Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สาวแทบช็อก! กลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก” ชั่วข้ามคืน หลังเห็นยอดบัตรของขวัญ

    สาวแทบช็อก! กลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก” ชั่วข้ามคืน หลังเห็นยอดบัตรของขวัญ

    สาวอังกฤษกลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก” ชั่วข้ามคืนด้วยบัตรของขวัญมูลค่ามหาศาล รวยกว่าอีลอน มัสก์ แสนเท่า

    เรื่องราวสุดอึ้งนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งกลายเป็น คนรวยที่สุดในโลก ชั่วข้ามคืน แซงหน้ามหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) และ บิล เกตส์ (Bill Gates) ไปอย่างขาดลอย สาเหตุมาจาก บัตรของขวัญ ของร้านกาแฟที่มีการประมวลผลตัวเลขผิดพลาด จนกลายเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่ใครเห็นก็ต้องตกตะลึง

    จุดเริ่มต้นของบัตรของขวัญ มูลค่า 63 พันล้านล้านปอนด์

    โซฟี ดาวนิง เจ้าของธุรกิจวัย 29 ปี จากเมืองนอตทิงแฮม ประเทศอังกฤษ ได้รับ บัตรของขวัญ จากร้านกาแฟท้องถิ่นชื่อ 200 Degrees เป็นของขวัญคริสต์มาส โดยเธอคาดว่าน่าจะมีมูลค่าประมาณ 10 ปอนด์ แต่เมื่อเธอนำไปซื้อชาเขียวมัทฉะลาเต้ เธอกลับต้องช็อกเมื่อพบว่ามูลค่าที่แท้จริงบนใบเสร็จมีมากกว่า 63 พันล้านล้านปอนด์ หรือเขียนเป็นตัวเลขได้ถึง 63,000,000,000,000,000 ปอนด์

    BPM Media

    รวยกว่าอีลอน มัสก์ และเศรษฐกิจโลก

    เพื่อให้เห็นภาพความมั่งคั่งนี้ชัดเจนขึ้น ทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ ที่มีราว 6.24 แสนล้านปอนด์นั้น น้อยกว่ามูลค่าในบัตรของเธอถึง 100,000 เท่า นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังมากกว่าขนาดเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมกัน สิ่งเดียวที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีมูลค่ามากกว่าความมั่งคั่งนี้คือ ดาวเคราะห์น้อยไซคี (Psyche) ในอวกาศ โดยสามารถเปรียบเทียบมูลค่าบัตรของเธอได้ดังนี้:

    • มากกว่าทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ 100,000 เท่า
    • มากกว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร 22,500 เท่า
    • มากกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา 2,700 เท่า
    • มากกว่าเศรษฐกิจโลกถึง 670 เท่า

    ข้อจำกัดเดียวของการเป็นคนรวยที่สุดในโลก

    แม้มูลค่าในบัตรจะมหาศาล แต่ข้อเสียเปรียบคือเธอไม่สามารถนำเงินนี้ไปซื้อบ้าน รถยนต์ หรือแก้ไขปัญหาความอดอยากของโลกได้ เพราะมันใช้ซื้อได้แค่กาแฟและครัวซองต์ในร้านเท่านั้น โซฟีเล่าว่าพนักงานคิดเงินเองก็งงกับตัวเลขที่ปรากฏขึ้นบนเครื่อง แต่พนักงานก็บอกให้เธอเก็บบัตรไว้ใช้ต่อไปได้ตามปกติ

    Google Maps

    บทสรุปของบัตรของขวัญสุดป่วน

    อย่างไรก็ตาม โซฟีซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจบริการกำจัดขนชื่อ Secret Sugar Club มีจิตสำนึกที่ดีเยี่ยม หลังจากลองใช้บัตรเป็นครั้งที่ 2 และพบว่าตัวเลขมหาศาลยังคงอยู่ เธอจึงตั้งใจว่าจะไม่ใช้มันอีก เธอคาดเดาว่าพนักงานอาจจะสแกนบาร์โค้ดผิดพลาดจนกลายเป็นยอดเงิน

    แม้ว่าทางร้านกาแฟจะยังไม่ได้ออกมายอมรับความผิดพลาดนี้ แต่การที่ คนรวยที่สุดในโลก จากเหตุบังเอิญคนนี้เลือกที่จะไม่เอาเปรียบร้านค้า ก็ถือเป็นเรื่องราวที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

