Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    การปรับดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เริ่มเห็นการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจ กันบ้างแล้ว แต่การกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงอาจต้องใช้เวลา แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดี เมื่อภาคธนาคาร ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองแรกในการส่งผ่านได้ขานรับอย่างรวดเร็ว 

    “พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ระบุว่า วิจัยกรุงศรีประเมินดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    โดยนโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังระบบธนาคารจะเป็นด่านแรก เมื่อธนาคารมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น จะเป็นการช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อให้กลไกต่าง ๆ ค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปตามวงจร

    อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านนี้จะไม่เห็นผลทันทีในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริงจะใช้เวลาประมาณ 2 ไตรมาสขึ้นไป ซึ่งจะส่งผลให้เห็นการลงทุนที่ดีขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายของประชาชนที่คล่องตัวตามมา

    พิมพ์นารา หิรัญกสิ

    ทั้งนี้ ความเร็วในการส่งผ่านนโยบายยังขึ้นอยู่กับบริบทและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ 

    เทคโนโลยีดิจิทัล: ประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบการเงินสูง จะมีการส่งผ่านนโยบายที่รวดเร็วกว่า

    การใช้เงินสด: หากประเทศใดที่ยังพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลัก กระบวนการส่งผ่านนโยบายการเงินอาจมีความล่าช้า

    ขั้นตอนการดำเนินการ: ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันส่งผลต่อระยะเวลาเช่นกัน

    “นโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจจริง ต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อการลงทุนและการใช้จ่ายของประชาชนในระยะเวลาประมาณ 2 ไตรมาสขึ้นไป โดยภาคธนาคารเริ่มขยับตัวรับนโยบายอย่างรวดเร็วแล้ว”  

    ระบบธนาคารมีการตอบรับต่อนโยบายค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งเปรียบเสมือน “ฟันเฟืองตัวแรก” ที่เริ่มขยับแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ “ฟันเฟืองที่เหลือ” ในระบบเศรษฐกิจจะเริ่มขยับตามได้เมื่อใด เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังตามเป้าหมายของนโยบายการเงิน  

    “นนท์ พฤกษ์ศิริ” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1.00% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้

    เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2555 นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็วปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้ จากระดับ 2.5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้งภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    นนท์ พฤกษ์ศิริ  
    การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน และ SMEs 
     
    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.00% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    “ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกดดันให้ธนาคารส่งผ่านนโยบายการเงินผ่อนคลายไปสู่ผู้กู้ (ผู้ประกอบการ และรายย่อย) ดังนั้น เชื่อว่าธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากตามมาอย่างแน่นอน 

    เพียงแต่เป็นการปรับลดที่อาจจะเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยคาดดอกเบี้ยจะปรับลด 1 ครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว และแรงกดดันจากเงินเฟ้อต่ำ 

    ทั้งนี้ มองว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะทำให้ลูกหนี้ลดภาระลงได้ และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น

    ในมุมมองของ บล.พาย ระยะสั้นลบกับธนาคารพาณิชย์ แต่เชื่อว่า Downside ไม่ลึก เพราะมีปัจจัยหนุนเรื่องเงินปันผล และไม่มีผลต่อคาดการณ์กำไรของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569

    ธนเดช รังษีธนานนท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NH47IXa4X1YFTrY-uYMAU

  • รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ


    26/02/2569 | 27 | |

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายภัทริส ณ นคร หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนาการจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และกลุ่มองค์กรเครือข่าย ร่วมลงพื้นที่และสนับสนุนข้อมูลการติดตามในครั้งนี้ด้วย

    มท.4 และคณะได้ลงพื้นที่ติดตามและรับฟังผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการดำรงชีวิตแนวใหม่ ตามแนวทางการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ กิจกรรมชมนกศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยศูนย์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย และการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นความสำเร็จของการดำเนินงานตามโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต อีกทั้ง มีการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนข้าวหอมนกกระเรียน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ถิ่นภูเขาไฟบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของชุมชน นำไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รักษาสมดุลย์ของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร ตามคำที่ว่า “ กระเรียยเคียงฟ้า นาอินทรีย์เคียงดิน มีกินยั่งยืน”

