Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทย โดยล่าสุดได้มีการเปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ ผู้ผลิต ผู้พัฒนา และผู้ให้บริการเพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ

    ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 50,609 ล้านบาท 

    ดิจิทัลคอนเทนต์ปี 67 โต 14%

    ซึ่งในปี 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 14% อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ปี 2567 โดยสะท้อนถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นของคนไทย 

    ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโต 14% ดีป้าดันฐานข้อมูลหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 5 หมื่นล้าน

    อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาข้อมูลผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยยังคงกระจัดกระจาย และขาดฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ 

    ด้วยเหตุดังกล่าวจึงจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์แบบครบวงจร เพื่อรวบรวม จัดกลุ่ม และจัดทำภาพรวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งให้สอดคล้องกับบริบทระดับสากล เพื่อเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจกับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ดันไทยฮับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ดร.ศุภกร กล่าวต่อไปอีกว่า การมีฐานข้อมูลกลาง และระบบขึ้นทะเบียนที่ได้มาตรฐานจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปในภาคอุตสาหกรรมได้แสดงศักยภาพสู่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปูทางการเติบโตจาก Local Talent สู่ Global Content 

    และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งภาครัฐยังสามารถกำหนดทิศทางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ 

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจึงได้จัด ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย โดยดีป้าจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ อีกทั้งร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง และพร้อมก้าวไปสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    อย่งไรก็ตาม ได้จำแนกกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ออกเป็น 6 สาขาหลักที่มีศักยภาพสูง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ประกอบด้วย เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ อีสปอร์ต คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ก 

    โดยผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ลงทะเบียนในระบบจะสามารถสร้าง Portfolio เพื่อแสดงผลงาน ซึ่งภายในฟีเจอร์สดังกล่าวจะทำหน้าที่เสมือนหน้าร้านออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาค้นหาผลงาน ซี่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oT6ZEc90kd6oga2cig8in

  • พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    ภูมิภาค

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ห้องประชุมหลวงจำนงภิบาลภูเขต ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง 

    ในการนี้ ดร.ณัฏฐพล ศรีพันธุ์ พัฒนาการจังหวัดเลย มอบหมายให้นางสาวสิริกร ศรีทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ทำหน้าที่เลขานุการการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าและกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเลยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาผลการดำเนินงานด้านการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจากทั้ง 14 อำเภอ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาชีพสำคัญของจังหวัด อาทิ ภาคการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจกรรมอาหารปลอดภัย และโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดเลยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดยุคใหม่ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยด้านอาหาร และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้ประชาชน

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ต้นน้ำ ด้านการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการผลิต กลางน้ำ ด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และ ปลายน้ำ ด้านการตลาด การสร้างช่องทางจำหน่าย และการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าและบริการของชุมชนสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน

    สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเลย ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพกลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการชุมชน และเครือข่ายประชารัฐ ให้สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดเลยอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/region/479640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ij5e6SBMkLg729GUHoSCb

  • วิกฤตซูดานกับผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตซูดานกับผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตซูดานกับผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

    แม้ว่าข่าวจากซูดานในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักถูกนำเสนอในมิติด้านมนุษยธรรมและความขัดแย้งทางทหาร แต่รายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติในเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า ซูดานกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสงคราม ทรัพยากรธรรมชาติ และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านทองคำ เกษตรกรรม และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ข้อมูลล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และโครงการอาหารโลก (WFP) ระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรซูดานเกือบ 19.5 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของประชากรทั้งประเทศ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารในระดับวิกฤต ขณะที่ประชาชนกว่า 135,000 คนอยู่ในภาวะอดอยากขั้นรุนแรง และเด็กมากกว่า 825,000 คนมีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่ร้ายแรงที่สุดของโลกในปัจจุบัน โดยสาเหตุสำคัญมาจากสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ระหว่างกองทัพซูดานและกองกำลัง RSF ซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ ระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย เส้นทางลำเลียงสินค้าและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกตัดขาด ส่งผลให้การผลิตอาหารภายในประเทศลดลงอย่างมาก และการค้าภายในประเทศหยุดชะงักในหลายพื้นที่ 

