Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตรุษจีนคึกคัก! ททท. คาด นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย 2.18 แสนคน

    ตรุษจีนคึกคัก! ททท. คาด นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย 2.18 แสนคน

    ททท.เดินหน้าสานสัมพันธ์สองประเทศไทย-จีน ลุยจัดงานใหญ่ฉลองตรุษจีน ‘กรุงเทพฯ–ต่างจังหวัด’ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น คาดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยช่วงวันที่ 13-22 ก.พ. ประมาณ 2.18 แสนคน สร้างรายได้  9,000 ล้านบาท

    16 ก.พ. 2569 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 51 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน และครบรอบ 22 ปี ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของประชาชนทั้งสองประเทศ ภายใต้ถ้อยคำที่คุ้นเคย “จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน – จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน” ซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิดทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการเดินทางแลกเปลี่ยนระหว่างกันที่สืบเนื่องยาวนาน

    ด้านนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลตรุษจีนเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนความผูกพันลึกซึ้งระหว่างจีนกับไทย โดยในปี 2025 ทั้งสองประเทศได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ท่ามกลางพัฒนาการความร่วมมือทวิภาคีที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในทุกมิติ อีกทั้งการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ “จีน ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ซึ่งจะสืบสานต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น

    “ปีม้าเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่น พลัง และความก้าวหน้า โดยปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน และถือเป็นปีทองแห่งความร่วมมือจีน–ไทยในอีก 5 ทศวรรษข้างหน้า เพื่อส่งเสริมมิตรภาพที่ยั่งยืน และผลักดันการสร้างประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น”นายจาง กล่าว

    สำหรับการจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนควบคู่กับกิจกรรมตกแต่งประดับไฟเฉลิมฉลอง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” บริเวณถนนเยาวราช ตั้งแต่วงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 เวลา 18.00–23.00 น. เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวในย่านไชน่าทาวน์ของกรุงเทพมหานครให้คึกคักตลอดช่วงเทศกาล

    นอกจากนี้ ททท. ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค ควบคู่กับการสนับสนุนการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 10–21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17–18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น

    อย่างไรก็ดี ททท.คาดการณ์ว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 241,000 คน ขณะที่ผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยคาดว่าจะมีจำนวน 2.3 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3 %ส่งผลให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉพาะช่วงวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยประมาณ 218,000 คน สร้างรายได้ 9,000 ล้านบาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/948402/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zueu7BZSlQFS901B2ptPB

  • ตำรวจท่องเที่ยวเลยโชว์จับทัวร์เถื่อนไปลาวเกลื่อนเมือง

    ตำรวจท่องเที่ยวเลยโชว์จับทัวร์เถื่อนไปลาวเกลื่อนเมือง

    ภูมิภาค

    ตำรวจท่องเที่ยวเลยโชว์จับทัวร์เถื่อนไปลาวเกลื่อนเมือง

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 16 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 09.30 น.   ได้รับการเปิดเผยจาก  พ.ต.ท. นิธิศ เอกทัศน์ สว.ส.ทท.6 กก.1 บก.ทท.2(เลย) ว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ส.ทท.6 กก.1 บก.ทท.2  ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บช.ทท.และเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหานาย ก.อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองเลย  จังหวัดเลย   2.นาย ข. อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ตำบลนาอาน อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลยพร้อมของกลางเอกสารหลักฐานพฤติการณ์กระทำความผิดดังนี้1.สำเนาหลักฐานการผ่านแดน2.ไฟล์ภาพนิ่งและไฟล์วิดีโอบันทึกพฤติการณ์การกระทำความผิด3.รายการนำเที่ยวที่เสนอขายผ่านเฟซบุ๊ก4.เอกสารหลักฐานการโอนเงินและอื่นๆ
        
    พ.ต.ท. นิธิศ เอกทัศน์ กล่าวว่า ทั้ง 2 คนได้กระทำความผิด โดยร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากนายทะเบียนฯ. ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 “ด่านพรมแดนบ้านคกไผ่ หมู่ 6 ต.ปากชม อ.ปากชม จ.เลย  จึงได้นำตัวผู้ถูกจับส่งพงส. สภ.ปากชมเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

