Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    นางสาวศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน 

    ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.300% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2569 เป็นต้นไป 

    ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    ธนาคารกรุงไทย ยืนหยัดบทบาทการเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการลดภาระทางการเงิน การแก้หนี้อย่างยั่งยืน การฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ภายใต้ระเบียบการค้าโลกใหม่ ผ่านการสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ NPL วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง “Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่อเศรษฐกิจไทย”

    โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที รวมถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคาร อาทิ สินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน และสินเชื่อใบแจ้งหนี้ ซึ่งผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในระยะยาว  สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และการฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง ทีทีบีพร้อมหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ในภาวะปัจจุบัน 

    ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.10% เหลือ 6.60% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% เหลือ 6.95% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.10% เหลือ 7.105% ต่อปี ซึ่งช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2569 สอดรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ต่อปี เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศอย่างยั่งยืน

    KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว TTB เป็นธนาคารแรกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสินเชื่อบุคคลของไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มุ่งส่งเสริมคนมีวินัยในการผ่อนชำระให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการฉีกกฎการคิดดอกเบี้ยจากเกณฑ์รายได้แบบเดิม สู่การพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ผ่านสินเชื่อบุคคล “ทีทีบี แคชทูโก” โดยหากลูกค้าเครดิตดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ซึ่งธนาคารคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตรายบุคคล เริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยมักสูงถึง 25% ต่อปี ดอกเบี้ยเรทเดียวตลอดสัญญา ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าที่มีวินัยมีโอกาสประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 11% ต่อปี

    TTB ยังคงมุ่งมั่นเป็นธนาคารที่ช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน โดยมีเป้าหมายต้องการทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TmDrNgXt82Ch-a1DHjOL6

  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมกับ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (สถาบัน IBERD) และอีก 7 หน่วยงานหลักจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตประธานคณะที่ปรึกษาสถาบัน IBERD และนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้านพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทย- ญี่ปุ่น และต่างประเทศ และเพื่อสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยสาขาน้ำพุร้อนไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) และมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งต้นน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้ประโยชน์ด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากแหล่งน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ

    ทั้งนี้ สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B7GLdNW3jZyEqqI0LVBPj

  • TTB ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ พร้อมหนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TTB ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ พร้อมหนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ทีทีบีสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขานรับมติ กนง. ประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม เป็นต้นไป

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และการฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง ทีทีบีพร้อมหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ในภาวะปัจจุบัน จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 สอดรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ต่อปี เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศอย่างยั่งยืน

    ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.10% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.10% ต่อปี ซึ่งช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง

    นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ทีทีบีเป็นธนาคารแรกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสินเชื่อบุคคลของไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มุ่งส่งเสริมคนมีวินัยในการผ่อนชำระให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการฉีกกฎการคิดดอกเบี้ยจากเกณฑ์รายได้แบบเดิม สู่การพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ผ่านสินเชื่อบุคคล “ทีทีบี แคชทูโก” โดยหากลูกค้าเครดิตดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ซึ่งทีทีบีคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตรายบุคคล เริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยมักสูงถึง 25% ต่อปี ดอกเบี้ยเรทเดียวตลอดสัญญา ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าที่มีวินัยมีโอกาสประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 11% ต่อปี

    ทีทีบียังคงมุ่งมั่นเป็นธนาคารที่ช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน โดยมีเป้าหมายต้องการทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620913/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V72gpRhBOfvoDahmpcQPr

  • ฮุน มาเนต : กัมพูชาต้องการลดความตึงเครียดกับไทย ยอมรับเสียศูนย์เพราะสแกมเมอร์

    ฮุน มาเนต : กัมพูชาต้องการลดความตึงเครียดกับไทย ยอมรับเสียศูนย์เพราะสแกมเมอร์

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวเอเอฟพีในกรุงบรัสเซลส์ โดยอ้างถึงความขัดแย้งชายแดนกับไทย และปัญหาของธุรกิจสแกมเมอร์ในประเทศของตน

    ข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปะทุขึ้นเป็นการปะทะกันหลายระลอกเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและผู้พลัดถิ่นมากกว่าหนึ่งล้านคนในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม

    ในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ฮุน มาเนตกล่าวว่า “เราไม่ได้ต้องการเพิ่มความรุนแรง เราต้องการลดความรุนแรง เราต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”

    กองทัพไทยกล่าวหาว่ากองกำลังกัมพูชายิงกระสุนปืนครกใกล้กับหน่วยลาดตระเวนของไทยเมื่อวันอังคาร ทำให้เกิดการยิงตอบโต้ ซึ่งรัฐบาลพนมเปญปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

    กัมพูชากล่าวมาตลอดว่ากองกำลังไทยยึดครองพื้นที่หลายแห่งในจังหวัดชายแดนและเรียกร้องให้ถอนกำลังออกไป ในขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ยืนยันว่าตนเพียงแค่ยึดคืนดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยและถูกกัมพูชายึดครองมานานหลายปี

    ฮุน มาเนตปฏิเสธที่จะบอกว่ากองกำลังไทยยึดครองดินแดนไปมากแค่ไหน แต่กล่าวว่าพวกเขารุกล้ำไปไกลกว่าสิ่งที่แม้แต่ไทยเองก็ระบุว่าเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศ

    เมื่อถูกถามว่ากองกำลังกัมพูชาจะต่อสู้เพื่อทวงคืนดินแดนที่เสียไปหรือไม่ เขากล่าวว่า “เรายึดมั่นในแนวทางการลดความตึงเครียดและการแก้ปัญหาอย่างสันติเสมอ”

    ความขัดแย้งชายแดนระหว่างสองประเทศที่มีมานานนับศตวรรษนั้น เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งครอบคลุมระยะทาง 800 กิโลเมตร

    รัฐบาลพนมเปญได้ขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสและขอเข้าถึงเอกสารและแผนที่ทางประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชายแดนร่วมเพื่อกลับมาดำเนินการในเรื่องนี้อีกครั้ง

    ฮุน มาเนตกล่าวว่า “ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร กัมพูชาก็พร้อมที่จะยอมรับ และหวังว่าประเทศไทยจะยอมรับเช่นเดียวกัน”

    ผู้นำวัย 48 ปีซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากฮุน เซน ในปี 2023 กล่าวว่า เขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน โดยใช้คำอธิบายว่า “ไม่มั่นคง” และ “เปราะบาง”

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียมและสหภาพยุโรป ในฐานะส่วนหนึ่งของการเดินทางเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนทางการทูต โดยเฉพาะจากอเมริกาและพันธมิตรยุโรป

    ในกรุงบรัสเซลส์ เขาได้พบกับอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภาแห่งยุโรป และคาจา คัลลาส นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป

    ก่อนหน้านี้ในสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกกับคณะทำงานเพื่อสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเครื่องมือที่ตั้งใจจะแข่งขันกับสหประชาชาติ

    ฮุน มาเนตกล่าวว่า แม้ความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ในการไกล่เกลี่ยหยุดยิงกับไทยมีส่วนในการตัดสินใจให้รัฐบาลพนมเปญเข้าร่วมครั้งนี้ แต่กัมพูชาเชื่อมั่นอย่างจริงจังในเป้าหมายขององค์กรใหม่นี้ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ และไม่ได้เพียงแค่ต้องการ “ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์พอใจ” เท่านั้น

    “นี่คือเรื่องของสันติภาพและความมั่นคง” เขากล่าวเสริมว่า ประเทศของเขาจะพยายามตอบแทนด้วยการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อที่จะอยู่ในคณะทำงานนี้ในระยะยาว เช่น การฝึกอบรมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในฉนวนกาซา แทนที่จะจ่ายเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ตามที่รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องสำหรับการเป็นสมาชิกถาวร

    เมื่อถูกถามถึงปัญหาสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายอมรับว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มหลอกลวงเหล่านี้กำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลของเขาสมรู้ร่วมคิด

    กัมพูชากลายเป็นแหล่งรวมของแก๊งอาชญากรที่ดำเนินธุรกิจฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยพวกมิจฉาชีพหลอกลวงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกให้ตกอยู่ในความสัมพันธ์โรแมนติกปลอมๆ และการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