    1. LADbible

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874758/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VMDOUbzk8omIQlhZOstO_

  • เปิด 6 ประเด็นสำคัญหลังศาลสูงสุดเช็กบิลภาษีทรัมป์ สะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ-การค้า : อินโฟเควสท์

    เปิด 6 ประเด็นสำคัญหลังศาลสูงสุดเช็กบิลภาษีทรัมป์ สะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ-การค้า : อินโฟเควสท์

    คำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ยกเลิกมาตรการภาษีวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสะเทือนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และหลักการตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกระตุ้นปฏิกิริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงจากตัวทรัมป์เอง

    1. ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทรัมป์

    คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ และนับเป็นหนึ่งในไม่กี่กรณีที่ศาลสูงสุดเข้ามาจำกัดความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารในสมัยที่สองของเขา

    ที่ผ่านมา ทรัมป์ย้ำว่าภาษีเป็นหัวใจของนโยบายหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ โดยใช้มาตรการภาษีและการขู่ขึ้นภาษีเป็นเครื่องมือกดดันทั้งประเทศคู่แข่งและพันธมิตร การถูกยกเลิกมาตรการจึงกระทบแนวทางนโยบายโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

    หลังคำตัดสิน ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อผู้พิพากษาที่ลงมติคัดค้านฝ่ายรัฐบาล พร้อมกล่าวหาว่ามีการอ่อนข้อให้ต่างชาติ อย่างไรก็ตาม เขาได้เดินหน้าเตรียมใช้กลไกทางกฎหมายอื่นเพื่อออกมาตรการภาษีรอบใหม่ แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้น และไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล

    2. ศาลสูงสุดแสดงความเป็นอิสระ-ย้ำบทบาทตรวจสอบอำนาจบริหาร

    ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ศาลสูงสุดเคยมีคำตัดสินหลายครั้งที่เป็นคุณต่อรัฐบาลทรัมป์ ทั้งในประเด็นผู้อพยพ ความเป็นอิสระของหน่วยงานรัฐ และทหารข้ามเพศ

    แต่คดีภาษีครั้งนี้ถือเป็นคำวินิจฉัยเนื้อหาโดยตรงเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งฝ่ายบริหารในสมัยที่สอง และสะท้อนบทบาทของศาลในการถ่วงดุลอำนาจอย่างชัดเจน

    จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกาเป็นผู้เขียนความเห็นเสียงข้างมากให้ยกเลิกภาษี โดยมีผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม 2 คนที่ทรัมป์แต่งตั้งในสมัยแรก ได้แก่ เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ และนีล กอร์ซัช ร่วมลงมติด้วย

    3. ราคาสินค้าอาจไม่ลดลงทันที

    ก่อนหน้านี้ ภาษีดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคาสินค้านำเข้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า คำตัดสินของศาลอาจไม่ทำให้ราคาสินค้าปรับลดลงในทันที หรืออาจไม่ลดเลย เนื่องจากทรัมป์กำลังพิจารณาใช้ฐานกฎหมายอื่นออกภาษีใหม่ อีกทั้งบริษัทที่ปรับขึ้นราคาไปแล้วอาจไม่เร่งลดราคา โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราภาษียังมีความไม่แน่นอน

    4. คู่ค้าหลักทั่วโลกจับตาใกล้ชิด

    ประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ แสดงท่าทีระมัดระวัง สะท้อนความเข้าใจว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่านโยบายภาษีของทรัมป์จะสิ้นสุดลง

    แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งปัจจุบันเสียภาษีนำเข้าในอัตราต่ำที่สุดภายใต้ข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ แทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำตัดสินครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% ผ่านช่องทางกฎหมายใหม่ ก็อาจทำให้ทั้งสองประเทศเผชิญภาระมากขึ้น

    ด้านสหภาพยุโรปไม่ได้แสดงท่าทียินดีต่อคำตัดสินดังกล่าว และระบุว่าจะจับตาความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อรอดูความชัดเจนของมาตรการที่จะออกมาในขั้นต่อไป

