Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ด่วน! ศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้มาตรการภาษี “ทรัมป์” ผิดกฎหมาย กระทบการค้าโลก

    ด่วน! ศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้มาตรการภาษี “ทรัมป์” ผิดกฎหมาย กระทบการค้าโลก

    ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง หลังดำเนินมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกโดยอาศัยอำนาจพิเศษอย่างกว้างขวาง คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทำเนียบขาวในประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับนโยบายต่างประเทศและวาระเศรษฐกิจหลักของผู้นำสหรัฐฯ

    คำวินิจฉัยครั้งนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองต่อศาลฎีกาซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม โดยก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมา ศาลเคยมีคำสั่งฉุกเฉินหลายครั้งที่เข้าข้างประธานาธิบดีในคดีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการอพยพ การปลดผู้นำหน่วยงานอิสระ และการปรับลดงบประมาณภาครัฐในวงกว้าง

    จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก โดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง เห็นว่ามาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าวเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ศาลระบุว่า ประธานาธิบดีได้อ้างอำนาจพิเศษเพื่อกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าในระดับ จำนวน ระยะเวลา และขอบเขตที่ไม่จำกัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับกรอบกฎหมายของรัฐสภา

    ในคำวินิจฉัย ศาลชี้ว่า เมื่อพิจารณาจากบริบททางรัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์ และขอบเขตของอำนาจฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐสภาอย่างชัดเจนก่อนใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าว พร้อมย้ำว่าอำนาจฉุกเฉินที่ทรัมป์พยายามอ้างนั้น “ไม่เพียงพอ” ตามหลักกฎหมายของรัฐบาลกลาง

    #ศาลฎีกาสหรัฐ #โดนัลด์ทรัมป์ #ภาษีนำเข้า #ข่าวต่างประเทศ #เศรษฐกิจโลก #นโยบายการค้า #การเมืองสหรัฐ #ข่าวการเมืองโลก #ข่าวด่วน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/130540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H4v2OnmYZLmnt3mz-4RWe

  • วิกฤตการศึกษา: ทางเลือกของเด็กที่น้อยลง เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัว-โรงเรียนรัฐควบรวม – BBC News ไทย

    วิกฤตการศึกษา: ทางเลือกของเด็กที่น้อยลง เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัว-โรงเรียนรัฐควบรวม – BBC News ไทย

    สำรวจการปิดตัวโรงเรียนในไทย เหตุใด “โรงเรียนเอกชนปิดตัว – โรงเรียนรัฐควบรวมมากขึ้น” ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยเสี่ยงจะเป็นอย่างไร

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 17 นาที

    “น้องพี่ตอนนี้ก็เพิ่งกำลังจะจบ ม.5 และพวกพี่ก็คิดหนักมาก คือน้องพี่ต้องย้ายโรงเรียนไปเรียน 1 ปี แล้วประเด็นคือจะมีโรงเรียนไหนรับน้องพี่ไปเรียน ผู้ปกครองทุกคนตอนนี้คือว้าวุ่นมาก” ผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc เล่าเรื่องราวของน้องสาวที่ต้องออกจากโรงเรียนแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อโรงเรียนเอกชนเก่าแก่เธอที่เรียนอยู่ประกาศปิดตัวในปีการศึกษาหน้า ทำให้เธอต้องหาสถานศึกษาใหม่เพื่อเล่าเรียนในปีสุดท้ายของช่วงชั้นมัธยม

    คลิปดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา มียอดผู้ชมกว่า 1.3 ล้านครั้ง มีหลายความเห็นเข้ามาแนะนำโรงเรียนต่าง ๆ ขณะที่บางความเห็นก็บอกว่าพบเจอสถานการณ์คล้ายกัน

    ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวลงแล้ว 254 โรงเรียน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่ให้กับบีบีซีไทย แม้ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีโรงเรียนเปิดใหม่ 181 แห่ง แต่สัดส่วนก็ยังไม่เทียบเท่ากับจำนวนโรงเรียนที่ปิดตัวลง โดยสาเหตุของการปิดตัวมาจากหลายปัจจัย ทั้งแรงจูงใจของผู้บริหาร, ภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรเด็ก

    ปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนเอกชนใดบ้างที่ไม่ได้ไปต่อ

    ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯ อย่างน้อยสองแห่งที่ส่งหนังสือแจ้งผู้ปกครอง ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษา 2569 คือ รร.อุดมศึกษา และ รร.ถนอมพิศวิทยา

    โดย รร.อุดมศึกษาแจ้งเหตุผลมาจากการที่มีจำนวนเด็กน้อยลงจากอัตราการเกิดในประเทศที่ลดน้อยลง และการเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด ขณะที่ รร.ถนอมพิศวิทยา แจ้งสาเหตุมาจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนถึงแก่กรรมและโรงเรียนประสบปัญหาการโอนกิจการ

    ขณะที่โรงเรียนอีกแห่งคือ รร.ไผทอุดมศึกษา ประกาศจะยุติกิจการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้ต่อมาจะมีความพยายามจะยื้อกิจการเอาไว้ ผ่านการประกาศเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่าพร้อมไปต่อสำหรับผู้ปกครองที่พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตรา 182,000 บาท/ปีการศึกษา สำหรับการดูแลเด็ก “แบบเฉพาะบุคคล” แต่ต่อมาก็ประกาศยกเลิกหลักสูตรนี้และคืนเงินให้ผู้ปกครอง โดยให้เหตุผลว่าโรงเรียน “ประสบปัญหาการค้างชำระค่าเล่าเรียน” ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และมองว่าจะกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน

    บีบีซีไทยติดต่อทั้งสามสถานศึกษาข้างต้นแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับให้สัมภาษณ์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul watches as Cambodia's Prime Minister Hun Manet and U.S. President Donald Trump shake hands on the sidelines of the 47th Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) Summit in Kuala Lumpur, Malaysia, October 26, 2025. Mohd Rasfan/Pool via REUTERS

    • A split screen with US President Donald Trump on the left, raising his hand as he talks in front of a US flag and Iranian Supreme Leader Ali Khamenei on the right, raising his right hand to wave.

    • ประชาชนแสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง และตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ระหว่างร่วมชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สิทธิโชค ธงพานิช เจ้าของบัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc บอกกับบีบีซีไทยว่า น้องสาวของเขากำลังจะเรียนจบชั้น ม.5 จาก รร.อุดมศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษาหน้า แม้จะมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 ภาคการศึกษา และมีการช่วยประสานกับโรงเรียนอื่น ๆ ที่สามารถรับนักเรียนไปศึกษาต่อในชั้นปีที่เหลือ แต่สิ่งที่เด็กต้องเผชิญนอกจากการเปลี่ยนสังคมแล้ว คือค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ

    “จริง ๆ ก็เปลี่ยนหลายอย่างเลย เพราะว่าผมให้น้องอยู่ตรงคอนโดข้างหน้าโรงเรียนเดิม แล้วทีนี้ต้องคุยเรื่องสัญญาคอนโดใหม่แล้วก็ต้องย้ายที่อยู่” สิทธิโชคเปิดเผย เขาบอกว่าโรงเรียนใหม่ที่ดูไว้น่าจะใช้เวลาเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ประมาณ 20-30 นาที หากยังอยู่ที่อยู่เดิม และอาจใช้เวลานานกว่านั้นหากการจราจรติดขัดหรือโดยสารด้วยรถยนต์

    แม้ว่าค่าเทอมของโรงเรียนใหม่จะแตกต่างจากเดิมไม่มากนัก แต่สิทธิโชคบอกว่ายังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่เขาคาดว่าน่าจะต้องจ่ายอีก เช่น เสื้อผ้า หรือหนังสือเรียน ที่โรงเรียนใหม่อาจใช้รูปแบบที่แตกต่างจากโรงเรียนเดิม

    “ด้วยความที่โรงเรียนเดิมเป็นชุดที่ค่อนข้างจะ unique (มีเอกลักษณ์) นิดหนึ่ง เวลาเปลี่ยนก็คือต้องเปลี่ยนทั้งเซ็ตเลย… ซื้อสามชุดตีไปประมาณชุดละ 1,000 [บาท] ก็ตีไปประมาณ 3,000 – 4,000 [บาท]” เขาเปิดเผย

    สำรวจ รร.เอกชนปิดกิจการ ปัจจุบันทิ้งร้าง/ประกาศขาย/กลายเป็น รร.นานาชาติ

    บีบีซีไทยสำรวจความเปลี่ยนแปลงของ (อดีต) โรงเรียนเอกชนที่ปิดการไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันมีทั้งที่กลายเป็นสถานที่รกร้าง บางที่ก็ยังมีอาคารเรียนอยู่แต่มีการประกาศขายที่ดิน และบางแห่งก็ปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นโรงเรียนนานาชาติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    โรงเรียนเอกชนเก่าแก่ใจกลางย่านสุขุมวิท ประกาศเปิดทำการเรียนการสอนเป็นภาคเรียนสุดท้ายในช่วงต้นปี 2565 หลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมากว่า 3 ปี

    ในขณะนั้นผู้บริหารของโรงเรียนเปิดเผยกับพีพีทีวีว่า ภาวะขาดทุนของโรงเรียนสืบเนื่องจากการที่จำนวนนักเรียนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีทุนทรัพย์น้อย โดยประกอบอาชีพเช่น รับจ้าง ค้าขาย เผชิญผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทำให้จ่ายค่าเทอมไม่ตรงเวลาและค้างชำระค่าเทอม ส่วนเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ตามรายหัวเด็กก็ไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินเดือนครู

    บีบีซีไทยค้นหาภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2565 ราว 10 เดือนหลังโรงเรียนประกาศปิดกิจการ พบว่าพื้นที่โรงเรียนยังคงมีอาคารตั้งอยู่บนพื้นปูน และมีศาลพระภูมิ โดยมีป้ายชื่อโรงเรียนอยู่นอกรั้ว

    แต่ภาพที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. 2567 พบว่าพื้นที่ในซอยสุขุมวิท 8 ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เหลือเพียงศาลพระภูมิและกองเหล็กที่วางกองอยู่หลังรั้ว ป้ายชื่อโรงเรียนหายไป ขณะที่พื้นที่ด้านในกลายเป็นพื้นหญ้ารกร้าง

    บีบีซีไทยติดต่ออดีตคุณครูโรงเรียนท่านหนึ่ง บอกว่าตอนนี้อดีตคุณครูในโรงเรียนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง โดยตัวเธออายุมากแล้วจึงไม่ได้เป็นครูต่อและไม่ได้ติดต่อกับครูคนอื่น ๆ แต่ทราบว่าครูบางคนก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว

    .

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพสถานที่ตั้ง รร.วรรณวิทย์ ในเดือน พ.ย. 2565 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ส.ค. 2567 (ขวา)

    ช่วงเดือน เม.ย. 2565 สื่อมวลชนไทยหลายสำนักรายงานเกี่ยวกับการประกาศยุติกิจการของโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ที่อยู่ใน ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจะไม่มีการเรียนการสอนต่อในปีการศึกษา 2565

    ผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเผยกับเว็บไซต์มติชนว่า สาเหตุการปิดการเรียนการสอนหลังดำเนินกิจการมา 65 ปี เพราะพิษเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้ปกครองหลายคนที่ขาดรายได้ก็ค้างค่าเทอมเป็นจำนวนมาก

    โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค 2567 บีบีซีไทยพบว่ามีการประกาศขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่เคยเป็นโรงเรียน ลงในกลุ่มซื้อ-ขายที่ดินสมุทรปราการ พื้นที่ 3 ไร่ 92 ตารางวา ในราคา 190 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่ายังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

    .

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่าบริเวณที่ตั้ง รร.เฉลิมไฉไลวิทยา ยังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

    ในปี 2558 โรงเรียนประกาศจะเลิกกิจการโรงเรียนเอกชนทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งไปร้องเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่ต่อมา ทยา ทีปสุวรรณ ในฐานะผู้จัดการโรงเรียน จะออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กของเธอว่าโรงเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาจากระบบปัจจุบันไปสู่ระบบนานาชาติ โดยได้จัดมาตรการรองรับให้นักเรียน ผู้ปกครอง พนักงาน ครู-อาจารย์ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด

    เธอยังได้โพสต์ประกาศของโรงเรียนที่ระบุข้อมูลว่าโรงเรียนจะขยายเวลาเปิดทำการสอนจนถึงปีการศึกษา 2560 เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.4, ม.1 และ ม.4 สามารถเรียนต่อจนจบช่วงชั้น

    ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2559 พบว่าเริ่มมีการกั้นพื้นที่ก่อสร้างในโรงเรียน โดยขณะนั้นป้ายชื่อโรงเรียนยังเป็น “โรงเรียนศรีวิกรม์” อยู่ และอาคารเรียนด้านในเป็นสีขาว

    และภาพเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็พบว่าป้ายชื่อ “โรงเรียนศรีวิกรม์” ยังคงอยู่ แต่การกั้นพื้นที่ก่อสร้างขยับเข้าไปอยู่ด้านในรั้วโรงเรียน

    แต่ภาพในเดือน ก.พ. 2561 อาคารเรียนถูกทาสีน้ำเงิน-ส้ม ขณะที่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงเรียนเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์สกรุงเทพฯ”

    .

