Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดประวัติ บุ๋ม ปนัดดา ผู้หญิงมากความสามารถ นางงามจิตอาสา ลุยช่วยเหลือสังคมเต็มที่

    เปิดประวัติ บุ๋ม ปนัดดา ผู้หญิงมากความสามารถ นางงามจิตอาสา ลุยช่วยเหลือสังคมเต็มที่

    เรียกว่าทั้งสวย ทั้งเก่ง สำหรับอดีตนางสาวไทยและนักแสดงชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่หลายคนยกให้เป็นผู้หญิงเก่งแห่งศตวรรษเลยทีเดียว เพราะที่ผ่านมา บุ๋ม เดินหน้าช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มที่ ในตำแหน่งประธานองค์กรทำดี ที่ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือแม้กระทั่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บุ๋มก็รีบลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือ เธอย้ำเสมอว่า “เพราะความเดือดร้อนของคนไม่สามารถรอได้” จนทำให้ บุ๋ม ปนัดดา ได้รับฉายาฮีโร่สาวของวงการบันเทิง

    สำหรับประวัติของ บุ๋ม ปนัดดา 

    – บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เกิดวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2519 

    – การศึกษาเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ก่อนที่จะลาออกตั้งแต่ ม.4 เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในคณะพยาบาลศาสตร์ 

    – เมื่อเรียนได้ประมาณ 1 ปี บุ๋มก็ตัดสินใจบินไปศึกษาต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยอายุเพียง 17 ปี จึงเรียนแต่ภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเท่านั้น 

    – ภายหลังจากเรียนภาษาได้สักระยะ บุ๋มก็บินกลับมาศึกษาต่อและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 

    – หลังเรียนจบได้ทำงานในตำแหน่งพนักงานบริการลูกค้าของ บ. ซิตี้แบงก์ ควบคู่ไปกับการเรียนด้วย 

    – บุ๋ม ได้เรียนจบปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศที่ University of Wollongong เครือรัฐออสเตรเลีย และปริญญาโทใบที่สองด้านปรัชญาการดำเนินธุรกิจจาก University of South Australia ก่อนที่จะกลับมาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา 

    – จากนั้นในปี 2543 เธอได้เข้าประกวดนางสาวไทย และควบตำแหน่งทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ยังได้ตำแหน่ง ขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของบุ๋มในวงการบันเทิง

    – สำหรับงานในวงการบันเทิง บุ๋ม ได้เริ่มต้นจากงานพิธีกร ต่อมาได้เล่นละคร ต้องบอกเลยว่าฝีมือทางด้านการแสดงของแม่บุ๋มนั้นไม่ธรรมดา

    – เส้นทางชีวิตของ บุ๋ม ปนัดดา ไม่ได้หยุดเพียงวงการศึกษาและบันเทิง เธอยังเคยดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ 

    – จากนั้นในช่วงปี 2568 บุ๋ม ปนัดดา ก้าวสู่บทบาทสำคัญอีกครั้งในฐานะ “โฆษก ศบ.ทก. จิตอาสา” ถ่ายทอดข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรุนแรง 

    – ด้านชีวิตครอบครัว บุ๋ม ปนัดดา เคยสมรสกับ วีรพงศ์ พิพิธสุขสันต์ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2548 มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน คือ น้องอันดามัน และตัดสินใจแยกทางกันในปี พ.ศ.2550

    – ก่อนที่จะพบรักกับ เอก เอกริน นิลเศรษฐี เทรนเนอร์รูปหล่อกล้ามแน่น หลังคบกันได้สักพัก ฝ่ายชายตัดสินใจขอบุ๋มแต่งงานจัดขึ้นในเดือน ม.ค.2558 จากนั้นในปี พ.ศ.2561 บุ๋มได้ออกมาเปิดใจว่าเธอได้แยกทางกับอดีตสามีคนที่ 2 แล้ว 

    – ปัจจุบันสมรสกับ ก็อต อธิป อนันทวรรณ นักกีฬาเพาะกายอิสระและนักกีฬายิงปืนรณยุทธทีมชาติไทย มีลูกชายด้วยกัน 2 คน คือ น้องอเล็กซ์ กับ น้องอาเธอร์ 

    – นอกจากจะเป็นนางงาม ดารา นักแสดงแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ยังได้ก่อตั้ง “องค์กรทำดี” และเป็นประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดทำโรงครัวเพื่อชาติ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่งมอบเครื่องช่วยหายใจให้โรงพยาบาล และมอบโลงศพให้วัด โดยเน้นการทำงานด้วยใจและเตรียมมอบทรัพย์สินมูลนิธิเป็นสมบัติของชาติ ซึ่ง บุ๋ม เคยบอกว่า “ใครจะว่าบุ๋มสร้างภาพก็ว่าไป บุ๋มต้องการสร้างภาพจริง ภาพที่สวยงาม ดีงาม เมื่อทุกคนได้ช่วยเหลือแบ่งปัน ทำเท่าที่ทำได้ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” เธอจึงมีบทบาทเป็น “สะพานบุญ” ที่บุกเบิกให้คนที่มีพร้อมและมีใจช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อช่วยเหลือ บรรเทา ด้วยการลงพื้นที่ให้เห็นกับตาของผู้ทุกข์ยากในทุกหนแห่ง เหมือนเป็น “ศูนย์รวมความช่วยเหลือให้คนและสัตว์ที่เดือดร้อนทั้งในและต่างประเทศ” เปิดการช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ และสามารถตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดได้

    – ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา ได้ซื้อที่ดินรังสิตคลอง 8 เป็นที่ตั้งของ มูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อเป็นโรงทาน สวนปฏิบัติธรรม และเป็นศูนย์รวมการช่วยเหลือสังคม และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2915458&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UVdQoPTbbQbDCnn4gK03O

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/68074/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_9nelgWpX2iaeRCueqoRb

  • ผลวิจัยใหม่ชี้ อดอาหารเป็นช่วงแบบ IF แทบไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก – BBC News ไทย

    ผลวิจัยใหม่ชี้ อดอาหารเป็นช่วงแบบ IF แทบไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก – BBC News ไทย

    A person at home chops a courgette on a wooden chopping board

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ฟิลิปปา ร็อกซ์บี
      • Role, ผู้สื่อข่าวสายสุขภาพ
    • เวลาอ่าน: 5 นาที

    ผลการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ออกมาล่าสุดชี้ว่า การอดอาหารเป็นบางช่วงเวลา หรือการรับประทานอาหารแบบ IF (Intermittent fasting) อาจไม่ช่วยให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนลดน้ำหนักลงได้

    นักวิจัยกล่าวว่า การอดอาหารในบางวันของสัปดาห์และรับประทานอาหารตามปกติในวันอื่น ๆ นั้น “อาจแทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักและคุณภาพชีวิต”

    แต่พวกเขากล่าวว่า การอดอาหารเป็นช่วง ๆ อาจยังคงช่วยปรับปรุงสุขภาพโดยรวมได้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกายบางอย่าง แม้ว่าจะยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมก็ตาม

    ตัวอย่างของการอดอาหารเป็นช่วง ๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารแบบ 5:2 ซึ่งเป็นการควบคุมการกินให้ไม่เกิน 600-800 แคลอรีเป็นเวลาสองวันต่อสัปดาห์ และวันอื่นกินแบบปกติ และการจำกัดการรับประทานอาหารให้อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งมักอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 8 ชั่วโมงของแต่ละวัน

    ทีมวิจัยได้พิจารณาผลการศึกษา 22 ชิ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งศึกษากับผู้ใหญ่เกือบ 2,000 คน เพื่อค้นหาว่าการอดอาหารเป็นช่วง ๆ ในระยะสั้น (นานสูงสุด 12 เดือน) ช่วยให้ผู้ใหญ่ลดน้ำหนักได้ดีกว่าคำแนะนำด้านโภชนาการแบบมาตรฐาน หรือการไม่ได้รับคำแนะนำใด ๆ เลยหรือไม่

    การอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ค่อนข้างใหม่ และได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

    • การรับประทานอาหารเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดในแต่ละวัน
    • การอดอาหารในบางวันของสัปดาห์
    • การสลับระหว่างวันที่รับประทานอาหารตามปกติและวันที่รับประทานอาหารน้อยมาก

    เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มผู้ที่ได้รับคำแนะนำด้านการลดน้ำหนักแบบดั้งเดิม เช่น การลดปริมาณแคลอรีและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น การทบทวนนี้พบว่าการอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาหรือ IF แทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักหรือคุณภาพชีวิตของผู้คน

    นอกจากนี้ยังแทบไม่มีความแตกต่างเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับคำแนะนำหรือผู้ที่รอคำแนะนำเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แม้ว่าผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul watches as Cambodia's Prime Minister Hun Manet and U.S. President Donald Trump shake hands on the sidelines of the 47th Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) Summit in Kuala Lumpur, Malaysia, October 26, 2025. Mohd Rasfan/Pool via REUTERS

    • .

    • ประชาชนแสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง และตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ระหว่างร่วมชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ.

    • A split screen with US President Donald Trump on the left, raising his hand as he talks in front of a US flag and Iranian Supreme Leader Ali Khamenei on the right, raising his right hand to wave.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลุยส์ กาเรญญานี ผู้เขียนหลักของการวิจัยทบทวนข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอิตาเลียนบัวโนสไอเรส กล่าวว่า เขามีความกังวลเรื่องกระแสความนิยมในออนไลน์เกี่ยวกับการอดอาหาร

    “การอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับบางคน แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความตื่นเต้นตามที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย” เขากล่าว

    แต่ทีมนักวิจัยก็เห็นด้วยว่า มีความแตกต่างเฉพาะบุคคลและบางคนอาจได้รับประโยชน์ “แพทย์จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีเมื่อให้คำแนะนำผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก” อีวา มาดริด ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยนี้กล่าว

    แม้ว่านักวิจัยจะกล่าวว่าพวกเขามี “ความมั่นใจในระดับปานกลาง” ในข้อค้นพบของพวกเขา แต่พวกเขากลับมีความมั่นใจน้อยกว่าในองค์ประกอบอื่น ๆ ของการวิจัย