    5. ความไม่แน่นอนของฐานะการคลังรัฐบาลกลาง

    แม้มาตรการภาษีของทรัมป์จะไม่สามารถฟื้นฟูภาคการผลิตหรือแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าได้อย่างชัดเจน แต่ก็สร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้รัฐบาลกลางที่มีภาระหนี้สูง

    ก่อนคำตัดสินของศาลฎีกานั้น สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา (CBO) ประเมินว่า ภาษีของทรัมป์จะสร้างรายได้ราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 9 ปีข้างหน้า

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ภาษีที่ถูกยกเลิกคิดเป็นรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเลขดังกล่าว โดย Yale Budget Lab ประเมินผลกระทบไว้ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าจะออกมาตรการภาษีใหม่ รวมถึงภาษีแบบครอบคลุม 10% เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และระบุว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น

    6. ขั้นตอนคืนเงินภาษียังไม่ชัดเจน

    คำวินิจฉัยเปิดทางให้รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้นำเข้า แต่ไม่ได้กำหนดแนวทางดำเนินการอย่างละเอียด

    ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าคาดว่า อาจเกิดกระบวนการฟ้องร้องและการดำเนินการทางปกครองที่ยืดเยื้อหลายเดือนหรือหลายปี โดยศาลชั้นต้นและศาลการค้าระหว่างประเทศจะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการ ส่วนหน่วยงานศุลกากรและกระทรวงการคลังจะรับหน้าที่ดำเนินการคืนเงิน

    ผู้นำเข้าที่ชำระภาษีโดยตรงมีสิทธิ์ยื่นขอคืนเงิน ขณะที่ธุรกิจอื่นที่รับภาระต้นทุนอาจต้องใช้ช่องทางฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องชดเชย และยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้บริโภคที่จ่ายค่าสินค้าราคาสูงขึ้นจะได้รับการเยียวยาหรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Df3Z9-xRnbbk4b6Yqc7Rp

  • ปี 2026 จุดเสี่ยงเศรษฐกิจดิจิทัลไทย หลังพบ รหัสผ่านรั่ว พุ่งกว่า 6,000%

    ปี 2026 จุดเสี่ยงเศรษฐกิจดิจิทัลไทย หลังพบ รหัสผ่านรั่ว พุ่งกว่า 6,000%

    ความเสี่ยงไซเบอร์กำลังยกระดับจากประเด็นด้านไอที สู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่กระทบความเชื่อมั่นและความสามารถแข่งขันของประเทศ หลังข้อมูลการรั่วไหลของ Username และ Password ในไทยเพิ่มขึ้นถึง 6,250% จาก 80,000 รายการ เป็นกว่า 5 ล้านรายการ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 164% และอาจสร้างความเสียหายสะสมแตะ 50,000 ล้านบาท

    นายอัตพล พยัคฆ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ปี 2026 จะเป็นช่วง “Perfect Storm” ของความมั่นคงไซเบอร์

    thaipr
    นายอัตพล พยัคฆ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด

    เมื่อ AI, Cloud และ Quantum Computing ถูกนำมาใช้ทั้งฝั่งธุรกิจและฝั่งผู้โจมตี ทำให้รูปแบบการแฮกเป็นอัตโนมัติและรวดเร็วระดับมิลลิวินาที ต้นทุนความเสียหายไม่ได้จำกัดแค่ค่าไถ่หรือค่ากู้ระบบ แต่รวมถึงการหยุดชะงักทางธุรกิจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และความเสี่ยงด้านกฎหมาย หากองค์กรยังพึ่งพารหัสผ่านเป็นกลไกหลัก ความเสียหายจะเพิ่มแบบทวีคูณ

    CyberGenics ประเมินว่า โครงสร้างความปลอดภัยแบบเดิมที่เน้นป้องกันรอบนอกองค์กรไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจยุคดิจิทัลที่พนักงาน คู่ค้า และระบบคลาวด์เชื่อมต่อกันตลอดเวลา แนวทางที่ควรเร่งดำเนินการ คือการปรับสู่โมเดล “Zero Trust” ซึ่งยึดหลักตรวจสอบทุกการเข้าถึง ไม่เชื่อถือโดยอัตโนมัติ แม้จะล็อกอินถูกต้อง