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพบริเวณที่ตั้ง รร.ศรีวิกรม์ เมื่อเดือน พ.ย. 2559 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ก.พ. 2561 (ขวา)

    ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แนวโน้มที่เห็นได้ชัดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คือโรงเรียนเอกชนสามัญมีอัตราการปิดตัวมากกว่าจะเปิดเพิ่ม ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับเติบโต โดยมีอัตราการเปิดเพิ่ม มากกว่าจะปิดตัวลง

    “ถ้าเป็นประเภทสามัญนะครับ สัดส่วนของการเปิด[กิจการ]ก็จะน้อยกว่าปิด[กิจการ] ก็คือถ้าเป็นสามัญนี่มีเปิด 122 แห่ง ในสถิติ 5 ปีที่ผ่านมา แล้วก็มีปิด 247 แห่งครับ ก็ประมาณเท่าตัวหนึ่งนะครับ ประมาณ 50% ที่เปิด แล้วก็นานาชาตินี่ก็จะมีเปิด 59 แห่ง แล้วก็ปิด 13 แห่ง” มณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยกับบีบีซีไทย

    เขาบอกว่าโดยปกติแล้วเมื่อโรงเรียนแจ้งปิดกิจการ ทาง สช. จะไม่ได้สอบถามสาเหตุเชิงลึก แต่จะช่วยดูแลเรื่องการจัดส่งผู้เรียนที่ต้องย้ายไปยังสถานศึกษาใหม่ และการจัดสวัสดิการจ่ายเงินชดเชยให้ครู

    อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่มาจากการ “วิเคราะห์ในเศรษฐมิติ” เขาพบว่าสาเหตุของการเลิกกิจการมีทั้งทายาทของผู้ประกอบกิจการโรงเรียนไม่ประสงค์จะดำเนินกิจการต่อ รวมถึงการที่ประชากรวัยเรียนลดลง และส่วนหนึ่งก็ย้ายไปโรงเรียนรัฐหรือท้องถิ่นด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ

    “มันก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจในด้านการศึกษานะครับ ก็คือหมายถึงว่า โรงเรียนเอกชนเนี่ย มันก็จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครอง คือถ้าผู้ปกครองถูกใจก็ส่งบุตรหลานไปเรียน ดังนั้นแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง พื้นที่ และความต้องการของผู้ปกครอง” เลขาธิการ กช. กล่าว

    “ถ้าเกิดว่าโรงเรียนเล็งเห็นว่า การประกอบกิจการน่าจะไปได้ ผู้รับอนุญาตก็มาขออนุญาตเปิดดำเนินการครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ปิด มันก็จะเป็นไปในเรื่องของโรงเรียนที่เปิดมาดั้งเดิมส่วนหนึ่งนะครับ อันนี้มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจของผู้ประกอบการว่าเป็นเพราะอะไร”

    “อาจจะเป็นเหมือนทายาทก็ไม่อยากจะทำโรงเรียนต่อแล้ว อยากจะไปทำอย่างอื่น อันนี้ก็มีนะครับ ภาวะเศรษฐกิจ อันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจก็อาจจะมีผล เพราะว่าโรงเรียนเอกชนก็จะต้องมีการระดมทรัพยากรที่สูงกว่าภาครัฐใช่ไหมครับ แล้วในเรื่องของจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลง อันนี้ก็อาจจะมีผลกระทบได้นะครับ แล้วก็มันก็อาจจะมีเป็นในบางพื้นที่ที่อาจจะมีจำนวนประชากรลด บางพื้นที่ก็มีจำนวนประชากรเพิ่ม มันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยที่ประกอบกันครับ” เขาระบุ

    ขณะที่กรุงเทพมหานครเองก็มีแผนจะตั้งโรงเรียนนานาชาติในสังกัดในปี 2574 ด้วยเช่นกัน โดยวาง รร.มหรรณพารามเป็นต้นแบบ และคาดหวังที่จะขยายผลหลักสูตรไปยังโรงเรียนอื่น ๆ จากการรายงานของสำนักข่าวมติชน

    5 ปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนรัฐหายไปแล้วกว่า 500 แห่ง

    โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 29,583 แห่ง แต่ในปีการศึกษา 2568 มีจำนวนโรงเรียน 29,005 แห่ง หายไปกว่า 500 แห่ง ขณะที่จำนวนนักเรียนก็ลดลงราว 3 แสนคนในรอบ 5 ปี โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนนักเรียน 6.6 ล้านคน ในขณะที่ปีการศึกษา 2568 มีจำนวนนักเรียน 6.3 ล้านคน

    แต่จำนวนห้องเรียนในระหว่างช่วงปีดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 344,611 ห้องในปีการศึกษา 2564 เป็น 349,030 ห้องในปีการศึกษา 2568

    กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มาตั้งแต่หลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ต.ค. 2562 โดย ตรีนุช เทียนทอง อดีต รมว.ศึกษาธิการ เคยตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในเดือน ก.ย. 2565 ถึงแนวทางการควบรวมโรงเรียนดังกล่าวว่า จะต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย เป็นไปตามความสมัครใจ ความพร้อมของโรงเรียน รวมถึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือ เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2550

    เว็บไซต์ ‘ข่าวสด’ รายงานเมื่อ 7 ส.ค. 2568 อ้างอิงการเปิดเผยของพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สพฐ. มีแผนในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 996 แห่ง จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทั้งหมด 15,757 แห่ง โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 – 2570

    โรงเรียนหาย = ช่องว่างใหญ่ในระบบการศึกษา

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าหากโรงเรียนขนาดเล็กต่างก็ล้มหายตายจากและอยู่ไม่ได้ อนาคตการศึกษาไทยในอีก 5-10 ปี จะเกิด “Big Gap” หรือ “ช่องว่างใหญ่”

    “มันจะมี Big Gap ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก คือเด็กกลุ่มบนก็จะบนไปเรื่อย ๆ เด็กกลุ่มกลางบนก็จะดิ้นไปอยู่ข้างบน เพราะครอบครัวไหนพอมีกำลังเหมือนก็จะหนีไปนานาชาติกัน หรือไปโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มี EP (English Program – หลักสูตรภาษาอังกฤษ) กัน ตอนนี้แม้กระทั่งเด็ก EP ตามโรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนไม่น้อย จ่ายเพิ่มอีกนิดนึงไป[โรงเรียน]อินเตอร์ไหว พ่อแม่เขาก็ดันไป[โรงเรียน]อินเตอร์” เขาให้ความเห็นโดยอ้างอิงการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา ที่เขามองว่าเติบโตอย่างรวดเร็วสวนทางกับโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนขนาดเล็กที่ปิดตัวหรือถูกยุบควบรวม

    “สิ่งที่รออยู่คือสังคมที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น การศึกษาที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น และเด็กที่จะหลุดรอดจากระบบการศึกษามากขึ้น” เขาระบุ

