Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พังงาจัดงานเทศกาลดนตรีและเทศกาลอาหารทะเล ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    พังงาจัดงานเทศกาลดนตรีและเทศกาลอาหารทะเล ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ภูมิภาค

    พังงาจัดงานเทศกาลดนตรีและเทศกาลอาหารทะเล ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงาน นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานเปิดงานเทศกาลดนตรีและเทศกาลอาหารทะเล “Phangnga Music on The Beach & Phangnga Seafood Festival” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ณ ชายหาดบางสัก ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า ระหว่างวันที่ 20-24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนางพิศมัย วงศ์แก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงาท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา นายดำรง ฉิมทับ นายอำเภอตะกั่วป่า นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่นนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา พร้อมประชาชนในพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ นักท่องเที่ยวชาวไทยชาวต่างชาติมากได้ร่วมเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อเลือกกินอาหารและชมบรรยากาศชายทะเลที่มีความสวยงามร่มรื่น

    นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า จังหวัดพังงาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและพหุวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อาหารพื้นถิ่น วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรม จังหวัด จึงนำ “ศิลปะ” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสน่ห์และถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยว เพื่อให้จังหวัดพังงาเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยว เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งและความสุขที่ยั่งยืน

    นางพิศมัย วงศ์แก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นตามโครงการพังงาเมืองแห่งศิลปะและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง และความสุขที่ยั่งยืน ส่งเสริมอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัดพังงาได้อย่างลงตัว เกิดเป็น soft power ที่จะสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา ให้ได้มาตรฐานระดับสากล ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ประชาชน สร้างเทศกาลศิลปะที่สามารถเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติประเทศให้เข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดพังงา

    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ชายหาดบางสัก ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ภายในงานมีการจัดแสดง Lighting Landmark และ Lighting Art Decoration กว่า 10 จุด การแสดงศิลปวัฒนธรรม คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง กิจกรรมการแข่งขัน การสาธิตการปรุงอาหารทะเลจากเชฟมืออาชีพ รวมถึงการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเล อาหารพื้นถิ่น ร้านอาหารมิชลิน และสินค้า OTOP รวมกว่า 70 ร้านค้าให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ชกชิมอาหารแบบสดๆ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C5zLrOs_TwDl8hlX2AXSq

  • ททท.อุดรฯเตรียมความพร้อมรองรับการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวชาวจีน | เดลินิวส์

    ททท.อุดรฯเตรียมความพร้อมรองรับการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวชาวจีน | เดลินิวส์

    ที่ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุดรธานี นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี พันโท ดร.วรายุส์ ตรีวัฒนสุวรรณ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรม จ.อุดรธานี นายภาสกร วีรชาติยานุกูล รองประธานหอการค้า จ.อุดรธานี นายทินกร ทองเผ้า นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.อุดรธานี คุณวิชญวีร์ เหลืองเรืองทิพย์ ผจก.ฝ่ายการตลาดศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดร คุณพรสม นิลสอาด ผช.ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การค้ายูดีทาวน์ นางนัยนา ลักษณมนตรี ผจก.สาขาบิ๊กซีอุดรธานี คุณชนันรัตน์ เม่นขาว  ผจก.สาขาโลตัสอุดรธานี นายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานวิสาหกิจกลุ่มเรือท่องเที่ยวทะเลบัวแดง และพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวร่วมหารือในครั้งนี้

    โดยร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรองรับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดน ผ่านระบบ QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ

    นางสาวกนกวรรณ กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวได้เล็งเห็นว่า การเปิดให้บริการดังกล่าวสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในธุรกิจนักท่องเที่ยวที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจีน จึงดำเนินการประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจการท่องเที่ยวขึ้น โดยได้คัดเลือก จ.อุดรธานี เป็นพื้นที่นำร่อง

