Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D580453&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MuyaOHiYsON6vGXGLeB3w

  • นายกฯอนุทิน บินแพร่ 27 ก.พ. เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายกฯอนุทิน บินแพร่ 27 ก.พ. เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายกฯอนุทิน บินแพร่ 27 ก.พ. เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569 ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนา

    26 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เตรียมเดินทางไปยังจังหวัดแพร่ เปิดงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569 ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยมีนายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน

    สำหรับการจัดงาน “ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง จังหวัดแพร่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะร่วมประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา พบปะประชาชน และติดตามการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในจังหวัดแพร่

    นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย อาทิ การประกวดตุงมงคล การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา รวมถึงกิจกรรมขึ้นธาตุช่อแฮ เสริมบุญหนุนนำ สู่ความสำเร็จ ชัยชนะโชติช่วงชัชวาล การกราบสักการะ พระธาตุช่อแฮ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ พร้อมขอพรจากหลวงพ่อพระเจ้าทันใจ อายุ 100 ปี และตื่นตากับขบวนแห่เครื่องสักการะอันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยขบวนช้างจำนวน 5 เชือก ขบวนแห่เครื่องสักการะจาก 8 อำเภอ จังหวัดแพร่ ขบวนแห่ชุมชนยลวิถี และพิธีอาราธนาพระมหาอุปคุต

    “การจัดงาน “ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569” สะท้อนถึงการใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อให้จังหวัดแพร่ก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/954276/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o-Rewdg_fPv01y9ez-I5g

  • “เซ็นทารา” กำไรปี 68 แกร่ง จับมือ OR รุก Budget Hotel ปั้นโมเดลโตปี 69

    “เซ็นทารา” กำไรปี 68 แกร่ง จับมือ OR รุก Budget Hotel ปั้นโมเดลโตปี 69

    ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ CEO Centara Hotels & Resorts เผยถึงภาพรวมผลประกอบการปี 2568: ปีแห่งการฟื้นตัวท่ามกลางพายุท้าทายว่า

    “หากมองย้อนกลับไปในปี 2568 ภาพรวมธุรกิจโรงแรมของเซ็นทารถือว่าสดใสและเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้ครับ แม้เราจะเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ ในบางช่วง ทั้งเรื่องนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 34-40% ภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น หรือแม้แต่น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ซึ่งกระทบโรงแรมในภาคใต้ของเราโดยตรง”

    “แต่ด้วยการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เราไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป (No Major Dominant Market) โดยมีสัดส่วนจากไทย 15%, รัสเซีย 11% และจีนเหลือเพียง 7% ส่งผลให้รายได้รวม (Top line) ของเราเติบโตได้ 10% ขณะที่ EBITDA โตถึง 15% และที่น่าภูมิใจคือเราทำกำไรสุทธิได้เกิน 1,100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายในสภาวะการณ์เช่นนั้น” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ CEO Centara Hotels & Resorts

    ทิศทางธุรกิจปี 2569: โมเมนตัมบวก และการขยายอาณาจักรข้ามพรมแดน

    “สำหรับปี 2569 เราตั้งเป้ารายได้เติบโตต่อเนื่องที่ 14-15% โดยคาดการณ์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ไว้ที่ 75-78% และราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 4,000 กว่าบาท หรือโตขึ้นราว 8-9% เรามองเห็นสัญญาณบวกชัดเจนจากมัลดีฟส์ที่เริ่มมี EBITDA เป็นบวก รวมถึงนโยบายวีซ่าฟรีของรัฐบาลที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ”

    “แผนการเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 นี้ เราเตรียมเปิดตัวอีก 4 แห่ง รวมกว่า 1,400 ห้อง ได้แก่:

    centara life namba osaka

    • เนปาล: หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา (เปิดแล้วเมื่อมกราคม)

    • ญี่ปุ่น: เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า แห่งที่สองในญี่ปุ่น

    • เวียดนาม: รุกหนักที่วังดอน (ใกล้ฮาลองเบย์) 2 แห่ง รวมเกือบ 1,000 ห้อง

    • ไทย: เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี

    นอกจากนี้ ยังมีการปรับโฉมโรงแรมเดิมสู่แบรนด์ระดับหรูอย่าง “Centara Reserve” ทั้งที่กระบี่ และที่ลาดพร้าวซึ่งจะปิดปรับปรุง 100% เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพัก
     

    หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น

    ยุทธศาสตร์ ‘Budget Hotel’ ร่วมทุน OR: น่านน้ำใหม่ของเซ็นทารา

    “ไฮไลต์สำคัญที่เราจะแถลงข่าวร่วมกับ OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) ในเดือนหน้านี้ คือการบุกตลาด Budget Hotel ติดสถานีบริการน้ำมันครับ เราวางแผนเฟสแรกไว้ 6 แห่ง มูลค่าลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท โดยใช้โมเดล ‘Lean Operations’ ใช้พนักงานเพียง 5-7 คนต่อแห่ง เน้นบริการพื้นฐานคุณภาพสูง (อาบน้ำ/นอน) เพื่อให้ต้นทุนต่อห้องไม่เกิน 1 ล้านบาท”

    “เรามองว่านี่คือโมเดลที่คืนทุนเร็ว (6-8 ปี) และตอบโจทย์การเดินทางยุคใหม่ ซึ่งต่างจากโรงแรม Full Service ที่เราถนัด แต่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้พอร์ตของเซ็นทาราครอบคลุมทุก Segment ตั้งแต่ระดับประหยัดไปจนถึงระดับ Ultra Luxury”

    การยกระดับแบรนด์และการลงทุนในอนาคต

    “ในด้าน Luxury เรากำลังทรานส์ฟอร์มโรงแรมระดับตำนานอย่าง ‘เซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว’ และส่วนหนึ่งของ ‘หัวหิน’ ให้กลายเป็น เซ็นทารา รีเซิร์ฟ (Centara Reserve) ซึ่งเป็นแบรนด์สูงสุดของเรา เพื่อสร้าง Yield ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหัวหินที่เราเพิ่งต่อสัญญาเช่ากับการรถไฟฯ ไปอีก 30 ปี เราจะทำให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คระดับโลก”

    “ท้ายที่สุด ผมอยากฝากถึงภาครัฐเรื่องมาตรการภาษีเพื่อการปรับปรุงโรงแรม (Renovation) อยากให้ขยายระยะเวลาให้สอดคล้องกับการทำงานจริง เพราะการรีโนเวทโรงแรมขนาดใหญ่ใช้เวลามากกว่า 1 ปี หากรัฐสนับสนุนตรงนี้ได้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามได้อย่างยั่งยืนครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lSeuZd0N014sfEfq9NV8o

  • เศรษฐกิจภูมิภาคม.ค. 69 ปรับดีขึ้นทุกภาค ตามบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาคม.ค. 69 ปรับดีขึ้นทุกภาค ตามบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนม.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลาง ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ใน กทม. และปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว และการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นโดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.3% และ 35.9% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -8.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 5.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -8.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -34.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 8.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 64.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 67.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 7.3% และ 12.4% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 9.7% 57.7% และ 6.9% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -10.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.1

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -10.5% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 22.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 70.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานโรงฆ่าสัตว์ แปรรูปสุกรและห้องเย็นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 76.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 78.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การท่องเที่ยว และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 4.9% และ 35.4% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -10.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -4.1% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 53.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.0% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 896.3% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้า ในจังหวัดพะเยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 5.8% และ 9.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.5% และ 32.8% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.7% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -3.3% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -29.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 8.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.2% ต่อปี เช่นเดียวกับ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.8% และ 9.4% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.2% และ 65.2% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -1.0% และ -7.4% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.9% และ 5.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 82.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.6% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 8.6% และ 12.8% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 40.7% และ 2.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -13.4% และ -5.8% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 2.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 17.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -4.5% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.0% และ 5.2% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 23.6% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -3.2% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.8% และ -6.5% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 6.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -28.8% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 12.4% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.2% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TvRK-L78HMcd7x46AyrgY

  • เจาะลึกแผนการจัดสรรงบประมาณรัฐบาลฮ่องกง ปี 2569-2570

    เจาะลึกแผนการจัดสรรงบประมาณรัฐบาลฮ่องกง ปี 2569-2570

    Mr. Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมและมาตรการบรรเทาภาระต่างๆ ในงบประมาณปีนี้ ภายหลังฮ่องกงกลับมาเกินดุล 2.9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 370.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในบัญชีรวมเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ในการแถลงต่อสภานิติบัญญัติเมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 Mr. Paul Chan ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนและลงทุนในโครงการพัฒนาและอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พร้อมทั้งเสนอแผนยุทธศาสตร์ในการใช้รายได้จากกองทุนแลกเปลี่ยนเงินตรา (Exchange Fund) เพื่อสนับสนุนโครงการใน Northern Metropolis รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันได้ย้ำถึงความจำเป็นของการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ โดยประกาศจำกัดการเพิ่มรายจ่ายประจำให้ไม่เกินร้อยละ 2 ในสองปีงบประมาณถัดไป