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล มองว่าการหายไปของโรงเรียนขนาดเล็ก จะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่าปัญหาเรื่องโรงเรียนปิดตัวจากจำนวนประชากรในวัยเรียนที่ลดลงนั้น เป็น “ปัญหาโลกแตก” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทย และไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนรัฐ ก็เผชิญสภาพปัญหาคล้ายกัน โดยเฉพาะกับโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและจำนวนเด็กน้อย

    เขายกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่แม้จะพยายามรักษาโรงเรียนขนาดเล็กเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหวและมีหลายโรงเรียนที่ต้องปิดกิจการ หรืออย่างประเทศสิงคโปร์ก็มีการยุบรวมโรงเรียน แต่ผลกระทบของการยุบควบรวมโรงเรียนในไทยกับสิงคโปร์ไม่เท่ากัน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศพื้นราบทั้งหมดและมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีกว่า

    “การยุบควบรวมก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับอย่างสิงคโปร์ แต่มันเป็นเมืองพื้นราบหมดถูกไหม ระบบขนส่งสาธารณะดี การที่เขายุบโรงเรียนจึง make sense (เป็นเหตุเป็นผล) อยู่” เขาให้ความเห็นก่อนจะเปรียบเทียบว่า “ของเรามีความต่างกันเยอะระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ชนบทเราไม่มีการเดินทางสาธารณะที่ดีเลยใช่ไหม ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องฝากลูกขึ้นรถกระบะ หรือจ่ายตังค์เหมาจ่ายรายเดือนให้”

    “หลายประเทศขนส่งสาธารณะมันเอื้อ อย่างอเมริกามี school bus (รถโรงเรียน) วิ่งเป็นระบบฟรีใช่ไหม เด็กอยู่ county (เขต) ไหนก็ใช้รถที่รับบริการของ county นั้นไปโรงเรียน ของเรามันไม่ใช่ ทุกคนต้องหาวิธีพาลูกไปโรงเรียนเอง ค่าใช้จ่ายมันก็สูงมากขึ้น” อาจารย์คณะครุศาสตร์รายนี้กล่าวสรุป

    ผศ.อรรถพล มองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะยังทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ และรัฐบาลก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าเมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป รัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะสามารถ “แบกการศึกษาทั้งระบบไหวหรือเปล่า”

    เขามองว่าแทนที่จะยุบหรือควบรวมโรงเรียน รัฐควรใช้จังหวะนี้ลดขนาดชั้นเรียนลงมา จากห้องเรียนละไม่เกิน 40 คน อาจเหลือห้องเรียนละไม่เกิน 30 คนเพื่อให้ครูสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง โดยหากไม่สามารถเพิ่มงบประมาณ ก็อาจทำได้ด้วยการ “เฉลี่ยทรัพยากร” จากเดิมที่รัฐให้เงินอุดหนุนโรงเรียนโดยพิจารณาตาม “รายหัว” นักเรียน อาจปรับเปลี่ยนเป็นอุดหนุนโดยพิจารณาตามสภาวะและความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากรน้อยกว่า อาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อาจมีทรัพยากรที่พรั่งพร้อมอยู่แล้ว

    “ต้องคิดเรื่องงบแบบอัตราก้าวหน้า ก็คือเด็กยิ่งน้อยเท่าไหร่ ยิ่งได้รับความช่วยเหลือมาก” ผศ.อรรถพล ให้ความเห็น เขายกตัวอย่างเทียบเคียงกับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กจะได้รับงบประมาณอาหารกลางวันต่อหัวสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการใช้ทรัพยากรมากกว่า ทั้งในการจ้างแม่ครัวหรือซื้อวัตถุดิบ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งสามารถบริหารจัดการจากสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนตามเกณฑ์มาตรฐานได้

    “จากนี้ไปการคิดเรื่องงบประมาณ financing (การเงิน) เหล่านี้ ผู้จัดการศึกษาต้องคิดใหม่ คิดแบบเสมอหน้ากันทั้งหมดเนี่ย บางทีอาจจะไม่ใช่สูตรที่เหมาะสมแล้ว” เขาระบุ

    “ตอนนี้จริงๆ เอกชนก็มีอยู่หลายกลุ่มนะ ถ้าเป็นนานาชาตินี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งไปเลยถูกไหม เพราะฉะนั้นเอกชนเขาก็แบบไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เดียวกันในการจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ มันมีหลายกลุ่มอยู่แล้ว เราก็อาจจะต้องใช้วิธีการคิดแบบเนี้ยกับโรงเรียนของรัฐด้วย”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ในเมืองพื้นราบที่มีระบบขนส่งสาธารณะดีอย่างสิงคโปร์ ผลกระทบของการยุบรวมโรงเรียนเทียบไม่เท่ากับไทยที่ในชนบทยังไม่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดี จากมุมมองของ ผศ.อรรถพล

    เลขาธิการ กช. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนในไทยสามารถขอรับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐได้ส่วนหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และที่ผ่านมาก็มีการปรับเพิ่มเกณฑ์การอุดหนุนอยู่เรื่อย ๆ ตามปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

    “สมมติว่าเอาตัวเลขกลม ๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 15,000 กว่าบาท สมมตินะครับ ค่าธรรมเนียมการศึกษาก็จะเก็บได้ไม่เกินประมาณ 5,000 แล้วก็รัฐอุดหนุนอยู่ 10,000 กว่า ๆ ประมาณนี้ครับโดยหลักการ” มณฑล กล่าว

    “เราก็มีการปรับอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อย่างเช่นที่ผ่านมา มันก็จะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการขึ้นไปเป็น 18,000 อันนี้เราก็เอา 18,000 ไปคำนวณเป็นเงินอุดหนุนให้กับนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเอามาคำนวณกลับมาเป็นเงินเดือนครู” เขายกตัวอย่าง

    “แต่ในข้อจำกัดก็อย่างที่บอกนะครับว่า หลาย ๆ โรงเรียนก็อาจจะไปเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เต็มที่ คือแม้กระทั่งเรากำหนดไว้ 5,000 บางโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บางพื้นที่ เขาก็เก็บได้ไม่ถึง 5,000 อยู่ดี ก็อาจจะเก็บได้ 3,000 – 4,000 บ้าง อะไรอย่างนี้นะครับ นี่ก็จะเป็นข้อจำกัดในแง่ของรายได้ของผู้ปกครอง เพราะว่าเราไม่ได้อุดหนุนเต็ม 100% ครับ” เลขาธิการ กช. ระบุ

    มหาวิทยาลัยเตรียมรับแรงกระแทก

    ผศ.อรรถพล ประเมินว่า ไม่เพียงแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องหันมาชั่งน้ำหนักจัดสรรให้ได้คุณภาพในขณะที่ประชากรเด็กน้อยลงเท่านั้น แต่จากนี้ไปอีกไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะได้รับแรงกระแทกจากสถานการณ์ประชากรด้วย

