Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’  จัดกิจกรรม ‘ไหว้พระข้ามโขง’ ต้อนรับคณะกรรมาธิการ | เดลินิวส์

    ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’  จัดกิจกรรม ‘ไหว้พระข้ามโขง’ ต้อนรับคณะกรรมาธิการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บ้านท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เช้าวันนี้ ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’ จัดกิจกรรมต้อนรับคณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา ที่เดินทางร่วมประชุมที่จังหวัดนครพนม โดยสมหมาย ศรีจันทร์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ได้นำคณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกิจกรรม ‘ไหว้พระข้ามโขง’ ที่บ้านท่าค้อ ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้าม ‘พระธาตุศรีโคตรบอง’ (สปป. ลาว) ถือโอกาสนี้เป็นการประชาสัมพันธ์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ขอบคุณนางรำจิตอาสา ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในเช้าวันนี้

    ‘พระธาตุศรีโคดตะบอง’ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแขวงคำม่วน สปป.ลาว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้เมืองท่าแขก ตรงข้ามกับ บ้านท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เชื่อว่าเป็นพระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนม สร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 6 เพื่อประดิษฐานพระสารีริกธาตุ และ ‘พระธาตุศรีโคดตะบอง’ ถือเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนาที่สำคัญ โดยมักเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวฝั่ง สปป.ลาว ควบคู่กับการสักการะพระธาตุพนมในประเทศไทย

    ในส่วนของ ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’ ได้รับคัดเลือกเป็น “UNSEEN THAI THAI – ไทยดั้งเดิม” ของจังหวัดนครพนม โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อได้รับข่าวดีครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อจังหวัดนครพนมโดยนายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ประธานการประชุมคัดเลือก “UNSEEN THAI THAI” จังหวัดนครพนม ครั้งที่ 1/2568 ได้ประกาศให้ตำบลท่าค้อเป็นตัวแทนทุนทางวัฒนธรรมหมวด “ไทยดั้งเดิม (Traditional Thai)” จากศักยภาพของ “เมืองโบราณท่าค้อ” ที่สะท้อนรากเหง้าความเป็นเมืองเก่า ประเพณีดั้งเดิม และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนให้ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์วัฒนธรรมทั่วไทย – ค้นพบไทยใหม่”

    ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’ พร้อมก้าวเดินไปด้วยพลังของคนในชุมชน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเสน่ห์ไทยดั้งเดิม จาก ‘นครพนม’ สู่สายตาขาวไทยทั้งประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5623335/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c5GIDKiq7j-G9XfpZms0s

  • ถอดมุมคิด NewGen มองโอกาสเศรษฐกิจไทย 2569 ท่ามกลาง GDP โตต่ำ กำลังซื้อหด

    ถอดมุมคิด NewGen มองโอกาสเศรษฐกิจไทย 2569 ท่ามกลาง GDP โตต่ำ กำลังซื้อหด

    โฟกัสเศรษฐกิจสร้างสรรค์-Soft Power

    ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ กลุ่ม The Sukosol ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลสุโกศล มองว่า  ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในรูปแบบ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” มากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่เน้นคุณภาพของประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้รับ โดยผสมผสานการบริการ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพ และแนวคิดความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน

    แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยว สร้างรายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และกระตุ้นการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง

    ประเทศไทยควรวางบทบาทเป็นศูนย์กลางที่เป็นกลางด้านการค้าและการท่องเที่ยว โดยอาศัยพลังของ “Soft Power” ทางวัฒนธรรมควบคู่กับการทูตเชิงสร้างสรรค์ การสร้างภาพลักษณ์ในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการบริการ จะช่วยให้ไทยสามารถยืนหยัดและปรับตัวได้ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น

    ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์

    ขณะที่การลงทุนควรถูกกระจายไปยังเมืองรองและพื้นที่วัฒนธรรมต่าง ๆ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน รถไฟ และระบบดิจิทัล จะช่วยกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท และหลังการเลือกตั้งนโยบายเร่งด่วนควรมุ่งฟื้นความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เช่น การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า มาตรฐานความปลอดภัย และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการที่เห็นผลได้เร็ว สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน โดยไม่สร้างภาระระยะยาว

    หยุดแทรกแซงนโยบายการท่องเที่ยว

    รวมถึงรัฐควรหยุดการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงนโยบายการท่องเที่ยว และหยุดมาตรการประชานิยมระยะสั้นที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนกฎวีซ่าบ่อยครั้ง กฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอ การพึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากเกินไป ล้วนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย และต้องสร้างเสถียรภาพทางการเมืองเพราะหากไม่มีเสถียรภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวและการลงทุนไม่สามารถวางแผนหรือขยายได้อย่างมั่นใจ และไทยจะเสี่ยงต่อการถูกคู่แข่งในภูมิภาคแซงหน้า

    อีกทั้งประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการกำกับดูแลให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ความไม่มั่นคงทางการเมืองทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว การมีระบบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้เอื้ออำนวย” มากกว่าผู้ควบคุม โดยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้ระบบดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสร้างนวัตกรรม รัฐที่คล่องตัว กำหนดกติกาที่ชัดเจน แต่ไม่ถ่วงเวลา จะช่วยให้ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวเติบโตได้จริง

    ทั้งนี้ระบบภาษีและสวัสดิการควรช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง แต่ยังคงแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ควรมีมาตรการภาษีที่ส่งเสริมการลงทุนด้านความยั่งยืน เช่น การปรับปรุงโรงแรมให้ประหยัดพลังงานและใช้วัตถุดิบท้องถิ่น รวมถึงการปรับระบบการศึกษาและการฝึกอบรมควรสอดคล้องกับทักษะด้านบริการ ความรู้ดิจิทัล และความยั่งยืน แรงงานในธุรกิจโรงแรมควรได้รับการพัฒนาให้มีทักษะด้านภาษา การบริการลูกค้า และความสามารถในการปรับตัวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว

    ประเทศไทยต้องสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ สำหรับธุรกิจโรงแรม หมายถึงการมีระบบการอนุญาตที่โปร่งใส การกำหนดเขตพื้นที่ที่ชัดเจน และสิทธิประโยชน์สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดึงดูด “ทุนคุณภาพ” ต้องอาศัยความเชื่อมั่นว่ากติกาจะไม่เปลี่ยนไปตามการเมือง

    เปิดเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569

    สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2569 นี้  ดีโน่ มองว่า ปีนี้ว่าน่าดีกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น โดยเทรนด์ที่ได้รับการตอบรับที่ดี คือ เวลเนส ซึ่งเวลเนสมีหลายหลาย ทั้งกายภาพ ทั้งเมดิเทชั่น  หรือเวลเนสที่เกี่ยวกับอาหาร จึงจะเห็นแต่ละโรงแรม เริ่มหันมาให้บริการเวลเนสในโรงแรมมากขึ้น ซึ่งบางโรงแรมก็อาจจะเป็นเวลเนสเต็มรูปแบบ หรือ บางโรงแรมก็จะให้บริการเวลเนส เพียงบางส่วน ภายใต้จุดขายที่ตัวเองมี

    อีกทั้งในปีนี้ผู้ประกอบการก็มองที่จะดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทย เพราะเรื่องสแกมเมอร์ข่าวลดลง การสื่อสารระหว่างไทยและจีนเริ่มดีขึ้น และหลังจากในหลวงและพระราชินี ไปเยือนประเทศจีน ก็เป็นภาพลักษณ์ที่ดี ประกอบกับสถานการณ์จีนและญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยดี เดิมคนจีนชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ไปแล้ว ก็คิดว่าคนจีนจะกลับมาเที่ยวไทย ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงตรุษจีนปีนี้ จึงจะรู้ชัดเจนว่าจีนจะกลับมาไหม

    รวมถึงมองที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเจน Z และ มิลเลนเนียล  ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มองในเรื่องการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทยซึ่งตอนนี้กลุ่มนี้ก็ไม่ได้ชอบไปปาร์ตี้ แต่ชอบไปหาวัฒนธรรมท้องถิ่น โรงแรมก็จะต้องนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

    อย่างไรก็ตามปัญหาของการท่องเที่ยวไทยอยู่ที่หลายคนมาเมืองไทยเคยมา 3-4 ครั้ง ถ้าเราไม่มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่คนก็จะเริ่มเบื่อ จะเห็นว่าคนเริ่มไปเวียดนามมากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยต้องมีจุดขายใหม่ รวมถึงการจัดกิจกรรมเฟสติวัลระดับสากล  ที่ดึงนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งปีนี้ก็จะมีการจัดงาน EDC Thailand 2026, Tomorrowland 2026 ในไทย

    อีกทั้งไทยควรขยายผลเรื่องอีเว้นท์กีฬา อย่าง อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอน และการขยายร้านอาหารมิชลินเพิ่มขึ้น เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีเรื่องของรางวัลมิชลิน โดยเฉพาะร้านอาหารในกรุงเทพฯ ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคน มายังประเทศไทย เพื่อมาทานอาหาร เป็นต้น

    AI ตัวช่วยธุรกิจโรงแรม

    ส่วนกลยุทธในการทำงาน ในแง่ของธุรกิจโรงแรมต้องยอมรับในแต่ละปีพยากรณ์หรือคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจได้ยากขึ้น เพราะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ก็อาจส่งผลกระทบได้ ดังนั้นความท้าทายคือ ต้องทำงานเร็วขึ้น ทำแบบงานแบบ Pro-active มากกว่านี้  การจะแพลนงานล่วงหน้า 3 เดือน 6 เดือน ไม่ได้ ต้องวางแผนเดือนต่อเดือน เพื่อ Pick Up ธุรกิจหรือห้องพักให้เรา เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจะจองล่วงหน้าสั้นลง บางตลาดก่อนมาจองล่วงหน้าแค่ 1-2 วัน ไม่ได้จองยาวเหมือนในอดีต เราจะเห็นบุ๊กกิ้งแบบเดือนต่อเดือน เพื่อแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที เช่น จีนหายไปก็ต้องไปหาตลาดอื่นมาทดแทน 

    สุกี้ตี๋น้อยอ่านเศรษฐกิจแข่งขันสูง

    ทิศทางเศรษฐกิจปี 2569  ภาคธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดอาหารโดยเฉพาะกลุ่มบุฟเฟ่ต์ยังคงรุนแรง จากจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

    นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจสุกี้ตี๋น้อย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในปีนี้ยังขยายตัวได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยสุกี้ตี๋น้อยมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่ม ส่งผลให้รายได้รวมเติบโตมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การแข่งขันด้านโปรโมชันที่เข้มข้น ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายไม่สะท้อนมูลค่าเต็มศักยภาพ

    นัทธมน พิศาลกิจวนิช

    ในมุมมองตลาดบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันยังเป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ความคุ้มค่าและการรับประทานร่วมกันเป็นกลุ่ม แต่ในเชิงโครงสร้าง ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงที่การแข่งขันสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากการขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่และการเกิดแบรนด์ใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตเมืองและชุมชนขนาดใหญ่ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของตลาดโดยรวมเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงเร่งตัวหลังโควิด

    สำหรับปีนี้ สุกี้ตี๋น้อยมองว่าความท้าทายสำคัญของธุรกิจร้านอาหารจะอยู่ที่การรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น แต่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ธุรกิจจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ และประสบการณ์ของลูกค้า

    ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทวางแผนเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปีหน้า โดยตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่มากกว่า 70 แห่ง ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจ การเร่งขยายสาขาสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพตลาดในระยะยาว แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มภาระด้านการบริหารจัดการและต้นทุนการดำเนินงาน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างองค์กรและระบบหลังบ้าน เพื่อรองรับการเติบโตในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ทั้งการบริหารบุคลากร การควบคุมคุณภาพ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหลายสาขาพร้อมกัน

    ทั้งนี้ ปีนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของตลาดบุฟเฟ่ต์ จากการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารต้นทุน ควบคุมมาตรฐาน และรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ จะเป็นกลุ่มที่อยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    แบรนด์อาหารยังไปได้ เน้นขยายฐานลูกค้าใหม่

    นาย ภเดช กันตจินดา กรรมการบริหารบริษัทนิตยาไก่ย่าง กรุ๊ป จำกัด หรือ ร้าน “นิตยาไก่ย่าง” กล่าวว่าโอกาสทางธุรกิจของนิตยาไก่ย่างในปี 2569 คือการได้รับอานิสงส์จากกลุ่มผู้บริโภคที่มองว่าอาหาร คือ ปัจจัยสี่ที่จำเป็นและยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจชะลอตัว

    โดยแบรนด์มีโอกาสเติบโตจากการสร้างความเชื่อมั่น ผ่านเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไฮซีซันให้พุ่งสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยการเปิดสาขาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออกอย่างจังหวัดชลบุรี การปรับโฉมสาขาเดิมให้ทันสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร

    ภเดช กันตจินดา

    รวมถึงการพัฒนาสาขาต้นแบบใหม่ในย่านประชาชื่นและการรุกตลาดต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้าง New S-Curve และตอกย้ำความเป็นแบรนด์ใหญ่ที่ผู้บริโภคเลือกใช้บริการในทุกโอกาส

    อสังหาฯ ปีของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

    ท่ามกลางความกังวลว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา และประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่หดตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    พลอยพัทธ์ แต่ดุลยสาธิต ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพ็คชัส จำกัด (Propexus) ผู้อยู่เบื้องหลังการวางระบบข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว ผ่านงาน มหกรรมบ้านและคอนโดและ วิสัยทัศน์ในการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลและการวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย

    พลอยพัทธ์ มองว่าหากมองภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่ “ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่” โดยหลายสำนักคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ในกรอบเพียงประมาณ 1–2% สะท้อนแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการใช้จ่าย

    พลอยพัทธ์ แต่ดุลยสาธิต

    ในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์ พลอยพัทธ์มองว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ “ถูกบีบมากที่สุด” เนื่องจากเชื่อมโยงโดยตรงกับกำลังซื้อ สภาพคล่องของครัวเรือน และเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตลาดไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนจากตลาดกว้าง ไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

    “ปีนี้ไม่ใช่ปีของ mass market แต่เป็นปีของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของลูกค้า ราคา และเงื่อนไขการซื้อ” ผู้ประกอบการที่เริ่มนำ data insights มาใช้ เพื่อเข้าใจ customer journey และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง ตั้งแต่ความสนใจ การเข้าชม การตัดสินใจจอง ไปจนถึงขั้นตอนสินเชื่อ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

    จากข้อมูลที่ได้เห็นผ่านการทำงานด้านโครงสร้างข้อมูลในงานมหกรรมบ้านและคอนโด พลอยพัทธ์เห็นว่า หนึ่งในประเด็นที่น่าติดตามของตลาดอสังหาริมทรัพย์ คือ ความสอดคล้องระหว่างเงื่อนไขสินเชื่อกับความสามารถในการรับภาระของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนความท้าทายร่วมกันของทั้งผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน ในบริบทที่รายได้ครัวเรือนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ในหลายธุรกิจตลาดหดตัว หาตลาดใหม่ยากมากๆ น่าจะเป็นโอกาสของ บริษัท Start-Up ขนาดเล็กที่มีความสามารถสูงมีความคล่องตัวและเห็นโอกาสที่องค์กรขนาดใหญ่มองไม่เห็นหรือเข้าตลาดขนาดเล็กไม่ได้ โดยบริษัทStart-Upที่จะ อยู่รอดได้ต้องมีความลึก เร็ว เก่ง รู้จริง ใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆและมีข้อมูลเพียงพอที่จะฉกฉวยโอกาสในภาวะนี้ได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ ท่ามกลางคลื่นลมพายุและความยากในการดำเนินธุรกิจในปี 2569

    ภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ในหลายธุรกิจตลาดหดตัว หาตลาดใหม่ยากมากๆ น่าจะเป็นโอกาสของ บริษัทStart-Upขนาดเล็กที่มีความสามารถสูงมีความคล่องตัวและเห็นโอกาสที่องค์กรขนาดใหญ่มองไม่เห็นหรือเข้าตลาดขนาดเล็กไม่ได้ โดยบริษัทStart-Upที่จะ อยู่รอดได้ต้องมีความลึก เร็ว เก่ง รู้จริง ใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆและมีข้อมูลเพียงพอที่จะฉกฉวยโอกาสในภาวะนี้ได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ

    ท่ามกลางคลื่นลมพายุและความยากในการดำเนินธุรกิจในปี 2569 นี่คือมุมสะท้อนของ New Gen กับการมองหาโอกาสใหม่ท่ามกลางวิกฤตที่ท้าทายในปีนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/652079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iwcrjfvxPZ-RX34eRnZmn

  • สุโขทัย จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง”

    สุโขทัย จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง”

    สุโขทัย จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง” เน้นกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ

    วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง และ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และเพจเฟซบุ๊ค: ตามรอยลุง ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง” (Let The Mountain Rest 2026) ครั้งที่ 6 ในวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย โดยได้รับเกียรติจากนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุโขทัย นางสาวนุศราภรณ์ รอดเที่ยง นายสถานีวิทยุ อสมท.สุโขทัย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตอำเภอคีรีมาศ และนางสาวประนอม แก้วกำพล นายอำเภอคีรีมาศ ร่วมให้การต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเต็มจำนวน 80 คน

    ภายในงานมีกิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ การเดินขึ้นพิชิตยอดเขาหลวง ระยะทางกว่า 3.7 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,200 เมตร กางเต็นท์พักแรมบนยอดเขา รับประทานอาหารแบบชาวแคมป์ ชมดาวในภาคกลางคืน ซึ่งจะพบปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มดาวทางช้างเผือก เวลาประมาณ 03.45 น. และในช่วงวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะผนึกกำลังร่วมกันในการเก็บขยะตลอดเส้นทางตั้งแต่บนเขาหลวง ตามเส้นทางขาลง เพื่อเป็นการช่วยสร้างความสะอาดให้พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ก่อนที่อุทยานฯ จะเข้าสู่ช่วงปิดฤดูกาลเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเองตามวงจรธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2569

    ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานสุโขทัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการร่วมกับอุทยานแห่งชาติรามคำแหง บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และเพจเฟซบุ๊ค: ตามรอยลุง ในการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพในเชิงของการใช้จ่ายและมีจิตสำนึกในการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมเก็บขยะในขาลงแล้ว ยังมีการจัดการขยะทั้งหมดที่นำขึ้นไปและนำมาคัดแยก ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะเปียก ขยะ Recycle ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 ที่เริ่มจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้มีจำนวนที่เหมาะสมต่อการรองรับของพื้นที่ และทำให้แหล่งท่องเที่ยวไม่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และสามารถกลับฟื้นตัวได้รวดเร็ว ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสมบัติของชาติสามารถใช้ประโยชน์และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสามารถส่งต่อประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนรอบข้างได้อย่างต่อเนื่อง ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ลูกหาบ การจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก การจำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม การจ้างพาหนะท้องถิ่น สถานพักแรมโรงแรมรีสอร์ท ร้านคาเฟ่ ฯลฯ และกิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำความสะอาดพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับการท่องเที่ยวที่ใส่ใจการรักษาทรัพยากร และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ในจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งร่วมรณรงค์ก่อให้เกิดจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อการเดินทางท่องเที่ยว ให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Sustainable Tourism Goal (STG) ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และแนวทางการพัฒนาจังหวัดสุโขทัยอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของนายนพฤทธ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย

    สำหรับอุทยานแห่งชาติรามคำแหง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อได้แก่ “ยอดเขาหลวง” ซึ่งเป็นภูเขาที่มียอดสูงสุดในพื้นที่ บนความสูงประมาณ 1,200 เมตร (รทก.) โดยบนยอดเขายังมีจุดชมวิวที่สวยงามอีกหลายจุด อาทิ ผาชมปรง ผานารายณ์ ยอดเขาพระเจดีย์ ยอดเขาสวรรค์คีรี ยอดเขาพระแม่ย่า ยอดเขาภูกา โดยเส้นทางพิชิตยอดเขาหลวง จะเริ่มจากลานบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และมีจุดสำคัญที่เป็นจุดแวะพัก ได้แก่ ประดู่ใหญ่ ( 1 กม.) มออีหก (1.4 กม.) จุดชมวิว (1.6 กม.) ตะเคียนคู่ (1.9 กม.) น้ำดิบผามะหาด (2.3 กม.) ชานเบิกภัย (2.7 กม.) ไทรงาม (3 กม.) ปล่องนางนาค (3.3 กม.) พระยาแล่นเรือ (3.5 กม.) ค่ายพักแรม (3.7 กม.) นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวยังมีจุดที่น่าสนใจได้แก่ สวนลุ่ม ที่เป็นสวนสมุนไพรธรรมชาติแหล่งใหญ่และมีพืชพันธุ์ที่หลากหลายควรค่าแก่การศึกษาอีกด้วย

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    • [ ] ททท.สำนักงานสุโขทัย อาคารเลขที่ 200 ถนนจรดวิถีถ่อง ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย 64000 โทรศัพท์ 0 5561 6228 ในวันเวลาราชการ อีเมล์ [email protected] เฟซบุ๊คเพจ: ททท.สำนักงานสุโขทัย
    • [ ] อุทยานแห่งชาติรามคำแหง โทรศัพท์ 09 888 9297

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3886742/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xjrf4lthiNl81YG4UV_F_

  • แม่กลองจัดใหญ่ ‘วิถีถิ่น วิถีไทย’ 3 วันเต็มอิ่ม ศิลป์แผ่นดิน ร.2 กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน-ท่องเที่ยววัฒนธรรม | เดลินิวส์

    แม่กลองจัดใหญ่ ‘วิถีถิ่น วิถีไทย’ 3 วันเต็มอิ่ม ศิลป์แผ่นดิน ร.2 กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน-ท่องเที่ยววัฒนธรรม | เดลินิวส์

    น.ส.ชัยพฤกษ์ อ่อนพิมพ์ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 รวม 3 วัน ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 2 อำเภออัมพวา เพื่อสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกกลุ่ม ได้ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม เมืองแห่งสายน้ำ วิถีชุมชน และถิ่นประสูติของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาด้านศิลปวรรณคดีและนาฏศิลป์ ซึ่งถือเป็นยุคทองของวรรณกรรมและศิลปะการแสดงไทย

    ไฮไลท์ตลอด 3 วัน อัดแน่นด้วยการแสดงศิลปะชั้นสูงและศิลปะพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก เริ่มจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 17.00 น.มีการเสวนา “จากภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่สำรับอาหารที่ทรงคุณค่า” โดยนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายปัญญา โตกทอง น.ส.วารุณี รอดสินธ์ และนายธามม์ ประวัติตรี จากนั้นเป็นการแสดง “โขน” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศิลปะการแสดงชั้นครูที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม ต่อด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดาวรุ่ง แยม พัณณ์ชิตา และ เนิร์ด ณัฐนิชา เติมสีสันร่วมสมัยให้กับเวทีวัฒนธรรม

     วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การแสดงหุ่นละครเล็ก คณะศักดิ์สืบศิลป์ ซึ่งสืบทอดศิลปะชั้นสูงอันละเอียดอ่อน ผสานการแสดงนาฏศิลป์เยาวชนในพื้นที่ สะท้อนพลังคนรุ่นใหม่ในการอนุรักษ์มรดกไทย และปิดท้ายวันที่ 1 มีนาคม ด้วยลิเกดัง คณะรุ่งฟ้า กฤษฎา บารมี พร้อมเซอร์ไพรส์จาก “น้องนุ่น เนตรชนก” หรือ “นุ่น ดำดง” ศิลปินลิเกขวัญใจมหาชน และการแสดงโขนจาก สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน รวมทั้งการแสดงของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้วย นอกจากเวทีการแสดงแล้ว ภายในงานยังจัดโซนอาหารไทยโบราณ สาธิตเมนูจากบทพระราชนิพนธ์ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” สะท้อนมิติทางวรรณศิลป์และวิถีครัวไทย พร้อมอาหารพื้นบ้านรสชาติดั้งเดิมของชาวแม่กลอง และยังมีโซนสินค้าทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนจากอัมพวาและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นนำผลิตภัณฑ์หัตถกรรม งานจักสาน งานผ้า และของที่ระลึก มาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน และยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด อีกหนึ่งสีสันสำคัญ คือ การเชิญชวนผู้ร่วมงาน “แต่งชุดไทย” เที่ยวชมงาน ท่ามกลางบรรยากาศเรือนไทยอันงดงามภายในอุทยาน ร.2 ซึ่งนับเป็นแหล่งเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ นักท่องเที่ยวจะได้ถ่ายภาพ เก็บความประทับใจ และซึมซับวิถีไทยในบรรยากาศเมืองริมน้ำอัมพวาอย่างเต็มอิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5622423/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sqLn1JfFGcKgq5t5elnmT

  • เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ฝากไปให้ “พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย” ทราบ

    การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 2 เมษา 49 ที่เป็นต้นเหตุทำให้ ใครต่อใครที่อกหักจาการเลือกตั้งครั้งปัจจุบันนี้ (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) มักจะนำไปอ้างถึง เพื่อใช้คำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นั้น มาล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เป็นโมฆะ ทั้งๆที่รู้ว่า

    สถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกำหนดคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้งแตกต่างกันมากมาย เหมือน มือกับเท้า ลองอ่านดูครับ

    1. การเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นัั้น เกิดขึ้นเพราะนายทักษิณ นรม.ในตอนนั้นได้ยุบสภา เพื่อหาทางยุติการจัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่กดดันต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง จากเรื่องสารพัดโกง รัฐบาลทักษิณจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในแค่ 35 วันเท่านั้น

    2.พรรคการเมือง 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จึงประท้วง ไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งด้วย เนื่องจาก รัฐบาลเอาเปรียบยุบสภาแล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งแบบกระชั้นชิดเกินไป

    3. หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผล 2 เรื่องประกอบกัน ได้แก่

    (1) กำหนดวันเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม เนื่องจากกำหนดวัน เลือกตั้งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วันเท่านั้น เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ

    (2) กกต.ได้จัดคูหาในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด ซึ่งไม่เคยมีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อน

    (ต่อมารัฐบาลได้ กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง ใน 15 ตุลา ปีเดียวกัน ท่ามกลางการชุมนุมกดดันรัฐบาล นาๆชนิด แต่เกิดเหตุรัฐประหาร 19 กันยา 49 ขึ้นมาเสียก่อน )

    ▪️ คำพิากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่า

    อ้างอิงมาจากข้อเท็จจริงในขณะนั้น 3 อย่าง คือ (1) มีการยุบสภาฯ ที่มาจากการหนีม็อบที่มาชุมนุมขับไล่ นายกฯ ไม่ใช่ยุบเพราะสาเหตุทางการเมือง และยังกำหนดวันที่เลือกตั้งเร็วมาก (2) มีความพยายามโกงการเลือกตั้งจริงๆ เห็นเจตนาได้ชัดเจน ถึงตั้งคูหาเลือกตั้งแบบนั้น พิสูจน์ได้ง่าย และ (3) สถานการณ์ของบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสับสน ทั้งม็อบ และการต่อต้านการเลือกตั้งของประชาชน ตามตัวอย่าง ดังนี้

    เรื่องม็อบกดดันต่อ หลังจากยุบสภา 

    มีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันตัวนายกฯขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั้ง เคลื่อนขบวนไปชุมนุมปักหลักอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
    โดยทำม็อบ “ดาวกระจาย” ไปประท้วงตามจุดต่างๆ เช่น กกต. ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ สถานทูตสิงคโปร์ สยามสแควร์ เรียกร้องให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรักษาการลาออก…….

    เรื่อง ความไม่สมบูรณ์ ของการเลือกตั้ง ( 2เมษา 49 )

    ….เมื่อหลายพรรค ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย จึงเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. โดยมีพรรคการเมืองเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง ลงสมัครเป็นตัวประกอบ แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า หลายเขต มีคะแนน “โนโหวต ” สูงกว่าคะแนนที่ออกเสียงเลือกผู้สมัคร และ บางเขตมีคะแนนที่เลือก ส.ส. ไม่ถึงร้อยละ 20 จนทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่….. ม็อบไล่นายก จึงคึกคักนัก

    มาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภา 69 แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่องเลย สถานการณ์ในประเทศในตอนปัจจุบันนี้ ดีเยี่ยม ประชาชนรักสามัคคีกัน แม้จะมีสงครามสู้รบตามแนวชายแดนไทยถึง 7 จังหวัด เห็นได้จากการจัดงานปีใหม่ 2569 มีชาวต่างชาติ/นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวถึงประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน มีจัดเคาดาวน์ในกรุงเทพ ถึง 10 แห่ง / GDP ประเทศไทย ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งกว่าคาดที่ 2.4% มีมูลค่ารวม 18.97 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน และการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น / ประเทศไทยเริ่มเป็นประเทศที่มีสิทธิมีเสียง พูดแล้วประเทศอื่นๆต้องหยุดฟังบ้างแล้ว / การปราบทุนเทา ดำเนินงานอย่างเข็มแข็ง ไม่ต้องให้ชาติอื่นยกกำลังมามาปราบ ถึงในประเทศ แบบกัมพูชา / การทวงคืนแผ่นดินไทยสมบูรณ์แล้วมาก กว่า 90% ฯลฯ

    การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง นั้น จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของ กกต. แต่ถ้าจะกดดันให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า “ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ” นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องหาทางชี้แจงให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเสียก่อน ว่า “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดนั้น บิดเบือนเจตจำนงค์ของประชาชน ที่มาเลือกตั้งจริงหรือไม่” เช่น มีหลักฐานว่า พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือ กับ กกต. ใช้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้ง จริงๆ

    ลองไปคิดกันดู เถอะครับ ว่าพรรคตัวเองมีข่าวแย่ๆออกมาเกือบทุกวัน จะให้ประชาชนเค้าสนับสนุนแบบเดิมอีกหรืออย่างไร แต่ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผมก็กลัวว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ ถล่มทลายมากขึ้นแบบ การเลือกตั้งของญี่ปุ่น แล้วที่นี้จะไปโทษใครอีก เวรกรรมแท้ๆ
    หรือแค่อยากให้ “ประเทศไทยกลับไปอยู่ในห้อง ICU อีกครั้งหนึ่ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19MKm3ZON7q-LdmHOQqa7Z

