Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ฮุน มาเนต ยอมรับเครือข่ายสแกมเมอร์กำลังทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ปัดรัฐบาลได้ประโยชน์จากศูนย์สแกม

    ฮุน มาเนต ยอมรับเครือข่ายสแกมเมอร์กำลังทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ปัดรัฐบาลได้ประโยชน์จากศูนย์สแกม

    ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า เครือข่ายการหลอกลวง หรือที่เราเรียกว่า ‘เศรษฐกิจมืด’  กำลัง ‘ทำลาย’ เศรษฐกิจที่สุจริตของกัมพูชา มันทำให้กัมพูชามีชื่อเสียงที่ไม่ดี นี่คือเหตุผลที่เราต้องกำจัดสิ่งนี้ให้หมดไป เพราะมันส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน” พร้อมยอมรับว่าอาชญากรรมดังกล่าวช่วยกระตุ้นธุรกิจบางอย่างทางอ้อมและสร้างงานในประเทศ แต่ปฏิเสธว่ากัมพูชาได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ 

    “จริงอยู่ที่ว่าศูนย์กลางการหลอกลวงอาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การก่อสร้าง…แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา”

    — ฮุน มาเนต กล่าว 

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “กัมพูชามีศูนย์กลางการหลอกลวงหลายสิบแห่ง โดยมีผู้คนประมาณ 100,000 คน ซึ่งหลายคนเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์” 

    นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังพูดถึง เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกจับกุมส่งทางการจีนไปเมื่อเดือนมกราคม ว่า เราไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นหัวหน้าใหญ่…และการตรวจสอบประวัติก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาเขา สำหรับกัมพูชาแล้ว เขาเป็นเพียงนักธุรกิจคนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้ แต่เมื่อเราทราบถึงการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหา ทางการก็ไม่นิ่งเฉย” 

    “เฉินถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาแล้ว หลังจากที่เราพบว่าเขาใช้เอกสารปลอมเพื่อขอสัญชาติ และนั่นก็ทำให้เขามี ‘เพียงสัญชาติจีน’ เท่านั้น ทำให้ทางการกัมพูชาส่งตัวเขากลับประเทศบ้านเกิด” 

    — ฮุน มาเนต กล่าว 

    อย่างไรก็ดี ทางการกัมพูชาระบุว่า “การปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้ลดลงไปครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2026” ขณะเดียวกันกัมพูชาก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามเครือข่ายดังกล่าวที่หลอกเอาเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีจากผู้คนทั่วโลก  

    “ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ลดลงเหลือเพียง 50%” ไชย สินะฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโส ประธานสำนักเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธ (25 ก.พ.) ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการเบื้องต้นที่สะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของการดำเนินการหลอกลวงโดยรวม แต่ ไชย สินะฤทธิ์ ไม่ได้ระบุวิธีการคำนวณ หรือจำนวนเครือข่ายที่ยังคงดำเนินการอยู่ และขนาดของกลุ่มเหล่านั้น 

    (Photo by : JOHN THYS / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/scam-centres-destroying-cambodia-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lNeGRuHgaUR1H0OnBleES

  • ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

    ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    26 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    #กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง

    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม Sec. 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น

    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    #SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    #กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ

    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้

    O พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน

    O การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน

    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้

    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว

    O ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 2.5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    O Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hpRzd-OTvlFU60c0FtUfH

  • เสือดุสิตคือใคร? ประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่บทบาทอินฟลูฯ สายบุญ

    เสือดุสิตคือใคร? ประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่บทบาทอินฟลูฯ สายบุญ

    เปิดประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่อินฟลูฯ สายบุญ ก่อนพัวพันคดีเดือด 3 รุม 1

    ชื่อของ “เสือ ดุสิต” กลับมาเป็นที่พูดถึงและติดเทรนด์โซเชียลอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องราวของการทำบุญหรือชกมวย ทว่ากลับเป็นคดีความรุนแรง หลังตกเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุรุมทำร้ายชายวัย 55 ปี ภายในร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 จนคู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส ปอดทะลุ และต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU

    เหตุการณ์นี้เกิดจากปมหึงหวงแฟนสาว ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมายอมรับผิดและขอโทษสังคม โดยอ้างว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ วันนี้ Sanook News จะพาไปย้อนเส้นทางชีวิตของชายผู้นี้ ว่าเขาคือใคร และผ่านวีรกรรมอะไรมาบ้าง

    จุดเริ่มต้นฉายา “เสือ ดุสิต” คือใคร?

    นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสือ ดุสิต” ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นชาวกรุงเทพมหานคร ย่านสายไหม จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีดุสิต เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อปี 2562 จากคลิปไวรัลเหตุการณ์ “บุกปล้นบ่อน” ย่านสะพานใหม่ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศในขณะนั้น

    ในเหตุการณ์ดังกล่าว เสือ ดุสิต และพวก ได้บุกเข้าไปในบ่อนการพนันพร้อมอาวุธ แต่ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ทำลงไปเพราะถูกโกงเงินจากการเล่นพนัน จึงต้องการไปทวงเงินคืนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาปล้นทรัพย์แบบโจรทั่วไป จนได้รับฉายาจากชาวเน็ตบางกลุ่มว่า “พระเอกในคราบนักเลง” ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องในคดีดังกล่าวเมื่อปี 2565

    จากนักสู้ Fight Club สู่การเปลี่ยนลุคเป็นสายบุญ

    นอกเหนือจากคดีความ เสือ ดุสิต ยังเป็นที่รู้จักในแวดวงมวยข้างถนน หรือรายการ Fight Club Thailand ด้วยสไตล์การชกที่ดุดัน กล้าแลก กล้าบวก ทำให้เขามีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบในความใจถึง และมักจะมีกรณีพิพาทกับคนดังในโซเชียล เช่น เสี่ยโป้ หรือ เสี่ยบุ๊ค ซึ่งมักจะจบลงด้วยการนัดเคลียร์ใจบนสังเวียนมวย

    ในช่วงหลัง เสือ ดุสิต พยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ หันมาใช้โซเชียลมีเดียในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแจกสิ่งของให้ผู้ยากไร้ หรือร่วมกิจกรรมการกุศลต่างๆ จนเริ่มถูกเรียกขานในอีกมุมหนึ่งว่าเป็น “อินฟลูฯ สายบุญ” และมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

    บทสรุปดราม่าล่าสุด ปิดตำนานสายบุญ?

    อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ที่สร้างมาต้องสั่นคลอนอีกครั้งจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายล่าสุด แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายและเยียวยาคู่กรณี แต่สังคมยังคงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดท้าทายตำรวจ หรือวลี “นนทบุรี ใครก็ได้” ตามที่เป็นข่าว

    สุดท้ายแล้ว คดีนี้จะจบลงอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ส่วนเส้นทางของ “เสือ ดุสิต” ในโลกโซเชียลหลังจากนี้ จะสามารถกู้ศรัทธากลับคืนมาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875542/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eg-sr_rbdFH26Y0MnJjG0

  • เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    26 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย ได้แก่ นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ดีโหวต), นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ (Domecloud), นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย (ครูชัย), นายสมชัย ศรีสุทธิยากร (อดีต กกต.), นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (โฆษกพรรคประชาชน) และนายทรงพล เรืองสมุทร (ช่างภาพ Spacebar) 

    โดยระบุว่า ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หนูเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น 

    ซึ่ง กกต. มองว่าการกระทำนี้เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 66 วรรคสอง ที่มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

    นอกจากกฎหมายเลือกตั้งแล้ว กกต. ยังแจ้ง 4 ข้อหา ประกอบด้วย

    • มาตรา 116  กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
    • มาตรา  209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000
    • มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม  เท็จ ที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613946&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mVQpH_sBE-U2MajyfHOcT

  • จุฬาฯเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)”

    จุฬาฯเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)”

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจ และองค์กรชั้นนำ จัดพิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” หลักสูตรผู้นำระดับสูงที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรให้สามารถ “พลิกความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เปิดมุมมองใหม่ในการสร้างคุณค่า เสริมความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม

    หลักสูตร TOP Green PLUS ในปีนี้ วางเป้าหมายให้ “ความยั่งยืน” ก้าวข้ามกรอบของการเรียนรู้เชิง แนวคิดไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเงื่อนไขการแข่งขัน โอกาสทางธุรกิจ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในโลกที่ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จขององค์กร พร้อมเสริมเครื่องมือและกรอบคิดที่ ช่วยให้ผู้นำสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    พิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ ซึ่งได้กล่าวถึง “Top Green PLUS รุ่นที่ 2 ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เนื้อหาในหลักสูตรนี้จะเข้มข้นกว่าเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อนำพาองค์กรและประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่มากกว่าความยั่งยืน”

    “จาก Sustainability สู่ Regeneration คือการก้าวข้ามแนวคิดความยั่งยืนแบบเดิมที่เน้นเพียงการรักษาไว้ให้คงอยู่ แต่เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Regeneration หรือการพัฒนาและฟื้นฟูควบคู่กันไป หลักสูตรนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนร่วมกันค้นหาคำตอบสำหรับ SDG ข้อที่ 18 ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ปรับเปลี่ยน (Customize) ให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการดำเนินตามกรอบ 17 ข้อของสหประชาชาติ (UN) เพียงอย่างเดียว”

    รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่า“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักถึงความผันผวนของโลก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว TOP Green PLUS รุ่นที่ 2 นำความรู้สู่การลงมือทำ เน้นผู้บริหารระดับสูง (CEO) ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยพัฒนาต่อยอดจากรุ่นที่ 1 ที่เน้นการให้ความรู้ มาเป็นการเน้น “การปฏิบัติจริง” (Practical Implementation) เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้ทันที”

    “ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรูหรืออุดมการณ์ แต่ต้องใช้ได้จริง โดยหลักสูตร Top Green รุ่นที่ 2 จะมีกรณีศึกษา (Case Study) ที่หลากหลาย เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ทั้งระดับองค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) การใช้เกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Game) เพื่อวางแผนรับมือวิกฤตและการอพยพจากภัยพิบัติ”

    ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “หลักสูตรนี้มุ่งเน้นความยั่งยืนที่ไปไกลกว่าการทำ CSR หรือการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างธุรกิจสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนในพลังงานทางเลือก การสร้างตลาดคาร์บอน และการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ไทยไม่ควรเพียงแค่วิ่งตามมาตรฐานโลก แต่ต้องปรับปรุงทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อวิ่งนำหน้า โดยใช้โอกาสจากความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งออกองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังต่างประเทศ”

    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษโดยสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในมิติเศรษฐกิจและความต่อเนื่องทางธุรกิจว่า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาทรัพยากรน้ำ มลพิษ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ กำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริงของภาคธุรกิจมากขึ้น พร้อมส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเร่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และผลักดันแนวคิด Research to Commercial เพื่อขยายการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้จริง โดยหลักสูตร TOP Green PLUS จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการบริหารจัดการเชิงธุรกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    ในปีนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (FTI), UN Global Compact Network Thailand, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกำกับดูแล การใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการขยายผลสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    สำหรับ TOP Green PLUS มุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถในการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่าน การกำกับดูแล และการใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือเชิงระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว สอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 06-5636-9873 หรือ topgreenplus@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289672/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w5LNZwH-fuRgG55Mt23CJ

  • สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง 'สนามบินอู่ตะเภา' 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    อีอีซี กำหนดออก NTP สร้างสนามบินอู่ตะเภา 3 เม.ย.2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท สกพอ.จะออกหนังสือแจ้งให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) วันที่ 3 เม.ย.2569 โดยถือเป็นวันเริ่มนับเวลาโครงการระยะเวลา 50 ปี โดยสิ้นสุดสัมปทานปี 2619

    หลังจากเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 สกพอ.ได้ลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯร่วมกับ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทาน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ในกรณีที่ UTA จะสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 

    อันเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ  และเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 UTA ได้ทำหนังสือยืนยันยันความพร้อมรายละเอียดและกรอบการดำเนินการงานมาเรียบร้อยแล้ว

    สนามบินอู่ตะเภา

    ยันลงทุนเฟสแรก รับผู้โดยสาร 12 ล้านคน

    สำหรับแผนลงทุนสร้างสนามบินอู่ตะเภา ตามแผนงานเดิม ซึ่งโครงการจะถูกแบ่งเป็น 6 ระยะ โดยในระยะแรกต้องรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 12 ล้านคนต่อปี และจะเริ่มลงทุนในระยะที่ 2-6 เมื่อมีปริมาณผู้โดยสารถึง 80 % ของขีดความสามารถในแต่ละช่วง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดที่ 60 ล้านคนต่อปี ในปีสุดท้ายของโครงการ

    แผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

    ส่วนกรณีที่ บริษัท UTA เสนอปรับแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยขอลดขนาดการพัฒนาขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสารในระยะแรกแรก จากเดิมรองรับที่ 12 ล้านคนต่อปี เป็นเริ่มต้นที่ 3 ล้านคนต่อปี ภายใต้เงื่อนไข ว่าในช่วงแรก ยังไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น นายจุฬา ยืนยันว่ายังไม่มีการเปลี่ยนหรือปรับลดการพัฒนาแต่อย่างใด 

    โดยขณะนี้ UTA อยู่ระหว่างศึกษาและทำแผนการพัฒนาในแต่ละเฟสที่คิดว่าเหมาะสม ซึ่งหากมีผลการศึกษาออกมาอย่างไร ก็ต้องมีการพิจารณาร่วมกัน

