได้ง่าย อาจจะอยู่ตามหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมือง

    ซึ่งที่ผ่านมาเราก็จะเห็นการจับกลุ่มหลายครั้งในลักษณะของคฤหาสน์หรือพูลวิลล่า ซึ่งข้อมูลในเชิงลึกที่ทราบมาคือกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีการโยกย้ายมาจากทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ วิโรจน์ ชายา ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวให้ข้อมูลว่า ระหว่างอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ ในเชิงการท่องเที่ยว หากทำให้เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับการทำตลาดของเรา อย่างเช่นการที่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดเชียงรายแล้วพ่วงการท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย ซึ่งมันก็อยู่ที่แนวคิดในการขายโปรแกรมท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เงียบเหงามาก

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    วิโรจน์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนนี้จะมีสีสันกว่านี้ หากดูการพัฒนาของทางเขตเศรษฐกิจพิเศษก็มีความพยายามที่จะปรับรูปแบบของเมืองให้เป็นการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อย่างตลาดน้ำที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเวลาค่ำคืน แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เท่าที่ควร

    “หากถามว่าการท่องเที่ยวเป็นคู่แข่งกับจังหวัดเชียงรายหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน เราก็พยายามที่จะขายการท่องเที่ยวเชื่อมโยง แต่ก็ขายไม่ค่อยได้เพราะว่าภาพลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวทราบเกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ค่อนข้างไปในทิศทางลบ ส่วนคนจีนที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ไม่ค่อยจะได้ข้ามมาเที่ยวไทยเท่าไหร่ถือว่าข้ามมาน้อยมาก คนจีนในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันถือว่าน้อยมาก”

    สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปเที่ยวในคิงส์โรมัน ส่วนใหญ่ก็จะไปกลับ ไม่ค่อยจะค้างคืน เนื่องจากในโรงแรมภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถสูบบุหรี่ภายในห้องพัก หรือในตัวโรงแรมได้ ซึ่งคนไทยจำนวนมากยังไม่ชอบบุหรี่เพราะเหม็นกลิ่นบุหรี่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญคือคนไทยยังมองว่าพื้นนี้ยังคงน่ากลัว

    “ส่วนตัวคิดว่า การท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเชียงแสนกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในอนาคต น่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดียวกลับ หรือนอนอาจจะนอนคืนเดียว และอาจจะไม่ได้มีการจับจ่ายใช้สอยมากนักคิดว่าน่าจะไปดูให้เป็นประสบการณ์ว่าลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไร ทั้งนี้ตนก็คิดว่าพื้นที่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากใครอยากจะไปเที่ยวก็สามารถไปได้ก็ทำตามขั้นตอนของการผ่านแดนให้ถูกต้อง” วิโรจน์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/keep-an-eye-on-kings-romans-a-promising-area-for-the-future-of-chiang-saen-district-chiang-rai-province&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1741vWGF1yyaIAwPFp_YpX

  • ภูมิใจไทย จ่อยึดกระทรวง ‘เศรษฐกิจ-มั่นคง’ ทั้งหมด แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ  | เดลินิวส์

    ภูมิใจไทย จ่อยึดกระทรวง ‘เศรษฐกิจ-มั่นคง’ ทั้งหมด แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ก.พ.69  ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ ในส่วนของพรรคกล้าธรรรม ในฐานะพรรคอันดับ 4 ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเชิญมาที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเมื่อไหร่ ภายหลังจากพรรคภูมิใจไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทย ในฐานะอันดับ 3 มาพูดคุยเรื่องร่วมรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ทึ่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว  

    ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยเองต้องการดูแลกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหมดโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรมดูแลอยู่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ ครม.เศรษฐกิจ เป็นทีมเดียวกันทั้งหมด  เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรและราคาสินค้าได้ง่าย และ ยังต้องการดูดูแลเรื่องเศรษฐกิจในทั้งหมด แบบเบ็ดเสร็จ เพราะมีผลต่อสสร้างผลงานให้แก่ประชาชน ที่ต้องการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน  และจะไม่ปล่อยให้แก่ พรรคเพื่อไทย  เพราะเมื่อครั้งเคยเป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นอกจากนึ้พรรคภูมิใจไทย ยังต้องการดูแลกระทรวงทางด้านความมั่นคง อาทิ กะทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถูกครหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา หากให้พรรคเพื่อไทยดูแลอาจจะถูกกระแสต่อต้านได้ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยยังต้องการดูกระทรวงยุติธรรมเองด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองใด ใช้กลไกลการเมืองเข้าแทรกแซงคดีฮั้วสว. หรือ เขากระโดง รวมถึงคดีความอื่นๆอีกด้วย