    นอกจากผลกระทบด้านมนุษยธรรมแล้ว ซูดานยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตทองคำ รายใหญ่ของแอฟริกา รายได้จากการส่งออกทองคำกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของกลุ่มติดอาวุธและเครือข่ายทางการเมืองต่าง ๆ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การควบคุมเหมืองทองคำและเส้นทางการส่งออกมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการยึดครองพื้นที่ทางทหาร ทำให้สงครามในซูดานมีลักษณะเป็น สงครามเพื่อทรัพยากร” มากขึ้นตามลำดับ รายได้จากทองคำช่วยหล่อเลี้ยงความขัดแย้งและยืดระยะเวลาของสงครามออกไป ขณะที่เครือข่ายการค้าทองคำยังเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่น ๆ 

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรซูดาน ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เกษตรกรจำนวนมากรายงานว่าต้องลดพื้นที่เพาะปลูกหรือชะลอการผลิต เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผลผลิตสำคัญ เช่น ข้าวฟ่าง งา และพืชอาหารหลักอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลงอีกในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป

    นักวิเคราะห์ด้านการค้าและโลจิสติกส์มองว่า กรณีของซูดานกำลังสะท้อนแนวโน้มใหม่ของเศรษฐกิจโลก กล่าวคือ ความขัดแย้งในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดพลังงานในวงกว้างได้มากกว่าที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงในซูดานยังอาจส่งผลต่อเส้นทางการค้าสำคัญในภูมิภาคทะเลแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดของโลกอีกด้วย 

    โดยสรุป ข่าวจากซูดานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสงครามหรือวิกฤตมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ การควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ และผลกระทบต่อการค้าโลกในยุคที่ทุกประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น วิกฤตในซูดานจึงเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงทางการเมืองกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 

    ข้อสังเกตุ/ข้อเสนอแนะ

    • สถานการณ์ในซูดานแม้จะถูกมองว่าเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก แต่หากพิจารณาในมิติการค้าระหว่างประเทศ จะพบว่าซูดานเป็นตัวอย่างสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อความไม่มั่นคงทางการเมืองและความขัดแย้งทางทหารเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจและการค้าของประเทศอย่างรุนแรง สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ส่งผลให้การผลิตสินค้าเกษตร การขนส่ง และการส่งออกสินค้าหลายประเภทหยุดชะงัก ขณะที่ประชากรจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้ซูดานซึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านเกษตรกรรมสูงที่สุดของแอฟริกา ไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ วิกฤตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงภายในประเทศ และความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

    • ในภาพรวมของการค้าโลก กรณีซูดานสะท้อนแนวโน้มที่นักลงทุนและบริษัทข้ามชาติให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ก็อาจไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ ในทางกลับกัน ประเทศที่มีเสถียรภาพและสามารถรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ จะได้รับความสนใจมากกว่า ซูดานยังเป็นตัวอย่างของการที่ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทองคำ สามารถกลายเป็นปัจจัยที่ยืดเยื้อความขัดแย้งได้ เนื่องจากรายได้จากการค้าทรัพยากรถูกนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มติดอาวุธ ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศติดอยู่ในวงจรของความรุนแรงและการพึ่งพาทรัพยากรแทนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

    • ในส่วนของประเทศไทย ผลกระทบโดยตรงจากซูดานยังมีไม่มากนัก เนื่องจากมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของไทย อย่างไรก็ตาม ซูดานให้บทเรียนสำคัญแก่ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศอย่างมาก กล่าวคือ ความมั่นคงทางการเมืองและความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกระจายตลาดส่งออก และการติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างใกล้ชิด

    • แม้ในระยะสั้น ซูดานจะยังไม่ใช่ตลาดที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนหรือการขยายการค้า แต่ในระยะยาว หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย ประเทศจะมีศักยภาพสูงในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการไทยอาจมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูประเทศผ่านการส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีด้านชลประทาน วัสดุก่อสร้าง และบริการด้านวิศวกรรม อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อซูดานสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนระหว่างประเทศได้ก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ซูดานจึงควรถูกมองเป็นกรณีศึกษาของความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุน มากกว่าจะเป็นตลาดเป้าหมายทางเศรษฐกิจของไทยในระยะใกล้ แต่ยังเป็นประเทศที่ควรติดตามอย่างต่อเนื่องในมุมมองระยะยาวของการพัฒนาเศรษฐกิจแอฟริกาและการฟื้นฟูหลังความขัดแย้ง

