Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส.อ.ท. ลุ้น “สันติภาพตะวันออกกลาง” จุดพลุเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ส.อ.ท. ลุ้น “สันติภาพตะวันออกกลาง” จุดพลุเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6%–2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2%–1.6% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8%–10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5%–3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง หรือ K-shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ ควรถูกมองเป็น “จังหวะโอกาส” ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบ Automation และ Digital & AI ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1238577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oTosSVN61mluC9CNT8LEM

  • เปิด ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับเปอร์เซีย

    เปิด ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับเปอร์เซีย

    จากการหยุดยิงสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ซึ่งเผยแพร่โดยอิหร่าน เผยให้เห็นเงื่อนไขสำคัญโดยแลกการที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยกเลิกความพยายามมีอาวุธนิวเคลียร์ กับการที่สหรัฐจะยกเลิกคว่ำบาตร รวมถึงปลดล็อกเงินอายัดให้

    ท่ามกลางข่าวดีสหรัฐ-อิหร่าน เตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพ ในวันศุกร์ (19 มิ.ย.2569) ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อิหร่านกลับเผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป จนสร้างความสับสนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้มากน้อยเพียงใด และใครจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่ากันจากข้อตกลงฉบับนี้

    ร่างทั้งหมดที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ฉบับ ต่างมีองค์ประกอบสำคัญคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และการเปิดทางสู่การเจรจาระยะยาว เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในประเด็นสำคัญกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางการเงินที่อิหร่านจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งถือเป็น “ประเด็นอ่อนไหว” สำหรับกลุ่มการเมืองสายแข็งในสหรัฐที่กังวลว่า ทรัมป์อาจยอมให้อิหร่านมากเกินไป

    แม้ร่างข้อตกลงทุกฉบับจะเห็นพ้องในหลักการสำคัญ เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และการเริ่มต้นเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ แต่รายละเอียดกลับแตกต่างกัน

    ร่างฉบับหนึ่งที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รับระบุว่า สหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาคจะร่วมจัดตั้ง โครงการฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน มูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) หากสามารถบรรลุข้อตกลงถาวรได้ในอนาคต โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์จะถูกนำไปเจรจาในขั้นตอนถัดไป

    ในทางกลับกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างเจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งที่ระบุว่า ร่าง MOU อีกฉบับเปิดทางให้สหรัฐปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน ที่ถูกอายัดไว้จำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 แสนล้านบาท) ขณะที่รายละเอียดดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในร่างที่บลูมเบิร์กได้เห็น

    นอกจากนี้ สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านยังรายงานว่า การเจรจาขั้นสุดท้ายจะยังไม่เริ่มต้น จนกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดจะได้รับการปล่อยคืน มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันถูกระงับ และการปิดล้อมทางทะเลถูกยกเลิกเสียก่อน

    “ความคลุมเครือทั้งหมด” สะท้อนถึงโจทย์การเมืองที่ยากลำบากของทรัมป์ ซึ่งต้องการจบสงครามอิหร่านโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสายเหยี่ยวในสหรัฐว่า ได้มอบชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ให้แก่เตหะราน

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อตกลงจะเป็นกระบวนการแบบเป็นขั้นตอน โดยอิหร่านจะได้รับผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ต่อเมื่อดำเนินการตามเงื่อนไขที่สหรัฐกำหนดไว้ในแต่ละช่วง

    นั่นทำให้คำถามสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ข้อตกลงจะเกิดขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ข้อตกลงฉบับใดกันแน่” ที่ทั้งสหรัฐ และอิหร่านพร้อมจะลงนาม และ “ฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด” จากการจบความขัดแย้งครั้งนี้

    ต่อไปนี้คือ “สรุป 14 ข้อของร่างข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐ” ฉบับเปอร์เซีย ฉบับล่าสุด

    1.จบสงครามทันที และถาวร

    อิหร่าน และสหรัฐ รวมถึงพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้ง จะประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบทันที และถาวร รวมถึงในเลบานอน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่เริ่มสงครามต่อกันอีก และจะงดเว้นการข่มขู่หรือใช้กำลังต่อกัน โดยข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะรับรองการยุติสงครามอย่างถาวร และรับรองบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    2.เคารพอธิปไตยซึ่งกัน และกัน