    ททท.สำนักงานอุดรธานี จึงได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการ เพื่อทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้กับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการในเครือข่ายได้รับทราบ และเตรียมการจัดสัมมนาให้ข้อมูลในการเชื่อมโยงระบบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5622200/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NWblhHD-3qO8crfor1Glp

  • ‘แอร์เอเชีย’ ผนึก ททท. ต่อยอดพลัง ‘ลิซ่า’ ดึงนักเดินทางเที่ยวไทยโต

    ‘แอร์เอเชีย’ ผนึก ททท. ต่อยอดพลัง ‘ลิซ่า’ ดึงนักเดินทางเที่ยวไทยโต

    “แอร์เอเชีย” ร่วมด้วยพึ่งพลัง “ลิซ่า” ต่อยอดแคมเปญ “Feel all the Feelings” ของ ททท. หวังกระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศดันความถี่การบินเพิ่ม-ชนะคู่แข่ง destination เด่น

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสายการบินไทยแอร์เอเชียครั้งนี้ ดำเนินภายใต้โครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย” เป็นการต่อยอดแคมเปญโฆษณาของ ททท. “Feel all the Feelings” ที่ได้เปิดตัวร่วมกับ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador  ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และเข้าถึงได้มากที่สุดในมุมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  

    ทั้งนี้ ไทยแอร์เอเชีย ถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยให้คล่องตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากมีเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายหรือ destination ทั่วทุกภูมิภาค สานเป้าหมายของททท.ที่ต้องการกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยให้แตะระดับ 210 ล้านคน-ครั้ง

    ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาท 4 มิติหลัก ได้แก่

    1.การเป็น Enabler เพิ่มการเข้าถึงในราคาจับต้องได้

    2.Connector เชื่อมสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว

    3.Amplifier ขยายพลังแคมเปญ Amazing Thailand x LISA ในทุกช่วงการเดินทาง

    4.Confidence Builder เสริมความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเดินทางง่าย ปลอดภัย และพร้อมต้อนรับเสมอ

    ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    ‘แอร์เอเชีย’ ผนึก ททท. ต่อยอดพลัง ‘ลิซ่า’ ดึงนักเดินทางเที่ยวไทยโต

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวอีกว่า หลังการปล่อยแคมเปญ “Feel all the Feelings” ซึ่งมี “ลิซ่า” เป็น Amazing Thailand Ambassador ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบทวีคูณ(Multiplier Effect)อย่างดี ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย ช่วยสานยุทธศาสตร์ของททท.ที่มุ่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพหรือ Value over Volume ทั้งจากตลาดระยะใกล้(Short Haul )และตลาดระยะไกล(Short Haul )

    “ลิซ่าช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวก โดยเฉพาะด้าน Media exposure ทั่วโลก สร้าง Brand Awareness ได้ถึง 650 ล้านครั้ง และทำให้นักท่องเที่ยวหลายตลาดในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน”

    นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ททท. ได้จุดกระแสการท่องเที่ยวไทยจาก “ลิซ่า-ลลิษา” ในแคมเปญนี้ได้อย่างดี ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้เห็นไฮไลท์สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค เเละอยากบินไปสัมผัสจริง แอร์เอเชียจึงต่อยอดแคมเปญด้วยศักยภาพของเรา ทั้งความคุ้มค่าและเครือข่ายบินที่ครอบคลุมมากที่สุด รวม 42 เส้นทาง พร้อมให้บริการ 2 สนามบินที่กรุงเทพ จากดอนเมือง (DMK) เเละสุวรรณภูมิ(BKK) โดยเพิ่มสีสันกับกิจกรรมพิเศษบินเที่ยวตามรอยลิซ่า หวังกระตุ้นการเดินทางเที่ยวไทยที่ต่อเนื่อง