    จากมาตรการส่งเสริมเงินทุนอุตสาหกรรมไปจนถึงการบรรเทาภาระให้ประชาชนทั่วไป มี 8 ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้

    1. บัญชีรวมฮ่องกงเกินดุล 2.9 พันล้านดอลลาร์ แทนที่การขาดดุลที่คาดการณ์ไว้ราว 67 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นการยุติภาวะขาดดุลต่อเนื่องที่ผ่านมา 3 ปี

    Mr. Paul Chan ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากตลาดหุ้นที่ฟื้นตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้รายได้จากอากรแสตมป์และภาษีกำไรเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากองทุนสำรองการคลังจะอยู่ที่ 657.2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าบัญชีดำเนินงานจะเกินดุลในทุกปีตลอด 5 ปีข้างหน้า แม้บัญชีเงินทุนจะยังขาดดุลจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหรือการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ต่ำ

    Mr. Paul Chan กล่าวว่าเศรษฐกิจฮ่องกงได้ “ปรับเส้นทางใหม่” และคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปีพ.ศ. 2570–2571 จะอยู่ที่ร้อยละ 3 โดยได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาโครงการ Northern Metropolis และการเติบโตด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร

    image.png

    2. การเพิ่มประสิทธิภาพกองทุนแลกเปลี่ยนเงินตราและกองทุนภายนอกรัฐบาล Mr. Paul Chan เสนอให้โอนรายได้จากการลงทุนของกองทุนแลกเปลี่ยนเงินตรา 150 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ไปยังกองทุนสำรองงานก่อสร้าง (Capital Works Reserve Fund) ในสองปีงบประมาณถัดไป เพื่อสนับสนุนโครงการ Northern Metropolis และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ และยังเสนอให้โอนส่วนเกินสะสมของกองทุนพันธบัตร (Bond Fund) เข้าบัญชีรวมในปีงบประมาณปีพ.ศ. 2569-2570 โดยจะเสนอร่างมติให้สภานิติบัญญัติพิจารณา รัฐบาลจะปรับโครงสร้างกองทุนเฉพาะกิจนอกบัญชีรัฐบาล เพื่อนำเงิน 15.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงกลับเข้าสู่บัญชีสาธารณะในปีพ.ศ. 2569-2570  ผ่านการปรับปรุงกลไกการเงิน ปิดกองทุน 3 แห่ง และควบรวม 6 กองทุนให้เหลือ 3 กองทุน

    3. จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI+ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และทรัพย์สินทางปัญญา

    Mr. Paul Chan จะเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI+ และยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดนโยบายผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในทุกภาคส่วน พร้อมทั้งจัดสรร 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง สำหรับหลักสูตร AI เพื่อยกระดับทักษะของประชาชน

    ด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor chip) รัฐบาลจะสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี RISCV หรือสถาบันมาตรฐานการกำหนดโครงสร้างคำสั่ง ผ่านหน่วยงานเพื่อจัดสรรการลงทุนกองทุนของรัฐบาลฮ่องกง Hong Kong Investment Corporation  โดยจัดสรร 220 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตระดับชาติแห่งแรกนอกจีนแผ่นดินใหญ่

    ศูนย์กลางตลาดทุนและระบบชำระราคา (Clearing House) ชั้นนำของฮ่องกง หรือ HKEX จะทบทวนข้อกำหนดการจดทะเบียนเพื่อดึงดูดบริษัทด้านอวกาศเข้าตลาด พร้อมช่วยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอวกาศจีนกับตลาดโลก เพื่อเสริมบทบาทฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าทรัพย์สินทางปัญญา รัฐบาลฮ่องกงกำลังพิจารณามาตรการหักลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อทรัพย์สินทางปัญญา และจะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายภายในปีนี้ ทั้งนี้รัฐบาลยังจะจัดสรร 52 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อจัดตั้งสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา (IP Academy) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา Vocational Training Council ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการปลายปีนี้