    จากนั้น ได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” (นางปรารถนา อุ่นจิตต์) ตั้งอยู่บ้านสวายสอ หมู่ที่ 7 ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการทำนาอินทรีย์ อันเป็นต้นกำเนิดของ “ ข้าวนกกระเรียน” บ้านสวายสอ โดยภายในศูนย์เรียนรู้ประกอบด้วยแปลงสาธิตนาอินทรีย์ และหน่วยเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งเรื่องนกกระเรียนพันธุ์ไทย ข้าวอินทรีย์ และการทำอาหารจากวัตถุดิบอินทรีย์ รวมถึงการจัดแสดงสินค้าพื้นบ้านจากฝีมือสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสวายสอ และใช้เป็นศูนย์อบรมให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไป เป็นการสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและนกกระเรียน อีกทั้งยังช่วยขยายพื้นที่นาอินทรีย์อันเป็นแหล่งอาศัยนกกระเรียนพันธุ์ไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการติดตามรับฟังผลการดำเนินงานพัฒนาชุมชน เน้นย้ำการพัฒนา และขยายผลพื้นที่ การต่อยอด สร้างผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการตลาดเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมการเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการ “กินข้าวแล้วหรือยัง (Have You Eaten?)“ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาศักยภาพชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/329435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fDC1Rgmkci7CKFhcoJZmF

  • วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2% ต่ำกว่า 3% 8 ปีติด รั้งท้ายอาเซียน

    วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2% ต่ำกว่า 3% 8 ปีติด รั้งท้ายอาเซียน

    วิจัยกรุงศรี ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุคที่เผชิญกับวิกฤตหลายด้านและมีความท้าทายสูง 

    ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่ 

    “พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 3.3% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเกือบทุกประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ โลกยังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบโลกใหม่” ที่มีความเสี่ยงด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ข่าวปลอม (Fake News) และความขัดแย้งระหว่างประเทศในระยะสั้น ส่วนระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงหลักจะมาจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

    มหาอำนาจเศรษฐกิจ สหรัฐฯ รุ่ง จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป เสี่ยง

    • สหรัฐอเมริกา คาดว่าจะเติบโตเร่งขึ้นเป็น 2.4% จาก 2.1% ในปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังเป็นผู้สร้างความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้า ซึ่งอาจมีการนำกฎหมายเก่าเกือบ 100 ปี มาใช้เพื่อเก็บภาษีสูงถึง 50%
    • จีน เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% ในปีนี้ จากความอ่อนแอในภาคการผลิต บริการ และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ
    • ญี่ปุ่น ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวโดดเด่นจนสามารถรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่าไทย แต่มีความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับจีนเรื่อง “แร่หายาก” (Rare Earth) ซึ่งญี่ปุ่นต้องพึ่งพาจากจีนถึง 70% ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าไฮเทค
    • ยุโรป การฟื้นตัวยังเปราะบาง คาดว่าจะเติบโตชะลอลงเล็กน้อยจาก 1.5% ในปีก่อน โดยมีความเสี่ยงหลักจากความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพและรั้งท้ายอาเซียน 

    วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2% จากเดิม 1.8% แต่ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อน ซึ่งโตต่ำกว่าศักยภาพ ถือเป็นการเติบโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 และโตต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน โดยมีปัจจัย ดังนี้

    ปัจจัยหนุน 

    การท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นพระเอกหลัก คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.67 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาเป็นอันดับ 1 อีกครั้งในเดือน ม.ค.2569 

    นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.87 ล้านล้านบาท ในปี 2568 ประกอบกับการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น