    ‘แอร์เอเชีย’ ผนึก ททท. ต่อยอดพลัง ‘ลิซ่า’ ดึงนักเดินทางเที่ยวไทยโต

    ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม ไทยแอร์เอเชียพร้อมให้สิทธิ์ บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็ม สำหรับนักท่องเที่ยว 3 คนเเรกที่บินกับแอร์เอเชีย ครบ 8 จังหวัดที่เราให้บริการและอยู่ในสื่อประชาสัมพันธ์ Feel All the Feelings ของลิซ่า  ได้เเก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน สุราษฎร์ธานี อุดรธานี อุบลราชธานี พังงา (ลงภูเก็ต) สำหรับกิจกรรมบินตามรอยลิซ่า ลุ้นตั๋วเครื่องบินเที่ยวไทยฟรีตลอดปี ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 30 กันยายน 2569 นี้  

    “ลิซ่าสร้างความตื่นตัวให้นักท่องเที่ยวต้องการเดินตามรอย เช่น ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี ไร่ชาฉุยฟง จังหวัดเชียงราย และการร่วมกับททท.เพื่อต่อยอดแคมเปญท่องเที่ยว ผสานศักยภาพของไทยแอร์เอเชีย ที่มีเครือข่ายบิน 42 เส้นทาง มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศ 40% มีสมาชิกกว่า 14 ล้านราย จึงเชื่อมั่นว่ากิจกรรมครั้งนี้จะสร้างประสบการณ์และมุมมองเที่ยวในประเทศใหม่สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม สอดคล้องกับแนวคิดของ ททท. อีกด้านยังสานเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการให้เมืองของเรามีการบินถี่เพิ่มขึ้น และบางเมืองที่อาจยังสู้คู่แข่งอื่นอยู่  แคมเปญนี้จะช่วยให้เราชนะได้”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1222180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mdZDGFx-FEgYHkA-VcWuE

  • ปักหมุด 5 ที่เที่ยวฮีลใจสุราษฎร์ธานี แบบครบฟีล ตามรอยลิซ่า ภาคต่อความปังไปกับผืนน้ำที่เขาสก

    ปักหมุด 5 ที่เที่ยวฮีลใจสุราษฎร์ธานี แบบครบฟีล ตามรอยลิซ่า ภาคต่อความปังไปกับผืนน้ำที่เขาสก

    ปักหมุด 5 ที่เที่ยวฮีลใจสุราษฎร์ธานี แบบครบฟีล ตามรอยลิซ่า ภาคต่อความปังไปกับผืนน้ำที่ “เขาสก” 

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประชาสัมพันธ์ที่เที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง เสิร์ฟโลเคชันภาคต่อในแคมเปญระดับโลก “Feel all the Feelings” x Amazing Thailand x LISA ออกมาตอกย้ำความอลังการของธรรมชาติเมืองไทยกันอีกรอบ

    ครั้งนี้พาเราล่องใต้ ไปพักใจกลางธรรมชาติแบบเต็มอิ่มที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของภูเขา ป่าเขียว และสายน้ำใส งานนี้ใครที่กำลังเหนื่อยล้าจากกองงาน เตรียมแพ็กกระเป๋าแล้วไปปลดปล่อยความรู้สึกกันได้เลย

    เขาสก ผืนป่าเก่าแก่บนท้องทะเลสาบที่ชำระล้างทุกความกังวล คอนเซปต์ของทริปนี้คือการพาตัวเองไป “รู้สึกถึงความอิสระสุดลูกหูลูกตา” ณ อุทยานแห่งชาติเขาสก (เขื่อนเชี่ยวหลาน หรือ เขื่อนรัชชประภา)

    ลองจินตนาการถึงการเริ่มต้นวันแรกด้วยการจองแพพักชิลๆ กลางน้ำ ตื่นเช้ามาเปิดประตูห้องก็พบกับสายหมอกที่ลอยละล่องอยู่เหนือผืนน้ำสีเขียวมรกต ออกไปส่องสัตว์ พายเรือคายัค หรือกระโดดเล่นน้ำหน้าห้องพัก สำรวจหุบเขากว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ เหมือนธรรมชาติตั้งใจสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยชำระล้างความกังวลและปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง

    ลิสต์ 5 พิกัดเที่ยวสุราษฎร์ฯ ตามรอยลิซ่า เก็บครบทุกฟีลในทริปเดียว

    หลังจากชาร์จแบตที่แพพักจนเต็มอิ่มแล้ว วันที่เหลือเราขอชวนออกไปเก็บโลเคชันสวยๆ สัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติให้ครบสูตร กับ 5 จุดเช็กอินที่รับรองว่าได้รูปสวยกลับไปอวดเพื่อนแน่นอน

    1. เขาสามเกลอ (กุ้ยหลินเมืองไทย) ตื่นเช้าล่องเรือหางยาวออกจากแพพัก ไปโพสท่าสวยๆ คู่กับไฮไลต์อันดับหนึ่งของเขื่อนเชี่ยวหลาน นั่นคือ “เขาสามเกลอ” ภูเขาหินปูนสามยอดที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำสีมรกต จุดนี้แหละคือมุมมหาชนที่ใครมาก็ต้องแวะแชะภาพลงไอจี

    2. ล่องแพไม้ไผ่ คลองสก เปลี่ยนบรรยากาศจากเรือหางยาว มานั่งปล่อยใจชิลๆ บน “แพไม้ไผ่” ล่องไปตามสายน้ำคลองสกที่ใสสะอาด สองฝั่งรายล้อมไปด้วยหน้าผาหินปูนและป่าดิบชื้น ฟังเสียงนก เสียงน้ำไหล ให้ธรรมชาติโอบกอดและบำบัดจิตใจแบบ Slow Life สุดๆ

    3. ตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้ (อุโมงค์จาก) สายกินและสายคอนเทนต์ห้ามพลาด! แวะมาเดินเล่นชิมของอร่อยพื้นถิ่นที่ตลาดน้ำบางใบไม้ ไฮไลต์เด็ดคือการนั่งเรือพายลอด “อุโมงค์ต้นจาก” ที่โค้งเข้าหากันอย่างร่มรื่น สวยงามและให้ฟีลลิ่งลึกลับน่าค้นหา เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่เก๋มาก

    4. อุทยานธรรมเขานาในหลวง เปิดวาร์ปมุมถ่ายรูปสุด Unseen Thailand ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางทะเลหมอกและธรรมชาติ ไฮไลต์คือ “ซุ้มประตูพุทธวดี” สุดอลังการ ยิ่งถ้ามาช่วงเช้าตรู่ที่แสงอาทิตย์สาดส่องลอดผ่านซุ้มประตูลงมา จะเป็นภาพที่สวยขลังและงดงามตระการตาสุดๆ

    5. ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด ปิดท้ายทริปด้วยการไปเล่นน้ำใสแจ๋วราวกับกระจกที่ “ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด” สระน้ำธรรมชาติสีฟ้าใสปิ๊งที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่า จะลงแช่น้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจ หรือเช่าเรือคายัคพายชมความสมบูรณ์ของธรรมชาติก็ฟินไม่แพ้กัน

    สุราษฎร์ธานี ไม่ได้มีดีแค่ทะเลและเกาะสมุย แต่ยังมีผืนป่าและสายน้ำที่รอให้คุณไปค้นพบ วันหยุดนี้ลองหาเวลาไปพักผ่อน ปล่อยวางความเครียด แล้วไป “สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย” ตามรอยลิซ่ากันดู รับรองว่าทริปนี้จะฮีลใจคุณได้เต็มๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2915485&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uqyGLzEt5FTY6wRN67HAU