    ———————————

    แหล่งที่มา

    1. รูปภาพจาก BBC

    2. United Nations Geneva – Sudan Hunger Crisis Deepens

    3. World Food Programme / FAO / UNICEF Joint Release

    4. Reuters – Almost 20 million people in Sudan still face acute hunger 

    5. Reuters – Iran war poses new threat to harvests in hunger-stricken Sudan 

    6. AP News – Over 40% of Sudan’s population face high levels of acute food insecurity 

    7. Le Monde – Sudan faces the world’s worst humanitarian crisis

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ola7g99zgwhdub1sgajnumka&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06PCOGzAsvEFH_6gWiTKce

  • โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจของแอฟริกาเหนือ

    โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจของแอฟริกาเหนือ

    โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจของแอฟริกาเหนือ

    image.png

    รายงานการจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในแอฟริกาเหนือประจำปี 2569 ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของโมร็อกโกในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของแอฟริกาเหนือ  ปัจจุบัน บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด อันดับแรกของภูมิภาค มีถึง 8 บริษัทที่เป็นบริษัทสัญชาติโมร็อกโก และในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 20 อันดับแรกของทวีปแอฟริกา มีบริษัทจากโมร็อกโกมากถึง 11 แห่ง ขณะที่บริษัทจากอียิปต์กลับมีบทบาทลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

    African Business วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของรัฐบาลโมร็อกโกที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ยานยนต์ อากาศยาน พลังงานหมุนเวียน เหมืองแร่ และบริการทางการเงิน ส่งผลให้โมร็อกโกมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

    บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในภูมิภาคยังคงเป็นธนาคาร Attijariwafa Bank ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 15.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการเงินโมร็อกโกที่สามารถขยายธุรกิจไปยังหลายประเทศในแอฟริกาได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทเหมืองแร่ Managem กลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ โดยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจาก 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาหนึ่งปี ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำและเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเริ่มดำเนินการโครงการเหมืองทองแดงและทองคำใหม่ทั้งในโมร็อกโกและเซเนกัล ตลอดจนการขยายธุรกิจสู่แร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น โคบอลต์ ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นทั่วโลก 

    นอกจากนี้ โมร็อกโกกำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างล่าสุดคือการที่บริษัท Stellantis เปิดศูนย์รีไซเคิลและรื้อถอนยานยนต์แห่งแรกของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาในโมร็อกโก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

    ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ โมร็อกโกได้รับประโยชน์จากตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเชื่อมยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกใช้โมร็อกโกเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นประตูเข้าสู่ตลาดแอฟริกาที่กำลังเติบโต ส่งผลให้ประเทศได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้เป็นจำนวนมาก 

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของโมร็อกโกยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญว่า จะสามารถกระจายผลประโยชน์ไปสู่ประชาชนในวงกว้างได้มากเพียงใด เนื่องจากยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความท้าทายด้านการจ้างงานในบางพื้นที่ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจและการลงทุนจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มล่าสุดสะท้อนว่าโมร็อกโกกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางธุรกิจ อุตสาหกรรมและการเงินที่สำคัญของแอฟริกาเหนือ และอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดของทวีปแอฟริกาเหนือในอนาคตอันใกล้

    ข้อสังเกตุ/ความเห็น

    • การที่บริษัทสัญชาติโมร็อกโกครองสัดส่วนบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในแอฟริกาเหนือ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ กล่าวคือ โมร็อกโกกำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากกระแสการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Reconfiguration) ซึ่งเกิดขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนสงครามในยุโรป นักลงทุนและบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ที่มีเสถียรภาพทางการเมือง อยู่ใกล้ตลาดผู้บริโภค และสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจมองได้ว่า โมร็อกโกตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ใกล้ยุโรป มีข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้โมร็อกโกไม่ได้เป็นเพียงตลาดในแอฟริกาเหนืออีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่เชื่อมยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน

    • ในมิติการค้าระหว่างประเทศ การเติบโตของโมร็อกโกสะท้อนแนวโน้มใหม่ที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกระดับบทบาทจากผู้ส่งออกวัตถุดิบไปสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ หากมีนโยบายที่ต่อเนื่องและสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้สำเร็จ ปัจจุบันโมร็อกโกมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน พลังงานหมุนเวียน และแร่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทำให้ประเทศกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนจากยุโรป จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ความสำเร็จดังกล่าวยังสะท้อนว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาดโลก ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

    • สำหรับประเทศไทย การเติบโตของโมร็อกโกถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในด้านโอกาส โมร็อกโกสามารถเป็นประตูสำคัญในการขยายการค้าของไทยเข้าสู่แอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรรวมกันหลายร้อยล้านคนและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โมร็อกโกเป็นฐานกระจายสินค้า เช่น อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ฮาลาล ยางรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ การที่โมร็อกโกกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และไฮโดรเจนสีเขียว ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพด้านชิ้นส่วนอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และบริการด้านวิศวกรรม เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

    • อย่างไรก็ตาม โมร็อกโกในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นคู่แข่งของไทยในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในตลาดยุโรป เนื่องจากโมร็อกโกมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางและข้อตกลงทางการค้า ทำให้สามารถส่งสินค้าเข้าสู่ยุโรปได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าไทย ในระยะยาว ไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว หากไทยสามารถสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับโมร็อกโกได้อย่างเป็นระบบ โมร็อกโกอาจกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ไทยขยายบทบาททางการค้าในทวีปแอฟริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    —————————————–

    แหล่งที่มา

    1. รูปภาพ  https://www.atalayar.com/en/articulo/economy-and-business/morocco-launches-the-2024-2025-support-programme-for-exporters/20231011112554192210.html

    2. African Business – Top Companies in North Africa 2026: Morocco in the Driving Seat 

    3. AfricanCEO – Morocco Leads North African Corporate Rankings 

    4. Africa.com – Moroccan Firms Dominate North African Ranking 

    5. Reuters – Stellantis opens first Middle East and Africa vehicle dismantling centre in Morocco 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/q18icr802wv40y95hmshyb5n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3026JCfRVhN8VFSziAapGp

  • เมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยจะไปต่ออย่างไร

    เมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยจะไปต่ออย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/read/1501892/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jNqwD8SNoaLKVyOrqWGOk

  • ขาดดุลแฝด!อีกหนึ่งพายุใหญ่ รอวันขย่มเศรษฐกิจไทยจมดิ่ง | เดลินิวส์

    ขาดดุลแฝด!อีกหนึ่งพายุใหญ่ รอวันขย่มเศรษฐกิจไทยจมดิ่ง | เดลินิวส์

    ท่ามกลางความไม่แน่นอน! ว่า.. สุดท้ายแล้ว “สหรัฐ”กับ “อิหร่าน” จะยอมตกลงเซ็นสัญญาสงบศึก กันเมื่อใด? แล้วหันมาทำให้โลกใบนี้เดินหน้าต่อไปอย่างปกติ

    ประชาชนคนไทย ก็ต้องก้มหน้าทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะงัดสารพัดมาตรการออกมาประคับประคองและลดภาระให้เผชิญความยากลำบากน้อยที่สุดก็ตาม

    แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่า ณ เวลานี้ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นหนทางที่ชัดเจนว่า จะลดน้อยถอยลง เบาลง ได้เวลาไหนกันแน่

    เพราะพายุแต่ละลูกที่โถมกระหน่ำเข้าสู่ประเทศไทย ในเวลานี้ ต่างมีความเร็ว ความแรง ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการ “ขาดดุลแฝด”

    ทุกวันนี้! รัฐบาลต่างเดินหน้าชี้แจงว่า ภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะถ้าลงไปดูในไส้ในของตัวเลขแล้วมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว

    แล้ว?… ขาดดุลแฝด คืออะไร หากแปลงเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ…การที่ประเทศเผชิญกับการ ขาดดุลการคลัง และ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไปพร้อม ๆ กัน

    ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็ลองนึกถึงครอบครัวหนึ่งที่พ่อบ้าน หรือรัฐบาล หาเงินได้ไม่พอใช้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาจุนเจือบ้านตลอดเวลา

    ขณะเดียวกันสมาชิกในบ้าน หรือประชาชนคนไทยทุกคน ก็ยังมีการจับจ่ายใช้สอยกันแบบสนุกมือ ซื้อสินค้าจากต่างประเทศเกินตัว จนเงินไหลออกนอกบ้านมากกว่าเงินไหลเข้าบ้าน

    เมื่อถังเงินในบ้านร่อยหรอและหนี้สินรอบตัวพุ่งสูง บ้านหลังนี้ก็พร้อมจะล้มละลายได้ทุกเมื่อ นั่นคือ…ภาพจำลองของประเทศไทยในเวลานี้

    จากข้อมูลของแบงก์ชาติ ระบุว่า ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุด ติดลบสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทุบสถิติเดิมเมื่อ 13 ปี ที่ผ่านมา ที่เคยติดลบ 4,100 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย.56 ถือเป็นการขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์โดยดุลการค้าในเดือนเดียวกันขาดดุลสูงถึง 10,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 69 (ต.ค. 68 – เม.ย.69) รัฐบาลขาดดุลการคลังไปแล้วทั้งสิ้น 1,046,653 ล้านบาท

    ที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารประเทศด้วยงบขาดดุลมานานหลายสิบปี รายได้ที่เก็บได้น้อยกว่ารายจ่ายที่มีอยู่มากเพราะภาคธุรกิจซบเซา จากปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นแบบไม่มีเว้นวาง โดยเฉพาะปัจจัยลบที่มาจากต่างประเทศ

    แต่ขณะเดียวกันรายจ่ายในประเทศ ท่พุ่งกระฉูดราวกับท่อน้ำซึม ทั้งจากงบประมาณรายจ่ายประจำที่เทไปกับระบบราชการที่เทอะทะ งบสวัสดิการสังคมของสังคมผู้สูงอายุ

    ที่ร้ายที่สุดคือ “งบประชานิยม” ประเภทแจกเงินหว่านพืชหวังผลทางการเมือง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้สร้างผลิตภาพระยะยาวให้กับประเทศ แต่เป็นเพียงการกู้เงินมาแจกเพื่อตอบสนองภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น

    เมื่อเงินรายได้ไม่พอ รัฐบาลก็ต้องออก “ตั๋วเงินคลัง” และ “พันธบัตร” เพื่อกู้เงินมาโปะรูรั่ว จนเพดานหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เส้นตายเข้าไปทุกที

    ขณะที่ในอดีตประเทศไทยเคยภาคภูมิใจกับการเป็นครัวโลกและศูนย์กลางการผลิตที่โกยเงินตราต่างประเทศเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ

    แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างการส่งออกของไทยกำลังล้าสมัย สินค้าไฮเทค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือยานยนต์ที่เคยเป็นพระเอก กลับถูกดิสรัปต์และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

    ส่วนประเทศไทย…ต้องนำเข้าพลังงานราคาแพง สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้ามาดัมพ์ตลาด ผลลัพธ์ คือ ดุลการค้าที่เคยบวกกลับกลายเป็นลบ

    เมื่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังเดียวไม่สามารถแบกรับภาระทั้งหมดได้ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงดิ่งลงเหว เมื่อมาเผชิญเข้ากับดุลการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่อง ก็หนีไท่พ้นที่คนไทยทั้งประเทศต้องรับกรรมแบบหนีไม่พ้น

    ทั้งการเผชิญกับ … ภาวะดอกบี้ยขาขึ้นซ้ำซ้อน เพราะในเมื่อรับบาลต้องออกพันธบัตรมาแข่งกับเอกชน ก็บีบให้ดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจะตกใส่หัวชนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำทันที ดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถ และดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะขยับราคาขึ้น

    ระลอกต่อมาคือ “ค่าเงินบาทอ่อนค่าและเงินเฟ้อนำเข้า” จากเงินไหลออกเพราะขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้านำเข้าทุกอย่างแพงขึ้น เมื่อต้นทุนแพง ไทยก็ต้องตกอยู่ในภาวะแพงทั้งแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ที่น่ากลัวที่สุดคือ “อัมพาตทางการคลัง” รัฐบาลจะหมดหน้าตักและไร้กระสุนในการเยียวยาประชาชน !