    ขณะเดียวกัน กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง

    ปัจจัยเสี่ยง

    ไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดการเงิน การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า และที่สำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ba4ZQlS35m-Osu0nOraPa

  • เห็นชอบรับรองปริญญา-ประกาศนียบัตรการศึกษาเพิ่ม 19 หลักสูตร 13 สถาบัน

    เห็นชอบรับรองปริญญา-ประกาศนียบัตรการศึกษาเพิ่ม 19 หลักสูตร 13 สถาบัน

    “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภาเห็นชอบรับรอง 19 หลักสูตร 13 สถาบัน ผ่านประเมินสมรรถนะครู 3,450 คน เร่งปฏิรูประบบทดสอบ–ใบอนุญาตวิชาชีพครูให้จบในหลักสูตร

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 2/2569 โดยมีคณะกรรมการและผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ซึ่งนางนฤมล กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 13 แห่ง รวม 19 หลักสูตร และได้ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักเรียน 4 แห่ง รวม 10 หลักสูตร

    นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครูของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 2/2569 จำนวน 3,450 คน เป็นผู้อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 3,428 คน ประกอบด้วย 1. หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,423 คน 2. หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 983 คน และ 3. หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 22 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ 22 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    นางนฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้ให้ข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแผนพัฒนางานการทดสอบวิชาครูอย่างยั่งยืน โดยมอบคุรุสภานำข้อสังเกตไปทบทวน เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนทดสอบครูทั้งระบบ โดยเฉพาะกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้หาแนวทางดำเนินการทดสอบให้จบขั้นตอนตั้งแต่ในสถาบันผลิตครู พร้อมทั้งศึกษาแนวทางสำหรับกระบวนการออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มจบสาขาอื่นด้วย นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้ใช้ข้อมูลคุณวุฒิการศึกษาและมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศที่ได้รับการพิจารณาคุณวุฒิของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อใช้สำหรับการพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ รวมถึงเห็นชอบผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของรองเลขาธิการคุรุสภา ในรอบปีที่ 3 ของการปฏิบัติงาน (3 ม.ค.2568 – 2 ม.ค.2569) 

    ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบประกาศ แผนและระเบียบที่สำคัญ ได้แก่ 1. (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ….  (ร่าง) แผนการบริหารจัดการความเสี่ยงของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่กระทรวงการคลังกำหนด และ (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการคุรุสภา ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การย้าย การโอน และการเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนของพนักงานเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ…. และเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง พ.ศ…. โดยมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานคุรุสภาได้รายงานต่อที่ประชุมรับทราบในหลายประเด็น ได้แก่ รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 1/2569, รายงานการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ไตรมาส 1 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568) และรายงานการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 จำนวน 7 เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2916657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0M-O6adEFhocHbWQaGfd

  • สะพัด! จับตา ‘9 งูเห่าเขียว’ ไหลหนุน ‘อนุทิน’ | เดลินิวส์

    สะพัด! จับตา ‘9 งูเห่าเขียว’ ไหลหนุน ‘อนุทิน’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 69 รายงานข่าวเปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมจะปิดดีลพรรคร่วมรัฐบาล ที่ 292 เสียง หลังพรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ มาร่วม

    โดยจะมีการเจรจาดึง สส. มาเป็นกลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ถูกจับตามองตอนนี้คือกลุ่มของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ที่สังกัดพรรคกล้าธรรม จำนวน 9 คน คือ

    1.นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ว่าที่ สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2

    2.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ว่าที่ สส.สุพรรณบุรี เขต 3

    3.นายสิรภพ สมผล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 1

    4. นายชาตรี หล้าพรหม ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 2

    5. นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 3

    6. นายนัยดี วาบา ว่าที่ สส.ปัตตานี เขต 4

    7. นายจรัญ จันทร์แก้ว ว่าที่ สส.พัทลุง เขต 3

    8. พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ว่าที่ สส.สงขลา เขต 8

    9. นายวงศ์วชิร ขาวทอง ว่าที่ สส.สงขลา เขต 5.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637521/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sJxcR43sM0jlJYRBXUOB3