  • เส้นทาง “กิน” ภาคตะวันออก | เดลินิวส์

    เส้นทาง “กิน” ภาคตะวันออก | เดลินิวส์

    นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า โครงการ EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP เป็นแคมเปญกระตุ้นการเดินทางด้วยเสน่ห์ของแต่ละเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านอาหาร คัดสรรมาสร้างธีมเป็นแรงจูงใจให้ไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในแบบสีสันภาคตะวันออกครบทั้ง 9 จังหวัด โดยเน้น Lifestyle นักท่องเที่ยวที่ขับรถไปเที่ยวได้เองเชื่อมโยงกับ Gastronomy Tourism ที่เป็นเหตุผลดึงดูดให้เราออกเดินทาง โครงการลักษณะนี้จะช่วยยกระดับภาคตะวันออกจากเส้นทางผ่าน ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวในระยะยาว” ที่เที่ยวบ่อย เที่ยวซ้ำ ไปได้ตลอดปี

    ภาคตะวันออกถูกเลือกเป็นพื้นที่นำร่องของ The Grand Road Trip เพราะเป็นภูมิภาคที่เหมาะสมที่สุดในการต่อยอดการท่องเที่ยวแบบเส้นทางด้วย 3 เหตุผลหลัก ได้แก่ การเดินทางสะดวกและเชื่อมเมืองได้ดี เหมาะกับการขับรถเที่ยวแบบระยะสั้น (Short Break) มีความหลากหลายของปลายทางในภูมิภาคเดียว ทั้งทะเล สวนผลไม้ เมืองเก่า ชุมชน คาเฟ่ และวัฒนธรรมร่วมสมัย มีศักยภาพสูงในการเพิ่มมูลค่าการเดินทาง ผ่านการออกแบบประสบการณ์อาหารและการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพักค้างคืน

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของ EAT THE EAST คือการเชื่อมแคมเปญเข้ากับแพลตฟอร์มสื่อและประสบการณ์อย่าง Gastronomad ที่นำโดย จอย-ชลธิชา โลหะชาละ, เชฟเบล-พิมพ์ทิพย์ Master Chef Season 5 ต้อม-กฤษฎากร สุขมูล ช่างภาพอาหารมือรางวัล ที่เชื่อว่า นักสำรวจยุคใหม่ไม่ได้เดินทางเพื่อไปเช็กอิน แต่เดินทางเพื่อเข้าใจโลกผ่านอาหาร และเมื่อเส้นทางถูกออกแบบด้วยเรื่องเล่า การท่องเที่ยวจะกลายเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และคุณค่าทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน นักเดินทางในรูปแบบนี้เป็น “สื่อเชิงวัฒนธรรมอาหารของเมือง” ที่ร่วมบอกเล่าเรื่องราวของเมืองผ่านรสชาติ ผู้คน และบริบทท้องถิ่น

    กิจกรรมและการขับเคลื่อนแคมเปญ เปิดตัวอัตลักษณ์ 9 จังหวัด ด้วย Flavor Identity มีการพัฒนา Brand Essentials เพื่อทำให้แต่ละเมืองมี “อัตลักษณ์รสชาติ” ที่ชัดเจน อาทิ สมุทรปราการ “Gate to the Flavor Road” พร้อม Bang Krachao Layover และ Gourmet Cycling ฉะเชิงเทรา “Bangpakong River Feast” เมืองแห่งรสชาติจากสายน้ำ ผืนป่าและความศรัทธา ชลบุรี “Seafood Capital & Coastal Living Paradise” ระยอง “Slow Coast & Fruit Valley” จันทบุรี “Herbs Route Experience & Heritage Food Walk” ตราด “Island-to-Table, Mangrove-to-Table Journey” นครนายก “Green Adventure Taste” อาหารจากป่า น้ำ และการผจญภัยสีเขียว ปราจีนบุรี “Herbal Wisdom & Wellness Flavor” ภูมิปัญญาสมุนไพรกับอาหารเพื่อสุขภาพ และสระแก้ว “Frontier Flavors” รสชาติชายแดนและอัตลักษณ์ข้ามวัฒนธรรม