    อิหร่าน และสหรัฐจะเคารพอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย

    3.เจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน

    ทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจา และพยายามบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน โดยสามารถขยายระยะเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

    4.ยุติการปิดล้อมทางทะเล

    ทันทีหลังลงนาม MOU สหรัฐจะเริ่มยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และฟื้นฟูการเดินเรือให้กลับสู่ระดับปกติเต็มรูปแบบภายในไม่เกิน 30 วัน นอกจากนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่า จะถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียภายใน 30 วันหลังมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    5.เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    อิหร่านจะดำเนินการทันทีเพื่อฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างอ่าวเปอร์เซีย และทะเลโอมานให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และจะเพิ่มปริมาณการเดินเรือกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 30 วัน โดยคำนึงถึงการขจัดอุปสรรคทางเทคนิค และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

    6.ตั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน วงเงินเกือบ 10 ล้านล้านบาท

    สหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาคจะจัดตั้งโครงการฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมีวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) ซึ่งรายละเอียดกลไกจะถูกกำหนดในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    7.ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมด

    สหรัฐเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่ออิหร่านทุกประเภท ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงร่วมกัน รวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐทั้งทางตรง และทางอ้อม

    8.อิหร่านยืนยัน ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์

    อิหร่านยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ที่ได้รับการเสริมสมรรถนะ และประเด็นนิวเคลียร์อื่นๆ รวมถึงความต้องการด้านพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยจะกำหนดกรอบความร่วมมือไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    9.คงสถานะเดิมระหว่างรอข้อตกลงสุดท้าย

    จนกว่าจะมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย อิหร่านจะคงสถานะโครงการนิวเคลียร์ในปัจจุบันไว้ ขณะที่สหรัฐจะไม่ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และจะไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค

    10.อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน

    สหรัฐให้คำมั่นว่า จะออกใบอนุญาตยกเว้นจากกระทรวงการคลังสหรัฐ เพื่ออนุญาตให้มีการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การประกันภัย และการขนส่งทันทีหลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจะดำเนินต่อไปจนกว่ามาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิก

    11.ปลดล็อกเงินทุน และทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด

    สหรัฐจะทยอยปล่อย และทำให้เงินทุนหรือทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ตามความคืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยเงินดังกล่าวสามารถนำไปใช้จ่ายแก่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางที่ธนาคารกลางอิหร่านกำหนด และสหรัฐจะออกใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว

    12.จัดตั้งกลไกติดตามผล

    อิหร่าน และสหรัฐจะร่วมกันสร้างกลไกสำหรับติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    13.เริ่มเจรจาขั้นสุดท้ายหลังดำเนินมาตรการสำคัญ

    หลังการลงนาม MOU และเมื่อมั่นใจว่าข้อ 4 (สหรัฐหยุดปิดล้อมอิหร่าน), 5 (อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ), 10 (อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน) และ 11 (ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินอิหร่าน) ได้เริ่มดำเนินการจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่การเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่ยังเหลืออยู่

    14.รับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

    ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council)

    อ้างอิง: Fortune, Reuters

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1238463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vk4ezpM8YdhlW_FumRCsJ

  • ‘เศรษฐกิจสีชมพู’

    ‘เศรษฐกิจสีชมพู’

    เดือนมิถุนายนในแต่ละปีเป็นเดือน Pride Month ซึ่งเป็นเดือนที่มีความสำคัญกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) ในประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างและให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว

    ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทั้งมีการจัดวันเฉลิมฉลองหรือการให้สิทธิแก่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงกำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ทางด้านวุฒิสภาที่มีการประชุม ซึ่ง พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจสีชมพู ซึ่งเจ้าตัวได้ระบุว่า “เป็นเรื่องที่ดีที่กระทู้นี้ได้บรรจุในเดือนมิถุนายนพอดี” โดยเจ้าตัวได้อธิบายถึงเศรษฐกิจสีชมพู คือระบบเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระดับมหภาคที่มีกลุ่มประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน ทั้งในฐานะผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และแรงงานสร้างสรรค์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สินค้าและบริการการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมบันเทิง แฟชั่น รวมถึงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจสีชมพูไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