    “เครือข่ายฉ้อโกงที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมืดกำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันทำให้กัมพูชามีชื่อเสียงที่ไม่ดีและกำลังส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน นี่คือเหตุผลที่เราต้องกำจัดให้หมดไป” ฮุน มาเนตกล่าวกับเอเอฟพี

    การปราบปรามส่งผลให้มีการจับกุมผู้คนหลายพันคน ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลระบุ และเมื่อเร็วๆ นี้มีการส่งตัวอดีตที่ปรึกษาของผู้นำกัมพูชาไปยังจีน

    แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ถูกกล่าวหาว่ามีอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่กัมพูชาและเครือข่ายฉ้อโกงทางไซเบอร์

    ฮุน มาเนตยอมรับว่าอาชญากรรมดังกล่าวได้กระตุ้นกิจกรรมทางธุรกิจและสร้างงานในประเทศทางอ้อม แต่ปฏิเสธว่ากัมพูชาได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้

    “ใช่ การดำรงอยู่ของธุรกิจสแกมเมอร์อาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์, การลงทุน, การก่อสร้าง, กำลังซื้อทางเศรษฐกิจ และการรวมศูนย์ความเจริญ แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา” เขากล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า กัมพูชามีศูนย์กลางการหลอกลวงหลายสิบแห่งและเกี่ยวข้องกับผู้คนประมาณ 100,000 คน ซึ่งหลายคนเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

    รายงานปี 2024 โดยสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกาประเมินว่าผลตอบแทนจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ในกัมพูชามีมูลค่าเกิน 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 388,000 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP อย่างเป็นทางการของประเทศ แต่ฮุน มาเนตปฏิเสธว่าประเทศของเขาไม่ได้พึ่งพาการหลอกลวงเหล่านี้

    “หลายคนบอกว่า GDP ของกัมพูชาพึ่งพาการฉ้อโกง ไม่ใช่เลย เราพึ่งพาเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น การท่องเที่ยว, การผลิต และอีกหลายประการ” เขากล่าว

    กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินการจากประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางกรณีเป็นการอาสาทำด้วยความเต็มใจ ขณะที่บางกรณีเป็นชาวต่างชาติที่ถูกลักพาตัวและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่ว่าจะถูกทรมาน

    ในระยะแรก กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ผู้พูดภาษาจีนเป็นหลัก ซึ่งพวกเขาได้หลอกลวงเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์และสร้างความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน แต่ปัจจุบันพวกเขาได้ขยายการดำเนินการไปยังหลายภาษาเพื่อขโมยเงินจำนวนมหาศาลจากเหยื่อทั่วโลก

    ปีที่แล้ว การปราบปรามครั้งใหญ่ที่ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยรัฐบาลปักกิ่งซึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตอย่างมากในภูมิภาคนี้ ทำให้คนงานฉ้อโกงหลายพันคนได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์สแกมเมอร์ทั้งในเมียนมาและกัมพูชา จากนั้นจึงถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด หลายคนกลับไปยังประเทศจีน

    ปฏิบัติการดังกล่าวประสบความสำเร็จอีกครั้งในการจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ จากกัมพูชาไปยังจีนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ เฉิน จื้อซึ่งถูกทางการสหรัฐฯ ฟ้องร้องในเดือนตุลาคม 2025 เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับทั้งฮุน มาเนต และฮุน เซน บิดาของเขา

    “เราไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นหัวหน้าใหญ่” ฮุน มาเนตกล่าว และเสริมว่า การตรวจสอบประวัติไม่ได้ทำให้เกิดข้อสงสัยใดๆ โดยกลุ่มบริษัทปรินซ์กรุ๊ปของเฉินซึ่งทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นฉากบังหน้าของ “อาณาจักรฉ้อโกงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่” มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร

    อัยการสหรัฐฯระบุว่า ตั้งแต่ประมาณปี 2015 ปรินซ์กรุ๊ปได้ดำเนินธุรกิจในกว่า 30 ประเทศภายใต้หน้ากากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บริการทางการเงิน และธุรกิจผู้บริโภคที่ถูกต้องตามกฎหมาย

    ก่อนเฉิน จื้อถูกกล่าวหา ในสายตาของรัฐบาลพนมเปญ เขาเป็นเพียง “นักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