    ด้าน ว่าที่ ร.ต.กฤษณ์ชาณัฏฐ์ กุลรัชชหิรัญ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเลย/ประธานชมรมไทยบริการท่องเที่ยวภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (TTAA Norteastern Chapter) กล่าวว่า ตอนนี้ได้ประสานไปยังหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวข้องของไทยทุกภาคส่วน ให้มีการบูรณาการงานร่วมกันในการแก้ปัญหา  เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่จังหวัดเลย และในภาคอีสาน มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ซึ่งในอดีตตนเองได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมการท่องเที่ยว,สำนักงานทะเบียนนำเที่ยวและมัคคุเมศก์,ตำรวจท่องเที่ยว,ท่องเที่ยวกีฬาจังหวัด และได้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยกันมาโดยตลอด

    ว่าที่ ร.ต.กฤษณ์ชาณัฏฐ์  กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันด่านคกไผ่ อ.ปากชม -และด่านบ้านวัง เมืองหมื่น ได้ยกระดับเป็นด่านสากลแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามไป-มา ได้สะดวก เพื่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของสปป.ลาว ไม่ว่าจะเป็นเมืองเฟืองและวังเวียง ได้อย่างสะดวกสบายและใกล้กว่าการเดินทางไปข้ามผ่านด่านอื่นๆ จึงอยากให้หน่วยงานทุกภาคส่วน ได้จัดการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจัง จริงใจ ซึ่งหากมีการร่วมมือทุกภาคส่วนแล้วคาดว่าจะมีเม็ดเงินจำนวนมากหมุนเวียนในพื้นที่และเข้ารัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ได้อย่างแน่นอน 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466196&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1db00rS5nYafpr7ovWTkm4

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 146.36 จุด หุ้น BSE-โบรกเกอร์ร่วง หลังแบงก์ชาติคุมเข้มเกณฑ์ปล่อยกู้ตลาดทุน

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 146.36 จุด หุ้น BSE-โบรกเกอร์ร่วง หลังแบงก์ชาติคุมเข้มเกณฑ์ปล่อยกู้ตลาดทุน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบเล็กน้อยในวันนี้ (16 ก.พ.) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงซบเซาต่อเนื่องจากการเทขายหุ้นกลุ่มไอทีเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ราคาหุ้นของบรรดาบริษัทหลักทรัพย์และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (BSE) กอดคอร่วงลง หลังจากธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ประกาศคุมเข้มเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพื่อการลงทุนในตลาดทุน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 82,480.40 จุด ลดลง 146.36 จุด หรือ -0.18%

    หุ้น 10 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กลดลง 0.9% และดัชนีหุ้นขนาดกลางลดลง 0.6%

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี Sensex ปรับตัวลดลงประมาณ 1% โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มไอที เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความก้าวหน้าของเครื่องมือ AI อัตโนมัติอาจเข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม

    สำหรับหุ้นรายตัว ราคาหุ้นของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ BSE ทรุดตัวลงถึง 9% ขณะที่หุ้นกลุ่มโบรกเกอร์อย่าง Groww, Motilal Oswal และ Angel One ปรับตัวลดลงในช่วง 1%-7%

    เดวาร์ช วาคิล หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก HDFC Securities ให้ความเห็นว่า หนังสือเวียนฉบับใหม่ของธนาคารกลางอินเดียจะทำให้เกณฑ์ความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อตลาดทุน (Capital Market Exposure) ของธนาคารพาณิชย์เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนของกลุ่มโบรกเกอร์และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (Proprietary Desk) เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเป็นการจำกัดการใช้เลเวอเรจและบั่นทอนสภาพคล่องในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายจากพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของมูลค่าการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์และออปชัน

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDF0IQC4LR6V3C3QFSE0BE0ZAKZXXKW&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tfYMdgbv0xgaf_wIjILfi

  • ทลายทัวร์เถื่อนคกไผ่! รวบ 2 หนุ่มเปิดเพจขายแพ็กเกจ ‘เที่ยวลาว’ ผิดกฎหมาย

    ทลายทัวร์เถื่อนคกไผ่! รวบ 2 หนุ่มเปิดเพจขายแพ็กเกจ ‘เที่ยวลาว’ ผิดกฎหมาย

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.31 น.