    4. เร่งพัฒนาโครงการ Northern Metropolis รัฐบาลฮ่องกงจะเปิดพื้นที่ 3 แปลงใน Hung Shui Kiu/Ha Tsuen ภายใน Northern Metropolis เพื่อจัดสรรให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิทยาศาสตร์ประยุกต์พัฒนาวิทยาเขต พร้อมจัดสรรเงินกู้ 10 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงเพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง

    image.png

    ทั้งนี้รัฐบาลฮ่องกงจะใช้ที่ดินเอกชนในพื้นที่เพื่อจัดตั้งพื้นที่อุตสาหกรรมขั้นสูง โดยเปิดให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีหรือการผลิตขั้นสูงเพื่อเสนอแผนพัฒนาร่วม เพื่อเร่งพัฒนาเขตสำคัญ รัฐบาลจะขอจัดสรร 10 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ให้บริษัทสาธารณะผู้ดูแล Hong Kong Park ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตความร่วมมือด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี (Hetao Shenzhen-Hong Kong Science and Technology Innovation Cooperation Zone) และอีก 10 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงจะถูกจัดสรรให้โครงการพัฒนาศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในพื้นที่ซานทิน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง       (San Tin Technopole) เพื่อเร่งการพาณิชย์ผลงานวิจัยและพัฒนาพร้อมจัดหาพื้นที่สำหรับการสร้างต้นแบบ การทดสอบ และการผลิต

    5. รัฐบาลจะจัดสรร 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ให้กองทุน Northern Metropolis Urban Rural Integration Fund เพื่อสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชนในการจัดทำโครงการท่องเที่ยวชนบทและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้จะจัดสรร 1.66 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ให้การท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board) เพื่อยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยว รวมถึงการยุติการแสดง Symphony of Lights และเปลี่ยนเป็นจัดเทศกาลแสงในหลายพื้นที่ตลอดทั้งปี กลุ่มเป้าหมายคือ นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากอาเซียน ตะวันออกกลาง และเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่นอกมณฑลกวางตุ้ง ผ่านการส่งเสริมเส้นทางบินหลายจุดหมาย รวมทั้งรัฐบาลฮ่องกงยังจะเพิ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ให้กองทุนอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรม โดย Mr. Paul Chan ย้ำว่ามรดกทางสถาปัตยกรรมเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมฮ่องกง

    6. มาตรการลดหย่อนภาษีและเงินช่วยเหลือสวัสดิการ โดยมาตรการบรรเทาภาระหลายรายการจะถูกนำมาใช้ เพื่อประชาชนชนชั้นกลางจะได้รับประโยชน์มากที่สุด ได้แก่

    – ลดภาษีเงินเดือน ภาษีภายใต้การประเมินส่วนบุคคล และภาษีกำไร 100% แต่ไม่เกิน 3,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (เพิ่มจากปีก่อน 1,500 ดอลลาร์ฮ่องกง) ครอบคลุมผู้เสียภาษี 2.12 ล้านราย และธุรกิจ 171,000 ราย 

    – ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมรายไตรมาสสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยและไม่ใช่ที่อยู่อาศัยใน 2    ไตรมาสแรก วงเงินไม่เกิน 500 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อทรัพย์สิน

    มอบเงินช่วยเหลือเทียบเท่า 1 เดือนของอัตรามาตรฐานสำหรับผู้รับสวัสดิการ CSSA ผู้สูงอายุ และผู้พิการ 

    – เพิ่มค่าลดหย่อนพื้นฐานและค่าลดหย่อนผู้ปกครองเดี่ยวเป็น 145,000 ดอลลาร์ฮ่องกง และเพิ่มค่าลดหย่อนคู่สมรสเป็น 290,000 ดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มค่าลดหย่อนบุตรและค่าลดหย่อนเพิ่มเติมเป็น 140,000 ดอลลาร์ฮ่องกง  และเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับการดูแลบิดามารดา/ปู่ย่าตายาย และเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุในสถานดูแล 

    image.png

    7. ลดรายจ่ายประจำภาครัฐร้อยละ 2 ในสองปีงบประมาณถัดไป คิดเป็นเงินออม 7.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง และ 15.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ตามลำดับ จะมีการลดตำแหน่งข้าราชการแล้วกว่า 10,000 ตำแหน่ง และจะลดจำนวนตำแหน่งลงอีกร้อยละ 2 ในสองปีข้างหน้า ให้เหลือประมาณ 188,000 ตำแหน่ง ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงจะทำการสำรวจแนวโน้มค่าจ้างและพิจารณาปัจจัยต่างๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะตรึงเงินเดือนข้าราชการอีกครั้งหรือไม่

    8. ทบทวนนโยบายภาษีเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลประกาศทบทวนนโยบายภาษีโดยรวม Mr. Paul Chan ระบุว่าการทบทวนครั้งนี้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภาษีโลกที่เปลี่ยนแปลง และย้ำว่า “นโยบายภาษีเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ” Mr. Paul Chan จะจัดตั้งและเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนโยบายภาษี เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และวิชาชีพ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายภาษีของฮ่องกงสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจเชิงนวัตกรรม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านภาษีและอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจในฮ่องกงหรือค้าขายกับฮ่องกง ดังนี้

    1) ฮ่องกงกลับมาเกินดุลและเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว แสดงว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคดีขึ้น ทำให้ กำลังซื้อและกิจกรรมทางธุรกิจมีแนวโน้มขยายตัว   การคาดการณ์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3 ใน 5 ปีข้างหน้า ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนขยายตลาดระยะกลางและยาวได้มั่นคงขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการ การท่องเที่ยว และค้าปลีกจะได้รับผลกระทบเชิงบวก เหมาะสำหรับสินค้าไทยที่มีจุดแข็งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ–ความงาม ไลฟ์สไตล์ เป็นต้น

    2) การใช้กองทุนแลกเปลี่ยนเงินตราและกองทุนภายนอกรัฐบาลเพื่อเร่งโครงสร้างพื้นฐานเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย  โครงการ Northern Metropolis และโครงสร้างพื้นฐานใหม่จะทำให้ความต้องการสินค้าด้านวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์อาคาร ระบบอัจฉริยะ และบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยที่มีสินค้าอุตสาหกรรม เช่น วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุปกรณ์ไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์ หรือบริการออกแบบ สามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคู่ค้ากับผู้รับเหมาในฮ่องกงได้ 

    3) Northern Metropolis และ San Tin Technopole: เขตเศรษฐกิจใหม่ที่ไทยควรจับตาและมองหาโอกาสร่วมลงทุนหรือจับมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทเทคโนโลยีในพื้นที่ ผู้ประกอบการไทยด้าน อาหารนวัตกรรม (FoodTech), โลจิสติกส์, Smart Manufacturing, Smart City Solutions สามารถเข้าไปเป็นผู้ให้บริการหรือซัพพลายเออร์ได้ ทั้งนี้สินค้าไทยที่ต้องการขยายสู่จีนแผ่นดินใหญ่สามารถใช้ Northern Metropolis เป็นฐานโลจิสติกส์และการทดสอบตลาด เนื่องจากอยู่ติดเซินเจิ้น

    4) มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการฟื้นฟูชนบท ถือเป็นโอกาสสำหรับสินค้าและบริการไทย 

    เช่น ร้านอาหารไทย  สปาเพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์และของฝาก  ทั้งนี้แบรนด์ไทยสามารถจัดร้าน Pop-up หรือกิจกรรมส่งเสริมการขายตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของฮ่องกง การเพิ่มงบอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมจะช่วยให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ 

    5) มาตรการลดหย่อนภาษีและบรรเทาภาระประชาชนชั้นกลาง จะช่วยให้ผู้คนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อสินค้าไทยที่อยู่ในกลุ่มพรีเมียมที่มีคุณภาพสูง และธุรกิจไทยที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีกำไรและค่าธรรมเนียมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรใช้ช่วงนี้ในการขยายฐานลูกค้าและทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/txz81oc9vui2ry7gigkdbot5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mCGC8e040sQIX50YIWnmr

  • T

    T

    การขับเคลื่อน THAILAND GREEN PLAN 2030 ของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม วางมาตรฐานกลางด้านความยั่งยืน และยกระดับผู้ประกอบการทั่วประเทศสู่เกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความสำเร็จดังกล่าวได้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านการจัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และตอกย้ำทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่ก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

    Thailand Green Coach พลังสำคัญยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

    เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวคือการทำงานอย่างใกล้ชิดของ 52 สถานประกอบการและแหล่งท่องเที่ยว พร้อมด้วย Green Coach ที่ส่งผ่านการเป็น Senior Coach ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง เคียงข้างผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวในทุกขั้นตอนของการพัฒนา ตั้งแต่การถ่ายทอดเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ไปจนถึงการให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติเพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Thailand Good Travel การทำงานแบบแนบแน่นและต่อเนื่องของ Green Coach จึงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับมาตรฐานได้อย่างตรงจุด และผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างมีคุณภาพ

    จากการทำงานอย่างใกล้ชิดของ Thailand Green Coach ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการผ่านการประเมินมาตรฐานความยั่งยืนรวมทั้งสิ้น 41 แห่ง – จากมาตรฐานที่พักขนาดเล็ก (Small Good Stay) จำนวน 12 แห่ง มาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว (Thailand Good Travel-CBT) จำนวน 15 แห่ง มาตรฐานบริษัททัวร์ จำนวน 5 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการประเมินความยั่งยืนจากตัวชี้วัด 15 ด้าน จาก 84 ด้าน จำนวน 9 แห่ง สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินงานตามเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืนของประเทศ ขณะเดียวกันแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ จำนวน 30 แห่งที่มีความพร้อม ยังเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าไปแข่งขันในเวทีนานาชาติ ในการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด Green Destinations Top 100 Stories สำหรับแหล่งท่องเที่ยว และ Good Travel Stories Competition สำหรับผู้ประกอบการ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวไทยในการก้าวสู่การยอมรับในระดับสากล อันเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพการท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลก

    ในระยะยาว Thailand Green Coach ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ และสนับสนุนการประยุกต์ใช้มาตรฐานในบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานที่สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับประเทศและสากล

    ร่วมทำความรู้จัก Thailand Green Coach ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ที่ https://tinyurl.com/thailandgreencoach พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการผ่าน Facebook Page: Thailand Green Tourism Plan 2030

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieuw4nzxx8p04dtyqih4ljbxkc3v3kav&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39EzZg4vdjqgaN3XFhIFLy

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ทราบเหตุอ.สกล ลาออกทีมหมอนทองเพราะเงินอุดหนุนหรือไม่

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ทราบเหตุอ.สกล ลาออกทีมหมอนทองเพราะเงินอุดหนุนหรือไม่

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ทราบเหตุอ.สกล ลาออกทีมหมอนทองเพราะเงินอุดหนุนหรือไม่

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.01 น.

    อรรถกร บอกไม่ทราบเหตุ อ.สกล ลาออกทีมหมอนทอง เพราะเงินอุดหนุนนักเตะหรือไม่ บอกต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เชื่อชาวบางน้ำเปรี้ยว-หมอนทองแยกแยะได้ มองให้โอกาส อ.สกล 

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะสส.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยถึงกระแสดราม่า ภายหลังนายสกล เกลี้ยงประเสริฐ ผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ลาออกก่อนครบสัญญา ว่าชาว ต.หมอนทอง และบางน้ำเปรี้ยว เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมายอมรับว่า แม้ส่วนตัวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ได้มีการสนับสนุน และอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ก่อนทีมฟุตบอลหมอนทอง จะประสบความสำเร็จ  ดังนั้นเชื่อว่าที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่ดีของน้องๆนักกีฬาทีมหมอนทอง หลังจะเลือกว่าจากนี้เส้นทางของแต่ละคนก็จะเลือกว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ที่สำคัญตนเชื่อว่าเด็กหลายคนมีประสบการณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย  เด็กก็จะมีโอกาสที่ดีที่จะเลือกเส้นทางชีวิตต่อไป

    ส่วนจะยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่มีฝ่ายการ เมืองเข้าไปล้วงลูก  นายอรรถกร กล่าวว่า ตนเองไม่เคย

    ส่วนจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2  โรงเรียนหมอนทองและโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูลหรือไม่  นายอรรถกร เห็นว่าเรื่องนี้คนสามารถแยกแยะได้ สิ่งไหนที่จบไปแล้วก็ควรจบไป  นายสกลถือว่าสร้างปาฏิหาริย์ให้กับโรงเรียนหมอนทอง และสิ่งที่สำคัญคือได้พาน้องๆไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีมากๆ  แน่นอนว่าเด็กหลายคนอาจจะยังไม่ได้รับประสบการณ์เช่นนี้  และบางคนก็รู้ในการรับมือกับกระแสโซเชียล ดังนั้น จึงเชื่อว่าชาวบางน้ำเปรี้ยวและชาวหมอนทองมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว 

