Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    อนุทิน มองบวก 'สหรัฐ-อิหร่าน' สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต

    วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐและอิหร่านเตรียมลงนามสัญญาสันติภาพว่าถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยให้วิกฤตการณ์โลกคลี่คลายลงและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพปัจจัยภายนอกที่ผันผวนได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลไม่ได้ดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเพียงรายวัน แต่ได้วางกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก 

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในภาวะวิกฤตการณ์จากภายนอกและภาวะสงคราม รัฐบาลมีความพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยจะไม่ลดน้อยถอยลง โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้ความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงจนกระทบต่อการดำรงชีวิต

    รัฐบาลพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประชาชน เพื่อให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลดน้อยถอยลง แม้จะเผชิญกับภาวะสงครามหรือวิกฤตจากภายนอกก็ตาม

    ขณะเดียวกันในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ แม้จะเป็นการกู้เงิน แต่เป็นจะการกู้เงินในรูปแบบเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

    ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน จากเดิมก่อนที่จะมีการออกพ.ร.ก.เงินกู้ กระทรวงการคลังได้รายงานว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อปี แต่ด้วยสภาพคล่องและเงินฝากจำนวนมากในระบบ รัฐบาลสามารถบริหารจนได้เงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 1.2 % ต่อปีเท่านั้น และรัฐบาลมีหน้าที่ในการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยส่วนนี้โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติมที่จะเป็นภาระของประชาชน

    ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยและเงินต้นที่กู้มานี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระคืนทั้งหมด พวกผมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปชำระดอกเบี้ยและผ่อนจ่ายเงินกู้ด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและยกระดับเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทย โดยรัฐบาลได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายเดลิเวอรีได้แก่ Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายและกระจายสินค้าสู่ประชาชน 

    โครงการนี้ใช้โมเดลการร่วมจ่ายแบบวิน-วิน โดย รัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเพียง 40% ซึ่งช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลงและผู้ขายขายได้มากขึ้น โดยผลจากการดำเนินโครงการพบว่า ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า และในกลุ่มสินค้าที่มีมาตรฐานโดดเด่นสามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 9-10 เท่า

    รัฐบาลคาดการณ์ว่าเมื่อจบโครงการ ผู้ประกอบการจะมีการปรับฐานรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า อย่างยั่งยืน จากการเข้าถึงช่องทางขายใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มขนาดกิจการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eu7LU1-zTqz_l-YB-EXHO

  • มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

    15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณถนนสีลม ซอย 5 และซอย 10 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร และพื้นที่พักผ่อนของพนักงานออฟฟิศในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพนักงานออฟฟิศในช่วงพักกลางวัน

    ตลอดเส้นทางมีประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชัน Z และเจเนอเรชัน Y เข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสียงเชียร์ “เบอร์ 14” ดังกึกก้องทั่วทั้งซอย สะท้อนกระแสความสนใจต่อนโยบายการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหากรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม

    จากการรับฟังความคิดเห็นของพนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ พบว่าปัญหาที่ต้องการให้เร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเดินทางที่ใช้เวลานาน ปัญหารถติดเรื้อรัง ค่าโดยสารสาธารณะที่เป็นภาระรายจ่าย การขาดพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน คุณภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเวลากลางคืน

    ขณะที่ประชาชนในกรุงเทพชั้นใน โดยเฉพาะย่านสีลม สาทร สุขุมวิท อโศก พระราม 4 และราชเทวี ยังสะท้อนปัญหาสำคัญเรื่องการจราจรติดขัด น้ำท่วมขังซ้ำซาก การค้าขายที่ชะลอตัว ทางเท้าไม่เป็นระเบียบ การเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ยังไม่สมบูรณ์ และต้นทุนการดำรงชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 14 ประการ หรือ “Human Innovation” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีควบคู่กับความเข้าใจชีวิตของประชาชน โดยจะนำระบบ AI Traffic มาช่วยบริหารจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์ ลดเวลาการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพรถโดยสารสาธารณะ พัฒนาระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าด้วย AI Flood Radar ขยายพื้นที่สีเขียวทั่วกรุงเทพมหานคร ยกระดับความปลอดภัย 24 ชั่วโมงด้วยระบบไฟส่องสว่างและกล้องอัจฉริยะส่งสัญญาณทันทีเมื่อมีเหตุไม่ปกติตามตรอกซอกซอย รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองผ่านนโยบาย Street Food Paradise และการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น