    การศึกษาส่วนใหญ่ที่พวกเขานำมาพิจารณาไม่ได้ใช้วิธีการที่แม่นยำที่สุดและมีจำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัยน้อย ทำให้ยากที่จะหาผลกระทบที่แท้จริงได้

    งานวิจัยทบทวนที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Cochrane Database of Systematic Reviews ระบุว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อศึกษาผลกระทบของการอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ของผู้คน เช่น สถานะของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และภาวะสุขภาพพื้นฐานอื่น ๆ

    ผลวิจัยยังระบุว่า การอดอาหารเป็นช่วง ๆ มีหลายประเภท และจำเป็นต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ชายและผู้หญิงแยกกัน รวมถึงผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่างกัน และมาจากประเทศหลากหลายด้วย

    การศึกษาในการทบทวนการวิจัยนี้นี้ดำเนินการในยุโรป อเมริกาเหนือ จีน ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้

    การรับรู้ของสาธารณชน

    ดร.บาติสต์ เลอเรนต์ รองศาสตราจารย์ด้านสถิติการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า เมื่อพิจารณาผลการศึกษาแต่ละชิ้นโดยรวมแล้ว “แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการอดอาหารเป็นบางช่วงนั้นให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อย”

    “นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่สอดคล้องกันระหว่างการรับรู้ของสาธารณชนกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” เขาเสริม

    ศาสตราจารย์คีธ เฟรย์น ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการเผาผลาญของมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า การอดอาหารเป็นช่วง ๆ ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีการลดน้ำหนัก โดยมักอ้างว่ามี “ผลช่วยพิเศษต่อการเผาผลาญ”

    “การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวอาจไม่มีความเกี่ยวข้องมากนัก” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าไม่มี “วิธีลัด” สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน นอกจากการลดปริมาณแคลอรีที่รับประทานเข้าไป

    เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าหลายคนพบว่าการอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาเป็นวิธีที่ดีในการหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้รับการศึกษาหรือวิจัยในการทบทวนนี้ วิธีอดอาหารวิธีนี้ยังถูกเชื่อมโยงไปกับการลดคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และช่วยทำให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น จากการทำให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักรับประทานอาหารน้อยลง

    คาดว่ามีผู้ใหญ่ประมาณ 1.6 ล้านคนในสหราชอาณาจักรที่ใช้ยาฉีดลดน้ำหนัก อย่าง “มอนจาโร” (Mounjaro) หรือ “เวโกวี” (Wegovy) ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อผ่านใบสั่งยาจากคลินิกเอกชนมากกว่าจากระบบสาธารณสุขแห่งชาติ

    การศึกษาล่าสุดพบว่า ผู้ที่หยุดใช้ยาฉีดลดน้ำหนักสามารถกลับมามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าผู้ที่หยุดการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแบบดั้งเดิมถึง 4 เท่า

    วิดีโอสั้น

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    วิดีโอสั้น

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    บทความยอดนิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cgqg31jy208o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B3L44brP5jHPUSYZ3sCwG

  • “ปวรปรัชญ์-แดนไทย” ประเดิมชัยชนะ เปิดศึกไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส | เดลินิวส์

    “ปวรปรัชญ์-แดนไทย” ประเดิมชัยชนะ เปิดศึกไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 21 ก.พ.69 เปิดฉากวันแรก ประเภทชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบแรก ปวรปรัชญ์ งั่นบุญศรี หวดชนะ มาโอะ ทาซูรุ จากญี่ปุ่น 2-0 เซต 6-4, 6-4 เข้าไปยืนรอคู่แข่งขันในรอบคัดเลือก รอบ 2 ต่อไป

    ขณะที่ แดนไทย ตาก้อง พลิกกลับมาชนะ คิม กอนฮยอง จากเกาหลีใต้ 2-1 เซต 4-6, 7-5 และซูเปอร์ไทเบรก 10-5 ผ่านเข้ารอบคัดเลือก รอบ 2 ไปพบกับ ลู่ ฮันเล่ย จากจีน ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบแรก อริยพล หลีกุล ชนะ โจนาธาน โรธ (ออสเตรีย) 6-4, 6-2, วาริสโรจน์ เลิศบรรธนาวงศ์ ชนะ ยูนัสเบค เซริกูลี (คาซัคสถาน) 6-1, 6-0, นาคิม เขียวกุ้ง แพ้ มัคมุดเบค เบคนาซารอฟ (อุซเบกิสถาน) 3-6, 6-4 และซูเปอร์ไทเบรก 8-10

    ศิภณ ตติยมณีกุล แพ้ โคยุ ยานางิ (ญี่ปุ่น) 0-6, 2-6, ศิวกร ฉวยกระโทก แพ้ เกา รัวเฉิน (จีน) 1-6, 2-6, เตชธรรม ศรีเสน แพ้ หลิว ถง (จีน) 5-7, 1-6, เรโอะ ลูจิ แพ้ ลี่ เฉาหยวน (จีน) 6-7 (5-7), 0-6, นราธิป เรืองศรี แพ้ ทากิ ทากิซาว่า (ออสเตรเลีย) 1-6, 2-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5623690/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RUjpPBY6I5Z0gxnvLRfI5