    “เด็กใน gen (ช่วงอายุ) ที่จะเรียนมหาวิทยาลัยจะลดลงอีก” เขาวิเคราะห์ “ตอนนี้ก็ลดลงอยู่แล้ว ไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยจำนวนมากอาจต้องปิดตัว เพราะมหาวิทยาลัยมันจะไปต่อไม่ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนในบ้านเราตอนนี้เริ่ม[ปรับตัว]แล้ว คือรับเด็กต่างชาติ” เขาระบุโดยยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตและมหาวิทยาลัยเกริกที่เริ่มรับนักศึกษาจากจีน

    เขามองว่าหากมหาวิทยาลัยไทยอยากอยู่รอดในอีกทศวรรษข้างหน้า ก็ต้องปรับตัว

    “อย่างเคสสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยมันถูก re-function (เปลี่ยนบทบาทหน้าที่) มหาวิทยาลัยไม่ได้แค่จะรับเด็กจบ ม.6 มาเรียนแล้วนะ มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ตอนนี้ทำเรื่องของ reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ upskill (พัฒนาทักษะเดิม) คือคนที่เคยเรียนจบไปแล้วสามารถที่จะกลับมาเรียนเพิ่มเติมและออกปริญญาใบที่ 2 ได้” เขายกตัวอย่าง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะครุศาสตร์รายนี้มองว่าการปรับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มากกว่าจะแค่ให้การศึกษากับเด็กที่จบมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น คือทางรอดหนึ่งของมหาวิทยาลัย และไม่ควรจะเป็นลักษณะของการปล่อยให้สถานศึกษาแต่ละที่ต่างแก้ปัญหาหน้างานของตัวเองโดยไม่มีการหารือทั้งระบบกับหน่วยงานที่กำกับดูแล

    “ตอนนี้เวลามองเรื่องนี้ มันต้องมองร่วมกันระดับกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) เพราะว่าด้วยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาสังคม มันเป็นเรื่องที่ต้องมองแบบที่เราเรียกว่า Human Resource Mapping (การจัดทำแผนที่ทรัพยากรบุคคล) ใหญ่ของประเทศด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c93jgqjp8qjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KZ-z613FiVyUkFopaWPsH

  • &

    &

    “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เตรียมใช้เทคโนโลยี VAR เข้ามาช่วยตัดสิน พร้อมดึงทีมผู้ตัดสินระดับ ฟีฟ่า จากสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มาทำหน้าที่ ทั้งในเกมนัดชิงฯ อันดับ 3 และ นัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลรายการเยาวชน 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี “มาดามคัพ 2025/26” ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเปิดเข้าชมฟรี ที่สนามแพท สเตเดียม

    “มาดามคัพ” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน โดยยกระดับการแข่งขันมากขึ้นในทุกครั้ง ทั้งในแง่จำนวนทีมเข้าร่วมที่เพิ่มมากขึ้นในทุกปี และ ในด้านเงินรางวัล โดยเฉพาะปีนี้ ซึ่งถือเป็นฟุตบอลเยาวชน 7 คน ระดับโรงเรียน ที่มีเงินรางวัลรวมสูงสุดในประเทศไทย มากกว่า 1,000,000 ล้านบาท 

    เกมรอบชิงฯ อันดับ 3 และ รอบชิงชนะเลิศ จะแข่งขัน 2 ครึ่ง ครึ่งละ 25 นาที กรณีเสมอ ยิงจุดโทษตัดสินทันที โดยทุกทีมสามารถ ขอใช้ VAR Challenge ได้ครึ่งละ 2 ครั้งเท่านั้น ส่วนทีมผู้ตัดสินทั้ง 4 คน จะเป็นระดับ ฟีฟ่า ทั้งหมด

    โปรแกรมการแข่งขัน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มจากคู่ชิงฯ อันดับ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ พบกับ โรงเรียนดรุณา ราชบุรี เวลา 15.30 น. ต่อด้วยรอบชิงชนะเลิศ โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครนครปฐม พบกับ โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จ.สมุทรปราการ เวลา 17.00 น.

    ปัจจุบัน เมืองไทย มาดามคัพ ถือเป็นฟุตบอลเยาวชน 7 คน ระดับโรงเรียน ที่มีเงินรางวัลรวมสูงสุดในประเทศไทย กว่า 1,000,000 บาท พร้อมคัดเลือกผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) เซ็นสัญญากับสโมสร การท่าเรือ เอฟ.ซี. และ ไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร อวิสป้า ฟูกูโอกะ ในศึกเจลีก 1 ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 โควตาจำนวนทีมละ 5 คน เดินทางไปชมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบสุดท้าย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ในเกมที่ ทีมชาติไทย ลงทำการแข่งขัน ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย แบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย 

    เงินรางวัล แบ่งเป็น ทีมชนะเลิศ ทุนการศึกษาจำนวน 300,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ , ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษาจำนวน 150,000 บาท , ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท , ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 ทุนการศึกษาจำนวน 50,000 บาท , ดาวซัลโวสูงสุดประจำการแข่งขัน ทุนการศึกษา 10,000 บาท , ผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขัน (MVP) ทุนการศึกษา 10,000 บาท , หัวหน้าผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม 30,000 บาท , ทีมแฟร์เพลย์ 10,000 บาท และ เงินสนับสนุนทีมที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 24 ทีม ทีมละ 10,000 บาท

    ทั้งนี้ สามารถติดตามการแข่งขันได้ ผ่านทาง Live Youtube ช่องมาดามแป้ง ช่องเมืองไทยประกันภัย และ เพจ เมืองไทย มาดามคัพ

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/football-thailand/th-other/100149/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TwahB6ovnFYKCseHdvav9

  • “รมว.พัฒนา” นำ สธ.ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงวางระบบสุขภาพดิจิทัลรับอนาคต สร้างสังคมสุขภาพดี เพิ่มมูลค่าจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ

    “รมว.พัฒนา” นำ สธ.ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงวางระบบสุขภาพดิจิทัลรับอนาคต สร้างสังคมสุขภาพดี เพิ่มมูลค่าจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ

    “รมว.พัฒนา” นำ สธ.ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงวางระบบสุขภาพดิจิทัลรับอนาคต สร้างสังคมสุขภาพดี เพิ่มมูลค่าจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปาฐกถาพิเศษในการประชุมวิชาการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้บริหารดิจิทัลทางการแพทย์ เผย พัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล อาทิ หมอพร้อม Super App ระบบบริหารจัดการหลังบ้าน AI ด้านสุขภาพ ในการจัดบริการประชาชน รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งเป้าสร้างสังคมสุขภาพดี สร้างความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ระหว่างประเทศ เพื่อความยั่งยืนระบบสุขภาพดิจิทัล และสร้างมูลค่าจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ บนฐานความปลอดภัยและธรรมาภิบาลองค์กร