    Screenshot

    ขณะเดียวกัน การจัด ครม.ครั้งนี้จะชูภาพมืออาชีพ หลังมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นแกน ปรับภาพลักษณ์ให้กับพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนทำให้พรรคได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากนี้ อาจจะขอความร่วมมือพรรคร่วมไม่ให้ส่งบุคคลที่เป็นกังขาของสังคม หรือมีภาพลักษณ์การเมืองเดิมๆ มา

    ขณะที่ความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยเอง จะมีการจัดสรรตำแหน่งให้บุคคลที่ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยผู้บริหารพรรคจะจัดสรรตามความเหมาะสม ไม่ปล่อยให้มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่มหรือระดม สส.มาเพื่อต่อรอง  เนื่องจากพรรคมีข้อมูลทั้งหมดว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใครทำอะไรมากน้อยแค่ไหน  และ ที่สำคัญพรรคยังมีจุดยืนในความเป็นเอกภาพ ที่ถือเป็นจุดแข็งและรักษาเอาไว้ ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5605757/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kVJQPCs83Xl6T3ymqZWLE

  • เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล ภท.ยืนกรานดูแล ก.เศรษฐกิจ-ความมั่นคง ทั้งหมด

    เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล ภท.ยืนกรานดูแล ก.เศรษฐกิจ-ความมั่นคง ทั้งหมด

    เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล ภท.ยืนกรานดูแล ก.เศรษฐกิจ-ความมั่นคง ทั้งหมด

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.05 น.

    เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล “ภท.”ยืนกรานดูแล”กระทรวงเศรษฐกิจ-ความมั่นคง”ทั้งหมด แก้ปัญหาให้ชาวบ้านแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ปล่อยให้”พท.” เหตุยังขยาดปม”ชายแดนไทย-กัมพูชา-เคยแก้ ศก.เหลว” รวมถึง”กระทรวงเกษตรฯ”ของ”ธรรมนัส”ด้วย ขณะที่การจัดสรรโควตา ครม.เน้นใช้ผลงานวัด สกัดตั้งมุ้งต่อรอง รักษาเอกภาพพรรค

    16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เชิญพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะพรรคที่มีคะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 3 มาพูดคุยเรื่องร่วมรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ทึ่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ล่าสุด ทางพรรคภูมิใจไทยเองมีความต้องการดูแลกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ดูแลอยู่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ ครม.เศรษฐกิจ เป็นทีมเดียวกันทั้งหมด เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรและราคาสินค้าได้ง่าย และยังต้องการดูแลเรื่องเศรษฐกิจทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ เพราะมีผลต่อการสร้างผลงานให้แก่ประชาชน ที่ต้องการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะไม่ปล่อยให้พรรคเพื่อไทย เพราะเมื่อครั้งเคยเป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นอกจากนี้ ยังต้องการดูแลกระทรวงทางด้านความมั่นคง อาทิ กะทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถูกครหาเรื่องชายแดนไทย – กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา หากให้พรรคเพื่อไทยดูแลอาจจะถูกกระแสต่อต้านได้ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยยังต้องการดูกระทรวงยุติธรรมเองด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองใดใช้กลไกลการเมืองเข้าแทรกแซงคดีฮั้ว สว.หรือเขากระโดง รวมถึงคดีความอื่นๆ อีกด้วย

    ขณะเดียวกัน การจัด ครม.ครั้งนี้จะชูภาพมืออาชีพ หลังมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นแกน ปรับภาพลักษณ์ให้กับพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนทำให้พรรคได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากนี้ อาจจะขอความร่วมมือพรรคร่วมไม่ให้ส่งบุคคลที่เป็นกังขาของสังคม หรือมีภาพลักษณ์การเมืองเดิมๆ มา