    “กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจะสร้างเมืองที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย ทำมาหากินได้ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมทั้ง 50 เขต” ดร.มัลลิกา กล่าว

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสตอบรับจากคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้ความสนใจต่อนโยบายการพัฒนาเมืองยุคใหม่ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของประชาชน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/970932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kVrLb3goUxOlK-XA4Ze7K

  • อิศรา เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย | one31.co.th

    อิศรา เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KaliC-Z3oQIHW3HtHabVU

  • ‘เอกนิติ’ ลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น เล็งปรับ GDP ใหม่ | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ ลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น เล็งปรับ GDP ใหม่ | เดลินิวส์

    วันที่ 15 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐและอิหร่านว่า หากวิกฤติการณ์โลกและสงครามคลี่คลายลง จะส่งผลให้เศรษฐกิจและ GDP โลกดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยรัฐบาลเตรียมที่จะทบทวนตัวเลข GDP ของประเทศไทยใหม่อีกครั้ง เมื่อสถานการณ์สงครามเบาบางลง

    อย่างไรก็ตามความผันผวนของสถานการณ์โลกที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงต้องมีความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ โดยสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดคือการดูแลผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนระดับฐานราก เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของกลุ่มคนเหล่านี้โดยตรง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาทหลังที่สนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีการปรับตัวลดลงบ้างในบางช่วง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี และการจะกลับไปราคาถูกเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้นเป็นไปได้ยาก

    “รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพในระยะยาว ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยตอบโจทย์ทั้งสองด้าน คือการเยียวยาประชาชนให้มีค่าใช้จ่ายน้อยลง และช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน”

    สำหรับการช่วยเหลือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและรายย่อย โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยลดต้นทุน เพิ่มยอดขายผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อความยั่งยืน รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เริ่มบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ และคณะกรรมการจัดทำงบประมาณ เพื่อเสนอโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านและมาตรการช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5946298/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ixOIy3C6TKs4paDkg5EU

  • สมุทรสงครามเดินหน้าตรวจประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2569

    สมุทรสงครามเดินหน้าตรวจประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2569

    สมุทรสงครามเดินหน้าตรวจประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2569


    15/06/2569 | 10 |

    วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) เวลา 08.45 น. ณ โดมอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินคัดสรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลงาน การลงพื้นที่ตรวจประเมินในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยทางอำเภออัมพวาได้ส่งผลการดำเนินงานเข้ารับการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 4 ประเภท ประกอบด้วย:

    ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น: ได้แก่ ตำบลแควอ้อม

    หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น: ได้แก่ บ้านบางเกาะ หมู่ที่ 5 ตำบลแควอ้อม

    กลุ่ม/องค์กรแกนหลักสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านดีเด่น: ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแป้งร่ำ ตำบลบางนางลี่

    ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น (ผู้นำ อช.):

    ผู้นำ อช. หญิง ได้แก่ นางสาวณภัสสร แสงสุข (ตำบลปลายโพงพาง)

    ผู้นำ อช. ชาย ได้แก่ นายธนา อ่วมศิริ (ตำบลยี่สาร)

    นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา เปิดเผยว่า อำเภออัมพวาได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการชุมชน จนทำให้ตำบลแควอ้อมมีความเข้มแข็งใน 3 มิติ ทั้งในด้านความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งการตรวจประเมินในวันนี้ คณะกรรมการฯ จะนำข้อเสนอแนะและผลการพิจารณาไปใช้ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของอำเภออัมพวาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/18ikJL55aK/