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ อาคารมหิตลาธิเบศร แพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมวิชาการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้บริหารดิจิทัลทางการแพทย์ รุ่นที่ 1 (ปดพ.1) โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร ประธานหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้บริหารดิจิทัลทางการแพทย์ รุ่นที่ 1 (ปดพ.1) พล.อ.อ. นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภาและผู้อำนวยการสถาบันมหิตลาธิเบศร คณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ และผู้เข้ารับการศึกษา ร่วมงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษว่า จากการคาดการณ์ระหว่างปี 2026 – 2030 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในโลกมากกว่า 10 ประเด็น อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบกับสุขภาพ ในส่วนของประเทศไทย กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากอัตราการเกิดที่ลดลง ในปี 2568 มีเด็กเกิดน้อยที่สุดในรอบ 75 ปี (น้อยกว่า 4.2 แสนคน) ขณะที่คนเสียชีวิตช้าลง คนสูงอายุมากขึ้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพสูงขึ้น การนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล 3 ส่วนหลัก คือ 1) ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย เท่าเทียม และทั่วถึง 2) บุคลากร นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มคุณภาพในการดูแลผู้ป่วย และลดภาระงาน 3) ระบบสุขภาพของประเทศ นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั้งระบบ ทำให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

    นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ระบบสุขภาพดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกแบบไว้อย่างครบถ้วนและมั่นคง โดย 1) ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล มาตรฐานสากล มีความโปร่งใส และเชื่อถือได้ 2) มีองค์ประกอบ สำคัญ ทั้งด้านโครงสร้าง การบริการ เทคโนโลยี ข้อมูล และ การยึดแนวคิดเรื่องความคุ้มค่า 3) ส่งเสริมบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทับ พร้อมปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลง 4) มีกลไกการสร้างระบบสุขภาพดิจิทัลที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาภายใต้แนวคิด “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” โดยมี หมอพร้อม Super App เป็นหนึ่งในโครงการหลักที่จะช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพตัวเองได้ มีการแจ้งเตือนนัดหมาย เลือกนัดออนไลน์ เปิดใบรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์มือถือ และยังเพิ่มฟังก์ชันส่งเสริมสุขภาพ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น เช่น ระบบนับก้าวแลกคะแนนและรับรางวัล สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ วัคซีน / การตรวจคัดกรองโรค และ AI ให้คำแนะนำ

    ในส่วนของระบบหลังบ้าน ได้จัดทำฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร เช่น ระบบ Dashboard ความหนาแน่นของเตียงในแต่ละโรงพยาบาล เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ระบบประเมินความพึงพอใจผู้ใช้บริการโรงพยาบาลอัตโนมัติ เพื่อติดตามผลและนำไปปรับปรุงคุณภาพการบริการ และยังนำ AI มาใช้ในระบบบริการ เช่น อ่านฟิล์มเอกซเรย์คัดกรองวัณโรคและมะเร็งปอด คัดกรองภาพถ่ายจอประสาทตา คัดกรองสุขภาพจิต โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้านสุขภาพของประเทศต่อไป

    “เรามองทิศทางระบบสุขภาพดิจิทัลในอนาคตไว้ 3 ส่วน 1.สร้างสังคมสุขภาพดี ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางสังคมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2.สร้างความร่วมมือทั้งรัฐ เอกชน และระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ระบบสุขภาพดิจิทัล และ 3.สร้างมูลค่าจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ บนฐานความปลอดภัย และธรรมาภิบาลองค์กร ซึ่งเรามีจุดแข็ง คือ ฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์อย่างมาก” นายพัฒนากล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998730&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sypvFLjfL9kUUo5MJR9L0

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D578589&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw350dEOOqKji1cufNweVDEG

  • รู้จัก “เอื้องทอง”กล้วยไม้ป่าหายาก ดอกเล็ก แต่เปี่ยมเสน่ห์

    รู้จัก “เอื้องทอง”กล้วยไม้ป่าหายาก ดอกเล็ก แต่เปี่ยมเสน่ห์

    เอื้องทอง กล้วยไม้ป่าที่แม้ไม่ได้มีดอกใหญ่หรือสีสันฉูดฉาด แต่กลับตรึงสายตาด้วยความงามละมุนและเรียบง่าย มีดอกสีขาวครีม ปลายกลีบแต้มสีทองอมส้มอย่างนุ่มนวล ปากดอกเหลืองมีลายเส้นชัดเจน ราวงานศิลป์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้าง

    เอื้องทองพบได้ในป่าดิบแล้งเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทย ยกเว้นภาคกลาง มักออกดอกในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ลำต้นและใบเรียวยาว สีเขียวสด ดอกมีขนาดเล็ก แต่เมื่อออกพร้อมกันจะดูงดงามสะดุดตา

    ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ สีสันสุภาพ และความสามารถในการปลูกเลี้ยงได้ดีในสภาพอากาศเมืองร้อน เอื้องทองจึงกลายเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความนิยมนี้เองกลับเป็นดาบสองคม เพราะมีการเก็บกล้วยไม้ชนิดนี้ออกจากป่าธรรมชาติจำนวนมาก

    ปัจจุบัน เอื้องทองถูกจัดให้อยู่ในสถานะพืช “ใกล้สูญพันธุ์” (Endangered) จากการศึกษาของนักวิจัยองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ระบุว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มพืชที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการอนุรักษ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความงามเล็ก ๆ จากผืนป่าธรรมชาติเลือนหายไปในอนาคต

    การอนุรักษ์เอื้องทอง ไม่ได้หมายถึงเพียงการเก็บรักษาพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่คือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และความสมดุลของระบบนิเวศ ที่ธรรมชาติได้มอบไว้ให้มนุษย์ได้เรียนรู้และชื่นชมอย่างยั่งยืน

    ข้อมูล : ดร.กิตติยุทธ ปั้นฉาย​ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์พืชมีชีวิต สำนักวิจัยและอนุรักษ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
    ภาพ : สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279360&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzHdQ-wT6_TvEAfANXnmj

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D578532&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a2FMmWVFgyRds1vz67r7Q

  • อ้างหมอได้เลย! เผยเคล็ดลับ “จูบเมีย” แลกแบคทีเรีย 80 ล้านตัว แต่ช่วยเสริมสุขภาพ “ด้านนี้”

    อ้างหมอได้เลย! เผยเคล็ดลับ “จูบเมีย” แลกแบคทีเรีย 80 ล้านตัว แต่ช่วยเสริมสุขภาพ “ด้านนี้”

    ไม่ใช่แค่เขิน! เผย “จูบเมีย” บ่อยๆ ช่วยผู้ชายสุขภาพดีแบบคาดไม่ถึง เติมจุลินทรีย์-ลดเครียด-หลับสบาย

    หนุ่มๆ ฟังทางนี้! การแสดงความรักด้วยการ “จูบ” อาจไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียงหรือความหวานชื่นเท่านั้น เพราะล่าสุดผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การจูบภรรยาบ่อยๆ ส่งผลดีต่อระบบภายในร่างกายอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะ “สุขภาพลำไส้” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ครับ!