    ขณะที่ความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยเอง จะมีการจัดสรรตำแหน่งให้บุคคลที่ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยผู้บริหารพรรคจะจัดสรรตามความเหมาะสม ไม่ปล่อยให้มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่ม หรือระดม สส.มาเพื่อต่อรอง เนื่องจากพรรคมีข้อมูลทั้งหมดว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใครทำอะไรมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญพรรคยังมีจุดยืนในความเป็นเอกภาพ ที่ถือเป็นจุดแข็งและรักษาเอาไว้ด้วย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D5awhATby_I6aqqbs6a49

  • ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า  รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต้องมีเสถียรภาพและเสียงสนับสนุนเพียงพอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังนายกรัฐมนตรีที่สามารถประสานประโยชน์ทุกฝ่ายและเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนใน 3 เดือนแรกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนต่างประเทศกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งหลังผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

    “คุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้ที่สามารถทำหน้าที่ในการสานประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีความแตกต่างทางความคิดและแยกกันเป็นขั้วอย่างชัดเจน การที่แต่ละฝ่ายมีจุดยืนที่แตกต่างกัน บางส่วนอาจจะไปด้วยกันได้ แต่บางส่วนกลับอยู่คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง

    ทำให้นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเป็นผู้ที่หาจุดร่วมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เหล่านั้นให้ได้ นอกเหนือจากการประสานประโยชน์ระหว่างขั้วการเมืองที่อาจมีความเห็นไม่สอดคล้องกันแล้ว นายกรัฐมนตรียังต้องมีบทบาทสำคัญในการสานประโยชน์ระหว่างมิติด้านการเมืองกับประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญด้วย”

    ผู้นำประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องมองเห็นผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเทศไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องมีผู้นำที่สามารถเข้ามาจัดการและแก้ไขปัญหาที่ยังคงติดขัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความสัมพันธ์และปัญหาที่ค้างคากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาสำคัญอย่างสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวและถดถอย ตลอดจนปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้นำจะต้องมองเห็นและตระหนักถึงปัญหาประเภทนี้ด้วย

    จากการสังเกตการณ์การเมืองที่ผ่านมา รัฐบาลมักประสบกับปัญหาเรื่องของ “การขาดเสถียรภาพ”  ส่งผลให้สิ่งที่ต้องการเห็นในรัฐบาลชุดใหม่คือ “รัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสนับสนุนที่พอสมควร” เนื่องจากการมีเสียงสนับสนุนที่ก้ำกึ่งหรือมีจำนวนน้อยเกินไป จะทำให้เกิดความกังวลและต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ทำให้ความมั่นคงของฝ่ายบริหารดูลดน้อยลง และกลายเป็น “อุปสรรค” สำคัญในการดำเนินโครงการหรือนโยบายในระยะยาวที่ทำได้ยากลำบาก รัฐบาลชุดใหม่จึงควรมีเสียงที่มากพอเพื่อให้การทำงานและการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ โดยไม่มีอุปสรรคทางการเมืองเข้ามาขัดขวางในระหว่างที่กำลังดำเนินนโยบาย เสถียรภาพของรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยหลักที่ภาคส่วนต่างๆ อยากจะเห็นมากที่สุด

    นอกเหนือจากเสถียรภาพแล้ว องค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนคณะรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาลควรเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถอย่างแท้จริง บุคคลเหล่านี้จะต้องเข้ามาช่วยนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านเศรษฐกิจ ปัญหาระหว่างประเทศ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานรากของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆ รัฐบาลจึงต้องการผู้ที่มีฝีมือเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ

    สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ลำดับแรก คือ “การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ” เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนโดยทั่วไป

    ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากจนเกินไป และสามารถใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายรูปแบบเข้ามาจัดการได้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เร็ว จะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน รวมถึงเป็นผลดีต่อประเทศในระยะสั้นด้วย

    “การปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจยืดเยื้อจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการลงทุน โดยนักลงทุนอาจตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน ดังนั้นการได้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถเข้ามาจัดการปัญหาในช่วงแรก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไม่ให้สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยไปมากกว่านี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kcBTPs9C4iLxrLjZs0enK

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 16 ก.พ.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุดมีราคาดังนี้ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 9 ม.ค.2569 เวลา 05.00 น.)