    ตำรวจท่องเที่ยวเลย รวบ 2 หนุ่มเปิดเพจขายทัวร์เถื่อน ลอบพานักท่องเที่ยวข้ามด่านคกไผ่ไป ‘เมืองเฟือง-วังเวียง’ ไร้ใบอนุญาต

    วันที่ 16 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท. นิธิศ เอกทัศน์ สว.ส.ทท.6 กก.1 บก.ทท.2 (เลย) สั่งการให้ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว เข้าสกัดกั้นและจับกุมผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ บริเวณด่านพรมแดนบ้านคกไผ่ อ.ปากชม จ.เลย

    จากการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ประกอบด้วย นาย ก. (อายุ 30 ปี ชาว ต.ศรีสองรัก) และ นาย ข. (อายุ 30 ปี ชาว ต.นาอาน) พร้อมของกลางสำคัญ ได้แก่ สำเนาหลักฐานการผ่านแดน , ไฟล์ภาพและวิดีโอบันทึกพฤติการณ์การนำเที่ยว , รายการนำเที่ยวที่เสนอขายผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook) และเอกสารหลักฐานการโอนเงินจากลูกค้า

    โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 รายถูกแจ้งข้อหา ‘ร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต’ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากชม ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ด้าน ว่าที่ ร.ต.กฤษณ์ชาณัฏฐ์ กุลรัชชหิรัญ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ปัจจุบันด่านคกไผ่ อ.ปากชม และด่านบ้านวัง เมืองหมื่น ได้ยกระดับเป็นด่านสากลแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้เส้นทางนี้เดินทางไปยังเมืองเฟืองและวังเวียง สปป.ลาว มากขึ้นเนื่องจากสะดวกและใกล้กว่าจุดอื่น

    ‘นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุทัวร์เถื่อนในพื้นที่ จึงอยากให้ทุกหน่วยงาน ทั้งกรมการท่องเที่ยว ตำรวจท่องเที่ยว และท่องเที่ยวกีฬาจังหวัด บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อกวาดล้างกลุ่มผลประโยชน์ที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งหากจัดการได้สำเร็จ จะช่วยให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลหมุนเวียนในพื้นที่และเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศได้อย่างแน่นอน’ ว่าที่ ร.ต.กฤษณ์ชาณัฏฐ์ กล่าวทิ้ง

    ////////////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/947309&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K-BFTAotosDCfeMMQ8cs4

  • ‘ธรรมนัส’ ล่องหน! ‘กล้าธรรม’ ลุ้นหนักร่วมรัฐบาล ‘อนุทิน 2’

    ‘ธรรมนัส’ ล่องหน! ‘กล้าธรรม’ ลุ้นหนักร่วมรัฐบาล ‘อนุทิน 2’

    ‘ธรรมนัส’ ไม่เข้ากระทรวง ไร้เงาเข้าพรรค จับตา ‘กล้าธรรม’ ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลังสะพัด ‘ภท.’ ยึดคืนโควตา ‘เกษตรฯ-ท่องเที่ยว’

    16 ก.พ. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำการพรรคกล้าธรรม ยังคงไร้วี่แวว ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแกนนำคนสำคัญ เดินทางเข้าพรรค ท่ามกลางสื่อหลายสำนักปักหลักกันตั้งแต่เช้าเพื่อรอความชัดเจนถึงการเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลังช่วงกลางดึกที่ผ่านมา กระแสข่าวว่า นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ยื่นคำขาดให้พรรคกล้าธรรม คืนโควตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ จะผลักพรรคกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้านทันที โดยจะดำเนินการทาบทาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลแทน

    โดยความเคลื่อนไหวล่าสุด มีรายงานว่า วันนี้ ร.อ. ธรรมนัส ไม่ได้ทางเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่แกนนำพรรคกล้าธรรม คนอื่น ๆ อยู่ระหว่างรอสัญญาณจาก ร.อ.ธรรมนัส ว่าจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/948362/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f-fcd8acVBotkJR3auoTY

  • เริ่มแล้ว! พัทยาเมืองฮอด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังช่วงหน้าร้อน นทท.หลบไปคลายร้อน

    เริ่มแล้ว! พัทยาเมืองฮอด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังช่วงหน้าร้อน นทท.หลบไปคลายร้อน

    เริ่มแล้ว! พัทยาเมืองฮอด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังช่วงหน้าร้อน นทท.หลบไปคลายร้อน

    16 Feb 69

    หลังจากอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งสัญญานเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพเริ่มร้อนอบอ้าวในช่วงกลางวัน ชี่งพัทยาเมืองฮอด จ.เชียงใหม่ หลักกม.31 ถนนสายฮอด-แม่สะเรียง ติดกับน้ำแม่แจ่ม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง

    ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวอุ้มลูกจูงหลาน หรือ หนุ่มๆสาวๆ พากันไปเล่นน้ำคลายร้อน เนื่องจากบริเวณระดับน้ำแจ่มไม่ลึกมาก มีหาดทรายขาว น้ำใสเห็นตัวปลาเล็ก จึงเป็นที่นิยมของน้ดท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือ ปี๋ใหม่เมืองของชาวล้านนา มีน้กท่องเที่ยวจำนวนมากเต็มผืนน้ำคีกคักมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3882870/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M3hs00Ip3sGmzBCemMo7k

  • ดร. ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า  ประเด็นที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีต ขณะนี้ในการเจรจาได้ตกลงกันว่าจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และหัวข้ออื่นใดจะทำให้การเจรจาสะดุด

    ดร. ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า ประเด็นที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีต ขณะนี้ในการเจรจาได้ตกลงกันว่าจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และหัวข้ออื่นใดจะทำให้การเจรจาสะดุด

    🔹 ดร. ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า

    🔹 ประเด็นที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีต ขณะนี้ในการเจรจาได้ตกลงกันว่าจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และหัวข้ออื่นใดจะทำให้การเจรจาสะดุด

    🔹 ประเด็นขีปนาวุธไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจา และถือเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน ดังนั้นจะไม่มีการพูดถึงในกรอบการเจรจาครั้งนี้

    🔹 สิ่งที่ถูกหยิบยกในประเด็นนิวเคลียร์อยู่ในทิศทางที่เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการหารือได้

    🔹 นายทรัมป์ประกาศว่าเป้าหมายของการเจรจาคือเพื่อไม่ให้อิหร่านมุ่งสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านเห็นด้วยกับหลักการนี้ และพร้อมเจรจาในเรื่องดังกล่าว

    🔹 ในแง่ของข้อเรียกร้องต่าง ๆ อิหร่านไม่ได้เจรจากับอิสราเอล แต่เจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง

    🔹 สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นนี้ แต่อิสราเอลพยายามเข้ามาแทรกแซงและทำให้การเจรจาล้มเหลว

    🔹 อิสราเอลมีบทบาทเชิงผจญภัยในภูมิภาค ไม่เพียงต่ออิหร่าน แต่รวมถึงกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และตุรกีด้วย

    🔹 ผู้นำประเทศในภูมิภาคต่างทราบว่าอิสราเอลมีแผนสร้างความปั่นป่วนในภูมิภาค และไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะอิหร่านเท่านั้น

    🔹 อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและดีมากกับตุรกีมาโดยตลอด แม้ในช่วงวิกฤตรัฐประหาร อิหร่านก็ให้ความช่วยเหลือเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย

    🔹 กับซาอุดีอาระเบีย ในอดีตก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะในสมัยกษัตริย์อับดุลลอฮ์ และการเยือนของประธานาธิบดีอิหร่านในช่วงก่อนหน้านั้น

    🔹 อิหร่านยังมีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับอียิปต์ และมีการเดินทางเยือนเพื่อแก้ไขประเด็นต่าง ๆ

    🔹 แม้จะมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อประเทศเหล่านี้ แต่อิหร่านยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและให้เกียรติกับประเทศสำคัญในภูมิภาค

    🔹 แม้อาจมีความเห็นต่างในบางประเด็น เช่น ปาเลสไตน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นศัตรูกัน

  • ผนึกพลังเครือข่ายการศึกษา จัด “กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2”

    ผนึกพลังเครือข่ายการศึกษา จัด “กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2”

    วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2” พร้อมด้วย นายอนุกูล  ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 /คณะกรรมการจัดกิจกรรม กล่าววัตถุประสงค์และความเป็นมาของการจัดกิจกรรม โดยมีคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้มีเกียรติ ร่วมกิจกรรม

    นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2” นับเป็นอีกหนึ่งรูปธรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายการศึกษา ที่ร่วมกันส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต  ควบคู่ไปกับการสร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์อันดี และความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่กีฬามิได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นสื่อสร้างสรรค์ที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจ สร้างน้ำใจนักกีฬา ความมีวินัย การเคารพกติกา และที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยงมิตรภาพและความเข้าใจอันดี ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งในอนาคต

    เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์  คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2” จะเป็นเวทีแห่งความสุข ความอบอุ่น และเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ผ่านพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน
    ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัด คณะกรรมการดำเนินงานสำนักงานเขต- พื้นที่การศึกษา เครือข่ายสถานศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ จนทำให้กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปี่ยมด้วยมิตรภาพ ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม 

    นายอนุกูล  ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ร่วมกับชมรมผู้บริหารสถานศึกษา และเครือข่ายทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 1 – 6,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่, สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงใหม่, สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษกลุ่ม 6, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33, สมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต การสร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ จึงได้จัดกิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2”

    โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเพื่อสร้างเครือข่ายความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการใช้เวลาว่างในการออกกำลังกายอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน
เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีผ่านกิจกรรมกีฬาสร้างสรรค์

    สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากเครือข่ายต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬา ได้แก่ ฟุตบอลชาย 11 คน,วอลเล่ย์บอลหญิง, เซปักตะกร้อ, เปตอง, กีฬามหาสนุก และกิจกรรมสัมพันธ์ที่เน้นความสนุกสนาน ความมีน้ำใจนักกีฬา และการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญความสำเร็จของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1และหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการจัดกิจกรรมหน่วยงานภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3882938/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H6gKaIw0eTg8vZKecY2zi

  • Silklife เปลี่ยนไหมไทยสู่นวัตกรรมแพทย์สากล สร้างรายได้เกษตรกร : อินโฟเควสท์

    Silklife เปลี่ยนไหมไทยสู่นวัตกรรมแพทย์สากล สร้างรายได้เกษตรกร : อินโฟเควสท์

    นักวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลิกโฉม “ไหมไทย” จากผ้าพื้นเมืองสู่วัสดุการแพทย์ไฮเทค พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ส่งผลราคารังไหมพุ่งกิโลกรัมละหลักหมื่นบาท

    ในยุคที่อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากการต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ล่าสุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดตัวโครงการ “Silklife” นวัตกรรมที่เปลี่ยน “ไหมไทย” มรดกทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นวัสดุทางการแพทย์มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ถอดรหัสความลับ “ไหมไทย” ทำไมถึงดีกว่า?

    รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า จากการศึกษาโปรตีนไหมไทยมานานกว่า 15 ปี พบว่าไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่โดดเด่นและแตกต่างจากไหมญี่ปุ่นหรืออิตาลีอย่างสิ้นเชิง

    “ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย”

    โครงการวิจัย Silklife จึงไม่เพียงพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและระบบนิเวศด้วย

    นอกจากนี้ โปรตีน “ไฟโบรอิน” ในเส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงเชิงกลสูงคล้ายใยแมงมุม และมีความปลอดภัยสูงมาก (Low Immunogenicity) เมื่อย่อยสลายในร่างกายจะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง ต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์ หรือคอลลาเจนที่มักก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย

    “หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ” รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ กล่าว

    จากห้องแล็บสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง

    โครงการ Silklife ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่หลากหลาย อาทิ วัสดุทันตกรรมและเนื้อเยื่อเทียม ซึ่งใช้โครงสร้างโปรตีนไหมเป็นที่อยู่ของเซลล์เพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อ, เจลฉีดข้อ นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุที่ช่วยลดการเสียดสีและบรรเทาอาการอักเสบ รวมถึง แผ่นแปะช่วยนอนหลับ ระบบนำส่งยาผ่านผิวหนังที่มีประสิทธิภาพสูง

    ปัจจุบันนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทสตาร์ตอัป Enginelife

    โมเดลเศรษฐกิจ “ไม่ทิ้งต้นทาง”

    หัวใจสำคัญของ Silklife คือการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตเกษตรกร โดยทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งได้รับมาตรฐาน มกษ. 9000 (มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ)

    สำหรับการยกระดับสู่ “ไหมเกรดการแพทย์” ช่วยเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่ขายรังไหมเพื่อทอผ้าได้กิโลกรัมละประมาณ 1,000 บาท แต่เมื่อเข้าสู่โครงการเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ของ Silklife เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้รังไหมได้สูงถึง กิโลกรัมละหลักหมื่นบาท เนื่องจากเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ผ่านการควบคุมตั้งแต่ดิน ปุ๋ย และกระบวนการผลิตที่ปราศจากสารปนเปื้อน

    “โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”

    วิสัยทัศน์สู่อนาคต

    รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวถึงเป้าหมายระยะสั้นของทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านวัสดุทางการแพทย์ ลดดุลการค้า และสร้างความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกรผู้เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรม

    “เมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ ๆ การยอมรับก็จะเกิดขึ้น วันหนึ่งมันจะเป็นเหมือนคอลลาเจนที่คนมั่นใจว่าปลอดภัยและมีศักยภาพสูง”

    ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว รศ.ดร.จุฑามาศ หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้น มีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วย