    “เราไม่รู้จริงๆว่าเขาทำอะไร” ฮุน มาเนตกล่าว พร้อมเสริมว่าทางการได้ดำเนินการทันทีเมื่อทราบถึงการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหา

    อัยการสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า เฉินเป็นผู้กำกับการดำเนินงานของค่ายบังคับใช้แรงงานทั่วประเทศกัมพูชา ซึ่งแรงงานค้ามนุษย์เหล่านั้นถูกกักขังในสถานที่คล้ายเรือนจำที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม

    กลุ่มบริษัทปรินซ์กรุ๊ปปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

    ฮุน มาเนตยังกล่าวด้วยว่า อดีตที่ปรึกษาของเขาถูกส่งตัวไปจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ เนื่องจากสัญชาติของเขาเอง

    ผู้นำรัฐบาลพนมเปญกล่าวว่า เฉินถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาหลังจากพบว่าเขาใช้เอกสารปลอมเพื่อขอสัญชาติ

    “นั่นทำให้เขามีเพียงสัญชาติจีน และเป็นเหตุผลที่ทางการกัมพูชาส่งตัวเขากลับประเทศบ้านเกิด” ฮุน มาเนตกล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/953715/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-dx7dkcbDyM1dKWBEqme9

  • ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน”

    ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน”

    ขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการ UOB My Digital Space มุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต”

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน”

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    โครงการ UOB My Digital Space เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลและเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ออกแบบให้ขยายผลได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280444&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_MCFvtIjhm3RjecA3OJBq

  • เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

    เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

    นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ (ยืนกลางซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มอบเงินบริจาคช่วยการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู (ยืนกลางขวา) ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและมุ่งสู่การพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดหนองคาย เมื่อเร็วๆนี้

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย บัญชีเลขที่ 295-6-00370-4 หรือผ่านระบบ e -Donation สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/131697&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZkL0yjGtqSRsk0GvTV3fy

  • สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษาได้รับรางวัลการแข่งขันทักษะวิชาชีพ การประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์และกีฬา สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ระดับชาติ ปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษาได้รับรางวัลการแข่งขันทักษะวิชาชีพ การประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์และกีฬา สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ระดับชาติ ปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121408/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lf-CFWpCimEFYi-s1TpB4

  • ปากกาลดน้ำหนัก เตือนใช้ผิดวิธี กระทบสุขภาพระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ปากกาลดน้ำหนัก เตือนใช้ผิดวิธี กระทบสุขภาพระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ปากกาลดน้ำหนัก เตือนใช้ผิดวิธี กระทบสุขภาพระยะยาว

    จากยารักษาเบาหวานสู่ไอเท็มฮิตในโลกออนไลน์ “ปากกาลดน้ำหนัก” โฆษณาว่าเป็นคำตอบของคนอยากผอมเร็ว แพทย์เตือน ใช้ผิดข้อบ่งชี้อาจได้โทษมากกว่าผลดี อาจเจอภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

    ปากกาลดน้ำหนัก (Weight Loss Injection Pen) เป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่มีลักษณะคล้ายปากกา ใช้สำหรับฉีดยาควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงหรือมีโรคร่วมที่ควบคุมน้ำหนักได้ยาก แต่ในปัจจุบันถูกนำมาใช้เกินความจำเป็นและขยายสู่ตลาดออนไลน์อย่างกว้างขวาง ภายใต้การรีวิวที่ไม่ได้พูดถึงข้อจำกัดและความเสี่ยง และเงื่อนไขการใช้ที่จำเป็นก่อนตัดสินใจ

    นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด เวชบำบัดวิกฤต และการปลูกถ่ายปอด อธิบายถึง “ปากกาลดน้ำหนัก” ว่า กลไกการออกฤทธิ์หลักของยากลุ่มนี้คือการเลียนแบบสารเพปไทด์ตามธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอิ่มโดยตรง เมื่อใช้ยาแล้วจะทำให้ความอยากอาหารลดลง และรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นแม้รับประทานในปริมาณไม่มาก กล่าวได้ว่า เป็นการ “จ่ายเงินเพื่อไม่ต้องกินข้าว” ต่างจากการไปร้านอาหารที่เราจ่ายเงินเพื่อรับประทานอาหาร ยากลุ่มนี้กลับทำให้เรากินได้น้อยลงและอิ่มเร็วขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การใช้ยาโดยขาดคำแนะนำจากแพทย์อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ เนื่องจากเมื่อน้ำหนักลดลง สิ่งที่หายไปไม่ได้มีเพียงไขมัน แต่รวมถึงมวลกล้ามเนื้อด้วย การสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออาจทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกายลดลง ส่งผลเสียในระยะยาว ดังนั้น การใช้ปากกาลดน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อายุรกรรม หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ

    ทั้งนี้ หากหยุดยาทันทีโดยไม่ควบคุมพฤติกรรมการกิน ไม่ออกกำลังกาย และไม่ได้รับโปรตีนเพียงพอเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ อาจเกิดภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) หรือน้ำหนักเพิ่มกลับมากกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ ยังมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และในบางรายอาจเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ

    ปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับใคร

    โดยทั่วไปปากกาลดน้ำหนัก ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการลดความอ้วน แต่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินรุนแรง เช่น มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 หรือมีโรคร่วมที่ทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ยาก

    กลุ่มที่อาจพิจารณาใช้ยา ได้แก่

    • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากยากลุ่มนี้พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักในผู้ป่วยเบาหวานเป็นหลัก ก่อนจะมีการนำมาใช้ในผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน
    • ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล โดยแพทย์จะประเมินประวัติการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และแนวทางอื่น ๆ ก่อน หากไม่ประสบความสำเร็จจึงพิจารณาใช้ยาเป็นทางเลือกเสริม

    ในทางกลับกัน มีกลุ่มบุคคลที่ไม่แนะนำให้ใช้ หรือจำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ได้แก่

    • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเพียงเล็กน้อย แต่อยากใช้เพื่อความสวยงาม หรือใช้เป็นทางลัดในช่วงสั้น ๆ ถือเป็นการใช้ยาผิดข้อบ่งชี้
    • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคคลั่งผอม (Anorexia) หรือโรคซึมเศร้า เนื่องจากยาจะลดความอยากอาหาร ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพจิตใจให้รุนแรงขึ้น
    • ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเฉพาะทางบางชนิด เช่น ผู้ที่มีประวัติมะเร็งไทรอยด์บางประเภท หรือมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกิน

    ทั้งนี้ การตัดสินใจใช้ยาควรผ่านการประเมินเป็นรายบุคคล และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาในระยะยาว

    แม้ว่ายาตัวนี้ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่กลับกลายเป็นสินค้าที่ถูกนำมาโฆษณาขายในออนไลน์อย่างแพร่หลาย นายแพทย์ธนีย์ กล่าวว่าความนิยมผลิตภัณฑ์ปากกาลดน้ำหนัก เกิดจากหลายปัจจัยทั้ง ความต้องการทางลัดของผู้บริโภค โดยธรรมชาติแล้วผู้คนมักต้องการทางลัดในการลดน้ำหนัก เพราะการคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นเรื่องเหนื่อยและใช้เวลานาน ยาเหล่านี้จึงตอบโจทย์ความต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและง่ายดาย ยาลดน้ำหนักกลุ่มนี้สร้างรายได้และกำไรมหาศาลให้กับผู้ที่นำมาจำหน่ายหรือจ่ายยา เมื่อเห็นว่าเป็นช่องทางทำเงินที่เล่นกับ “ความขี้เกียจ” ของคนได้ จึงมีแรงจูงใจในการนำออกมาโฆษณาขายอย่างแพร่หลาย

    ขณะเดียวกัน อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ยิ่งเร่งให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น คอนเทนต์จำนวนมากนำเสนอภาพ “ก่อน–หลัง” ที่เน้นผลลัพธ์ด้านความผอมเพรียว โดยไม่กล่าวถึงข้อจำกัดทางการแพทย์หรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคลดความระมัดระวัง และตัดสินใจใช้ยาตามกระแสได้ง่ายขึ้น

    ระวังเพปไทด์ไม่ได้รับการรับรองจาก อย.

    นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มยาเพปไทด์ที่ถูกลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกำลังเป็นที่พูดถึงในตลาด เช่น Retatrutide ซึ่งถูกอ้างสรรพคุณว่าเป็นยาฉีดลดน้ำหนักและรักษาเบาหวาน รวมถึงเพปไทด์เพื่อความงามและการฟื้นฟูร่างกาย เช่น GHK-Cu ที่กล่าวอ้างเรื่องการฟื้นฟูผิว, TB-500 ซึ่งเป็นเปปไทด์สังเคราะห์เลียนแบบโปรตีนบางส่วนในร่างกาย และ BPC 157 เปปไทด์สังเคราะห์ที่จำลองจากโปรตีนในน้ำย่อยของมนุษย์

    อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้สารเหล่านี้มีความเสี่ยงและไม่ควรนำมาใช้ มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากยังมีสถานะเป็นเพียง “สารเพื่อการทดลอง” วางจำหน่ายออนไลน์พร้อมคำกำกับว่า “for research purpose only” ซึ่งหมายความว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาในมนุษย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ข้อมูลวิจัยด้านความปลอดภัยระยะยาวก็ยังมีจำกัด ผู้ใช้จึงเสมือนนำร่างกายตนเองเข้าเป็นอาสาสมัครโดยไม่มีหลักประกันใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. อาจขาดมาตรฐานควบคุมคุณภาพ เสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์ของตัวยา ซึ่งอาจก่อผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

    แพทย์จึงย้ำเตือนว่า หากใช้ยาเพปไทด์ที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ภาวะตับวายหรือไตวาย ผู้ที่ต้องรับภาระการรักษาคือผู้ใช้และแพทย์ผู้ดูแล ไม่ใช่ผู้โฆษณาหรือผู้จำหน่าย ดังนั้น การตัดสินใจใช้ยาควรตั้งอยู่บนข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างยากจะแก้ไข

    นายแพทย์ธนีย์ ได้ทิ้งท้ายคำเตือนถึงประชาชนให้ใช้สติและดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี โดยย้ำว่าการใช้ปากกาลดน้ำหนัก แม้มีประโยชน์ทางการแพทย์จริง แต่ต้องใช้ภายใต้ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน และเมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงเท่านั้น การนำมาใช้โดยไม่เหมาะสมอาจให้โทษมากกว่าผลดี พร้อมเตือนว่าอย่าหลงเชื่อคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียที่โชว์ผลลัพธ์ “ก่อน–หลัง” จนละเลยอันตรายและความแตกต่างของร่างกายแต่ละคน เพราะหากตัดสินใจใช้ตามคำโฆษณาอินฟลูเอนเซอร์แล้วเกิดผลข้างเคียง ผู้ที่ต้องรับหน้าที่รักษาคือแพทย์ ไม่ใช่ผู้ที่ชักชวนให้ซื้อหรือรีวิวสินค้า

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/weight-loss-injection-pen/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O9ZgBoTNXLNB1tffrHtJZ

  • กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    การปรับดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เริ่มเห็นการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจ กันบ้างแล้ว แต่การกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงอาจต้องใช้เวลา แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดี เมื่อภาคธนาคาร ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองแรกในการส่งผ่านได้ขานรับอย่างรวดเร็ว 

    “พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ระบุว่า วิจัยกรุงศรีประเมินดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    โดยนโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังระบบธนาคารจะเป็นด่านแรก เมื่อธนาคารมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น จะเป็นการช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อให้กลไกต่าง ๆ ค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปตามวงจร

    อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านนี้จะไม่เห็นผลทันทีในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริงจะใช้เวลาประมาณ 2 ไตรมาสขึ้นไป ซึ่งจะส่งผลให้เห็นการลงทุนที่ดีขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายของประชาชนที่คล่องตัวตามมา

    พิมพ์นารา หิรัญกสิ

    ทั้งนี้ ความเร็วในการส่งผ่านนโยบายยังขึ้นอยู่กับบริบทและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ 

    เทคโนโลยีดิจิทัล: ประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบการเงินสูง จะมีการส่งผ่านนโยบายที่รวดเร็วกว่า

    การใช้เงินสด: หากประเทศใดที่ยังพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลัก กระบวนการส่งผ่านนโยบายการเงินอาจมีความล่าช้า