    พลังแห่งการ “แลกจุลินทรีย์”

    ดร. นาโอมิ มิดเดิลตัน นักจิตวิทยาคลินิกจากอังกฤษ เผยข้อมูลสุดทึ่งว่า การจูบกันนานเพียง 10 วินาที สามารถส่งผ่านแบคทีเรียระหว่างกันได้ถึง 80 ล้านตัว! ฟังดูอาจจะน่าตกใจ แต่คุณหมอยืนยันว่านี่คือเรื่องดี! เพราะการแลกเปลี่ยนจุลินทรีย์ผ่านทางน้ำลายจะช่วยสร้าง “ระบบนิเวศในช่องปาก” ร่วมกัน ซึ่งส่งผลต่อไปยังระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้จุลินทรีย์ในลำไส้มีความหลากหลายมากขึ้น และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วยครับ

    สูตรลับ 8 วินาที เปลี่ยนชีวิตคู่

    ผลการศึกษาพบว่า คู่รักทั่วไปมักจะจูบกันเฉลี่ย 5 ครั้งต่อวัน ครั้งละประมาณ 8 วินาที ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายมิติ:

    • ลดการอักเสบ: การอยู่ใกล้ชิดและแสดงความรักช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการลำไส้อักเสบ

    • สุขภาพจิตดีขึ้น: 28% ของคนที่มีคู่และแสดงความรักบ่อยๆ มีอารมณ์คงที่และมีความสุขมากขึ้น

    • หลับลึกกว่าเดิม: 19% ของกลุ่มตัวอย่างพบว่านอนหลับสบายขึ้นเมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิดกับคู่ครอง

    เคล็ดลับ “สุขภาพดีแพ็กคู่” จากผู้เชี่ยวชาญ

    นอกจากเรื่องจูบแล้ว คุณหมอยังแนะนำวิธีสร้างสุขภาพดีร่วมกันง่ายๆ ดังนี้ครับ:

    1. กินข้าวพร้อมหน้า: การทานอาหารมื้อเดียวกันช่วยปรับสมดุลระบบเผาผลาญและนาฬิกาชีวิตให้ตรงกัน

    2. กอดและสัมผัส: ช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดในร่างกาย

    3. ใช้เวลาร่วมกัน: แค่การอยู่ด้วยกันนานๆ ก็ช่วยให้จุลินทรีย์ในร่างกายปรับตัวเข้าหากันและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมได้แล้ว

    เห็นแบบนี้แล้วหนุ่มๆ ที่เคยเขินอายไม่กล้าแสดงความรักต่อหน้าใคร คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วนะคะ เพราะการ ‘จูบ’ ไม่ใช่แค่การบอกรัก แต่คือการดูแลสุขภาพของกันและกันแบบยั่งยืน รู้อย่างนี้แล้วเย็นนี้กลับบ้านไป อย่าลืมมอบจูบหวานๆ ให้คนข้างกายสัก 10 วินาที เพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดีและหัวใจที่แข็งแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874634/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ibqzINXkOsT07Ss82G3V6

  • เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ฝากไปให้ “พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย” ทราบ

    การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 2 เมษา 49 ที่เป็นต้นเหตุทำให้ ใครต่อใครที่อกหักจาการเลือกตั้งครั้งปัจจุบันนี้ (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) มักจะนำไปอ้างถึง เพื่อใช้คำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นั้น มาล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เป็นโมฆะ ทั้งๆที่รู้ว่า

    สถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกำหนดคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้งแตกต่างกันมากมาย เหมือน มือกับเท้า ลองอ่านดูครับ

    1. การเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นัั้น เกิดขึ้นเพราะนายทักษิณ นรม.ในตอนนั้นได้ยุบสภา เพื่อหาทางยุติการจัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่กดดันต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง จากเรื่องสารพัดโกง รัฐบาลทักษิณจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในแค่ 35 วันเท่านั้น

    2.พรรคการเมือง 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จึงประท้วง ไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งด้วย เนื่องจาก รัฐบาลเอาเปรียบยุบสภาแล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งแบบกระชั้นชิดเกินไป

    3. หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผล 2 เรื่องประกอบกัน ได้แก่

    (1) กำหนดวันเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม เนื่องจากกำหนดวัน เลือกตั้งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วันเท่านั้น เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ

    (2) กกต.ได้จัดคูหาในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด ซึ่งไม่เคยมีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อน

    (ต่อมารัฐบาลได้ กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง ใน 15 ตุลา ปีเดียวกัน ท่ามกลางการชุมนุมกดดันรัฐบาล นาๆชนิด แต่เกิดเหตุรัฐประหาร 19 กันยา 49 ขึ้นมาเสียก่อน )

    ▪️ คำพิากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่า

    อ้างอิงมาจากข้อเท็จจริงในขณะนั้น 3 อย่าง คือ (1) มีการยุบสภาฯ ที่มาจากการหนีม็อบที่มาชุมนุมขับไล่ นายกฯ ไม่ใช่ยุบเพราะสาเหตุทางการเมือง และยังกำหนดวันที่เลือกตั้งเร็วมาก (2) มีความพยายามโกงการเลือกตั้งจริงๆ เห็นเจตนาได้ชัดเจน ถึงตั้งคูหาเลือกตั้งแบบนั้น พิสูจน์ได้ง่าย และ (3) สถานการณ์ของบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสับสน ทั้งม็อบ และการต่อต้านการเลือกตั้งของประชาชน ตามตัวอย่าง ดังนี้

    เรื่องม็อบกดดันต่อ หลังจากยุบสภา 

    มีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันตัวนายกฯขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั้ง เคลื่อนขบวนไปชุมนุมปักหลักอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
    โดยทำม็อบ “ดาวกระจาย” ไปประท้วงตามจุดต่างๆ เช่น กกต. ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ สถานทูตสิงคโปร์ สยามสแควร์ เรียกร้องให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรักษาการลาออก…….