    กลยุทธ์หลักประกอบด้วย

    1. Identity-first Security ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ไม่พึ่งพารหัสผ่านเพียงอย่างเดียว

    2. Least Privilege จำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลตามหน้าที่ ลดวงความเสียหายหากบัญชีถูกเจาะ

    3. Autonomous Response ตอบสนองภัยคุกคามอัตโนมัติในระดับเครื่องจักร ลดการพึ่งพาการตัดสินใจแบบแมนนวล

    นอกจากปัญหารหัสผ่านรั่วไหล CyberGenics ยังเตือน 3 ความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบภาคธุรกิจโดยตรง ได้แก่

    1. ความเสี่ยงจากคู่ค้า (Third-party Risk) การรั่วไหลผ่านพาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลอย่างรอบด้าน

    2. Social Engineering ด้วย AI การใช้ Deepfake ปลอมเสียงหรือภาพผู้บริหารเพื่อหลอกโอนเงิน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายมูลค่าสูง

    3. Harvest Now, Decrypt Later การเก็บข้อมูลเข้ารหัสไว้เพื่อรอถอดรหัสเมื่อเทคโนโลยี Quantum พัฒนาเต็มที่ ส่งผลต่อองค์กรที่ถือครองข้อมูลระยะยาว เช่น การเงิน สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน

    ขณะที่ ข้อมูลจาก Allianz และ NCSA สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าข้อมูล Username และ Password ของคนไทยที่รั่วไหลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 6,250% จากระดับเพียง 8 หมื่นรายการ เป็น 5 ล้านรายการ

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ยกว่า 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่าองค์กรไทยกำลังตกอยู่ในเรดาร์ของภัยคุกคามดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากประเมินความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจ ผลกระทบสะสมจากอาชญากรรมไซเบอร์อาจมีมูลค่าความเสียหายสะสมพุ่งสูงเทียบเท่ากับวิกฤตแผ่นดินไหวที่คาดการณ์ไว้ถึง 5 หมื่นล้านบาท นั่นหมายความว่า “ความเสี่ยงทางไซเบอร์” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้าน IT อีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นโดยรวม

    ดังนั้น การลงทุนในแนวคิด Identity-first Security และ Zero Trust ยกระดับมาตรฐานการเข้ารหัสสู่ Post-Quantum Cryptography ไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

    “คำถามไม่ใช่ว่าจะถูกโจมตีหรือไม่ แต่คือองค์กรจะควบคุมความเสียหายได้เร็วแค่ไหน ความมั่นคงไซเบอร์จึงเป็นวาระระดับผู้บริหารและบอร์ด ไม่ใช่เพียงฝ่ายไอที” นายอัตพลกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/269120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KOfcMPS2iLRrHWHikWy0p

  • กางสูตรโควตา ครม.อนุทิน 10:1 ล็อก 5 เก้าอี้กลาง ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ-ไร้ชื่อกล้าธรรม

    กางสูตรโควตา ครม.อนุทิน 10:1 ล็อก 5 เก้าอี้กลาง ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ-ไร้ชื่อกล้าธรรม

    เปิดสูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยยึดเกณฑ์ 10 สส. ต่อ 1 รัฐมนตรี กัน 5 โควตากลางดึงมืออาชีพคุมกระทรวงยุทธศาสตร์ พร้อมปิดประตูพรรคกล้าธรรม หวังคุมเสถียรภาพและลดแรงต่อรอง

    สูตรเฉลี่ย 10 ต่อ 1 ล็อกอำนาจแกนนำ

    การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ชัดเจนด้วยหลักการ “10 สส. ต่อ 1 โควตารัฐมนตรี” เพื่อสร้างความเป็นธรรมและคุมสมดุลอำนาจ โดยพรรคภูมิใจไทยที่มี 193 เสียง จะได้โควตา 19 ตำแหน่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ได้ 7 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลืออีก 4 โควตา จะกระจายไปยังพรรคร่วมขนาดเล็ก อาทิ พรรคไทรวมพลัง พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาชาติ

    โควตากลาง 5 เก้าอี้ ดึงมืออาชีพคุมทีมเศรษฐกิจ-กฎหมาย

    จุดเด่นของการจัดทัพครั้งนี้คือการกั้น “โควตากลาง” 5 ตำแหน่ง ไว้สำหรับบุคคลภายนอกที่เป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตำแหน่งยุทธศาสตร์ โดยมีรายชื่อที่ถูกวางตัวไว้เบื้องต้น ดังนี้:

    • บวรศักดิ์ อุวรรณโณ: รองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายกฎหมาย)
    • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ
    • เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
    • ศุภจี สุธรรมพันธุ์: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์
    • รมว.พลังงาน: อยู่ระหว่างการทาบทาม

    เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ทีมเศรษฐกิจรวมศูนย์” เพื่อให้การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เกษตร และการคลัง เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างเอกภาพ

    ปิดประตู “กล้าธรรม” เกมยาวคุมเสถียรภาพ

    แม้พรรคกล้าธรรมจะมีถึง 58 ที่นั่ง แต่กลับไร้ชื่อร่วมวงรัฐบาล เนื่องจากความกังวลเรื่องอำนาจต่อรองที่สูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของ ครม. ในระยะยาว รวมถึงความขัดแย้งเชิงพื้นที่จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ ข้อเสนอขอคุมกระทรวงหลักอย่าง เกษตรฯ และท่องเที่ยวฯ ยังทับซ้อนกับยุทธศาสตร์หลักของพรรคภูมิใจไทย

    การตัดสินใจครั้งนี้ของ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงเป็นการจัดระเบียบอำนาจภายใน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างกลุ่ม “บ้านใหญ่” ในพรรค และป้องกันไม่ให้เสียงรัฐบาลบวมเกินความจำเป็นจนบริหารจัดการยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lwMhd8l0POw2LHJLieqKS

  • ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารให้เรียกเก็บภาษีนำเข้า 10 % สินค้าจากทุกประเทศ

    ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารให้เรียกเก็บภาษีนำเข้า 10 % สินค้าจากทุกประเทศ

              ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นการด่วนเพื่อแก้ลำคำตัดสินของศาลฎีกา โดยคำสั่งเก็บภาษี 10% จะเริ่มมีผลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และจะบังคับใช้ชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน หลังจากนั้นหากต้องการขยายเวลาออกไปอีกจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา พร้อมกันนี้ทรัมป์ยังมีคำสั่งให้เปิดการสอบสวนว่า ภายใต้กฎหมายอื่นๆ จะมีช่องทางให้เขาสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้หรือไม่

              อัตราภาษี 10% นี้อยู่ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งมานำมาใช้แทนที่ภาษีบางส่วนที่ทรัมป์เคยเรียกเก็บ 10-50% ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 หรือ IEEPA ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร

              อย่างไรก็ดี การเก็บภาษี 10% ล่าสุดนี้ยังคงยกเว้นให้กับผลิตภัณฑ์ด้านการบินและอวกาศ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะขนาดเล็กบางประเภท สินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ที่สอดคล้องกับข้อตกลงการสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา รวมถึงยา แร่ธาตุสำคัญบางชนิด และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

               นับเป็นความไม่ละความพยายาม โดยทรัมป์บอกว่า ยังมีทางเลือกอื่นที่ดีเยี่ยมซึ่งอาจจะทำให้สหรัฐฯ ได้เงินเพิ่มและเศรษฐกิจจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยระยะ 5 เดือน ที่มาตรการภาษี 10% มีผลบังคับใช้นั้นจะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินการสอบสวนเพื่อหาทางขึ้นภาษีได้ต่อไป

              และเมื่อนักข่าวถามว่าหลังจากมีการตรวจสอบแล้วจะมีการขึ้นภาษีในอัตราที่สูงขึ้นหรือไม่ ทรัมป์ก็ตอบว่า อาจจะสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้เป็นเท่าไร ประเทศที่ปฏิบัติอย่างเลวร้ายกับสหรัฐฯ อาจเผชิญภาษีในระดับสูง ส่วนประเทศอื่นๆ อัตราภาษีก็จะสมเหตุสมผล

              คำตัดสินของศาลฎีกา อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินรายได้จากภาษีศุลกากรราว 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.44 ล้านล้านบาท) ที่จัดเก็บได้ในปีที่ผ่านมาให้กับบริษัทผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการฟ้องร้อง ซึ่งต้องใช้เวลา 2-5 ปี บ่งชี้ว่ากระบวนการคืนเงินอัตโนมัติอย่างรวดเร็วนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้