    หลังจากนี้ สกพอ.มองว่า อีก 5 ปีกว่าโครงการระยะแรกจะเปิด ซึ่งน่าจะมีอีกหลายปัจจัยที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อโครงการ ทั้งเรื่องการพัฒนาเมืองการบิน ( Airport City) รวมไปถึงพื้นที่เมืองใหม่อัจฉริยะที่จะมีการลงทุนพัฒนา ทั้งสวนสนุกขนาดใหญ่ สนามกีฬาขนาดใหญ่ ที่จะช่วยกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารและดึงดูดนักลงทุนให้มีการเดินทางอย่างต่อเนื่องในพื้นที่

    กางไทม์ไลน์ก่อสร้าง เปิดให้บริการปี 2574

    แผนการดำเนินพัฒนาสนามบินอู่ตะเภามีกำหนด ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี และตั้งเป้าเปิดให้บริการในปี 2574 โดยมีรายละเอียดการก่อสร้างที่สำคัญดังนี้

    • การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่ง UTA จะก่อสร้างให้สอดคล้องกับทางวิ่งที่ 2 เพื่อให้แล้วเสร็จและทดสอบระบบในเวลาเดียวกัน
    • ทางวิ่งที่ 2 (รันเวย์ 2)  ยาว 3,500 ม. 

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง 'สนามบินอู่ตะเภา' 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีระยะเวลาดำเนินการรวม 1,095 วัน (ก่อสร้าง 30 เดือน และทดสอบ 6 เดือน) มีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2571 ซึ่งจะทันกับการเปิดให้บริการสนามบินระยะแรกอย่างแน่นอน นายจุฬา กล่าวทิ้งท้าย

    การลงทุนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เฟส 1 ของ UTA ประกอบด้วย

    1. Airport Terminal มีอาคารผู้โดยสารกว่า 157,000 ตร.ม. รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 12 ล้านคนต่อปี 
    2. Air Cargo & Logistics รับขนส่งและกระจายสินค้ากว่าล้านตันต่อปี 
    3. Airport City ประกอบด้วยศูนย์การค้าระดับโลก, MICE, Indoor Arena, โรงแรม, สนามแข่งรถ, ร้านอาหาร, Medical Tourism Hub และสนามแข่งฟอร์มูลาวัน

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง 'สนามบินอู่ตะเภา' 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีโครงสร้างทางวิ่งเป็นอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์นั้น ขณะนี้โครงการอาจจะยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการก่อสร้างรันเวย์และอาคารผู้โดยสาร ของสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากได้ปรับแก้ไขในเชิงวิศวกรรมร่วมกันแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UF9Rin2YAcfd58Uc2pQHb

  • ส่องโปรไฟล์ สส.อายุน้อยที่สุดสภาชุดที่ 27 ‘พลอย ณัฐธิดา’ สส.บุรีรัมย์ หลานสาว ‘เนวิน’ | เดลินิวส์

    ส่องโปรไฟล์ สส.อายุน้อยที่สุดสภาชุดที่ 27 ‘พลอย ณัฐธิดา’ สส.บุรีรัมย์ หลานสาว ‘เนวิน’ | เดลินิวส์

    คลอดแล้วสำหรับสภาผู้แทนราษฎรชุด 27 หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 396 คน จากนั้นเข้าสู่กระบวนการรายงานตัวต่อสำนักงาน กกต. และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดย สส. น้องใหม่ของสภาชุดที่ 27 ที่มีอายุน้อยที่สุด คือ น.ส.ณัฐธิดา เล็กอุดากร หรือ พลอย สส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย อายุ 25 ปี ที่ลงสนามการเมืองเป็นครั้งแรก และชนะคู่แข่ง ลอยลำเข้าสภาด้วยคะแนนท่วมท้น 54,410 คะแนน

    โดยก่อนหน้านี้ “พลอย ณัฐธิดา” ถูกจับตามองในฐานะทายาทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เป็นบุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ และยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย สำหรับโปรไฟล์การศึกษาและการทำงาน ดีกรีก็ไม่ธรรมดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้าน Accounting and Finance จาก University of Sussex และปริญญาโทด้าน International Business จาก Hult International Business School สหราชอาณาจักร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637500/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jg6FVC3Vvq0YFf3sjP4-l

  • ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนคาห้องพัก

    ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนคาห้องพัก

    ตำรวจท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ วัย 20 ปี ชิงทรัพย์คาเตียง หลังก่อเหตุข่มขู่ ฉกเงินนักท่องเที่ยวชาวจีน ต้องวิ่งล้อนจ้อนลงมาขอความช่วยเหลือ

    จากกรณีเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 1 ก.พ. 69 ได้มีนักท่องเที่ยวชาวจีน วิ่งหน้าตาตื่น เปลือยกายลงมาจากชั้น 6 ย่านพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อมาขอช่วยเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังถูกสาว LGBTQ ก่อเหตุข่มขู่และเอาทรัพย์สินไป เป็นเงินสด 10,000 บาท และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ไอโฟน 15 โปรแมกซ์ 1 เครื่อง แล้วรีบหลบหนีไป โดยผู้เสียหายเปิดเผยว่าได้ไปเจอสาว LGBTQ กลุ่มนี้ที่ชายหาดพัทยา ก่อนจะให้มาหาที่ห้องพัก จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าว

    ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 ก.พ. 69 พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 ได้มีนโยบายสั่งให้ปราบปราม สาว LGBTQ ที่มีพฤติกรรม ประสงค์ต่อทรัพย์ของนักท่องเที่ยว สร้างความเสื่อมเสีย ภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว จึงสั่งการให้ร.ต.อ.อัษฎา จารุสมบัติ รอง สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 ร.ต.อ.อภิสิทธิ์ พึ่งแย้ม รอง สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยาพร้อมหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ จ.114 /2569 ลงวันที่ 25 ก.พ. 69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป”

    โดยสามารถจับกุมได้ที่ ห้องพักแห่งหนึ่งภายในเมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ห้องพักเลขที่ 502 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ภายในห้องพบกลุ่มสาว LGBTQ อยู่ภายในห้องรวม 5 ราย โดยพบตัวผู้กระทำผิดตามหมายจับคือ อาตี้ อายุ 20 ปี บางรายยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงนอน ซึ่งในกลุ่มเพื่อนของผู้กระทำผิดนั้น เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ก่อเหตุทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวเยอรมนี บริเวณชายหาดพัทยา จนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ด้วย

    โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้แสดงหลักฐานจากกล้องวงจรปิด รวมถึงโทรศัพท์มือถือของกลาง ที่ผู้ก่อเหตุได้มาจากนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำผิดจนกระทั่งออกหมายจับในครั้งนี้ ซึ่งเจ้าตัวต้องยอมจำนน ต่อหลักฐานทั้งหมด ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

    อย่างไรก็ตาม สำหรับ “เฟื่องฟ้า” สาว LGBTQ แก๊งพอกขาว ที่คาดว่าฉกเงินหนุ่มเกาหลีในบ้านพูลวิลล่า 2 หมื่นบาท ก่อนแกล้งเพี้ยนหลอกผีเข้านั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2916699&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DUFsH-MQdNDBUA_BEcsqL

  • กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และ พยายามถอดรหัส QR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขต และ บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569

    มีรายงานบุคคลที่ กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

    1.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    2.ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

    3.ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.

    4.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

    5.พริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

    6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

    โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

    ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตาม มาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี 2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

    ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

    มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/ect-1-26feb26&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yy4jLdplgKb6XstUk45UH

  • ส่องเศรษฐกิจอาเซียน ปี 69 คาด โต 4.3% ติดท็อปโลก!

    ส่องเศรษฐกิจอาเซียน ปี 69 คาด โต 4.3% ติดท็อปโลก!

    นางสาวพิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 ว่า อาเซียนจะยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

    โดยคาดการณ์ว่ากลุ่มอาเซียน 10 ประเทศจะเติบโตเฉลี่ยที่ 4.3% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง ASEAN-5 (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 4.2%

    โดยเวียดนามยังครองตำแหน่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในภูมิภาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แม้จะมีการชะลอตัวลงบ้างจากระดับ 8% ในปีก่อนก็ตาม

    สำหรับแรงส่งหลักของเศรษฐกิจอาเซียนในปีนี้มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

    การส่งออก แม้จะมีความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่คาดว่าจะเห็นการเร่งส่งออกล่วงหน้าในช่วงไตรมาสแรกของปีเพื่อลดความเสี่ยงจากกำแพงภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้น

    รวมถึง การบริโภคภาคเอกชน ในประเทศที่สามารถพึ่งพาการใช้จ่ายในประเทศได้สูง จะมีความทนทานต่อความผันผวนภายนอกได้ดี โดยเฉพาะเวียดนามที่การบริโภคภายในเติบโตแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกับ GDP ของประเทศ

    ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)) วิจัยกรุงศรี มองว่า อาเซียนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะเป็นข้อจำกัดและเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา แต่แนวโน้มโดยรวมของ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอาเซียนยังอยู่ในทิศทางที่ดีและเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญ

    อย่างไรก็ตาม นางสาวพิมพ์นารา ย้ำว่า ความไม่แน่นอนของภาษีของสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจอาเซียน และเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pZRn5KR6ezpuXocLkw19p