  • “FLY YOUR FEELINGS” บินไปเที่ยวตามรอย “ลิซ่า” | เดลินิวส์

    “FLY YOUR FEELINGS” บินไปเที่ยวตามรอย “ลิซ่า” | เดลินิวส์

    ชวนนักท่องเที่ยวไทยบินไปเที่ยวในเส้นทางตามรอย Amazing Thailand Ambassador ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ใครเที่ยวบ่อย รีบไปตามรอยแบบรัว ๆ ครบ 8 จังหวัด 3 คนแรก รับสิทธิ์บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็มทันที

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสายการบินไทยแอร์เอเชียครั้งนี้ ดำเนินภายใต้โครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย” ซึ่งเป็นการต่อยอดแคมเปญโฆษณาของ ททท. Feel all the Feelings” ที่ได้เปิดตัวร่วมกับ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador  ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และเข้าถึงได้มากที่สุดในมุมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    “ไทยแอร์เอเชียเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม”

    นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ททท. ได้จุดกระแสการท่องเที่ยวไทยจาก “ลิซ่า” ในแคมเปญนี้ได้อย่างดี ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้เห็นไฮไลท์สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาค เเละอยากบินไปสัมผัสจริง แอร์เอเชียจึงต่อยอดแคมเปญด้วยศักยภาพของเรา ทั้งความคุ้มค่าและเครือข่ายบินที่ครอบคลุมมากที่สุด รวม 42 เส้นทาง พร้อมให้บริการ 2 สนามบินที่กรุงเทพ จากดอนเมือง (DMK) เเละสุวรรณภูมิ(BKK) โดยเพิ่มสีสันกับกิจกรรมพิเศษบินเที่ยวตามรอยลิซ่า หวังกระตุ้นการเดินทางเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง

    “ไทยแอร์เอเชียพร้อมให้สิทธิ์บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็ม สำหรับนักท่องเที่ยว 3 คนเเรกที่บินกับแอร์เอเชีย ครบ 8 จังหวัดที่เราให้บริการและอยู่ในสื่อประชาสัมพันธ์ Feel All the Feelings ของคุณลิซ่า ได้เเก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน สุราษฎร์ธานี อุดรธานี อุบลราชธานี พังงา (ลงภูเก็ต) เราเชื่อมั่นว่าจะสร้างประสบการณ์และมุมมองเที่ยวในประเทศใหม่สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม สอดคล้องกับแนวคิดของ ททท.”

    สำหรับแคมเปญ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย” แอร์เอเชีย มอบส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอยภาพยนตร์โฆษณา “Feel all the Feelings” ของ ลิซ่า เพียงระบุโค้ด “TATXLISA” เพื่อรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน AirAsia MOVE จองระหว่าง 1 มีนาคม–31 พฤษภาคม 2569 และเดินทางระหว่าง 15 มีนาคม – 30 กันยายน 2569 ผู้โดยสารแอร์เอเชีย เเสดง Boarding pass เช่ารถกับ AVIS เริ่มต้นเพียง 599 บาท/วัน เข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 15 มีนาคม-30 กันยายน 2569 ติดตามที่ Facebook: FlyAirAsia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5621764/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kRYH2N34_ad2T7AU4dkZQ

  • ปักหมุดแลนด์มาร์กความสุข! “ดนตรีในสวน ครั้งที่ 33” เสพศิลป์เพลงคลาสสิกใจกลางกรุง ณ สวนลุมพินี

    ปักหมุดแลนด์มาร์กความสุข! “ดนตรีในสวน ครั้งที่ 33” เสพศิลป์เพลงคลาสสิกใจกลางกรุง ณ สวนลุมพินี

    ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 เข้าชมฟรี
    แฟ้มภาพ

    กรุงเทพมหานครกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับเทศกาลดนตรีในสวน “Concert in the Park No. 33” ประจำปี 2569 ขนทัพนักดนตรีกว่า 70 ชีวิต บรรเลงเพลงเพราะท่ามกลางบรรยากาศปิกนิกยามเย็น เข้าชมฟรีทุกวันอาทิตย์ เต็มอิ่ม 8 สัปดาห์ อาทิตย์ที่ 22 ก.พ.นี้ ห้ามพลาด !

    หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ฮีลใจในเย็นวันอาทิตย์ที่แสงแดดเริ่มอ่อนตัวลง ไม่มีอะไรจะรื่นรมย์ไปกว่าการได้เอนกายบนสนามหญ้าสีเขียว พร้อมฟังเสียงเครื่องสายและเครื่องเป่าจากวงออร์เคสตร้าชั้นนำระดับโลก เทศกาลดนตรีในสวน ครั้งที่ 33 (Concert in the Park) กลับมาสร้างรอยยิ้มให้กับชาวกรุงอีกครั้ง ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี

    งานนี้เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (RBSO) ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และพันธมิตร เพื่อมอบความสุขผ่านเสียงเพลงให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอด 8 สัปดาห์

    แฟ้มภาพ

    ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด เพลงคลาสสิกผสานไลฟ์สไตล์คนเมือง