    สว.พรชัย กล่าวถึงความสำคัญว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกในซีรีส์วาย ยูริ ซึ่งไม่ได้สร้างเฉพาะรายได้จากคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปยังแฟนมีตติ้ง หรือการขายลิขสิทธิ์ นักแสดง เพลง สถานที่ถ่ายทำและการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดของโลกด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพและเวชศาสตร์สำหรับคนข้ามเพศ และเป็นประเทศที่มีคนจากทั่วโลกเดินทางมาใช้บริการทางการแพทย์ทางด้านนี้ปีละกว่า 1 ล้านคน เพราะเชื่อมั่นในฝีมือแพทย์ไทย ส่วนด้านความงาม ประเทศไทยกำลังก้าวเป็นหนึ่งผู้เล่นสำคัญในตลาดเอเชียที่เชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศ ทุกอัตลักษณ์ และธุรกิจคาบาเรต์ที่มีผู้หญิงข้ามเพศเป็นนักแสดงหลัก เกิดขึ้น เติบโตและมีชื่อเสียงในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี จนกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ประเทศอื่นต้องนำไปเลียนแบบ นอกจากนี้ยังมีเวทีประกวดที่เปิดพื้นที่ให้กับ LGBTIQ+ ได้แสดงศักยภาพและมีอีกหลายด้าน”

    เศรษฐกิจสีชมพูจึงกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจที่ไทยไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ.

    เจ้าพระพาย

    เพิ่มเพื่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ปักธงราชบุรี

    ในช่วงสนามการเมืองสงบ แต่งานขับเคลื่อนพรรคการเมืองทุกพรรคยังต้องเดินต่อ เพื่อรวบรวมขุมกำลังไว้ให้มั่นสำหรับการศึกรอบหน้า รวมถึง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” หรือ รทสช. ของ “หัวหน้าตุ๋ย” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่เงียบหายจากหน้าสื่อ แต่ทว่างานหลังบ้านในการเดินหน้าขยายพรรคยังไปต่อไม่สะดุด

    สส.สายอบอุ่น

    พูดน้อย ต่อยหนัก น่าจะเป็นเครื่องหมายการค้าของ เฮียชิต–ชิตพล ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ เขต 4 อำเภอกันทรลักษ์ พรรคภูมิใจไทย พี่ใหญ่แห่ง บ้านไตรสรณกุล

    เลขาฯ กวางขายเอง

    ช่วงนี้งานรัฐบาลรัดตัวแค่ไหนไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ “เลขาฯ กวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ลืมภารกิจโปรโมตบ้านเกิด

    อาบไปเลย

    แวบไปแถวศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดูจะคึกคักและอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปควันเทียนเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันดีเดย์ครบรอบ 28 ปีแห่งการสถาปนาองค์กรอิสระแห่งนี้ งานนี้แกนนำและขุนพลของสำนักงานตบเท้าเข้าร่วมพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา นำโดย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะกรรมการ กกต. ชุดปัจจุบัน

    ‘มาตรการคัดกรองเนื้อหา’