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 40.04 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    เบนซิน 95 :ราคา 39.14 / ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    เบนซิน ราคา 39.64 ราคาบาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 28.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 30.78 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 31.35บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/129467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tewqqsQAyLosOItZO3TBm

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีเมถุน ราศีธาตุลม ที่มีดาวพุธ ดาวแห่งความคิด สติปัญญา เป็นเจ้าเรือน บอกถึงการเป็นผู้ชอบเรียนและสนุกที่จะรู้บอกถึง พรสวรรค์ที่ไม่มีใครเทียบเทียมในการเจรจา หาเรื่องทั้งที่มีสาระและไร้สาระมาพูดคุยได้กับทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่

    การเงิน วันที่ 21-22 ถ้าจะเสี่ยงโชค เก็งกำไรระยะสั้น ก็จะมีโอกาสมากขึ้น แต่เป็นระยะที่ควรระวังการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทั้งเพื่อตนเองและเพื่อคนที่กำลังรัก ใคร่ เสน่หา ก็อาจเผลอจนหมดตัวได้!

    การงาน เข้าสังคม สังสรรค์สโมสร ใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่งาน ภารกิจ หรือตัวตนให้มากขึ้น ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้เจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง โดดเด่น ดัง แต่ก็อย่าประมาท มิตรสนิทคิดร้าย เพราะไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน ก็อาจทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้

    ความรัก เดินทางท่องเที่ยว หรือเข้ากลุ่มทำกิจกรรมตามความเชื่อ ศรัทธา ก็จะทำให้สัมพันธ์รัก หวาน และโรแมนติคมากขึ้น แต่ควรระวังการใช้คำพูด/เขียนโดยไม่คิด ที่ bully คนรัก คู่ครอง ทั้งต่อหน้าบุคคลอื่น หรือจะอยู่กันตามลำพังก็ตาม ก็อาจทำให้รักหวาน กลายเป็น ขม ที่จะทำให้ทะเลาะวิวาทจนแตกหักกันได้

    สุขภาพ ยังอยู่ในระยะที่ควรระวัง หรือหลีกเลี่ยงที่จะเสพสุรา หรือสารเสพติด รวมถึงอาหารเสริมที่ไม่มีมาตรฐาน ก็อาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ดาวพฤหัสบดี ราชาธิบดีแห่งสวรรค์ และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง ได้โคจรเข้ามาสถิต ณ เขตราศีกำเนิดของชาวราศีมิถุนแล้ว ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ที่จะได้รับ “โชคดี” ประสบผลสำเร็จ จากการศึกษาระดับสูง งานขยายตัว เจริญรุ่งเรือง หรือได้ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงจะได้พบรัก เจอเนื้อคู่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/322246/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D-dXZ3QeVNKFAokQfY4-2

  • รอบวันทันเหตุการณ์  15-02-69

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-02-69

    เผยแพร่:

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-02-69

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/RMgU6xbZ4GE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ulm0qoyK24HoEDBX_H9yR

  • ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66

    ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66

    วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.20 น.

    ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66 แม้กัมพูชาเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนในปี 2570 ยันไม่กระทบประเทศไทย

    เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2569 น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่ประเทศกัมพูชาเสนอรายการ Mohasangkran chnam thmey, the traditional Khmer New Year in Cambodia ต่อ UNESCO ว่า เป็นข้อมูลจริงตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ

    แต่อย่างไรก็ตาม น.ส.ซาบีดา ขอยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว ไม่กระทบต่อสถานะ “สงกรานต์ในประเทศไทย” ซึ่งประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2566 

    ฉะนั้น การขึ้นทะเบียนดังกล่าวของประเทศไทยมีผลสมบูรณ์ และไม่ถูกกระทบจากการเสนอของประเทศอื่นโดยการขึ้นทะเบียนของ UNESCO ไม่ได้เป็นการรับรองความเป็นเจ้าของแต่เพียงประเทศเดียว เนื่องจากประเพณีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันสามารถมีความคล้ายคลึงกันได้ในหลายประเทศ