    เสน่ห์ของดนตรีในสวนครั้งที่ 33 คือ ความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ วง RBSO ขนนักดนตรีฝีมือฉกาจกว่า 70 ชีวิต มาบรรเลงบทเพลงที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่บทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่า เพลงจากภาพยนตร์ดังที่คุ้นหู ไปจนถึงละครเพลงและเพลงคลาสสิกอมตะ

    ซึบซับวัฒนธรรมการปูเสื่อจองพื้นที่บนลานหญ้ากว้างขวาง เตรียมตะกร้าปิกนิกและอาหารว่างมานั่งทานกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน สัมผัสบรรยากาศเปลี่ยนผ่านจากช่วงที่แสงอาทิตย์สีทองค่อยๆ ลับขอบฟ้า สู่ความงามของธีมกลางคืนมีการจัดเต็มเรื่องแสงไฟสร้างบรรยากาศสุดโรแมนติก

    แฟ้มภาพ

    สัปดาห์ที่ 7 (22 ก.พ. 69) พบกับ “ครูก๊อง AF” และ “ปุ้ย The Golden Song”

    สำหรับวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ เตรียมพบกับความพิเศษในสัปดาห์รองสุดท้าย โดยได้รับเกียรติจากศิลปินรับเชิญระดับครูและนักร้องเสียงทรงพลัง

    • ศุษณะ ทัศน์นิยม (ครูก๊อง) Vocal Coach ชื่อดังจากเวที AF ที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการร้องชั้นครู
    • ดวงพร พงศ์ผาสุก (ปุ้ย) ศิลปินเสียงสวรรค์จากเวที The Golden Song ที่จะมาสะกดผู้ชมด้วยท่วงทำนองหวานละมุน

    อำนวยเพลงโดย – คุณนรอรรถ จันทร์กล่ำ วาทยกรผู้มากประสบการณ์

    สัมผัสความมหัศจรรย์ของวงออร์เคสตราฟรี: ร่วมชมคอนเสิร์ตกลางแจ้งครั้งที่ 33 ในบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตกดินสุดมหัศจรรย์
    ภาพ @Royal Bangkok Symphony Orchestra

    ตารางการแสดงและข้อมูลการเดินทาง

    งานจัดแสดงทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป โดยมีกำหนดการแสดงดังนี้:

    • มกราคม วันที่ 11, 18, 25
    • กุมภาพันธ์ วันที่ 1, 8, 15, 22 (Highlight)
    • สัปดาห์สุดท้าย วันที่ 1 มีนาคม

    สถานที่ – บริเวณพื้นที่ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี

    ค่าเข้าชม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

    วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ อย่าลืมชวนคนที่คุณรักมาดื่มด่ำกับสุนทรียภาพทางดนตรีกลางใจเมือง แล้วคุณจะพบว่าความสุขเรียบง่ายหาได้ใกล้ตัวแค่ที่สวนลุมพินีนี่เอง

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Royal Bangkok Symphony Orchestra

    แฟ้มภาพ
    ครู กง และปุย เดอะ โกลเด้น ซอง เตรียมขึ้นแสดงเป็นศิลปินหลักในงาน RBSO in the Park
    แฟ้มภาพ
    แผนวันอาทิตย์ที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ
    แฟ้มภาพ
    วงดนตรีออเครตร้า Royal Bangkok Symphony Orchestra
    แฟ้มภาพ
    ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 เข้าชมฟรี วันอาทิตย์นี้
    แฟ้มภาพ

    เพลิดเพลินกับการแสดงวงออร์เคสตราระดับโลกได้ฟรีที่สวนลุมพินี

    ดนตรีในสวนครั้งที่ 33
    แฟ้มภาพ

    อ่านข่าวเพิ่มเติม

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Pachara

    Pachara

    นักเขียนประจำที่ Thaiger จบการศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เคยผ่านประสบการณ์ผู้สื่อข่าวกีฬา เริ่มเขียนบทความกับ Thaiger ตั้งแต่ปี 2021 วิ่งกับการอ่านหนังสือ คือ กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ ช่องทางติดต่อ pachara@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1534480/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24IAB9fCgYZwbAkaB1zgQJ

  • กรมประมง​ โชว์ศักยภาพ​”ปลานิลพระราชทาน”ดันเศรษฐกิจไทยโกยกว่า 1.4 หมื่นล้านต่อปี

    กรมประมง​ โชว์ศักยภาพ​”ปลานิลพระราชทาน”ดันเศรษฐกิจไทยโกยกว่า 1.4 หมื่นล้านต่อปี

    กรมประมง..โชว์ศักยภาพ “ปลานิล” จากปลาพระราชทาน สู่สัตว์น้ำจืดยอดนิยม สร้างอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