    “เมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตาม ดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ ไม่ใช่ว่านำเข้าทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีตัวแรก ๆ ที่เราพึ่งตนเองได้ ก็จะไม่มีจุดเปลี่ยน”

    งานวิจัยนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าทรัพยากรท้องถิ่นของเรามีค่ามหาศาล หากใส่นวัตกรรมและมาตรฐานสากลลงไป” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

    ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยอย่างจริงจัง มองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก สำหรับโครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นงานการวิจัยที่ “ไม่ทิ้งต้นทาง ไม่ลืมปลายทาง”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDF0IQAF77J48UE5G5DN8KUBEXRAODF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJhzS13dCVk3zBrOQEhgZ

  • หากเรากิน “ไข่วันละฟอง” เปิดผลวิจัย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?

    หากเรากิน “ไข่วันละฟอง” เปิดผลวิจัย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?

    มหัศจรรย์ “ไข่วันละฟอง” แหล่งโปรตีนถูกและดี วิจัยยืนยันช่วยลดเสี่ยง 3 โรคร้าย ส่งเสริมสุขภาพให้อายุยืนยาว

    ไข่ไก่ถือเป็นอาหารที่หาซื้อง่าย ราคาประหยัด และรับประทานสะดวก แต่คุณค่าทางโภชนาการนั้นกลับสูงเกินราคา เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี เลซิติน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ล่าสุดมีงานวิจัยระบุว่าการรับประทานไข่ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละสัปดาห์ มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงและช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นได้

    ข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nutrients เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2025 ระบุว่า การรับประทานไข่ไก่ 1–6 ฟองต่อสัปดาห์ มีส่วนช่วยยืดอายุของผู้สูงอายุและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สถิติที่น่าสนใจจากการบริโภคไข่

    จากการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ที่รับประทานไข่และไม่รับประทานไข่ พบผลลัพธ์ที่น่าทึ่งดังนี้:

    • กลุ่มที่กินไข่ 1–6 ฟองต่อสัปดาห์: มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงร้อยละ 29 และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลงร้อยละ 15
    • กลุ่มที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ: หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ยังคงสามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้ถึงร้อยละ 27

    นอกจากนี้ ทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา ยังได้เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสาร Nutrients เมื่อปี 2023 ว่าการรับประทานไข่ตั้งแต่ 5 ฟองขึ้นไปต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ร้อยละ 28 และลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงได้ร้อยละ 32

    ปริมาณไข่ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

    ตามคำแนะนำของ คู่มืออาหารสำหรับชาวจีน (Dietary Guidelines for Chinese Residents 2022) ระบุว่าโดยปกติแล้วผู้ใหญ่ควรบริโภคไข่ประมาณ 300–350 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งสำหรับคนสุขภาพดีทั่วไป การรับประทานไข่ทั้งฟองวันละ 1 ฟอง ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำสำหรับกลุ่มเฉพาะดังนี้:

    • กลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและไขมันสูง: ผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจหลอดเลือด หรือกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่จำเป็นต้องเลิกกินไข่โดยเด็ดขาด แต่ควรจำกัดปริมาณให้อยู่ที่ประมาณ 1 ฟอง วันเว้นวัน
    • ผู้ป่วยระยะพักฟื้น: ในกรณีที่ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นไม่เพียงพอ สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1–2 ฟอง
    • กลุ่มที่ต้องการพลังงานและโปรตีนสูง: เด็กและวัยรุ่นในวัยเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1–2 ฟอง

    วิธีประกอบอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด

    การเลือกวิธีปรุงไข่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและย่อยง่าย นักโภชนาการแนะนำวิธีการปรุงดังนี้:

    1. ไข่ต้ม: เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะรสชาติเข้มข้นพอดี ไม่ต้องเติมน้ำมันหรือเกลือเพิ่ม ทำให้รักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ครบถ้วนและร่างกายดูดซึมได้ง่าย
    2. ไข่ตุ๋น หรือ แกงจืดไข่: เป็นทางเลือกที่ดีรองลงมาสำหรับการเปลี่ยนรสชาติ
    3. ไข่ดาวน้ำ (Poached Egg): ช่วยเลี่ยงการใช้น้ำมันจากการทอดได้เป็นอย่างดี

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วยการเพิ่มไข่ไก่ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่ไปกับการรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีอายุที่ยืนยาว

    เจาะลึกเมนูไข่ กินแบบไหนมีประโยชน์สูงสุด? ระวัง “ไข่ต้ม” อาจไม่ดีเสมอไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/267165/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bclp4sP7JcHuFXmRcnpV-