    นอกจากนี้ ไทยยังมีรายการมรดกวัฒนธรรมที่เสนอเพิ่มเติมอีกหลายชนิด เช่น ชุดไทย มวยไทย ผ้าขาวม้า และลอยกระทง เป็นต้น โดย “ชุดไทย” มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของ UNESCO ในปีปลาย 2569 นี้ กระทรวงวัฒนธรรมโดยรัฐบาลไทย ทำงานเชิงรุกในทุกมิติเพื่อปกป้องทุนวัฒนธรรมไทยและมรดกของชาติทุกประเภทให้เป็นของชาติไทยอย่างแข็งขัน

    ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนทราบ และติดตามความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวของประเทศกัมพูชาอย่างใกล้ชิดต่อไป
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/947249&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j5xLg_B9LuEzKiuraL9GR

  • เมื่อ “หนี้ท่วมหัว” กลายเป็นข่าวดี! จับตาหนี้สหรัฐฯ 9.6 ล้านล้านจ่อครบกำหนด บีบ FED ลดดอกเบี้ย

    เมื่อ “หนี้ท่วมหัว” กลายเป็นข่าวดี! จับตาหนี้สหรัฐฯ 9.6 ล้านล้านจ่อครบกำหนด บีบ FED ลดดอกเบี้ย

    By

    กุมภาพันธ์ 15, 2026

    สรุปข่าว
    • หนี้สหรัฐฯ มูลค่ากว่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 25% ของหนี้ทั้งหมด) กำลังจะครบกำหนดชำระภายในปี 2026
    • หนี้ก้อนนี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นช่วงโควิดที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% แต่ปัจจุบันต้องทำการรีไฟแนนซ์ในยุคที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 3.5-4% ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายของสหรัฐฯ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
    • ภาระหนี้มหาศาลนี้จะบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหั่นดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยอุ้มรัฐบาล ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงบวกอย่างมากต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต

    แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bullish

    เมื่อดอกเบี้ยลด สภาพคล่องจะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบ สกุลเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นสภาวะแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบที่จะส่งให้ Bitcoin และตลาดคริปโตทะยานขึ้นอย่างรุนแรง

    ในขณะที่หลายคนกำลังกังวลกับความผันผวนของตลาดระยะสั้น ข้อมูลระดับมหภาคที่น่าสนใจชี้ให้เห็นว่า วิกฤตหนี้ของสหรัฐอเมริกาในปี 2026 นี่แหละ ที่จะเป็นปัจจัยผลักดันขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับตลาดคริปโต

    กำแพงหนี้มหึมา: 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ที่รอวันปะทุ

    ข้อมูลชี้ชัดว่า ภายในปี 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระมูลค่ามหาศาลถึง 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของหนี้สาธารณะทั้งหมดของประเทศ

    ความน่ากลัวสำหรับรัฐบาลคือ หนี้ก้อนนี้ส่วนใหญ่ถูกก่อขึ้นในช่วงวิกฤตโรคระบาดปี 2020-2021 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยถูกแสนถูกในระดับต่ำกว่า 1% แต่เมื่อหนี้เหล่านี้ครบกำหนดและต้องทำการรีไฟแนนซ์ พวกเขาจะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่สูงถึง 3.5-4% ส่งผลให้ภาระการจ่ายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปเป็นที่เรียบร้อย

    การเมืองและเศรษฐกิจบีบให้ FED ต้องยอมถอย

    สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า FED จะไม่สามารถทนคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปได้นานนัก เพราะยิ่งดอกเบี้ยสูง รัฐบาลสหรัฐฯ ยิ่งเสี่ยงต่อการแบกรับภาระไม่ไหว

    นอกจากนี้ ปัจจัยทางการเมืองยังเป็นแรงส่งสำคัญ เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump มีนโยบายกดดันให้ลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ประกอบกับการเตรียมแต่งตั้งประธาน FED คนใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2026 ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยน่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนในช่วงกลางปี ในขณะที่เงินเฟ้อเริ่มเย็นลงและตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแอ


    ข้อมูลชุดนี้ถือเป็นการตอกย้ำทฤษฎีการเสื่อมค่าของเงินกระดาษได้อย่างชัดเจนที่สุด ในมุมมองของผู้เขียนวิกฤตหนี้ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์นี้คือไพ่ตายที่บีบให้สหรัฐฯ ต้องเลือกระหว่างการปล่อยให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้ (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) กับการพิมพ์เงินและลดดอกเบี้ยเพื่ออุ้มระบบ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา สหรัฐฯ เลือกวิธีหลังเสมอมา เมื่อ FED ถูกบังคับให้ลดดอกเบี้ยและเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และนั่นคือจรวดเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับ Bitcoin ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นสินทรัพย์ที่มีจำกัดเพื่อต่อต้านการพิมพ์เงิน