    “ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขยายผลเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย ก่อให้เกิดมูลค่าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลสถิติของกรมประมง ปี 2568 พบว่า ปลานิลมีมูลค่ารวม 13,612 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทาน “ปลานิล” เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพดีและสร้างอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลานิล” จัดเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของไทย เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตไว มีเนื้อขาว รสชาติดี โปรตีนสูงและไขมันต่ำ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างอาชีพ และรายได้ให้แก่เกษตรกร และขยายผลเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จนสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ การขนส่ง การแปรรูปและผลิตภัณฑ์ ปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์การเพาะเลี้ยง รวมถึงการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากสถิติของกรมประมง ปี 2568 (ข้อมูล ณ 29 ธันวาคม 2568) พบว่า ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลจำนวน 339,489 ฟาร์ม ผลผลิตรวม 273,169 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 13,612 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 98 และส่งออกเล็กน้อยเพียงร้อยละ 2 สำหรับการส่งออกในปี 2568 มีปริมาณ 4,844.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 301.2 ล้านบาท โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลานิลสดแช่แข็ง รองลงมา คือ ปลานิลสดแช่เย็น เนื้อปลานิลแช่แข็ง และปลานิลมีชีวิต ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไต้หวัน

    ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของปลานิลว่า ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทานปลานิลให้เป็นอาหารและอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย โดยปลานิลถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น (ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร) ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดในตระกูลทิลาเปีย จำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งในระยะแรกพระองค์ทรงทดลองเลี้ยงไว้ ณ บ่อปลาในสวนจิตรลดา โดยพบว่าเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตดี จึงได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ ว่า “ปลานิล” จากนั้น วันที่ 17 มีนาคม 2509 จึงได้ทรงพระราชทานลูกพันธุ์ จำนวน 10,000 ตัว ให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ และสถานีประมงต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำการขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้กับราษฎรนำไปเลี้ยงเป็นอาหารและอาชีพ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีแนวพระราชดำริเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล โดยทรงตระหนักถึงความสำคัญในด้านการอนุรักษ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ดั้งเดิมไว้ และปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงให้กับเกษตรกร

    นับจากนั้น กรมประมงจึงให้การสนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิต และการจำหน่ายผลผลิต รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปปลานิลและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพฟาร์มและมาตรฐานสินค้า รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 นอกจากนี้ ยังมีปลานิลที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์โดยภาคเอกชนอีกด้วย

    อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานปลานิลได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการเลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือน สู่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรม จนปัจจุบันกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลักของประเทศ มีการเพาะเลี้ยงครอบคลุมทุกภูมิภาค สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร

    ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อการประมงไทย ทำให้ประชาชนมีแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยตราบจนปัจจุบัน กรมประมง จึงได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย และภาคเอกชน เตรียมจัดงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย” ในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานิลให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw158RnUQLCogjf1CruCQhgF

  • จบเห่ภาษีทรัมป์! ศาลสูงสหรัฐฟันมิชอบ เจ้าตัวหาช่องทางดิ้นต่อ

    จบเห่ภาษีทรัมป์! ศาลสูงสหรัฐฟันมิชอบ เจ้าตัวหาช่องทางดิ้นต่อ

    คำตัดสินล่าสุดกรณีภาษีศุลกากรทำให้โดนัลด์ทรัมป์ตกอยู่ในความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจ

    เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์บอกกับผู้สนับสนุนว่า “ภาษีศุลกากร” เป็น “คำโปรดที่สุดในพจนานุกรมของเขา” ศาลสูงสหรัฐฯ พิพากษาว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดกฎหมาย ทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองทันที

    คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะกล่าวสุนทรพจน์เรื่องสถานการณ์ของประเทศในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับประธานาธิบดีทุกคน

    นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงที่การหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนกำลังเข้มข้นขึ้น ซึ่งพรรครีพับลิกันของเขากำลังพยายามรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสเอาไว้ ในขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งดูเหมือนจะไม่พอใจกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

    “หากไม่มีภาษีนำเข้า ประเทศนี้คงประสบปัญหาอย่างหนักในตอนนี้ เพราะเรากำลังเก็บภาษีได้หลายแสนล้านดอลลาร์และปีหน้าเราจะเก็บภาษีได้อีก 900,000 ล้านดอลลาร์ เว้นแต่ศาลสูงจะบอกว่าทำไม่ได้” มหาเศรษฐีพรรครีพับลิกันกล่าวกับผู้สนับสนุนในรัฐจอร์เจียเมื่อเย็นวาน

    ซึ่งในเช้าวันต่อมา ศาลสูงก็ได้ยืนยันเช่นนั้นจริงๆ

    นับเป็นการตบหน้าอย่างแรงจากองค์กรที่เขาเองมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งทำให้คณะผู้พิพากษาเสียสมดุลไป

    ผู้พิพากษาจากฝั่งเสียงส่วนใหญ่ 6 ต่อ 3 เสียงระบุว่า การตัดสินใจของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) นั้น เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

    คำเตือนจากนักคิดด้านกฎหมายแทบไม่ได้ช่วยยับยั้งการเร่งรีบของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเขากำลังผลักดันขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีและไม่สนใจทั้งฝ่ายตุลาการและรัฐสภา

    เขานำเสนอมาตรการเรียกเก็บภาษีนี้ที่ทำเนียบขาวในเดือนเมษายน ซึ่งเขาเรียกเหตุการณ์นั้นว่า “วันปลดปล่อย” สำหรับประเทศที่เขาอ้างว่าถูกเอาเปรียบมานานหลายทศวรรษโดยคู่ค้า