    ปัญหาหลักในการใช้โซเชียลมีเดีย เมื่อเปิดเข้าไปในแพลตฟอร์มบางครั้งก็จะไม่สามารถคอนโทรลเนื้อหาที่แสดงได้ ซึ่งในหลายครั้งก็จะส่งผลต่อเด็ก เยาวชนที่ใช้สื่อโซเชียล เป็นเรื่องที่พวกผู้ปกครองหลายคนกังวล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน เพราะถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะปิดกั้นข้อมูลเหล่านี้ แต่ก็มีหลุดรอดออกมาบ้าง โดยเรื่องนี้ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีกระทู้ถามเรื่องที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร ที่มี น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ เป็นผู้ตั้งถาม ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเจ้าตัวได้กล่าวถึงปัญหาของสังคมว่า “เป็นเรื่องที่เห็นในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป บ่อยครั้งมาพร้อมกับโฆษณาประชาสัมพันธ์ร่วมกับวัยรุ่นที่ทำบ่อนพนันออนไลน์ตามด้วย 888 ทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างทั่วไปและกั้นไม่อยู่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่เหมาะได้รับสื่อเหล่านี้” สว.วุฒิพงศ์ ได้แนะนำว่า “ทุกวันนี้ถ้าเราไปค้นบนเว็บไซต์ Google ก็ยังเจอ ซึ่งสามารถดูได้ว่าสื่อไหนลามกอนาจารตรงไหน ถ้าท่านไม่เจอ ท่านมาบอกผมได้ หรือเอาผมไปบรรยายที่กระทรวงดีอีก็ได้ ผมยินดีที่จะชี้โพรงให้กระรอก จริงๆ ท่านอาจจะรู้อยู่แล้วด้วยซ้ำไป แต่จะหาหนทางในการปฏิบัติอย่างไร รวมถึงจะหามาตรการคัดกรองเนื้อหาอย่างไร”

    รุกปราบโกงออนไลน์

    ช่วงนี้ภารกิจคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่เป็นกระแสสังคม ทำให้หัวหน้าทัพอย่าง “รัฐมนตรีผึ้ง-ศุภมาส อิศรภักดี” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีงานแน่นทุกวัน ด้วยมีประเด็นที่สังคมสนใจและร้องเรียนเข้ามายัง สคบ.จำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1014510/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yQsFSiknsyqUmvb5Z5Zx-

  • นักวิชาการชี้ อิหร่าน-สหรัฐฯ สงบศึก แต่น้ำมันยังแพง แนะไทยเร่งพลังงานสะอาด

    นักวิชาการชี้ อิหร่าน-สหรัฐฯ สงบศึก แต่น้ำมันยังแพง แนะไทยเร่งพลังงานสะอาด

    นักวิชาการชี้ อิหร่าน-สหรัฐฯ สงบศึก แต่น้ำมันยังแพง แนะไทยเร่งพลังงานสะอาด

    ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการฐานทอล์ค ทางช่องเนชั่นทีวี22 ถึงแนวโน้มสถานการณ์พลังงานโลกและความเป็นไปได้ของข้อตกลงยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริงค่อนข้างสูงถึง 70-80% เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงจูงใจและผลประโยชน์ร่วมกันในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากการที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่อิหร่านเองก็มีความจำเป็นต้องกลับมาส่งออกน้ำมัน หลังได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ (Blockade) เป็นเวลานานกว่า 30 วัน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

    สงครามสงบ แต่ราคาน้ำมันยังแพง

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปิดช่องแคบและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) แต่สถานการณ์ด้านอุปทานน้ำมันจะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติในทันที เนื่องจากโรงกลั่นและแท่นขุดเจาะในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดดำเนินงานเป็นเวลาหลายวัน และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-6 เดือนจึงจะสามารถกลับมาผลิตได้เต็มกำลัง
    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านค่าพรีเมียมความเสี่ยง ค่าประกันภัย และค่าระวางเรือที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป

    “ภายในสิ้นปีนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ที่จะต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นไปได้ค่อนข้างยาก หลายสำนักประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแม้จะมีข่าวเชิงบวกเรื่องข้อตกลงดังกล่าว ราคาก็ยังไม่ได้ปรับตัวลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว

    โลกยังเดินหน้าสู่ Green Transition 

    ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า แม้วิกฤตด้านน้ำมันจะเริ่มคลี่คลาย แต่แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ของทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าต่อไป เนื่องจากเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

    หลายประเทศยังเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ อินโดนีเซียที่ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิง B50 รวมถึงสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้ไบโอดีเซลในภาคการเดินเรือ ซึ่งสะท้อนว่าทิศทางของโลกยังคงมุ่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากขึ้น

    ฟื้นฟูอิหร่าน 3 แสนล้านดอลลาร์เกิดขึ้นยาก

    ในประเด็นการฟื้นฟูอิหร่านที่ถูกระบุไว้ในข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบ ว่าสหรัฐฯและชาติพันธมิตรต้องจ่ายให้แก่อิหร่านสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับ “Marshall Plan” นั้น ดร.ณรงค์ชัย มองว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากในระยะเวลาอันใกล้

    แม้ว่าสหรัฐฯ จะเริ่มทยอยคืนทรัพย์สินบางส่วนประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์แล้ว แต่เชื่อว่าการคืนเงินในวงเงินที่เหลือน่าจะเป็นการทยอยดำเนินการในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า มากกว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดภายในปีเดียว

    ทั้งนี้ หากอิหร่านได้รับเงินทุนจำนวนมาก ก็อาจนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและเสริมสร้างศักยภาพทางการทหาร เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมโดรน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางในอนาคต

    ข้อตกลงยุติการสู้รบ อิหร่าน-สหรัฐฯ อ้างอิง Mehr News Agency

    แนะไทยพึ่งพลังงานสะอาด รองรับ Data Center

    สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ดร.ณรงค์ชัย ระบุว่า แม้อุปทานน้ำมันจากอิหร่านจะทยอยกลับเข้าสู่ตลาด แต่การเพิ่มกำลังการผลิตอีก 500,000-1,000,000 บาร์เรลต่อวันยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี และราคาพลังงานฟอสซิลอาจไม่ย้อนกลับไปอยู่ในระดับเดิมที่ประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกแล้ว

    แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศไทยควรยังคงยึดเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับ 1,000-2,000 เมกะวัตต์

    พร้อมกันนี้ ยังไม่แนะนำให้ประเทศไทยกลับไปพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีราคาสูงกว่าในอดีตอย่างมาก และหากเกิดวิกฤตด้านพลังงานอีกครั้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

    ดร.ณรงค์ชัย เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดภายในประเทศ โดยเฉพาะโซลาร์ฟาร์ม ควบคู่กับการเชื่อมโยงและนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา และมาเลเซีย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และรองรับความต้องการใช้พลังงานในอนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QdUrdxlHRtEZJSr_thl3I

  • ส.อ.ท.ชี้สันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69

    ส.อ.ท.ชี้สันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69

    ภาคอุตสาหกรรมไทยจับตาพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง หลังความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการเดินเรือพาณิชย์ ส่งสัญญาณคลายความกังวลด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

    พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถลงนามและบังคับใช้ได้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป และภาคขนส่ง

    “หากสถานการณ์คลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    — พิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองว่ายังต้องติดตามความชัดเจนของการลงนามและการบังคับใช้ข้อตกลง รวมถึงการฟื้นตัวของปริมาณการเดินเรือและทิศทางราคาพลังงานในระยะต่อไป เพื่อประเมินว่าผลเชิงบวกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 เป็น 1.6%-2.0% จากเดิม 1.2%-1.6% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    แม้ตัวเลขการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโตถึง 18.9% และกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 48.4% แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวในลักษณะ K-shape หรือฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เนื่องจากหลายภาคส่วนยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าระหว่างประเทศ

    พิมพ์ใจ กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายควรถูกมองเป็น ‘โอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยอัตโนมัติ เพราะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันยังคงเป็นโจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย

    ในระยะต่อไป ส.อ.ท. จะเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการนำระบบ Automation, Digital และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การใช้พลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-middle-east-peace-thai-economy-2569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_Ei7mA5wbplBeOMLwllh

  • วันแรก! เริ่มใช้สิทธิสั่ง “ฟู้ดเดลิเวอรี” ผ่านไทยช่วยไทย พลัส

    วันแรก! เริ่มใช้สิทธิสั่ง “ฟู้ดเดลิเวอรี” ผ่านไทยช่วยไทย พลัส

    วันนี้ (15 มิ.ย.2569) เป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี โดยใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ขณะเดียวกันมีร้านอาหารลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า