  • สีหศักดิ์ ย้ำท่าที เดินหน้าสร้างสันติภาพกับกัมพูชา -พร้อมประชุมปักปันเขตแดน

    สีหศักดิ์ ย้ำท่าที เดินหน้าสร้างสันติภาพกับกัมพูชา -พร้อมประชุมปักปันเขตแดน

    สีหศักดิ์ ย้ำท่าที เดินหน้าสร้างสันติภาพกับกัมพูชา -พร้อมประชุมปักปันเขตแดน

    วันนี้, 11:15น.

              นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางปฏิบัติภารกิจที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากจะได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และ นาย ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส แล้ว ยังมีโอกาสได้พบกับ นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

              นายสีหศักดิ์ ยังได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงสถานการณ์ ชายแดนไทยกัมพูชาด้วย โดยยืนยันว่า การหยุดยิงยังเปราะบาง พร้อมย้ำท่าทีของไทย ว่าต้องการให้เกิดสันติภาพระหว่างกัน และยืนหยัดตามข้อตกลงหยุดยิง ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ และ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่มีการรุกล้ำดินแดนฝ่ายใด และเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน โดยทันที ที่มีกำหนดการประชุม อย่างเป็นทางการฝ่ายไทยก็พร้อมเข้าร่วมทันที ระหว่างนี้มีการเตรียมการไว้ตลอด ฝากถึงฝ่ายกัมพูชา ให้ใจเย็นๆ ยืนยันว่า ฝ่ายไทยจะไม่รุกล้ำเขตแดนอย่างที่กล่าวหา แน่นอน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า นายโวลเกอร์ เติร์ก เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นนอน

               ส่วนเหตุการณ์ที่ฝั่งกัมพูชา ยิงปืนเข้ามาในฝ่ายไทยอีกครั้งเมื่อวันก่อน กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชาแล้ว และ จะออกแถลงการณ์ตามมาอีกครั้ง

              นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ โทรศัพท์ ไปหารือกับ นางกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ในระหว่างเดินทางจากกรุงปารีส ไปยัง นครเจนีวา หลายเรื่อง ทั้งสถานการณ์ รัสเซีย-ยูเครน

              รวมทั้งได้มีโอกาสชี้แจงสถาการณืชายแดน ไทยกัมพูชาด้วย ย้ำท่าทีของไทยหลังการหยุดยิงที่ต้องการให้เกิดสันติภาพร่วมกัน แต่ก็ยอมรับไปว่า ฝ่ายกัมพูชายั่วยุ อย่างต่อเนื่องแม้ว่า จะหยุดยิงไปแล้วก็ตาม ไทยตอบโต้อย่างมีสัดส่วน ขอบเขตตามหลักสากล ซึ่งถือเป็นสิทธิในการตอบโต้ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ

    #ไทยพบยุโรป 

    #สันติภาพเขมร

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159543&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ddjkjXh_Rcrg-IudPneak

  • มิจฉาชีพพุ่งเป้าเด็ก หลอกให้ค่าตอบแทน ทำกิจกรรมออนไลน์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    มิจฉาชีพพุ่งเป้าเด็ก หลอกให้ค่าตอบแทน ทำกิจกรรมออนไลน์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค ห่วงใย “เด็กและเยาวชน” เป้าหมายใหม่กลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ เตือนครอบครัวเฝ้าระวังใกล้ชิด  พบสถิติเด็กหายจากการถูกหลอกลวง

    เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 69 เกิดเหตุเยาวชนอายุ 13 ปี ถูกมิจฉาชีพหลอกให้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ จะได้รับเงินค่าตอบแทน แต่ต้องโอนเงินไปให้ก่อน เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไป แต่ไม่ได้เงินคืน จนเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและพลัดตกจากที่สูงจนบาดเจ็บสาหัส สภาผู้บริโภคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่มิจฉาชีพสร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ หรือหลอกให้ทำภารกิจออนไลน์เพื่อให้โอนเงิน ส่งผลกระทบทั้งด้านทรัพย์สินและสภาพจิตใจ กระตุ้นครอบครัวติดตามและเพิ่มองค์ความรู้

