นักวิชาการชี้ อิหร่าน-สหรัฐฯ สงบศึก แต่น้ำมันยังแพง แนะไทยเร่งพลังงานสะอาด
ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการฐานทอล์ค ทางช่องเนชั่นทีวี22 ถึงแนวโน้มสถานการณ์พลังงานโลกและความเป็นไปได้ของข้อตกลงยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริงค่อนข้างสูงถึง 70-80% เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงจูงใจและผลประโยชน์ร่วมกันในสถานการณ์ปัจจุบัน
ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากการที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่อิหร่านเองก็มีความจำเป็นต้องกลับมาส่งออกน้ำมัน หลังได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ (Blockade) เป็นเวลานานกว่า 30 วัน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้
สงครามสงบ แต่ราคาน้ำมันยังแพง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปิดช่องแคบและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) แต่สถานการณ์ด้านอุปทานน้ำมันจะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติในทันที เนื่องจากโรงกลั่นและแท่นขุดเจาะในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดดำเนินงานเป็นเวลาหลายวัน และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-6 เดือนจึงจะสามารถกลับมาผลิตได้เต็มกำลัง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านค่าพรีเมียมความเสี่ยง ค่าประกันภัย และค่าระวางเรือที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป
“ภายในสิ้นปีนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ที่จะต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นไปได้ค่อนข้างยาก หลายสำนักประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแม้จะมีข่าวเชิงบวกเรื่องข้อตกลงดังกล่าว ราคาก็ยังไม่ได้ปรับตัวลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว
โลกยังเดินหน้าสู่ Green Transition
ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า แม้วิกฤตด้านน้ำมันจะเริ่มคลี่คลาย แต่แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ของทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าต่อไป เนื่องจากเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
หลายประเทศยังเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ อินโดนีเซียที่ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิง B50 รวมถึงสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้ไบโอดีเซลในภาคการเดินเรือ ซึ่งสะท้อนว่าทิศทางของโลกยังคงมุ่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากขึ้น
ฟื้นฟูอิหร่าน 3 แสนล้านดอลลาร์เกิดขึ้นยาก
ในประเด็นการฟื้นฟูอิหร่านที่ถูกระบุไว้ในข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบ ว่าสหรัฐฯและชาติพันธมิตรต้องจ่ายให้แก่อิหร่านสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับ “Marshall Plan” นั้น ดร.ณรงค์ชัย มองว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากในระยะเวลาอันใกล้
แม้ว่าสหรัฐฯ จะเริ่มทยอยคืนทรัพย์สินบางส่วนประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์แล้ว แต่เชื่อว่าการคืนเงินในวงเงินที่เหลือน่าจะเป็นการทยอยดำเนินการในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า มากกว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดภายในปีเดียว
ทั้งนี้ หากอิหร่านได้รับเงินทุนจำนวนมาก ก็อาจนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและเสริมสร้างศักยภาพทางการทหาร เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมโดรน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางในอนาคต
แนะไทยพึ่งพลังงานสะอาด รองรับ Data Center
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ดร.ณรงค์ชัย ระบุว่า แม้อุปทานน้ำมันจากอิหร่านจะทยอยกลับเข้าสู่ตลาด แต่การเพิ่มกำลังการผลิตอีก 500,000-1,000,000 บาร์เรลต่อวันยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี และราคาพลังงานฟอสซิลอาจไม่ย้อนกลับไปอยู่ในระดับเดิมที่ประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกแล้ว
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศไทยควรยังคงยึดเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับ 1,000-2,000 เมกะวัตต์
พร้อมกันนี้ ยังไม่แนะนำให้ประเทศไทยกลับไปพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีราคาสูงกว่าในอดีตอย่างมาก และหากเกิดวิกฤตด้านพลังงานอีกครั้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
ดร.ณรงค์ชัย เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดภายในประเทศ โดยเฉพาะโซลาร์ฟาร์ม ควบคู่กับการเชื่อมโยงและนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา และมาเลเซีย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และรองรับความต้องการใช้พลังงานในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QdUrdxlHRtEZJSr_thl3I