    ที่มา: @AshCrypto

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/15/us-debt-wall-9-trillion-bullish-bitcoin-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j4F7s8q_iO7C4Vxexq5re

  • ยึดเศรษฐกิจ-มั่นคง ภท.เคาะโควตากระทรวง ห้ามชงรมต.ชื่อเสียงฉาว!

    ยึดเศรษฐกิจ-มั่นคง ภท.เคาะโควตากระทรวง ห้ามชงรมต.ชื่อเสียงฉาว!

    “ภท.” หวังยึดกระทรวงเศรษฐกิจและความมั่นคงทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาให้ชาวบ้านแบบเบ็ดเสร็จ การจัดสรรโควตา ครม.ใช้ผลงานวัด  สกัดตั้งมุ้งต่อรอง ยังไม่ชัดเชิญกล้าธรรมคุยวันไหน  “อนุทิน” เยือนบ้านเกิดภริยา “เพื่อไทย” ประสานเสียงเคลียร์ใจสาวกแดงหลังผสมน้ำเงิน อ้างร่วมรัฐบาลแก้ปัญหาทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากกว่าเป็นฝ่ายค้าน ยันปม “ฮั้ว สว.-เขากระโดง” ยังเดินหน้าต่อ

    เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงมีความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังไม่มีความชัดเจนในการเชิญพรรคกล้าธรรรม (กธ.) ในฐานะพรรคอันดับ 4 มาที่ทำการพรรคเมื่อใด หลังจากพรรค ภท.ได้เชิญพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะอันดับ 3 มาพูดคุยเรื่องร่วมรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.  

    มีรายงานแจ้งว่า ภท.ต้องการดูแลกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ที่ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ.ดูแลอยู่ โดยต้องการให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นทีมเดียวกันทั้งหมด  เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรและราคาสินค้าได้ง่าย และต้องการดูแลเรื่องเศรษฐกิจทั้งระบบแบบเบ็ดเสร็จ เพราะมีผลต่อสร้างผลงานให้แก่ประชาชนที่ต้องการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะไม่ปล่อยให้แก่พรรค พท. เพราะเมื่อครั้งเคยเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

     รายงานแจ้งอีกว่า ภท.ยังต้องการดูแลกระทรวงทางด้านความมั่นคง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากพรรค พท.ถูกครหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา หากให้พรรค พท.ดูแลอาจถูกกระแสต่อต้านได้ นอกจากนี้ ภท.ยังต้องการดูกระทรวงยุติธรรมด้วย เพราะไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดใช้กลไกการเมืองเข้าแทรกแซงคดีฮั้ว สว.หรือเขากระโดง รวมถึงคดีความอื่นๆ อีกด้วย

    ขณะเดียวกัน การจัด ครม.ครั้งนี้จะชูภาพมืออาชีพ หลังมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นแกน ปรับภาพลักษณ์ให้กับพรรค ภท. และจะขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้ส่งบุคคลซึ่งเป็นที่กังขาของสังคมหรือมีภาพลักษณ์การเมืองเดิมๆ  เข้ามา

       ส่วนความเคลื่อนไหวภายในพรรค ภท.เอง จะจัดสรรตำแหน่งให้บุคคลที่ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมาตามความเหมาะสม แต่ไม่ปล่อยให้รวมตัวกันตั้งกลุ่มหรือระดม สส.มาต่อรอง เนื่องจากพรรคมีข้อมูลทั้งหมดว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาใครทำอะไรมากน้อยแค่ไหน และพรรคยังมีจุดยืนในความเป็นเอกภาพ ที่ถือเป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาเอาไว้

    ด้านความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. พร้อมคณะ  ลงพื้นที่ขอบคุณประชาชนที่จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ที่เพิ่งจดทะเบียนสมรสกันไปหมาดๆ ก่อนวันวาเลนไทน์