  • ไผ่-ธนกฤต ปัดข่าวดีลรัฐบาลล่ม กล้าธรรมยังนิ่ง-ไร้สัญญาณปรับออก

    ไผ่-ธนกฤต ปัดข่าวดีลรัฐบาลล่ม กล้าธรรมยังนิ่ง-ไร้สัญญาณปรับออก

    ไผ่-ธนกฤต ปัดข่าวดีลรัฐบาลล่ม กล้าธรรมยังนิ่ง-ไร้สัญญาณปรับออก

    รายงานความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดมีกระแสข่าวสะพัดถึงความชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจไม่เชิญ “พรรคกล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะมีสัดส่วน สส. ถึง 58 ที่นั่ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเชิงพื้นที่ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในหลายเขตจนทำให้ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยต้องพ่ายแพ้

    นอกจากปัจจัยด้านการแข่งขัน พรรคแกนนำยังมองว่าพรรคกล้าธรรมเป็นคู่แข่งยุทธศาสตร์ในระยะยาว เนื่องจากมีฐานเสียงและวิธีการทำงานในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน ประกอบกับจำนวน 58 ที่นั่ง ถือเป็นอำนาจต่อรองที่สูงเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการจัดสรรโควตารัฐมนตรีตามสูตร “10 สส. ต่อ 1 ตำแหน่ง” หากดึงเข้าร่วมจะทำให้สัดส่วนเฉลี่ยบิดเบือน และกระทบต่อความหวังของ “บ้านใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทยที่รอคิวรับตำแหน่งอยู่เช่นกัน

    “ไผ่ ลิกค์ – ธนกฤต” ประสานเสียงไม่ทราบข่าว

    ด้านความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคกล้าธรรม เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 ก.พ. 69 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เปิดเผยว่าตนเองยังไม่ทราบเรื่องการปิดดีลรัฐบาล 300 เสียงโดยไม่มีพรรคกล้าธรรม เนื่องจากขณะนี้เดินทางอยู่ต่างประเทศ

    สอดคล้องกับ นายกองตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่ระบุว่ายังไม่ได้รับสัญญาณใดๆ จากผู้ใหญ่หรือคณะกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค เคยให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ และขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

    แบ่งเค้ก ครม.อนุทิน2 สูตร”10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้” ล็อกสมดุลอำนาจ

    สำหรับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเบื้องต้น ยึดหลักการสร้างความเป็นธรรมและคุมสมดุลอำนาจด้วยสูตร “10 สส. ต่อ 1 โควตารัฐมนตรี” ส่งผลให้สัดส่วนเป็นดังนี้:

    • พรรคภูมิใจไทย (193 เสียง): ได้โควตา 19 ตำแหน่ง
    • พรรคเพื่อไทย (74 เสียง): ได้โควตา 7 ตำแหน่ง
    • พรรคร่วมขนาดเล็ก (ไทรวมพลัง, พลังประชารัฐ, ประชาชาติ): แบ่งโควตาที่เหลือ 4 ตำแหน่ง

    กั้น 5 “โควตากลาง” ดึงมือโปรคุมเศรษฐกิจ

    ไฮไลต์สำคัญของการจัดทัพครั้งนี้คือการเปิดทางให้ “คนนอก” ที่เป็นมืออาชีพเข้ามานั่งตำแหน่งยุทธศาสตร์ในฐานะโควตากลาง 5 ตำแหน่ง เพื่อสร้าง “ทีมเศรษฐกิจรวมศูนย์” ได้แก่

    1. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ: รองนายกรัฐมนตรี (กฎหมาย)
    2. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ
    3. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
    4. ศุภจี สุธรรมพันธุ์: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์
    5. รมว.พลังงาน: อยู่ระหว่างการทาบทามบุคคลที่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39F3DhvyvpLaSfn8_NQZba

  • “อลงกรณ์” เตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลัง “ทรัมป์” แพ้คดีภาษี

    “อลงกรณ์” เตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลัง “ทรัมป์” แพ้คดีภาษี

    การเมือง

    “อลงกรณ์” เตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลัง “ทรัมป์” แพ้คดีภาษี

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง“คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี” โดยโพสต์ในเฟสบุ้ควันนี้วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐหลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำพิพากษาว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)โดยมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงและการที่ผู้นำสหรัฐประกาศใช้กฎหมายการค้าอื่นเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10%จะส่งผลกระทบต่อไทยพร้อมกับเตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองที่จะกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยมีเนื้อหาบทวิเคราะห์ดังนี้

    บทวิเคราะห์: “คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี” คำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจ ในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) โดยอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Taxing Power) เป็นสิทธิขาดของ สภาคองเกรส ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเพราะการตีความกฎหมายผิดโดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีปราบยาเสพติด แต่ศาลชี้ว่ากฎหมายนี้อนุญาตให้ “ควบคุมการนำเข้า” เท่านั้น แต่ไม่ได้รวมถึงการ “เรียกเก็บภาษี”

    ผลกระทบต่อ “โลก” 1.ประเด็นการคืนเงินภาษี รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วกว่า 1.3 – 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5-5.5 ล้านล้านบาท) ให้แก่บริษัทผู้นำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ อย่างหนัก

    2.ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แม้ศาลพิพากษาแล้วแต่ทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายอื่น (Section 122 ของ Trade Act 1974) ซึ่งใช้ได้ชั่วคราว 150 วัน ทำให้ความขัดแย้งทางการค้ายังไม่จบลงง่ายๆ ธุรกิจทั่วโลกเริ่มสับสนว่าจะวางแผนการผลิตและการค้าอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปมาตามคำสั่งศาลและการโต้กลับของทำเนียบขาว โดยพิจารณาท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง และจะลงนามเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10 % อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974
         
    ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเห็นว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายอื่น ๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น มาตรา 232 ของกฎหมายแม่บทว่าด้วยการขยายตัวทางการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าและอลูมิเนียมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ และมาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเทศจีน

    ประการสำคัญคือประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลงนามในคำสั่งทางบริหารเพื่อนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายแม่บทด้านการค้า (Trade Act of 1974) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรได้ถึง 15% มาใช้เพื่อเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ดี ภาษีตามมาตรานี้มีอายุเพียง 150 วัน หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส

    ผลกระทบต่อไทย สหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ทั้งนี้จากตัวเลขสถิติการค้าไทย-สหรัฐฯตาม ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า มูลค่าการค้ารวมปี2568ประมาณ 93,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ (2568)72,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 12.9%)ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐสูงถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อไปในวันข้างหน้าเพราะเป็นสาเหตุให้ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องภาษีจากสหรัฐ
       
    อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมากในปี 2569 แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จะทำให้การจัดเก็บภาษีเดิมซึ่งไทยเคยถูกเรียกเก็บในอัตราตอบโต้สูงถึง 19% ตั้งแต่สิงหาคม 2568กลายเป็นโมฆะ แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีฐานตัวใหม่ (Baseline Tariff) ที่อัตรา 10% ทันทีภายใต้กฎหมายอื่น ก็เปรียบเสมือนคลื่นลูกที่สองที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
       
    สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยระบุว่ามาตรการภาษี 10% นี้ อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยลดลงประมาณ 1.9 ถึง 2.7 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการสูญเสียราว 1.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ความสูญเสียในภาคการค้านี้จะฉุดให้การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% – 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเดิมที่คาดการณ์ไว้
       
    เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่ตกอยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงสูง” คือกลุ่มสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกไปสหรัฐฯ ได้แก่ 1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ การโดนภาษี 10% จะกดดันกำไรของผู้ผลิตในไทยอย่างหนัก 2. เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องกล มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จะเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ 3. ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ มูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์ จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า 4. ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่าประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ 5.  อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกำลังซื้อที่หดตัวของชาวอเมริกัน
       
    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ยังมีความหวังในเรื่อง “เงินคืนภาษี” โดยมีการประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปอย่างผิดกฎหมายรวมทั่วโลกกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของไทยนั้น ผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯ มีสิทธิ์ยื่นขอคืนภาษีส่วนต่าง (Refund) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ ACH เต็มรูปแบบเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับคู่ค้าและอาจส่งผลดีกลับมายังผู้ผลิตในไทยได้ในระยะสั้น

    สรุปได้ว่า แม้คำตัดสินของศาลจะช่วยลด “เพดาน” ภาษีจาก 19% ลงมาอยู่ที่ 10% แต่การที่ภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภท (ยกเว้นกลุ่มเหล็กและอลูมิเนียมที่มีกฎหมายเฉพาะ) ทำให้ภาคเอกชนไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ 
        
    การปรับตัวไปสู่ตลาดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐฯ และการเร่งเจรจา FTA กับภูมิภาคอื่นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้ในปีหน้า.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/466869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08T7Moixc70qoHdrlSM_yP

  • ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4176 ระหว่างวันที่ 19-21 ก.พ. 2569 โดย…กาแฟขม

    *** ตึงเครียดรอบใหม่ สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ที่นักวิเคราะห์จับตามองสถานการณ์ใกล้ชิด บางคนประเมินเป็นไปได้ถึง 70-80% ในการเปิดศึก เมื่อสหรัฐส่งกองเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบินสองกลุ่ม (USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford) เพื่อเตรียมพร้อมโจมตีทางทหาร เคลื่อนเข้าใกล้ประชิดพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้นแล้ว

    *** สหรัฐยื่นเงื่อนไขให้หยุดพัฒนานิวเคลียร์ ไม่ผลิตขีปนาวุธ ไม่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาค ข้อแรกประเมินว่าพอไหว แต่ข้อหลังๆ อิหร่านไม่ยอมง่ายๆ ยังมีปัจจัยอิสราเอล ที่พร้อมเปิดฉากกับอิหร่านอีก โดยมีสหรัฐหนุนหลัง สถานการณ์จึงดูวุ่นวาย ที่ต้องดูมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน จะเป็นตัวแปรสำคัญ หาก 2 มหาอำนาจไม่ดันหลังอิหร่านเต็มที่ และสถานการณ์เป็นการปะทะก่อนเป็นสงครามใหญ่ จะทำให้ความโกลาหลเกิดขึ้นและขยายวงผลกระทบไปทั่วโลก

     *** ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ม.หอการค้าไทย ที่จับตาเรื่องนี้ประเมิน เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หากสงครามเต็มรูปแบบ ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ต้นทุนนำเข้านํ้ามัน ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งสินค้า ภาคส่งออกที่พึ่งพาตลาดโลก ค่าเงินผันผวน ลามไปกระทบตลาดทุน เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีไตรมาส 4 ปีก่อน แต่โตขึ้นแบบเปราะบาง ฉะนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมรับมือ บริหารความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ

     *** เหลียวดูเศรษฐกิจไทย สภาพัฒฯ แถลงจีดีพีปี 68 โต 2.4% ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ 2-2.2% ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย สะท้อนประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง มีมาตรการ “Quick Big Win” ประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆ กับวารากฐานในระยะยาว กำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซํ้าซ้อน ทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น และมีความชัดเจนในการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นนักลงทุน
     

    *** ปี 2569 นี้ โจทย์สำคัญไม่ใช่รักษาอัตราการเติบโต อยู่ที่รัฐบาลใหม่ สร้าง Trust and Confidence เศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในเชิง “Vote of Confidence” สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ

    ทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มืออาชีพที่มีประสบการณ์ การตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทาย ต้องสร้างโมเมนตัมให้ต่อเนื่อง ปีนี้ให้เป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 

                                          ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    *** ซํ้าด้วย ประธาน ส.อ.ท. เกรียงไกร เธียรนุกุล นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และจากการฟื้นตัวที่เปราะบาง 

    รัฐบาลใหม่ต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ ให้ถูกฝาถูกตัว นำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา ที่สำคัญต้องขจัดคอร์รัปชัน สร้างความเชื่อมั่นคืนมา จึงจะฟื้นฟูรักษาคนป่วยแห่งเอเชียให้กลับมาได้ 

    หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45  ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 -21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/652103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a6X98xsuyg3PZzNlZgQXU

  • นักวิชาการวิเคราะห์เศรษฐกิจ หลังศาลสูงสหรัฐสั่งคว่ำ”ภาษีทรัมป์” แต่ “ทรัมป์” ไม่ยอมแพ้ ชี้ “ไทย” เสี่ยงสูงในการเจรจาต่อรองภาษี

    นักวิชาการวิเคราะห์เศรษฐกิจ หลังศาลสูงสหรัฐสั่งคว่ำ”ภาษีทรัมป์” แต่ “ทรัมป์” ไม่ยอมแพ้ ชี้ “ไทย” เสี่ยงสูงในการเจรจาต่อรองภาษี