    เขาสัญญาว่าจะให้ประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ครอบครัวชาวอเมริกัน โดยกล่าวว่าจะได้รับการลดหย่อนภาษีอย่างมากมาย

    และเขากล่าวอ้างว่าบริษัทอเมริกันและต่างชาติจะรีบมาเปิดโรงงานในสหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นการประกาศถึงยุคทองใหม่ของการผลิตในประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมถูกทำลายมานานหลายทศวรรษ

    ประธานาธิบดีอ้างว่านโยบายกีดกันทางการค้าของเขาจะส่งผลให้เกิดการลงทุนใหม่ในเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้

    ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันก็ไม่เชื่อมั่นเช่นกัน

    ทรัมป์หาเสียงอย่างหนักโดยให้คำมั่นว่าจะลดค่าครองชีพสำหรับผู้บริโภค แต่ผู้ซื้อสินค้าสังเกตเห็นว่าไม่เพียงแต่ราคาจะไม่ลดลงเท่านั้น แต่ภาษีนำเข้ายังทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นอีกด้วย

    นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับพรรครีพับลิกันที่กำลังเผชิญหน้ากับการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรและหนึ่งในสามของที่นั่งในวุฒิสภาจะมีการเลือกตั้งใหม่

    สภาคองเกรสที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครตซึ่งไม่พอใจนโยบายรุนแรงต่อการปราบปรามการเข้าเมืองของทรัมป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจพยายามดำเนินกระบวนการถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งอีกครั้ง

    ผลกระทบจากการตัดสินใจของศาลสูงสหรัฐน่าจะส่งผลไปทั่วโลก

    ภาษีนำเข้าถือเป็นเครื่องมือหลักในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าเป็นรากฐานของความพยายามในการสร้างสันติภาพที่เขามักโอ้อวดอยู่เสมอ

    “ผมยุติสงครามไปแล้ว 8 ครั้ง อย่างน้อย 6 ครั้งยุติลงเพราะภาษีนำเข้า” เขากล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    เมื่อวันก่อนหน้าในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสันติภาพของเขา เขากล่าวว่าภาษีนำเข้าช่วยลดความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถาน

    “ผมบอกว่า ‘ฟังนะ ผมจะไม่ทำข้อตกลงทางการค้ากับพวกคุณสองคน ถ้าพวกคุณไม่ยุติเรื่องนี้’ หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำธุรกิจกับสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอ่อนข้อลงอย่างกะทันหัน” ทรัมป์ระบุ

    การเจรจาการค้าที่เร่งรีบในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาภายใต้การข่มขู่เรื่องภาษีศุลกากร เช่นเดียวกับการเจรจากับสหภาพยุโรปหรือกับอังกฤษ อาจสะดุดลงอีกครั้ง

    ในด้านการเมืองภายในประเทศ แผนงบประมาณของรัฐบาลอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย เนื่องจากการตัดแหล่งรายได้จำนวนมหาศาลออกไป ทำให้การลดภาษีครั้งใหญ่ที่ทรัมป์สัญญาไว้ตกอยู่ในอันตราย

    แล้วทรัมป์จะต้องคืนเงินที่เรียกเก็บมาก่อนหน้านี้หรือไม่

    เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ทรัมป์จะต้องจ่ายเงินคืน

    “ภาษีศุลกากรเหล่านี้เป็นเพียงการฉวยโอกาสทางการเงินอย่างผิดกฎหมายที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและทำร้ายครอบครัวคนทำงาน ดังนั้น เงินผิดกฎหมายจะต้องถูกส่งคืนให้กับชาวอเมริกันพร้อมดอกเบี้ย” นิวซัมกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/951076/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uS6aSqAkzA7sy6n9w6u1l

  • นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เตรียมเยือนจีนสัปดาห์หน้า หารือความสัมพันธ์การค้าทวิภาคี

    นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เตรียมเยือนจีนสัปดาห์หน้า หารือความสัมพันธ์การค้าทวิภาคี

    Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีเยอรมนีจะเดินทางเยือนจีนสัปดาห์หน้า เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดี Xi Jinping เกี่ยวกับความสัมพันธ์การค้าระหว่างสองประเทศ ถือเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำชาวอนุรักษนิยมนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024

    Sebastian Hille โฆษกของ Merz เปิดเผยว่าการเยือนครั้งนี้จะเกิดขึ้นหลังเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็น “ลางดี” สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคี Wang Yi รัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้แสดงความหวังในการประชุม Munich Security Conference สัปดาห์ที่แล้วว่า ปักกิ่งต้องการยกระดับความสัมพันธ์ “สู่ระดับใหม่” และหวังให้เยอรมนีเป็น “จุดยึดเหนี่ยวเชิงยุทธศาสตร์”

    กำหนดการเยือนและกิจกรรมสำคัญ

    Merz จะเดินทางออกจากเบอร์ลินวันอังคาร และได้รับการต้อนรับด้วยเกียรติทางทหารในวันพุธที่กรุงปักกิ่ง โดยนายกรัฐมนตรี Li Qiang ก่อนจะเข้าหารือกับ Xi Jinping พร้อมงานเลิ้ยงอาหารค่ำ นอกจากนี้ยังจะเยี่ยมชมเมืองต้องห้าม บริษัทรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเดินทางไปเมืองหางโจวเพื่อเยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์จีน Unitree และบริษัทเทอร์ไบน์เยอรมัน Siemens Energy

    ความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน

    การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตสำหรับเยอรมนี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และบริษัทต่างๆ ที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากจีน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นในอดีตได้ถูกทดสอบด้วยประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การค้าที่ไม่เป็นธรรม นโยบายปกป้องการค้า จนถึงการจัดหาแร่ธาตุสำคัญ

    ท่าทีต่อจีนและระเบียบโลก

    Merz กล่าวว่าเยอรมนีซึ่งพึ่งพาการส่งออกต้องการ “ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลก” แต่เตือนว่า “เราไม่ควรหลงผิด” โดยชี้ว่าจีนในฐานะรัฐพรรคเดียวมีความทะเยอทะยานระดับโลกและความเชื่อทางการเมืองของตนเอง ผู้นำเยอรมนีระบุว่าจีนมองตัวเองในฐานะคู่แข่งของสหรัฐอเมริกาและอ้างสิทธิในการกำหนดระเบียบพหุภาคีใหม่ตามกฎของตน

    ประเด็นสิทธิมนุษยชนและสงครามยูเครน

    การหารือคาดว่าจะครอบคลุมประเด็นละเอียดอ่อน รวมถึงสิทธิมนุษยชนและสงครามยูเครน ซึ่งเยอรมนีสนับสนุนเคียฟอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกครั้งใหญ่เมื่อสี่ปีที่แล้ว ขณะที่จีนและรัสเซียเป็นพันธมิตรใกล้ชิด แม้ปักกิ่งจะอ้างจุดยืนเป็นกลางต่อสงครามแต่ไม่เคยประณามการบุกรุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/german-chancellor-merz-to-visit-china-trade-talks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x2wHevWTlVZzKVeHpCj-Z

  • “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    กรมประมง ต่อยอดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันโดดเด่นของ “ปลากอง” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริอย่างยั่งยืน

    นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าจังหวัดน่านมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า และหาได้ยาก โดยเฉพาะปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ปลาปีกแดง (ปลาออ) เป็นพฤติกรรมในการผสมพันธุ์วางไข่ตามธรรมชาติของปลาปีกแดง ปลาท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำน่าน

    “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    โดยปลาจำนวนนับพันนับหมื่นตัวจะพากันว่ายทวนน้ำขึ้นมารวมฝูง ผสมพันธุ์ และวางไข่ตามแก่งหินและลำน้ำตื้น ในลำน้ำสาขาของแม่น้ำน่าน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ เช่น ลำน้ำมาง ลำน้ำว้า บ้านสบมาง และบ้านผาสุก ปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน–เมษายน และจะเด่นชัด ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์–มีนาคม

    โดยมักเกิดตรงกับวันพระ ขึ้น 14–15 ค่ำ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่หาชมได้ยาก พบได้แห่งเดียวในประเทศไทย สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงและระบบนิเวศ

    “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    กรมประมง ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการส่งเสริมการจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำโดยชุมชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างสมดุล และประกาศจังหวัดน่าน เรื่อง การรณรงค์งดจับปลาในช่วงฤดูวางไข่ เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพาะและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่น้อยกว่า 200,000 ตัว

    “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมง เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว โดยเน้นการดูแลฐานทรัพยากรสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ดังนี้

    1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ อาทิ การเพาะพันธุ์และปล่อยสัตว์น้ำ การกำหนดกติกาชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเหมาะสม

    2. ควบคุมและกำกับการใช้เครื่องมือประมงอย่างเหมาะสม ไม่ให้มีการจับสัตว์น้ำมากเกินไป เพื่อรักษาความสมดุลของทรัพยากรในระยะยาว

    3. ดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำและลำคลอง ควบคู่กับการคุ้มครองสัตว์น้ำที่มีไข่ รวมถึงการอนุรักษ์แหล่งวางไข่ให้คงความอุดมสมบูรณ์

    “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    4. ส่งเสริมในการนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศ

    5. ส่งเสริมอาชีพทางเลือกและต่อยอดมูลค่าทรัพยากร โดยพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนประมง ธรรมชาติของสัตว์น้ำ และวิธีทำการประมงอย่างใกล้ชิด

    6. นำมาตรการทางกฎหมายมาบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดด้านการประมงอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ปลากอง” น่าน ปรากฏการณ์ 1 ปีมีครั้งเดียว สู่แหล่งเที่ยวใหม่

    จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” จังหวัดน่าน พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรประมง และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ศูนย์ภูฟ้าฯ

    ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้มาเยือนปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชนอย่างเคร่งครัด และช่วยกันดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ปรากฏการณ์ปลากองคงอยู่คู่ลำน้ำน่าน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นมรดกทางธรรมชาติให้คนรุ่นหลังสืบไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดน่าน เบอร์โทรศัพท์ 0 5471 6421 และ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน เบอร์โทรศัพท์ 0 5471 6274

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222051&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jt_rkgIEoKd-zkjto4ovK