    สำหรับการใช้งาน ให้เปิดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ กดเลือกแบนเนอร์หรือสัญลักษณ์ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ระบบจะเชื่อมต่อไปยังแอปฯ เป๋าตังอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้บริการกดยืนยันการผูกบัญชีและยินยอมเข้าถึงสิทธิ จากนั้น ค้นหาร้านอาหารที่มีสัญลักษณ์โครงการฯ เลือกเมนูอาหารหรือเครื่องดื่มที่ต้องการลงตะกร้า เมื่อกด “สั่งซื้อ” ระบบจะคำนวณสัดส่วนให้อัตโนมัติ (รัฐช่วยจ่าย 60% และผู้ใช้จ่ายเอง 40%) จากนั้นระบบจะส่งคำสั่งซื้อไปยังแอปฯ เป๋าตังโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สิทธิต้องรีบเข้าแอปฯ เป๋าตัง เพื่อกดชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด (เช่น ภายใน 5-10 นาที) เพื่อเป็นการยืนยันออเดอร์ให้เสร็จสมบูรณ์

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าบริการจัดส่ง โดยผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้ชำระค่าส่งเต็มจำนวน ตามอัตราของแอปฯ นั้นๆ

    ขณะที่กระทรวงการคลัง เปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดของโครงการฯ พบว่า มีร้านค้าที่พร้อมเปิดให้บริการทั้งร้านค้าทั่วไปและร้านเดลิเวอรี รวมกันมากกว่า 1 ล้านแห่ง แบ่งเป็น กลุ่มร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมมาตรการของรัฐ 875,831 ร้านค้า และมีร้านค้าหน้าใหม่ที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มอีก 168,307 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,576 ร้านค้า

    ส่วนผู้ได้รับสิทธิในโครงการฯ ใช้จ่ายแล้ว 24.8 ล้านคน และพบว่า มีประชาชนกลุ่มที่ใช้สิทธิเต็มวงเงิน 1,000 บาท ถึง 2.65 ล้านคน มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 29,363 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจ่ายให้เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 17,012 ล้านบาท และส่วนที่เป็นเงินของภาคประชาชนร่วมจ่ายสมทบเอง 12,350 ล้านบาท

    ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นปัจจัยบวก ช่วยประคองเศรษฐกิจและทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยมียอดขายดีขึ้น แต่ผู้ประกอบการอาจไม่ได้รู้สึกว่า ธุรกิจสดใส เพราะยังมีต้นทุนที่สูงขึ้น จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง ขณะที่ผลจากโครงการฯ ต่อระบบเศรษฐกิจ คาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค.

    อ่านข่าว :

    พ่อค้าแม่ค้าประสานเสียงขอ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หลังยอดขายพุ่ง 50%

    สภาอุยกูร์โลกประณามไทย หลังศาลสั่งประหาร 2 ผู้ต้องหาคดีระเบิดแยกราชประสงค์

    สภาพอากาศวันนี้ ฝนหนักทั่วไทย เหนือ-อีสาน-ตะวันออก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dPbWRW-vuUCDc4zqaDTw5

  • ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังส่งออกตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

    ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังส่งออกตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

    สืบเนื่องจากที่เช้าวันที่ 15 มิ.ย.2569 เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ประกาศว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย พร้อมเสริมว่า พิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    ส่งผลให้ วันเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับ ‘อิหร่าน’ อนุมัติเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติ การทางทหารในทุกแนวรบโดยทันที

    วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้อิสราเอลจะยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ แต่หากสามารถลงนามในข้อตกลงได้ ก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ไม่น่าจะขัดแย้งกับแนวทางของสหรัฐฯ มากนัก และอย่างน้อยจะช่วยให้สถานการณ์ในภูมิภาค ‘คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง’

    ภาพแผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชีย 1

    ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนนั้น ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่ดำเนินมายาวนานและยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ส่งออก ภาคธุรกิจไทยยังคงจับตาสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของภูมิภาคและไทย

    เผยส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

    โดยปัจจุบัน จากสถานการณ์ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าไทยไปยังตะวันออกกลาง ลดลงอย่างมาก เหลือเพียงราว 20-30% ของปริมาณเดิม เนื่องจากท่าเรือหลักหลายแห่งได้รับผลกระทบ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปยังท่าเรืออื่นแทน