    #ทรัมป์เก็บภาษีสินค้านำเข้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VrBGxwrbZxouCnhDQkOAE

  • “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดันท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดันท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ภูมิภาค

    “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดันท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วัดพัฒนาราม พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    ในการนี้ มี นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมลงพื้นที่ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เข้าสักการะรูปเหมือน หลวงพ่อพัฒน์ นารโท อดีตเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคใต้ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน ก่อนเข้ากราบสักการะพระประธานประจำพระอุโบสถ และกราบนมัสการพระวชิรปริยัตยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม (พระอารามหลวง)

    จากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยัง มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน เข้าสักการะรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแกะสลักจากหินแกรนิตสีขาว ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะขอพรอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีงาน มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคง โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา และสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IsXoYbMQY8eaNEIFHIQx3

  • ททท. ผนึก ไทยแอร์เอเชีย ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า พร้อมลุ้นบินฟรีตลอดปี

    ททท. ผนึก ไทยแอร์เอเชีย ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า พร้อมลุ้นบินฟรีตลอดปี

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ต่อยอดแคมเปญแห่งปี “Feel all the Feelings เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” เปิดตัวโครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย” มอบโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดสูงสุดค่าบัตรโดยสาร 15% สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอย Amazing Thailand Ambassador “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” และกิจกรรมลุ้นตั๋วเครื่องบินเที่ยวไทยฟรีตลอดปี ชวนนักท่องเที่ยวบินตามรอยลิซ่า ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค

    นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสายการบินไทยแอร์เอเชียครั้งนี้ ซึ่งเป็นการต่อยอดแคมเปญโฆษณาของ ททท. “Feel all the Feelings” ที่ได้เปิดตัวร่วมกับ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และเข้าถึงได้มากที่สุดในมุมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไทยแอร์เอเชีย จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทย ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับกิจกรรมบินตามรอยลิซ่า ลุ้นตั๋วเครื่องบินเที่ยวไทยฟรีตลอดปี ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 30 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P97E5ykBExhqJiXMCU-Y1

  • ยิ่งใหญ่! เปิดงาน “ปายไชน่า 2026” ปีที่ 4 สืบสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน ดันแม่ฮ่องสอนสู่เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ยิ่งใหญ่! เปิดงาน “ปายไชน่า 2026” ปีที่ 4 สืบสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน ดันแม่ฮ่องสอนสู่เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/130573&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N5CHWHN62ixWsbikVNFhO

  • อบจ.พิษณุโลก จัดการแสดง “โขนในวัง”

    อบจ.พิษณุโลก จัดการแสดง “โขนในวัง”

    อบจ.พิษณุโลก จัดการแสดง “โขนในวัง” เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยและกระตุ้นท่องเที่ยวพิษณุโลก

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดการแสดง “โขนในวัง” ณ โบราณสถานพระราชวังจันทน์ อำเภอเมืองพิษณุโลก โดยมี นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก กล่าวรายงาน ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก จัดโครงการดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากการจัดครั้งแรกในปี 2568 ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนและสื่อออนไลน์ สำหรับปี 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศ ภายใต้แนวคิด “พิษณุโลกเที่ยวได้ทั้งปี” และนโยบาย “เที่ยวพิษณุโลก สนุกไม่แพ้เมืองหลัก” มุ่งประชาสัมพันธ์จังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทั้งนี้ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการแสดงโขน ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ในการนำการแสดงโขนคุณภาพมาจัดแสดงแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงโขนจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ชุด “เย็นศิระพระพิษณุ” จัดแสดง 3 วัน 3 ตอน ระหว่างเวลา 19.00 – 21.00 น. ดังนี้

    • วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนที่ 1 “หนุมานชาญฤทธี พาลีเสียสัจจา”
    • วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนที่ 2 “เกสรทมาลา พลีชีวัน”
    • วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนที่ 3 “ศึกโรมคัล ทศกัณฑ์พ่าย”