    แม้ฟากฝั่งรัฐบาลพยายามชี้แจงให้เห็นถึงที่ไปที่มาและทิศทางในอนาคต แต่อย่าลืมว่า… เวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่กระเป๋าเงินของคนทั้งประเทศเท่านั้นที่อ่อนแอ แต่!! ภาวะจิตใจของคนทั้งประเทศก็อ่อนแอ

    ดังนั้น… ณ เวลานี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลต้องแสดงฝีมือการบริหารไม่ใช่เพียงแค่บริหารประเทศ แต่ต้องบริหารจิตใจ ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ความเชื่อมั่น ความหวังของคนไทยทั้งประเทศจะกลับมาอีกครั้ง!

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5944575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qhhQ-vS__kZlHEKk-Coe9

  • ตรัง เร่งวางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จับมือภาคเอกชนเดินหน้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

    ตรัง เร่งวางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จับมือภาคเอกชนเดินหน้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/154006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vRjnTujI7WhxV7hiteHJf

  • นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย

    นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย

    นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย


    15/06/2569 | 50 |

    วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยในช่วงบ่ายของวันที่อังคารที่ 16 มิถุนายน หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต

    “นายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้กับประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องสามารถเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก

    การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/165145


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/512319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LjxPVGaCkJ5h4VYcrnuDg

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 15/06/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 15/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/154000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lx2rUcsv_h4I0zjMw50RO

  • ธอส.ลุยปล่อยสินเชื่อประหยัดพลังงาน สานฝันคนไทยอยากมีบ้าน

    ธอส.ลุยปล่อยสินเชื่อประหยัดพลังงาน สานฝันคนไทยอยากมีบ้าน

    นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 10 มิ.ย.69 ธอส. ได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว 95,366.16 ล้านบาท คิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท สนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นจำนวน 100,424 บัญชี สะท้อนบทบาทการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นผู้นำด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง

    “ช่วงครึ่งปีแรก จะสามารถผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวก อาทิ สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

     ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศ ประกอบกับการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่า 539,062 ล้านบาท ลดลงเพียง 0.001% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

    อย่างไรก็ตาม ธอส. ยังติดตามความท้าทายด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในแถบประเทศตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาพลังงานให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2569 ธอส. จึงได้จัดสรรกรอบวงเงิน 32,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อ Green Loan และสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล ให้กับประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีบ้านเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    นายมหัทธนะ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธอส.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อพันธกิจให้คนไทยมีบ้านและรักษาบ้านตัวเองไว้ ปัจจุบันธอส.ปล่อยสินเชื่อให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง 4.8 ล้านครัวเรือนแล้วคิดเป็น 10% ของครัวเรือนประเทศไทยที่มี 30 ล้านครัวเรือน ดังนั้นจึงมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปล่อยสินเชื่อให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเองเพิ่มเป็น 6 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 20% ของครัวเรือนไทย

    “เดินมา 5 คน ต้องมี 1 คน เป็นลูกค้าธอส. โดยธอส.จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งเงินฝาก และสินเชื่อ ตอบโจทย์พฤติกรรมการผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยและอาชีพ เช่น ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ อาชีพอิสระ มีเงิน ไม่นิยมซื้อบ้านเป็นของตัวเอง แต่เน้นเช่าเป็นหลัก ธอส.จะพยายามออกแบบสินเชื่อให้เปลี่ยนค่าเช่า เป็นค่าผ่อนบ้าน ส่วนอาชีพอิสระ แต่ไม่มีเงิน ยื่นสินเชื่อไม่ผ่าน จะให้ความช่วยเหลือสร้างเครดิต ผ่านโรงเรียนการเงินธอส. และออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้ตรงกับพฤติกรรม เพื่อตอกย้ำพันธกิจของธอส.ทำให้คนไทยมีบ้านและรักษาบ้านไว้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2939353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kz0FGirny2FRiHhTNNWUS