    หนึ่งในท่าเรือสำคัญคือท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) ท่าเรือดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ของภูมิภาค แต่ในช่วงหลังมีการเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบียมากขึ้น แม้จะต้องอ้อมผ่านเส้นทางทะเลแดงก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ท่าเรือหลายแห่งยังไม่สามารถรองรับ เรือสินค้าขนาดใหญ่ได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความแออัด ขณะที่การขนส่งภายในประเทศยังต้องพึ่งพารถบรรทุก ทำให้ต้นทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง

    “ผมประเมินว่าไทยยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหากมีการประกาศเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันต่อเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศในเอเชียยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก” วิศิษฐ์ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันและโรงกลั่นหลายแห่งยังไม่ต้องการปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันจากรัสเซียหรือสหรัฐฯ เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันแตกต่างกัน และจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะหากลงทุนไปแล้ว แต่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น

    ด้านสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ ยังไม่พบภาวะขาดแคลนมากนัก แม้ก่อนหน้านี้จะมีความกังวลเกี่ยวกับวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น เม็ดพลาสติก แพกเกจจิง ซองบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับตัว ทั้งยังมีการบริหารสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน จึงยังสามารถพยุงราคาต่อไปได้

    ในขณะเดียวกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ที่กักตุนวัตถุดิบไว้ในราคาสูงอาจต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การปรับลดต้นทุนจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-6 เดือน จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น ผู้ประกอบการพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่สะท้อนภาพได้อย่างชัดเจน แม้จะขอปรับขึ้นราคาประมาณ 10% แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าธุรกิจ ผู้ประกอบการ ‘ยอมเจ็บตัว’ สามารถปรับขึ้นได้จริงเพียง 2-3% เท่านั้น เนื่องจากต้องรักษาฐานลูกค้าไว้

    ขณะที่ประเทศคู่ค้าก็เผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากจำเป็นต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกไว้ต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ส.อ.ท. ชี้สัญญาณบวก หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า

    “หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก”

    โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความ ไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง”

    หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” พิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6-2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2-1.6%

    ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5-3.0%

    “สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ คือ ‘จังหวะโอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

    ภาพ: Istanblue78 / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hormuz-strait-us-iran-asia-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ImSyogHoiyEDzJMyjpXaf

  • ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1238597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HuvAN0DphpTBEURy2uWCV

  • ทองคำแนวต้านแรก นับหนึ่ง แนวต้านต่อไปพบกัน ฿67,000!! – InterGold

    ทองคำแนวต้านแรก นับหนึ่ง แนวต้านต่อไปพบกัน ฿67,000!! – InterGold

    .

    Nasdaq พุ่งต่อเนื่อง ตะวันออกกลางจบ ทองคำเตรียมร่วง? อย่าเพิ่งหลงกลภาพลวงตา!

    .

    สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ช่วงหลังเลิกงานแบบนี้ ชวนมาดึงสติและมองข้ามช็อต “ข่าวดี” เรื่องการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกันสักนิด หลายคนเห็นราคาน้ำมันร่วง Bond Yield ลด แล้วคิดว่าทองคำกำลังจะหมดเสน่ห์ขาลง แต่บอกเลยว่านาทีนี้ ราคาทองคำที่ดีดกลับขึ้นมายืนบริเวณ 4,315 ดอลลาร์ มันคือ “ของจริง” ที่กำลังเปล่งประกายท่ามกลางฟองสบู่ของตลาดทุนครับ!

    .

    เบื้องหลังความสงบ คือวิกฤตเงินเฟ้อที่ฝังรากลึก 

    แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนสงบ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจครับ ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.2% โดยมีแรงหนุนมาจากภาคพลังงาน และมันกำลังเตรียมลุกลามเข้าสู่ภาคการผลิตรวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซ้ำร้ายกว่านั้น Fed อาจใช้ข้ออ้างเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยลดต้นทุนในอนาคต มาเป็นเหตุผลในการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อวิ่งลอยตัว สภาวะที่ดอกเบี้ยไล่ตามเงินเฟ้อไม่ทันแบบนี้ กำลังผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุค “ต้นทุนทางการเงินติดลบ” (Negative Real Yield) อย่างเต็มตัว ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการเสื่อมมูลค่าครั้งใหญ่ในระบบเงินกระดาษที่จะหนุนให้ราคาทองคำเป็นขาขึ้นยาวๆ ครับ

    .