    ภายในงานมีการฉายโปรเจคเตอร์แมปปิ้งเล่าเรื่องราวโขน การตกแต่งซุ้มทางเข้าและจุดถ่ายภาพเสมือนจริงพร้อมนักแสดงโขน นิทรรศการตัวแสดงโขนมีชีวิตในรูปแบบ Edutainment (Educate + Entertainment) เพื่อให้ความรู้ควบคู่ความบันเทิง, นิทรรศการเกี่ยวกับโขน การประดับไฟสุดตระการตาในโซน “Royal Khon Light Garden” มุมถ่ายภาพกับนักแสดงโขน ร้านจำหน่ายอาหารและของทานเล่น กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักโรงแรมในจังหวัดพิษณุโลก สามารถนำใบเสร็จมาแลกรับของที่ระลึกได้ที่บูธกองคลังฯ พร้อมกันนี้ได้จัดเตรียมที่นั่งชมการแสดงกว่า 2,500 ที่นั่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสถานที่จอดรถและการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมการแสดง ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดทั้ง 3 วัน ระหว่างเวลา 19.00–21.00 น.

    จึงนับว่าการจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดพิษณุโลก ควบคู่กับการยกระดับสู่เมืองหลักด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะชั้นสูงของไทย ท่ามกลางบรรยากาศประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ณ พระราชวังจันทน์ จังหวัดพิษณุโลก

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/02/21/193422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uUGep4wys_-QZYuYLcwwM

  • จีนเผยยอดใช้จ่าย “หยุดตรุษจีน” โตต่อเนื่อง อานิสงส์มาตรการรัฐ

    จีนเผยยอดใช้จ่าย “หยุดตรุษจีน” โตต่อเนื่อง อานิสงส์มาตรการรัฐ

    ปักกิ่ง, 20 ก.พ. (ซินหัว) — กระทรวงพาณิชย์ของจีนรายงานว่าธุรกิจค้าปลีกและการจัดเลี้ยงรายใหญ่ของจีนมียอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อวันในระยะ 4 วันแรกของช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน (15-23 ก.พ.) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 เมื่อเทียบกับช่วงหยุดยาวเดียวกันของปีก่อน ขณะปริมาณผู้ใช้บริการและรายได้ของถนนสายการค้าและย่านการค้าหลัก 78 แห่งในระยะ 3 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และร้อยละ 4.8 ซึ่งทั้งหมดสะท้อนพลังความคึกคักของการจับจ่ายใช้สอยตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวนี้

    รายงานระบุว่ากระแสการจับจ่ายใช้สอยนี้เป็นการผสมผสานพฤติกรรมแบบเดิมกับแบบใหม่ โดยแพลตฟอร์มออนไลน์มีอุปสงค์ความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดจำหน่ายอุปกรณ์สวมใส่บนแพลตฟอร์มหลักในระยะ 3 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยเฉพาะแว่นตาอัจฉริยะที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบอัจฉริยะเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50

    การใช้จ่ายด้านการบริการเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นการบริโภคช่วงต้นปีนี้ โดยยอดการบริโภคด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศบนแพลตฟอร์มหลักในระยะ 3 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งรวมถึงการจองรถเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ด้านมณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) เกาะทางตอนใต้ของจีน มียอดจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในระยะ 4 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้สูงถึง 970 ล้านหยวน (ราว 4.38 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 จากปีก่อน

    โครงการซื้อขายแลกเปลี่ยน (trade-in) สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศจีนยังคงขับเคลื่อนอุปสงค์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริโภคได้รับเงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เก่าเป็นของใหม่ในปีนี้เกือบ 28.44 ล้านคน เมื่อนับถึงวันพุธ (18 ก.พ.) สร้างยอดจำหน่ายเกือบ 1.96 แสนล้านหยวน (ราว 8.86 แสนล้านบาท) โดยการซื้อขายแลกเปลี่ยนยานยนต์ครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ด้วยยอดจำหน่ายสูงกว่า 1 แสนล้านหยวน (ราว 4.52 แสนล้านบาท)

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนออกชุดมาตรการสนับสนุนก่อนช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ระยะ 9 วัน ซึ่งกระตุ้นหน่วยงานทางการและภาคธุรกิจในท้องถิ่นจัดงานส่งเสริมการขายควบคู่กับมาตรการจูงใจเชิงนโยบาย ซึ่งรวมถึงการแจกบัตรกำนัลเพื่อการจับจ่ายซื้อของและการยกระดับการบริการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยวที่ดียิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/470/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J3N9Lk4REy2pjGtL1OXxo