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า โครงการ “EAT THE EAST : The GRAND ROAD TRIP” ไม่ใช่เพียงแคมเปญส่งเสริมการขาย แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การเดินทางในบทบาท “Travel & Lifestyle Enabler” เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับเสน่ห์ท้องถิ่นผ่านอาหาร เส้นทาง และจุดแวะพักสำคัญ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ครอบคลุมร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก กว่า 100 แห่งใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวช่วยวางแผนการเดินทางท่องเที่ยว และยกระดับประสบการณ์การเดินทาง

    ติดตามรายละเอียดโครงการ “EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP” facebook page : เที่ยวตะวันออกและ Amazing Thailand ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2569 Facebook: KTCJourney และ www.Thailandgastronomynetwork.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5621858/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24tl8JBhxYc2Vo45W87ozp

  • ตรุษจีนภูเก็ต เดือน 3 บ้านเรา เริ่ม 22-24 ก.พ.69 เช็กแผนผัง -กำหนดการที่นี่

    ตรุษจีนภูเก็ต เดือน 3 บ้านเรา เริ่ม 22-24 ก.พ.69 เช็กแผนผัง -กำหนดการที่นี่

    ตรุษจีนภูเก็ต เดือน 3 บ้านเรา เริ่ม 22-24 ก.พ.69 เช็กแผนผัง -กำหนดการที่นี่

    เทศบาลนครภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) ประจำปี 2569  PHUKET CHINESENEW YEAR 2026 ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยงานในปีนี้จะมีไฮไลต์อะไรบ้าง กำหนดการเดินขบวนพร้อมทั้งจุดขึ้นรถ-ลงรถ และจุดจอดรถจะมีที่ไหนบ้าง “ฐานเศรษฐกิจ”มัดรวมมานำเสนอดังต่อไปนี้ 

    งานตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) ประจำปี 2569  PHUKET CHINESENEW YEAR 2026 จัดวันไหน 

    • วันที่  22 – 24 กุมภาพันธ์ 2569 
    • เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป 
    • สถานที่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต

    งานตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) ประจำปี 2569  PHUKET CHINESENEW YEAR 2026 มีไฮไลต์อะไรบ้าง พร้อมเช็กแผนผังงาน

    • อุโมงค์มังกรไฟ ความยาวกว่า 40 เมตร บริเวณถนนเทพกระษัตรีและถนนภูเก็ต 
    • จุดเช็คอินรวมมากกว่า 8 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน 
    • เวทีการแสดงรวม 7 เวที ทั้งเวทีหลักและเวทีย่อยกระจายตามถนนสายสำคัญ
    • ขบวนพาเหรด Phuket Festival 2026 ถ่ายทอดอัตลักษณ์ภูเก็ต
    • กิจกรรมเช็คอินค้นหาเสน่ห์เมืองเก่ารับของที่ระลึกวันละ 600 ชิ้น โซนอาหารและสินค้า City of Gastronomy มากกว่า 400 ร้านค้า,
    • กิจกรรมเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมจีนและท้องถิ่น อาทิ การตัดกระดาษจีน เขียนคำมงคล พับกระดาษกิ้ม และการแสดงกู่เจิง 
    • นิทรรศการสืบสานประเพณีตรุษจีนและพิธีไหว้เทวดา

    ตรุษจีนภูเก็ต เดือนสามบ้านเรา เริ่ม 22-24 ก.พ.2569 เช็กกำหนดการ เส้นทางท่องเที่ยว จุดขึ้น-ลงรถรับส่ง

    งานตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) ประจำปี 2569  PHUKET CHINESENEW YEAR 2026 ขบวนพาเหรดเริ่มกี่โมง ใช้เส้นทางไหนบ้าง

    • วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีขบวนพาเหรด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. โดยขบวนจะออกจากลานนวมินทร์ 72 ถนนภูเก็ต- ตรงไปสะพานพระอร่าม – เลี้ยวซ้ายผ่านถนนรัษฎา – ผ่านวงเวียนสุริยเดช (วงเวียนน้ำพุ)- เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพังงา -ตรงไปหน้าเวทีกลาง สี่แยกชาร์เตอร์ด -เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนภูเก็ต – ตรงไปสี่แยกแถวน้ำ – เลี้ยวขวาเข้าถนนถลาง เข้าสู่สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (มหาราชินี) จุดสิ้นสุดขบวนแห่