    เกมจัดระเบียบโลกใหม่ และอาวุธลับของจีน

    ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงของราคาทองคำในระยะยาวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการสงบศึกชั่วคราว แต่คือการจัดระเบียบขั้วอำนาจโลกใหม่ (New World Order) และการต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าแบนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน ฝั่งจีนก็ตอบโต้ด้วยเกมเหนือชั้นอย่างการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่า ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกจากจีนแพงขึ้น และกลายเป็นการ “ส่งออกเงินเฟ้อ” ไปถล่มซ้ำเติมเศรษฐกิจทั่วโลกทันที

    .

    วิกฤตดอลลาร์เสื่อมค่า เม็ดเงินวิ่งหาที่หลบภัย

    ยิ่งไปกว่านั้น กระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) เริ่มแสดงผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราได้เห็นการเปิดตัวสกุลเงินของกลุ่ม BRICS ที่มีทองคำหนุนหลังสูงถึง 40% รวมถึงการที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลางหันมาซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวนมากขึ้น เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาระหนี้สินมหาศาลจนไม่สามารถรับภาระการจ่ายดอกเบี้ยในระดับสูงได้ตลอดไป ทางออกที่เลี่ยงไม่ได้คือการพึ่งพาการพิมพ์เงินเพิ่มและปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมมูลค่าลง และวิกฤตความเชื่อมั่นนี้เองที่จะส่งผลให้เม็ดเงินทั่วโลกต้องหนีตายเข้าหาที่หลบภัยในสินทรัพย์ที่รัฐบาลพิมพ์เพิ่มไม่ได้อย่างทองคำ

    .

    สรุปกลยุทธ์เย็นนี้ อดทนถือครอง โซนย่อลึกคือ “โอกาสทอง”

    สำหรับทิศทางระยะสั้นหลังจากที่ราคาทองคำดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อาจเป็นการรีบาวนด์และยังคงมีความผันผวนหลงเหลืออยู่ นักลงทุนควรยึดหลักการลงทุนอย่างยั่งยืนไว้ครับ

    • ผู้ที่มีทองคำอยู่แล้ว 80-90% ของพอร์ต “ไม่จำเป็นต้องเทขาย” เพื่อหนีความผันผวนในระยะสั้นครับ แนะนำให้ถือครองต่อไป (Hold) เพื่อกอดสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งนี้ไว้

    • กระสุนนัดสุดท้าย 10% ในกรณีที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนกและกดดันให้ราคาย่อตัวลงลึกจนหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ให้มองว่าเป็นเพียงการสะบัดลงชั่วคราวและเป็น “โอกาสทอง” ในการนำเงินสดสำรองที่เหลือเข้าซื้อสะสมเพิ่มเติมทันทีครับ

    การอดทนถือครองทองคำสวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจที่เปราะบาง จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของคุณ และเปิดโอกาสรับผลตอบแทนอย่างมหาศาลเมื่อฟองสบู่ในตลาดหุ้นระดับประวัติศาสตร์สิ้นสุดลง แล้วเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยครับ

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/OtyNqV98_Xc

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-15-06-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ae_3UjgcueQbgvWqdrb0p

  • ส.อ.ท. ชี้สัญญาณสันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ส.อ.ท. ชี้สัญญาณสันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569


    ส.อ.ท. ชี้สัญญาณสันติภาพตะวันออกกลาง – เปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดแรงกดดันต้นทุนพลังงาน–โลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 แต่ภาคอุตสาหกรรมยังต้องเร่งปรับตัวสู่ Intelligent Industry

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6%–2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2%–1.6% ขณะที่การส่งออกปรับ

    เพิ่มเป็นขยายตัว 8%–10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5%–3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง หรือ K-shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ ควรถูกมองเป็น “จังหวะโอกาส” ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบ Automation และ Digital & AI ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YFYgvhD7wbxW8OQ-nHFFs