    เด็กตกเป็นเป้าเพราะขาดวุฒิภาวะและประสบการณ์

    นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากข่าวที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนตกเป็นเป้าหมายสำคัญของขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์ หรือกลุ่มสแกมเมอร์ เนื่องจากยังขาดความรู้และวุฒิภาวะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อถูกข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัว จึงหลงเชื่อได้ง่าย

    ทั้งนี้ มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ กล่าวหาว่าเด็กมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี จากนั้นข่มขู่ไม่ให้บอกผู้ปกครอง พร้อมสั่งให้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเด็กจำนวนมากเข้าใจว่าตนเองกระทำผิดจริง จึงไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดฟัง เพราะกลัวถูกดุหรือตำหนิ

    ช่องว่างระบบการเงิน–วัยรุ่นมหาวิทยาลัยเสี่ยงสูง

    นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเด็กที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร เมื่อถูกมิจฉาชีพข่มขู่ หรือหลอกลวง กดดันให้เด็กต้องไปขอเงินผ่านผู้ปกครอง แต่เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลขอเงินได้ต่อเนื่อง เด็กจะเกิดความเครียดจากแรงกดดันและความกลัว

    ขณะที่เยาวชนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบัญชีธนาคารและทำธุรกรรมออนไลน์ได้เอง กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่โอนเงินได้ทันที โดยเฉพาะนักศึกษาต่างจังหวัดที่พักอาศัยคนเดียว ขาดที่ปรึกษาใกล้ชิด จึงมีความเปราะบางมากกว่า

    เสนอเพิ่มระบบป้องกัน–ดันบทเรียนรู้เท่าทันมิจฉาชีพในหลักสูตร

    นางนฤมล เสนอว่า สถาบันการเงินควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงสำหรับบัญชีเยาวชน เช่น ระบบแจ้งเตือนผู้ปกครอง หรือกลไกชะลอการโอนในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

    ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาควรบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับภัยออนไลน์ กลโกงทางการเงิน และวิธีรับมือเมื่อถูกข่มขู่ไว้ในหลักสูตร เพื่อให้เด็กมีทักษะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา

    “ควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงทางการเงินสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการให้ความรู้ในองค์กรต่าง ๆ และในระบบการศึกษา โดยนำปัญหาและวิธีป้องกันภัยสแกมเมอร์บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน” นางนฤมล กล่าว

    ศึกษาตั้งกองทุนเยียวยาจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค อยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับผู้เสียหาย ไม่ใช่การชดเชยเต็มจำนวน ดังนั้นแนวทางการศึกษาเรื่องจัดตั้งกองทุนต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนหรือสร้างภาระต่อระบบโดยรวม

    สถิติเด็กหายที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

    อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เด็กถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินนั้น พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในฐานะโฆษกตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์ของมิจฉาชีพเริ่มจากการติดต่อผ่านแอปพลิเคชันอินสตราแกรม โดยชักชวนให้ทำกิจกรรมฟังเพลง โดยอ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทน 200 บาท แต่กำหนดเงื่อนไขให้โอนเงิน 100 บาทล่วงหน้า เพื่อรับเงินคืนรวม 300 บาท ภายหลังโอนเงินกลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังถูกหลอกให้ทำกิจกรรมเพิ่มเติมหลายครั้ง พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยอ้างว่าข้อมูลผิดพลาด ส่งผลให้ผู้เสียหายเกิดความเครียดสะสม นำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    นอกจากนี้ จากข้อมูลตำรวจไซเบอร์และมูลนิธิกระจกเงา พบว่ากลุ่มเด็กที่เสี่ยงจากกลุ่มสแกมเมอร์ยังเกิดกรณีการหายตัวไปด้วย โดยใน ปี 2567 มีเด็กหายจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ 11 คน อายุน้อยสุด 14 ปี ปี 2568 มีเด็กหาย 19 คน โดยอยู่ในกลุ่มช่วงอายุ 15–18 ปี ส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านออนไลน์ด้วยข้อเสนอ “งานค่าตอบแทนสูง” หรือ “หลอกให้รัก”