    เรื่อง ความไม่สมบูรณ์ ของการเลือกตั้ง ( 2เมษา 49 )

    ….เมื่อหลายพรรค ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย จึงเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. โดยมีพรรคการเมืองเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง ลงสมัครเป็นตัวประกอบ แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า หลายเขต มีคะแนน “โนโหวต ” สูงกว่าคะแนนที่ออกเสียงเลือกผู้สมัคร และ บางเขตมีคะแนนที่เลือก ส.ส. ไม่ถึงร้อยละ 20 จนทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่….. ม็อบไล่นายก จึงคึกคักนัก

    มาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภา 69 แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่องเลย สถานการณ์ในประเทศในตอนปัจจุบันนี้ ดีเยี่ยม ประชาชนรักสามัคคีกัน แม้จะมีสงครามสู้รบตามแนวชายแดนไทยถึง 7 จังหวัด เห็นได้จากการจัดงานปีใหม่ 2569 มีชาวต่างชาติ/นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวถึงประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน มีจัดเคาดาวน์ในกรุงเทพ ถึง 10 แห่ง / GDP ประเทศไทย ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งกว่าคาดที่ 2.4% มีมูลค่ารวม 18.97 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน และการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น / ประเทศไทยเริ่มเป็นประเทศที่มีสิทธิมีเสียง พูดแล้วประเทศอื่นๆต้องหยุดฟังบ้างแล้ว / การปราบทุนเทา ดำเนินงานอย่างเข็มแข็ง ไม่ต้องให้ชาติอื่นยกกำลังมามาปราบ ถึงในประเทศ แบบกัมพูชา / การทวงคืนแผ่นดินไทยสมบูรณ์แล้วมาก กว่า 90% ฯลฯ

    การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง นั้น จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของ กกต. แต่ถ้าจะกดดันให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า “ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ” นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องหาทางชี้แจงให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเสียก่อน ว่า “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดนั้น บิดเบือนเจตจำนงค์ของประชาชน ที่มาเลือกตั้งจริงหรือไม่” เช่น มีหลักฐานว่า พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือ กับ กกต. ใช้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้ง จริงๆ

    ลองไปคิดกันดู เถอะครับ ว่าพรรคตัวเองมีข่าวแย่ๆออกมาเกือบทุกวัน จะให้ประชาชนเค้าสนับสนุนแบบเดิมอีกหรืออย่างไร แต่ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผมก็กลัวว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ ถล่มทลายมากขึ้นแบบ การเลือกตั้งของญี่ปุ่น แล้วที่นี้จะไปโทษใครอีก เวรกรรมแท้ๆ
    หรือแค่อยากให้ “ประเทศไทยกลับไปอยู่ในห้อง ICU อีกครั้งหนึ่ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19MKm3ZON7q-LdmHOQqa7Z

  • ฉะเชิงเทรา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรมอาหาร” เปิดแคมเปญ “มีนา มาแปดริ้ว!” | เดลินิวส์

    ฉะเชิงเทรา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรมอาหาร” เปิดแคมเปญ “มีนา มาแปดริ้ว!” | เดลินิวส์

    ที่ร้าน ตั้ง เซ่ง จั้ว สาขา ตำบลแสนภูดาษ จังหวัดฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานฉะเชิงเทรา, Thailand Gastronomy Network (TGN), เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารฉะเชิงเทรา ตลอดจนผู้ประกอบการท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ ประกาศทิศทางการพัฒนาเมืองภายใต้นโยบาย “วัฒนธรรมอาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น” (Gastronomy-Led Local Economic Development) ด้วยการเปิดตัวแคมเปญตลอดเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้ชื่อ “มีนา มาแปดริ้ว! FOLLOW THE FLAVOURS TO CHACHOENGSAO: A MONTH OF GASTRONOMIC ESCAPES” เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากผ่านพลังวัฒนธรรมอาหาร และยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดจริง การพัฒนาในครั้งนี้ตั้งอยู่บนฐานของเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารฉะเชิงเทรา ซึ่งริเริ่มโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งเครือข่ายได้รวบรวมและพัฒนาผู้ประกอบการกว่า 50 ราย ครอบคลุมทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้ผลิตขนมพื้นถิ่น และงานคราฟต์ท้องถิ่น มุ่งเน้นให้แต่ละธุรกิจสร้าง “Signature Invention” หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง

    รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร กล่าวว่า วัฒนธรรมอาหารคือทุนทางปัญญาของจังหวัด เมื่อพัฒนาผู้ประกอบการให้มีอัตลักษณ์ชัดเจน และเชื่อมโยงกันเป็นระบบ เมืองจะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานรากอย่างแท้จริงภายหลังจากการวางรากฐานเครือข่ายผู้ประกอบการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาสนับสนุนด้านการสื่อสารการตลาดในระดับจังหวัด เพื่อขยายการรับรู้สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในวงกว้าง

    ด้านนางสาวสิริพรรณ เห็นสุข ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานฉะเชิงเทรา กล่าวว่า การพัฒนาเมืองไม่อาจหยุดเพียงการสร้างสินค้า แต่ต้องสร้างเวทีให้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการได้มีตลาดรองรับ แคมเปญ “มีนา มาแปดริ้ว!” จึงเป็นแพลตฟอร์มตลอดเดือนที่ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ทั้งนี้ แคมเปญได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Gastronomad – Let Flavours Lead the Way” 

    ขณะผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารแห่งประเทศไทย (TGN) กล่าวว่า ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงวัตถุดิบ ฟาร์ม แม่น้ำ งานคราฟต์ ร้านอาหาร และการออกแบบ ให้เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองที่มีเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ชัดเจนด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งใกล้กรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทราจึงวางตำแหน่งเป็นเมืองปลายทางสำหรับครอบครัว จุดหมายของคนรุ่นใหม่สายสร้างสรรค์ และเมืองท่องเที่ยวใกล้ศูนย์กลางที่สามารถเดินทางมาได้บ่อย

    สำหรับกิจกรรมตลอดเดือนมีนาคม 2569 แบ่งออกเป็น 5 ช่วง ได้แก่  สัปดาห์ที่ 1 “มีนา มามะ” – มะม่วง มะพร้าว และความสุขของครอบครัว  สัปดาห์ที่ 2 “แปดริ้ว พลิ้วหวาน” – เมืองสามน้ำกับขนมหวานในมิติใหม่  สัปดาห์ที่ 3 “แม่น้ำ ศรัทธา รสชาติ” – เส้นทางบางปะกง Farm-to-River, Bangpakong on a Plate• สัปดาห์ที่ 4 “Art of Flavour” – รสชาติเพื่อการออกแบบ และ Food Gift Hunter Week  สัปดาห์พิเศษ “Happy Meals, Happy Families”แต่ละสัปดาห์สะท้อนมิติของเศรษฐกิจเมืองที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม วัตถุดิบพื้นถิ่น ขนมหวาน วัฒนธรรมแม่น้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้แนวคิด #ตามหารส เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5623015/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AfUPdYazs7UMaiIKsSUi7