    แจ้งปิดการจราจร งานตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) ประจำปี 2569  PHUKET CHINESENEW YEAR 2026 

    • วันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 23.00 น. บริเวณถนนสายต่างๆ ดังนี้
    1. ถนนเทพกระษัตรี (บางส่วน) จากแยกสี่แยกตั่วโพ้ ถึง สี่แยกแถวน้ำ
    2. ถนนภูเก็ต (บางส่วน) ตั้งแต่สี่แยกแถวน้ำ ถึง สะพานพระอร่าม
    3. ถนนถลาง, ซอยรมณีย์ ตลอดสาย
    4. ถนนกระบี่ (บางส่วน) ตั้งแต่สี่แยกถนนกระบี่ตัดถนนเยาวราช – พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
    5. ถนนพังงา (บางส่วน) ตั้งแต่สี่แยกเพิร์ล – สามแยกถนนพังงาตัดถนนเยาวราช
    6. ซอยประดิษฐ์ ตลอดสาย
    7. ถนนตะกั่วป่า (บางส่วน) ตั้งแต่ถนนตะกั่วป่าตัดถนนรัษฎา – ถนนตะกั่วป่าตัดถนนพังงา

    จุดจอดรถ และเส้นทางท่องเที่ยว จุดขึ้น-ลงรถรับส่ง EV BUS

    1.  โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ ถนนสตูล
    2. ลานจอดรถโรงแรมแดงพลาซ่า ถนนภูเก็ต
    3. พื้นที่ว่างข้างโรงแรมเหมยโจว ถนนหลวงพ่อ
    4. ลานจอดรถวัดขจรรังสรรค์ ถ.กระบี่
    5. พื้นที่ว่างข้างศูนย์ไตเทียมในเมือง ถนนกระบี่ (ตรงข้ามร้านบลูอิเลฟเฟ่น)

    จุดจอดรถ เส้นทางท่องเที่ยว จุดขึ้นลงรถ EV BUS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/travel-shopping/652116&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XAFsr4pKDhdC2lSKAho_Y

  • เปิดมุมมองใหม่พาเด็กท่อง 3 มรดกโลก สัมผัสประวัติศาสตร์-ธรรมชาติ | เดลินิวส์

    เปิดมุมมองใหม่พาเด็กท่อง 3 มรดกโลก สัมผัสประวัติศาสตร์-ธรรมชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2569 ที่ห้องประชุมบ้านไม้เอก ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายเทอดไท แสงผล นายอำเภอวังน้ำเขียว เป็นประธาน เปิดโครงการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและบริการ กิจกรรมหลัก ส่งเสริมระบบนิเวศทางการท่องเที่ยว (Tourism Eco System) ของโคราชสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวคุณภาพ กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ (กิจกรรมท่อง 3 มรดกโลกโคราช) รุ่นที่ 1/2569

    โดยมี นายสุรชิต แวงโสธรณ์ ผู้อำนวยการสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช นายมงคลศิลป์ ลีนะกนิษฐ์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว นางจรูญศรี ไชยวรรณ เลขาฯ ชมรมฮักเขาใหญ่ และสิบเอกธงชัย ไชยฉิมพลี ประธานชมรมจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว ร่วมเปิดกิจกรรม พร้อมกับ อำเภอวังน้ำเขียว สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช สมาคมการท่องเที่ยววังน้ำเขียว ชมรมฮักเขาใหญ่ และชมรมจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว

    โดยมี เด็กนักเรียนในพื้นที่ 3 มรดกโลกโคราช เข้าอบรมเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน จากโรงเรียนบ้านหนองโสมง และโรงเรียนบ้านบุตะโก และคณะครู รวม 45 คน มีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ 3 สามมรดกโลกยูเนสโกโคราช การอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นเบื้องต้น CPR การอบรมเรื่องการช่วยเหลือผู้จมน้ำ การศึกษาดูงาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า และการทำโป่งเทียมให้กระทิง ก่อนจะเข้าศึกษาเรียนรู้ ณ เขตพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสแกราช และพักค้างคืนทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อมในเขตสงวนชีวมณฑลสะแกราช

    สำหรับกิจกรรมพาน้องท่อง 3 มรดกโลกโคราช (Korat UNESCO Triple Heritage City) เป็นโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อสัมผัสความอุดมสมบูรณ์และประวัติศาสตร์ในพื้นที่นครราชสีมา ประกอบด้วย ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่, พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช และ โคราชจีโอพาร์ค โดยเน้นกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ไฮไลท์กิจกรรม 3 มรดกโลกโคราช อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (มรดกโลกทางธรรมชาติ):เดินป่าศึกษาธรรมชาติ, ส่องสัตว์, ชมน้ำตก, และกิจกรรม “พาน้องตาบอดท่องป่า” ของชมรมฮักเขาใหญ่ ส่วน สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช (พื้นที่สงวนชีวมณฑล): เรียนรู้ระบบนิเวศป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง, ชมไก่ฟ้าพญาลอ

    ขณะที่ โคราชจีโอพาร์ค (อุทยานธรณีโลก): เรียนรู้ซากดึกดำบรรพ์ที่สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหิน, ปั่นจักรยานชมวิวเขื่อนลำตะคองและกังหันลมยักษ์ กิจกรรมมักจัดในรูปแบบค่ายการเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน สำหรับนักเรียนในจังหวัดนครราชสีมาเพื่อสร้างจิตสำนึกรักบ้านเกิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5624057/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03UidFYJQ8UOz47hQJBigT

  • รองพ่อเมืองลพบุรีสุดประทับใจ  เห็นนักปั่นร่วมชิงชัยจำนวนมาก  สองล้อไทยแลนด์โอเพ่นสนาม 1

    รองพ่อเมืองลพบุรีสุดประทับใจ เห็นนักปั่นร่วมชิงชัยจำนวนมาก สองล้อไทยแลนด์โอเพ่นสนาม 1

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2914374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ycw15qo_7FFH94DrkPnYN

  • “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย

    “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย

    “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้แต่ต้นเหตุ เสริมการเรียนรู้เด็กไทยมุ่งเน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมและโรงเรียน

    วันที่ 21 ก.พ. 69 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีต รมช.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่าน เราพบเห็น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัยยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า จากที่ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ จึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ

    1.ให้มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน

    2.การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) “การพูดความรุู้สึก” แทนการลงโทษ และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ

    3.ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิตการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน

    ท้ายที่สุด คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรงและโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริงการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน

    “เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้ออยู่ร่วมกับผู้อย่างเข้าใจค่ะ” นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279448&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YqwxYmRkri1q-NcTROyQy

  • สาวพรรคเพื่อไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้ต้นเหตุความรุนแรงในสังคม

    สาวพรรคเพื่อไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้ต้นเหตุความรุนแรงในสังคม

    “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้แต่ต้นเหตุ ลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมและโรงเรียน

    21 กุมภาพันธ์ 2569 – น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    โดยน.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่าน เราพบเห็น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

    น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า จากที่ตนได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ จึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ 1.ให้มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน 2.การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้นความเห็นอกเห็นใจ (empathy) การพูดความรุู้สึก แทนการลงโทษ และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ และ 3.ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิตการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน

    “ท้ายที่สุด คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรง และโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริง การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้ออยู่ร่วมกับผู้อย่างเข้าใจ” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/951337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nuSutQLkz7z0RlEuAIqdN