    รูปแบบการหลอกลวงที่พบ ชักชวนทำงานออนไลน์ค่าตอบแทนสูงอทำภารกิจ เช่น ฟังเพลง กดไลก์ รับเงิน หลอกให้รัก (Romance Scam) หลอกให้โอนเงินแก้ไขข้อมูลผิดพลาด ขอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชี โดยช่องทางที่ใช้ติดต่อ ได้แก่ แชตส่วนตัว ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และวิดีโอคอล โดยหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบตัวตนได้

    อ้างอิงข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/scammer-attack-children/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GOGodTCR7fwoCYDzp6H8Z

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D580453&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MuyaOHiYsON6vGXGLeB3w

  • นายกฯอนุทิน บินแพร่ 27 ก.พ. เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายกฯอนุทิน บินแพร่ 27 ก.พ. เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายกฯอนุทิน บินแพร่ 27 ก.พ. เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569 ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนา

    26 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เตรียมเดินทางไปยังจังหวัดแพร่ เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569 ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยมีนายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน

    สำหรับการจัดงาน “ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง จังหวัดแพร่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะร่วมประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา พบปะประชาชน และติดตามการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในจังหวัดแพร่

    นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย อาทิ การประกวดตุงมงคล การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา รวมถึงกิจกรรมขึ้นธาตุช่อแฮ เสริมบุญหนุนนำ สู่ความสำเร็จ ชัยชนะโชติช่วงชัชวาล การกราบสักการะ พระธาตุช่อแฮ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ พร้อมขอพรจากหลวงพ่อพระเจ้าทันใจ อายุ 100 ปี และตื่นตากับขบวนแห่เครื่องสักการะอันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยขบวนช้างจำนวน 5 เชือก ขบวนแห่เครื่องสักการะจาก 8 อำเภอ จังหวัดแพร่ ขบวนแห่ชุมชนยลวิถี และพิธีอาราธนาพระมหาอุปคุต

    “การจัดงาน “ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569” สะท้อนถึงการใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อให้จังหวัดแพร่ก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/954276/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o-Rewdg_fPv01y9ez-I5g

  • “เซ็นทารา” กำไรปี 68 แกร่ง จับมือ OR รุก Budget Hotel ปั้นโมเดลโตปี 69

    “เซ็นทารา” กำไรปี 68 แกร่ง จับมือ OR รุก Budget Hotel ปั้นโมเดลโตปี 69

    ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ CEO Centara Hotels & Resorts เผยถึงภาพรวมผลประกอบการปี 2568: ปีแห่งการฟื้นตัวท่ามกลางพายุท้าทายว่า

    “หากมองย้อนกลับไปในปี 2568 ภาพรวมธุรกิจโรงแรมของเซ็นทารถือว่าสดใสและเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้ครับ แม้เราจะเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ ในบางช่วง ทั้งเรื่องนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 34-40% ภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น หรือแม้แต่น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ซึ่งกระทบโรงแรมในภาคใต้ของเราโดยตรง”

    “แต่ด้วยการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เราไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป (No Major Dominant Market) โดยมีสัดส่วนจากไทย 15%, รัสเซีย 11% และจีนเหลือเพียง 7% ส่งผลให้รายได้รวม (Top line) ของเราเติบโตได้ 10% ขณะที่ EBITDA โตถึง 15% และที่น่าภูมิใจคือเราทำกำไรสุทธิได้เกิน 1,100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายในสภาวะการณ์เช่นนั้น” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ CEO Centara Hotels & Resorts

