เปิด ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับเปอร์เซีย

เปิด-‘ร่างข้อตกลง-14-ข้อ’-สหรัฐ-อิหร่าน-ฉบับเปอร์เซีย

จากการหยุดยิงสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ซึ่งเผยแพร่โดยอิหร่าน เผยให้เห็นเงื่อนไขสำคัญโดยแลกการที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยกเลิกความพยายามมีอาวุธนิวเคลียร์ กับการที่สหรัฐจะยกเลิกคว่ำบาตร รวมถึงปลดล็อกเงินอายัดให้

ท่ามกลางข่าวดีสหรัฐ-อิหร่าน เตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพ ในวันศุกร์ (19 มิ.ย.2569) ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อิหร่านกลับเผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป จนสร้างความสับสนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้มากน้อยเพียงใด และใครจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่ากันจากข้อตกลงฉบับนี้

ร่างทั้งหมดที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ฉบับ ต่างมีองค์ประกอบสำคัญคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และการเปิดทางสู่การเจรจาระยะยาว เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในประเด็นสำคัญกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางการเงินที่อิหร่านจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งถือเป็น “ประเด็นอ่อนไหว” สำหรับกลุ่มการเมืองสายแข็งในสหรัฐที่กังวลว่า ทรัมป์อาจยอมให้อิหร่านมากเกินไป

แม้ร่างข้อตกลงทุกฉบับจะเห็นพ้องในหลักการสำคัญ เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และการเริ่มต้นเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ แต่รายละเอียดกลับแตกต่างกัน

ร่างฉบับหนึ่งที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รับระบุว่า สหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาคจะร่วมจัดตั้ง โครงการฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน มูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) หากสามารถบรรลุข้อตกลงถาวรได้ในอนาคต โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์จะถูกนำไปเจรจาในขั้นตอนถัดไป

ในทางกลับกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างเจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งที่ระบุว่า ร่าง MOU อีกฉบับเปิดทางให้สหรัฐปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน ที่ถูกอายัดไว้จำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 แสนล้านบาท) ขณะที่รายละเอียดดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในร่างที่บลูมเบิร์กได้เห็น

นอกจากนี้ สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านยังรายงานว่า การเจรจาขั้นสุดท้ายจะยังไม่เริ่มต้น จนกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดจะได้รับการปล่อยคืน มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันถูกระงับ และการปิดล้อมทางทะเลถูกยกเลิกเสียก่อน

“ความคลุมเครือทั้งหมด” สะท้อนถึงโจทย์การเมืองที่ยากลำบากของทรัมป์ ซึ่งต้องการจบสงครามอิหร่านโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสายเหยี่ยวในสหรัฐว่า ได้มอบชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ให้แก่เตหะราน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อตกลงจะเป็นกระบวนการแบบเป็นขั้นตอน โดยอิหร่านจะได้รับผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ต่อเมื่อดำเนินการตามเงื่อนไขที่สหรัฐกำหนดไว้ในแต่ละช่วง

นั่นทำให้คำถามสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ข้อตกลงจะเกิดขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ข้อตกลงฉบับใดกันแน่” ที่ทั้งสหรัฐ และอิหร่านพร้อมจะลงนาม และ “ฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด” จากการจบความขัดแย้งครั้งนี้

ต่อไปนี้คือ “สรุป 14 ข้อของร่างข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐ” ฉบับเปอร์เซีย ฉบับล่าสุด

1.จบสงครามทันที และถาวร

อิหร่าน และสหรัฐ รวมถึงพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้ง จะประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบทันที และถาวร รวมถึงในเลบานอน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่เริ่มสงครามต่อกันอีก และจะงดเว้นการข่มขู่หรือใช้กำลังต่อกัน โดยข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะรับรองการยุติสงครามอย่างถาวร และรับรองบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

2.เคารพอธิปไตยซึ่งกัน และกัน

อิหร่าน และสหรัฐจะเคารพอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย

3.เจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน

ทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจา และพยายามบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน โดยสามารถขยายระยะเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

4.ยุติการปิดล้อมทางทะเล

ทันทีหลังลงนาม MOU สหรัฐจะเริ่มยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และฟื้นฟูการเดินเรือให้กลับสู่ระดับปกติเต็มรูปแบบภายในไม่เกิน 30 วัน นอกจากนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่า จะถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียภายใน 30 วันหลังมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย

5.เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

อิหร่านจะดำเนินการทันทีเพื่อฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างอ่าวเปอร์เซีย และทะเลโอมานให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และจะเพิ่มปริมาณการเดินเรือกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 30 วัน โดยคำนึงถึงการขจัดอุปสรรคทางเทคนิค และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

6.ตั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน วงเงินเกือบ 10 ล้านล้านบาท

สหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาคจะจัดตั้งโครงการฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมีวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) ซึ่งรายละเอียดกลไกจะถูกกำหนดในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

7.ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมด

สหรัฐเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่ออิหร่านทุกประเภท ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงร่วมกัน รวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐทั้งทางตรง และทางอ้อม

8.อิหร่านยืนยัน ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ที่ได้รับการเสริมสมรรถนะ และประเด็นนิวเคลียร์อื่นๆ รวมถึงความต้องการด้านพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยจะกำหนดกรอบความร่วมมือไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

9.คงสถานะเดิมระหว่างรอข้อตกลงสุดท้าย

จนกว่าจะมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย อิหร่านจะคงสถานะโครงการนิวเคลียร์ในปัจจุบันไว้ ขณะที่สหรัฐจะไม่ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และจะไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค

10.อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน

สหรัฐให้คำมั่นว่า จะออกใบอนุญาตยกเว้นจากกระทรวงการคลังสหรัฐ เพื่ออนุญาตให้มีการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การประกันภัย และการขนส่งทันทีหลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจะดำเนินต่อไปจนกว่ามาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิก

11.ปลดล็อกเงินทุน และทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด

สหรัฐจะทยอยปล่อย และทำให้เงินทุนหรือทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ตามความคืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยเงินดังกล่าวสามารถนำไปใช้จ่ายแก่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางที่ธนาคารกลางอิหร่านกำหนด และสหรัฐจะออกใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว

12.จัดตั้งกลไกติดตามผล

อิหร่าน และสหรัฐจะร่วมกันสร้างกลไกสำหรับติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสุดท้าย

13.เริ่มเจรจาขั้นสุดท้ายหลังดำเนินมาตรการสำคัญ

หลังการลงนาม MOU และเมื่อมั่นใจว่าข้อ 4 (สหรัฐหยุดปิดล้อมอิหร่าน), 5 (อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ), 10 (อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน) และ 11 (ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินอิหร่าน) ได้เริ่มดำเนินการจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่การเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่ยังเหลืออยู่

14.รับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council)

อ้างอิง: Fortune, Reuters

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1238463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vk4ezpM8YdhlW_FumRCsJ