    ขั้นตอนการดำเนินการ: ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันส่งผลต่อระยะเวลาเช่นกัน

    “นโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจจริง ต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อการลงทุนและการใช้จ่ายของประชาชนในระยะเวลาประมาณ 2 ไตรมาสขึ้นไป โดยภาคธนาคารเริ่มขยับตัวรับนโยบายอย่างรวดเร็วแล้ว”  

    ระบบธนาคารมีการตอบรับต่อนโยบายค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งเปรียบเสมือน “ฟันเฟืองตัวแรก” ที่เริ่มขยับแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ “ฟันเฟืองที่เหลือ” ในระบบเศรษฐกิจจะเริ่มขยับตามได้เมื่อใด เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังตามเป้าหมายของนโยบายการเงิน  

    “นนท์ พฤกษ์ศิริ” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1.00% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้

    เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2555 นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็วปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้ จากระดับ 2.5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้งภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    นนท์ พฤกษ์ศิริ  
    การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน และ SMEs 
     
    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.00% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    “ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกดดันให้ธนาคารส่งผ่านนโยบายการเงินผ่อนคลายไปสู่ผู้กู้ (ผู้ประกอบการ และรายย่อย) ดังนั้น เชื่อว่าธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากตามมาอย่างแน่นอน 

    เพียงแต่เป็นการปรับลดที่อาจจะเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยคาดดอกเบี้ยจะปรับลด 1 ครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว และแรงกดดันจากเงินเฟ้อต่ำ 

    ทั้งนี้ มองว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะทำให้ลูกหนี้ลดภาระลงได้ และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น

    ในมุมมองของ บล.พาย ระยะสั้นลบกับธนาคารพาณิชย์ แต่เชื่อว่า Downside ไม่ลึก เพราะมีปัจจัยหนุนเรื่องเงินปันผล และไม่มีผลต่อคาดการณ์กำไรของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569

    ธนเดช รังษีธนานนท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NH47IXa4X1YFTrY-uYMAU

  • รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ


    26/02/2569 | 27 | |

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายภัทริส ณ นคร หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนาการจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และกลุ่มองค์กรเครือข่าย ร่วมลงพื้นที่และสนับสนุนข้อมูลการติดตามในครั้งนี้ด้วย

    มท.4 และคณะได้ลงพื้นที่ติดตามและรับฟังผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการดำรงชีวิตแนวใหม่ ตามแนวทางการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ กิจกรรมชมนกศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยศูนย์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย และการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นความสำเร็จของการดำเนินงานตามโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต อีกทั้ง มีการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนข้าวหอมนกกระเรียน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ถิ่นภูเขาไฟบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของชุมชน นำไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รักษาสมดุลย์ของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร ตามคำที่ว่า “ กระเรียยเคียงฟ้า นาอินทรีย์เคียงดิน มีกินยั่งยืน”

    จากนั้น ได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” (นางปรารถนา อุ่นจิตต์) ตั้งอยู่บ้านสวายสอ หมู่ที่ 7 ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการทำนาอินทรีย์ อันเป็นต้นกำเนิดของ “ ข้าวนกกระเรียน” บ้านสวายสอ โดยภายในศูนย์เรียนรู้ประกอบด้วยแปลงสาธิตนาอินทรีย์ และหน่วยเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งเรื่องนกกระเรียนพันธุ์ไทย ข้าวอินทรีย์ และการทำอาหารจากวัตถุดิบอินทรีย์ รวมถึงการจัดแสดงสินค้าพื้นบ้านจากฝีมือสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสวายสอ และใช้เป็นศูนย์อบรมให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไป เป็นการสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและนกกระเรียน อีกทั้งยังช่วยขยายพื้นที่นาอินทรีย์อันเป็นแหล่งอาศัยนกกระเรียนพันธุ์ไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการติดตามรับฟังผลการดำเนินงานพัฒนาชุมชน เน้นย้ำการพัฒนา และขยายผลพื้นที่ การต่อยอด สร้างผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการตลาดเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมการเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการ “กินข้าวแล้วหรือยัง (Have You Eaten?)“ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาศักยภาพชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/329435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fDC1Rgmkci7CKFhcoJZmF