    สงครามการค้าโลกยังไม่จบ แม้ศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินคว่ำ”ภาษีทรัมป์” แต่ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ ประกาศมาตรการภาษีการค้ารอบใหม่สวนทันที เก็บภาษีนำเข้า 10% จากทุกประเทศ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก หลังศาลสูงสหรัฐตัดสินคว่ำมาตรการภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า สงครามการค้าโลก ยกที่ 2 ยังไม่จบ หลังศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินว่าที่ทำมา “เกินอำนาจ” “กฎหมายไม่รองรับ” โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงไม่ยอมแพ้ ประกาศมาตรการภาษีการค้ารอบใหม่ สวนทันที ทั้งเก็บภาษี 10% Global Tariffs ภายใต้ Section 122 และ Tariffs เพิ่มเป็นรายอุตสาหกรรม ภายใต้ Section 301 ที่จะเริ่มสอบสวนประเทศต่างๆ แล้วทยอยออกมา ทั้งหมด เพื่อปกป้องสหรัฐจาก Unfair Trading Practices และทดแทนภาษี Reciprocal Tariffs ที่หายไปจากคำตัดสิน

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า นอกจากนี้ ประเทศที่เคยยอมมาแล้ว ก็อย่าดีใจ ไม่ต้องคิดฝันที่จะยกเลิกข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐ ทั้งหมดก็เพราะว่า ประธานาธิบดีสหรัฐได้จดไว้หมดแล้วว่าใครยอมอะไร “ยิ่งไปกว่านั้น อ้อยเข้าปากพญาอินทรีแล้ว คงยากจะไปดึงกลับมา”

    สอดคล้องกับ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ที่ระบุว่า สถานการณ์การส่งออกไทยไปสู่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับสินค้าไทยที่เคยเสียภาษีในอัตราเฉลี่ย 19% แต่ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีได้เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ ภาษีรายเฉพาะสินค้า (Product-specific Tariffs) ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงและรุนแรงกว่าเดิม ตามเครื่องมือทางกฎหมายที่ทรัมป์มีอยู่ และมีโอกาสที่จะเจอภาษีสวมสิทธิ์ เพราะไทยยังเจรจาข้อดีลทางการค้ากับสหรัฐฯไม่จบ ทำให้มันมีประเด็นที่ยังสงสัยในสินค้าส่งออกในประเทศไทย เมื่อเทียบกับดีลการค้าประเทศอื่น ๆ ที่ปิดดีลกับสหรัฐฯไปแล้ว ฉะนั้นก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องไปเจรจากับสหรัฐฯอีกว่าจะจบแบบไหน มีความไม่แน่นอนสูงในการจบภาษีกับทรัมป์

    สถานะดังกล่าวส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงสูงในการเจรจาต่อรองภาษี เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าไทยเป็นประเทศที่เจรจาได้ยากและมีท่าทีเอนเอียงไปทางประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าหลักของสหรัฐฯ ความคลุมเครือนี้ส่งผลให้สินค้าไทยในกลุ่มที่เคยได้รับสิทธิภาษี 0% จำนวนกว่า 1,000 รายการ ตกอยู่ในความไม่แน่นอนว่ายังจะได้รับสิทธิต่อไปหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจรจา

    จากการประเมินเบื้องต้น สินค้ากลุ่มหลักที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ และกำลังถูกจัดเก็บภาษีหรือมีความเสี่ยงที่จะถูกเพิ่มภาษี ประกอบด้วย กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เซมิคอนดักเตอร์ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องครัว และยารักษาโรค ทองแดง และชิ้นส่วนโลหะ โดยมูลค่าความเสียหายจากการจัดเก็บภาษีรายเฉพาะสินค้าในล็อตแรก คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะสูงขึ้น

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/457687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_NVE3wxCNxyiGLagOqDtr

  • GDP สหรัฐฯ ชะลอตัวต่ำกว่าคาด ทรัมป์โทษการปิดรัฐบาล

    GDP สหรัฐฯ ชะลอตัวต่ำกว่าคาด ทรัมป์โทษการปิดรัฐบาล

    เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตช้าลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2025 ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นการปิดท้ายปีแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ Donald Trump

    ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันรีบออกมาโทษการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อในปีที่ผ่านมาว่าเป็นสาเหตุของการชะลอตัวของการเติบโต โดยโยนความรับผิดชอบไปที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตผ่านโพสต์ในโซเชียลมีเดียก่อนที่ข้อมูลล่าสุดจะถูกเผยแพร่

    ตัวเลข GDP ต่ำกว่าคาดการณ์

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกขยายตัวในอัตรา 1.4% ต่อปีในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์รายงานว่าต่ำกว่าอัตรา 2.5% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้สำหรับไตรมาสนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    GDP เต็มปีเติบโต 2.2% ในปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 2.8% ในปีก่อนหน้า Trump เขียนในโพสต์ Truth Social ด้วยความโกรธว่า “การปิดรัฐบาลของพรรคเดโมแครตทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสีย GDP อย่างน้อย 2 จุด” ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนผลการประกาศอย่างเป็นทางการ

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโต

    กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าการเติบโตที่ช้าลงในไตรมาสที่สี่ “สะท้อนให้เห็นการลดลงของการใช้จ่ายของรัฐบาลและการส่งออก รวมถึงการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค” ซึ่งชดเชยได้บางส่วนด้วยการเพิ่มขึ้นของการลงทุน

    ตัวเลขไตรมาสที่สี่แสดงให้เห็นการชะลอตัวอย่างชัดเจนจากการเติบโต 4.4% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน นักวิเคราะห์โดยทั่วไปคาดว่าผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการปิดรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งยืดเยื้อจากเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน จะเป็นเพียงชั่วคราว

    อัตราเงินเฟ้อยังคงท้าทาย

    รายงานแยกต่างหากของรัฐบาลในวันศุกร์แสดงให้เห็นว่าตัววัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนธันวาคม สูงกว่า 2.8% ที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์และสูงกว่าตัวเลขเดือนพฤศจิกายนด้วย

    เศรษฐกิจสหรัฐได้เติบโตในจังหวะที่มั่นคงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยขับเคลื่อนด้วยการบริโภคขณะที่ครัวเรือนยังคงใช้จ่ายแม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ดื้อรั้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-gdp-growth-misses-expectations-trump-blames-shutdown&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zZeiO8c9nID4Voc_8u4mO