    นายอนุทินยังได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นภาพขับรถกับคณะ พร้อมข้อความระบุว่า “มากราบขอบพระคุณพี่น้องจังหวัดระนอง ในช่วงรอผลอย่างเป็นทางการ พวกเราจะเดินทางไปขอบพระคุณพี่น้องทุกจังหวัดที่ให้ความเมตตากับพรรคภูมิใจไทยครับ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทินได้ขับรถสองแถวไม้ พาคณะตระเวนทักทายชาวบ้านตลอดเส้นทาง ประชาชนออกมาต้อนรับอย่างคึกคัก ต่างแสดงความยินดีพร้อมให้กำลังใจ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถขับเคลื่อนประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ที่พรรคภูมิใจไทยได้รับอย่างท่วมท้นเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งผมจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อ กกต.ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

    ผมขอยืนยันว่า ผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน การบริหารงานความมั่นคง ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    การปิดด่านชายแดน จะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการยกเลิก MOU 44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย

    ผมและคุณสีหศักดิ์สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้  การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ

    ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ   ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน

    ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผลการเลือกตั้งออกมา เราได้เสียงไม่มากพอ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดของประชาชน การที่ประชาชนยังไม่เลือกเรามากพอคือสิ่งที่เราเคารพและต้องนำกลับมาเป็นการบ้าน เพื่อทบทวนว่านโยบายของเราตรงไหนที่ยังไม่ตอบโจทย์ และเราจะทำอย่างไรให้ดีขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกันการที่ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 และมีเสียงทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างมีนัยสำคัญ คือการตัดสินใจที่เราต้องเคารพด้วย ในฐานะพรรคอันดับ 3 เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราจะร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามกับตนเองว่าทางใดจะทำให้เราสามารถทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การร่วมรัฐบาลทำให้เรามีโอกาสทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน

     “เสียงประชาชนไม่เทา การทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยก็คือการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง และการร่วมรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย  เรายังคงมีความเป็นอิสระ ในจุดยืน อุดมการณ์ และมีขอบเขตของการร่วมอย่างชัดเจน” นายจุลพันธ์ระบุ

    ส่วนประเด็นเรื่อง ฮั้ว สว.และเขากระโดง เรายังคงเดินหน้าทำต่อ ภายใต้ความตระหนักว่าเราไม่ได้เป็นเสียงข้างมากของสภา และไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากประชาชนต้องการให้เรามีอำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องนี้ พวกเขาคงมอบเสียงให้เราอย่างถล่มทลาย แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ก็สะท้อนว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเป็นเช่นนี้ และต้องเคารพความจริงนั้น

    นายจุลพันธ์ระบุด้วยว่า หลักการสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือ การเคารพการตัดสินใจของประชาชน และภายใต้ข้อจำกัดของเสียงที่เราได้รับ เราจะใช้ทุกเสียงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เลือกเราให้ได้มากที่สุด ท้ายที่สุดหากเราตัดสินใจผิดหรือทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเราอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเราตระหนักดีว่าทุกการตัดสินใจของเรามีความรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ เพราะทุกการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยทำบนความรับผิดชอบที่เรามีต่อทุกเสียงของประชาชนที่เลือกเรามา

    นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ชี้แจงถึงการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยว่า การตัดสินใจดังกล่าว อาจมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถือเป็นธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าใครจับมือกับใคร คำถามคือ ประชาชนจะได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ การเป็นฝ่ายค้านอาจพูดได้เต็มที่ แต่การเป็นรัฐบาล คือการลงมือทำจริง เราเลือกเส้นทางที่ทำให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ปากท้องต้องดีขึ้น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคง ความเหลื่อมล้ำ ต้องได้รับการแก้ไข การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน เราจะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม

     “เราเคารพและรับฟังเหตุผลของทุกความเห็นต่าง โดยเฉพาะเสียงของผู้สนับสนุนที่แสดงความกังวลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ทุกความคิดเห็นมีคุณค่า และจะถูกนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานของพรรคต่อไป เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย อำนาจมีไว้ใช้เพื่อเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น และเสียงของประชาชนคือเข็มทิศในการตัดสินใจของเรา” นายภูมิธรรมโพสต์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/948241/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sKRoFb3fyn2Kz2XvEn8Bj