    ทิศทางธุรกิจปี 2569: โมเมนตัมบวก และการขยายอาณาจักรข้ามพรมแดน

    “สำหรับปี 2569 เราตั้งเป้ารายได้เติบโตต่อเนื่องที่ 14-15% โดยคาดการณ์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ไว้ที่ 75-78% และราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 4,000 กว่าบาท หรือโตขึ้นราว 8-9% เรามองเห็นสัญญาณบวกชัดเจนจากมัลดีฟส์ที่เริ่มมี EBITDA เป็นบวก รวมถึงนโยบายวีซ่าฟรีของรัฐบาลที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ”

    “แผนการเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 นี้ เราเตรียมเปิดตัวอีก 4 แห่ง รวมกว่า 1,400 ห้อง ได้แก่:

    centara life namba osaka

    • เนปาล: หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา (เปิดแล้วเมื่อมกราคม)

    • ญี่ปุ่น: เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า แห่งที่สองในญี่ปุ่น

    • เวียดนาม: รุกหนักที่วังดอน (ใกล้ฮาลองเบย์) 2 แห่ง รวมเกือบ 1,000 ห้อง

    • ไทย: เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี

    นอกจากนี้ ยังมีการปรับโฉมโรงแรมเดิมสู่แบรนด์ระดับหรูอย่าง “Centara Reserve” ทั้งที่กระบี่ และที่ลาดพร้าวซึ่งจะปิดปรับปรุง 100% เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพัก
     

    หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น

    ยุทธศาสตร์ ‘Budget Hotel’ ร่วมทุน OR: น่านน้ำใหม่ของเซ็นทารา

    “ไฮไลต์สำคัญที่เราจะแถลงข่าวร่วมกับ OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) ในเดือนหน้านี้ คือการบุกตลาด Budget Hotel ติดสถานีบริการน้ำมันครับ เราวางแผนเฟสแรกไว้ 6 แห่ง มูลค่าลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท โดยใช้โมเดล ‘Lean Operations’ ใช้พนักงานเพียง 5-7 คนต่อแห่ง เน้นบริการพื้นฐานคุณภาพสูง (อาบน้ำ/นอน) เพื่อให้ต้นทุนต่อห้องไม่เกิน 1 ล้านบาท”

    “เรามองว่านี่คือโมเดลที่คืนทุนเร็ว (6-8 ปี) และตอบโจทย์การเดินทางยุคใหม่ ซึ่งต่างจากโรงแรม Full Service ที่เราถนัด แต่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้พอร์ตของเซ็นทาราครอบคลุมทุก Segment ตั้งแต่ระดับประหยัดไปจนถึงระดับ Ultra Luxury”

    การยกระดับแบรนด์และการลงทุนในอนาคต

    “ในด้าน Luxury เรากำลังทรานส์ฟอร์มโรงแรมระดับตำนานอย่าง ‘เซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว’ และส่วนหนึ่งของ ‘หัวหิน’ ให้กลายเป็น เซ็นทารา รีเซิร์ฟ (Centara Reserve) ซึ่งเป็นแบรนด์สูงสุดของเรา เพื่อสร้าง Yield ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหัวหินที่เราเพิ่งต่อสัญญาเช่ากับการรถไฟฯ ไปอีก 30 ปี เราจะทำให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คระดับโลก”

    “ท้ายที่สุด ผมอยากฝากถึงภาครัฐเรื่องมาตรการภาษีเพื่อการปรับปรุงโรงแรม (Renovation) อยากให้ขยายระยะเวลาให้สอดคล้องกับการทำงานจริง เพราะการรีโนเวทโรงแรมขนาดใหญ่ใช้เวลามากกว่า 1 ปี หากรัฐสนับสนุนตรงนี้ได้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามได้อย่างยั่งยืนครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lSeuZd0N014sfEfq9NV8o