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/2100566/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/512510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ib56InUER6ChvL26pXlXH

  • ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้วกว่า 95,000 ล้านบาท ดันคนไทยมีบ้านเพิ่มทะลุ 1 แสนบัญชี มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 246,795 ล้านบาท ลุยสินเชื่อ Green Loan รองรับยุคพลังงานสะอาด

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้วจำนวน 95,366.16 ล้านบาท คิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท สนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นจำนวน 100,424 บัญชี สะท้อนบทบาทการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นผู้นำด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง 

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

    ทั้งนี้ ธอส. เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีแรก จะสามารถผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวก อาทิ สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศ ประกอบกับการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 539,062 ล้านบาท ลดลงเพียง 0.001% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
     

    ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน ธอส. อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจปี 69 ปล่อยกู้ตามเป้า 2.4 แสนล้าน

    อย่างไรก็ตาม ธอส. ยังติดตามความท้าทายด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในแถบประเทศตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาพลังงานให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2569 ธอส. จึงได้จัดสรรกรอบวงเงิน 32,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อ Green Loan และสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล ให้กับประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีบ้านเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gDOihoCoinmKGuuCkA1Gk

  • รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก


    15/06/2569 | 9 |

    รมต.“นภินทร” ลงพื้นที่ราชบุรี เปิดโปรเจกต์ปลุกพลัง SME ไทย นำผู้เชี่ยวชาญติวเข้มดึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 15 มิ.ย. 2569 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา จัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ วิศมา จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SME ร่วมงาน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นอย่างเข้มข้นระหว่างวันที่ 15 – 16 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ เพื่อนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของตนเอง

    ภายในงานมีการติวเข้มให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกว่า 300 กิจการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การตลาดออนไลน์ เทคนิคการออกแบบโลโก้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การคุ้มครอง ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สิทธิประโยชน์พิเศษ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ สนับสนุนค่าธรรมเนียมยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุดกิจการละ 3,000 บาท บริการ Fast Track สำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ SME โดยจะทราบผลพิจารณาอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน โซนให้คำปรึกษาแบบครบวงจรจากหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. อย. และ SME D Bank

    นอกจากนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมเติมความรู้ทั้ง 6 ครั้งแล้ว โครงการยังเตรียมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจผ่านงานแสดงและจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ รวมถึงกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ร่วมกับกลุ่มโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าส่งค้าปลีก เพื่อขยายช่องทางการตลาดผู้ประกอบการ SME ไทย ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME เนื่องจากเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมี SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งหมด มีการจ้างงานสูงถึง 13.60 ล้านคน ด้วยเหตุนี้ จึงได้มอบนโยบายและผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ สสว. ในการดำเนินโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน.


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/512404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23LgCneTFuPrdGbPNIlf7S

  • นายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 17-18 มิ.ย. หวังเปิดตลาดใหม่

    นายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 17-18 มิ.ย. หวังเปิดตลาดใหม่

    วันนี้ (15 มิ.ย.2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยนายกฯ จะออกเดินทางจากประเทศไทยในช่วงบ่ายวันที่ 16 มิ.ย. หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ หารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย รวมถึงผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    นายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สามารถเปิดตลาดใหม่ สร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากนี้ ไทยจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ

    อ่านข่าว :

    วันแรก! เริ่มใช้สิทธิสั่ง “ฟู้ดเดลิเวอรี” ผ่านไทยช่วยไทย พลัส

    ราคาน้ำมันโลกร่วงรับ สหรัฐฯ-อิหร่าน จับมือบรรลุข้อตกลงเปิด “ฮอร์มุซ”

    ลอบเผาโซลาร์ฟาร์มปัตตานี เสียหายหนัก เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WRZ1j4baI-baiLHX439em

  • พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    ภูมิภาค

    พช.เลย เดินหน้าแผนใหญ่ ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชน

    วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ห้องประชุมหลวงจำนงภิบาลภูเขต ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง 

    ในการนี้ ดร.ณัฏฐพล ศรีพันธุ์ พัฒนาการจังหวัดเลย มอบหมายให้นางสาวสิริกร ศรีทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ทำหน้าที่เลขานุการการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเลย ครั้งที่ 3/2569 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าและกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเลยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาผลการดำเนินงานด้านการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจากทั้ง 14 อำเภอ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาชีพสำคัญของจังหวัด อาทิ ภาคการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจกรรมอาหารปลอดภัย และโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดเลยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดยุคใหม่ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยด้านอาหาร และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้ประชาชน

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ต้นน้ำ ด้านการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการผลิต กลางน้ำ ด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และ ปลายน้ำ ด้านการตลาด การสร้างช่องทางจำหน่าย และการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าและบริการของชุมชนสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน

    สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเลย ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพกลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการชุมชน และเครือข่ายประชารัฐ ให้สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดเลยอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/479640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFAE_dntMsrF-FVyYLZP9

  • ‘เอกนิติ’ ชี้สัญญาณดี ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ หยุดยิง ช่วยเศรษฐกิจฟื้น

    ‘เอกนิติ’ ชี้สัญญาณดี ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ หยุดยิง ช่วยเศรษฐกิจฟื้น

    ‘เอกนิติ’ ชี้ ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงสัญญาณดี เชื่อจีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท ยันเปลี่ยนผ่านพลังงานยังจำเป็น ลุยใช้งบ 2 แสนล้าน

    15 มิ.ย. 2569 – เมื่อเวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ว่า หากสงครามยุติเป็นสัญญาณที่ดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างน้อยเมื่อสงครามสงบจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เชื่อว่าราคาพลังงานจะลดลง และจะไม่กลับไปเท่าเดิม เป็นการลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะวิกฤตเริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงสงครามเยอะมาก เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงลดลงมาหน่อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ วิกฤตต้นทุน ที่ส่งผลต่อราคาสินค้า ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีจุดประสงค์เพื่อการลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการสะท้อนว่า ทำให้ยอดขายดีขึ้น

    “วิกฤตทรัมป์ ถ้ามันจบลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จีดีพีโลกน่าจะดีขึ้น น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์” นายเอกนิติ ระบุ

    ส่วนสิ่งที่ต้องคาดการณ์หลังจากนี้คือ ผลกระทบจากรายย่อย โดยเฉพาะราคาที่เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเราต้องติดตามและช่วยลดผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น หวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสในช่วง 3-4 เดือนนี้ จะช่วยลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องประเมินจีดีพีของไทยใหม่หรือไม่ หลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องมารีวิวกันใหม่ แต่ไม่อยากให้ดีใจหรือตกใจในบางเหตุการณ์ เพราะโลกมีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาอีกก็ได้ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมช่วยรายย่อย

    เมื่อถามว่า การใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทจากพระราชกำหนดกู้เงิน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมากระทบทั้งโลก ต่อให้สงครามจบ แต่แหล่งน้ำมันถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้น การที่สถานการณ์มันจะกลับมาเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้น เป็นไปได้ยาก เราต้องอยู่ในโลกของนํ้ามันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ และเมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง เราจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว เราต้องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการติดแผงโซลาร์มากขึ้น

    เมื่อถามย้ำว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนมองว่าประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสูงมาก วันที่น้ำมันแพง เราจะทำอย่างไร ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านยังจำเป็น

    ส่วนมีการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ใช้งบ 2 แสนล้านบาทที่เหลือแล้วหรือยังนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงต่างๆ ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการแล้ว ซึ่งเตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันว่าเราต้องการช่วยทั้งคนและการเปลี่ยนผ่าน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่ 16 มิ.ย. จะยังไม่มีการเสนอ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1014193/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MLNl768Jl-iGQtXZD0gRv