    ส่วนเหตุที่ทำให้นายสกล ลาออกมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงินในการสนับสนุนนักกีฬา  นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวทราบว่าได้มีการพูดคุยและหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ยังไม่เห็นหลักฐานว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่  โดยเรื่องนี้ควรให้ความเป็นธรรมกับโรงเรียนและอาจารย์สกล รวมถึงน้องๆ นักกีฬาด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/949460&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QQK7CVftkPzzCBc6VMpRN

  • ททท.รับท่องเที่ยวชายแดนสะดุด นทท.กัมพูชาหายกว่า 60% เกาะดังตราดยอดจองร่วงครึ่งหนึ่ง

    ททท.รับท่องเที่ยวชายแดนสะดุด นทท.กัมพูชาหายกว่า 60% เกาะดังตราดยอดจองร่วงครึ่งหนึ่ง

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/137237&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P1NfDr8Hj6xVOOABMm-Qy

  • รู้จักแพลตฟอร์มใหม่ ‘Helix’  โมเดลรวมศูนย์สุดล้ำจาก UIH พร้อมทลายข้อจำกัดเรื่องคนและงบประมาณ

    รู้จักแพลตฟอร์มใหม่ ‘Helix’ โมเดลรวมศูนย์สุดล้ำจาก UIH พร้อมทลายข้อจำกัดเรื่องคนและงบประมาณ

    ยุคที่ทุกองค์กรกลายเป็นธุรกิจดิจิทัลโดยปริยาย ความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีไม่ใช่แค่โจทย์ของทีมไอทีอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงระดับธุรกิจที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ทีมปฏิบัติการ หรือแม้แต่ผู้ให้บริการเองก็ตาม

    นั่นคือบริบทที่ทำให้งาน UIH DAY 2026 ภายใต้ธีม “Helix – Redefining the Future of Managed Services Provider” มีความหมายมากกว่างานแนะนำสินค้าทั่วไป เพราะสิ่งที่ UIH ประกาศในวันนี้ ไม่ใช่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ แต่คือการประกาศว่าพวกเขากำลังนิยามตัวเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ในฐานะผู้ให้บริการจัดการระบบที่พร้อมรับยุคปัญญาประดิษฐ์

    เมื่อโลกเปลี่ยน ปัญหาเดิมก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น

    คุณเบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ UIH ขึ้นเวทีด้วยโจทย์ที่ตรงไปตรงมา ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ทางเลือกด้านเทคโนโลยีสำหรับองค์กรมีมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาล แต่ความซับซ้อนในการตั้งค่าระบบ การออกแบบสถาปัตยกรรม และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ทวีขึ้นตามมาไม่แพ้กัน

    ที่น่าสนใจคือ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติเท่านั้น จากการที่ทุกบริษัทไม่ว่าจะขนาดไหนล้วนกลายเป็นธุรกิจดิจิทัลเต็มตัว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็เผชิญกับโจทย์เดียวกันทุกประการ ทั้งเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกเจาะทะลวงและข้อมูลรั่วไหลที่ปรากฏในข่าวบ่อยขึ้น ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เลือกขนาดองค์กรอีกต่อไป

    และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ UIH เองในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ก็เคยติดกับดักเดียวกันมาก่อน

    “เราค้นพบว่า ถ้าเราในฐานะผู้ให้บริการที่มีพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีมากมาย ยังประสบปัญหาตรงนี้ ทำไมลูกค้าของเราที่ต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานและพาร์ทเนอร์หลายราย จะไม่เจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ Helix”

    จุดเริ่มต้นจากภายใน เมื่อการรวมทีมเผยให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่

    เมื่อปีที่ผ่านมา UIH ทำการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยรวม 4 กลุ่มงานหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ระบบเครือข่ายและการเชื่อมต่อ, คลาวด์, ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแอปพลิเคชัน ให้อยู่ภายใต้แบรนด์ UIH เพียงแบรนด์เดียว เป้าหมายเดิมคือการสร้างความเป็นเอกภาพ แต่สิ่งที่ค้นพบระหว่างทางกลับเผยให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน

    ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ เมื่อต้องการติดตั้งและเปิดใช้งานแอปพลิเคชันสักตัวหนึ่ง ทีมงานต้องประสานไปยังทีมเครือข่าย ทีมคลาวด์ และทีมความปลอดภัยทีละขั้น กว่าจะได้รับการยืนยันครบทุกฝ่ายและเปิดตัวได้ก็ต้องผ่านการประชุมหลายรอบและใช้เวลานานโดยไม่จำเป็น

    คุณเบญจตั้งคำถามว่า “ในยุคของข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ทุกวันนี้ มันไม่ควรจะมีความยากความซับซ้อนแบบนี้อยู่แล้ว” และนั่นเองคือจุดกำเนิดของ Helix ซึ่งเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาของ UIH เอง ก่อนที่จะกลายเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ทั้งหมดสำหรับลูกค้า

    Helix ไม่ใช่สินค้า แต่คือวิธีคิดใหม่ทั้งหมด

    คุณเบญจย้ำชัดเจนในการบรรยายว่า “Helix ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม แต่คือวิธีที่ UIH นิยามรูปแบบการดำเนินงานขึ้นมาใหม่ เพื่อให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้นและไร้รอยต่อมากขึ้น”

    แนวคิดหลักของ Helix ยึดอยู่บน 3 เสาสำคัญ

    เสาที่หนึ่ง: ไร้รอยต่อตลอดกระบวนการ การดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การเลือกแอปพลิเคชันไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรและการติดตั้งใช้งาน ต้องราบรื่นไม่สะดุด ไม่มีการวิ่งประสานงานข้ามทีม ทุกอย่างต้องเชื่อมกันได้อัตโนมัติในกระบวนการเดียว

    เสาที่สอง: ความปลอดภัยถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่ตัวเลือกเสริมที่ค่อยมาติดตั้งทีหลัง แต่ต้องถูกฝังอยู่ในทุกบริการตั้งแต่วันแรก เพราะในความเป็นจริง ช่องโหว่หลายอย่างเกิดจากการตั้งค่าด้วยมือที่ตกหล่น หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ข้ามขั้นตอนสำคัญไป UIH ในฐานะผู้ให้บริการจึงต้องฝังมาตรฐานความปลอดภัยเข้าไปในทุกการให้บริการโดยอัตโนมัติ

    เสาที่สาม: จุดรับผิดชอบเดียว ลูกค้าจะมีผู้ติดต่อรายเดียว ระดับการให้บริการที่ตกลงกันไว้เพียงชุดเดียว และความรับผิดชอบที่อยู่ในจุดเดียวกันทั้งหมด ไม่ต้องจัดการกับผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกันอีกต่อไป

    วิสัยทัศน์ 25 ปีบน 3 รากฐาน

    UIH ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นนิยามตัวเองใหม่ในวันนี้ แต่วิสัยทัศน์ที่ขับเคลื่อนองค์กรมากว่า 25 ปี ยังคงยืนอยู่บน 3 รากฐานเดิมที่แข็งแกร่ง

    • ความไว้วางใจ UIH ให้บริการองค์กรมาตลอดด้วยความซื่อตรงและโปร่งใส ไม่มีวาระซ่อนเร้นในการทำธุรกิจ
    • การให้บริการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ตั้งแต่วันแรก UIH สร้างตัวเองมาบนพื้นฐานของการเป็นบริษัทที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงการบริการ
    • การเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย, โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ หรือระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดนี้คือแกนหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลสำหรับองค์กรทุกขนาด UIH มองตัวเองว่าเป็นผู้ที่ช่วยให้ลูกค้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้จริง ไม่ใช่แค่ผู้ขายโครงสร้างพื้นฐาน

    สั่งงานด้วยภาษาธุรกิจ ปิดช่องว่างระหว่างไอทีกับธุรกิจ

    หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่อง การสั่งงานด้วยเจตนา ซึ่งคุณเบญจในฐานะผู้บริหารที่มาจากสายที่ไม่ใช่เทคนิคโดยตรง มองเห็นช่องว่างนี้ได้ชัดเจนมาก

    ปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือธุรกิจและไอทีพูดคนละภาษากัน เวลาองค์กรอยากใช้บริการไอที ฝ่ายธุรกิจต้องพยายามแปลโจทย์ของตัวเองออกมาเป็นภาษาเทคนิค เช่น ต้องการเครื่องเสมือนกี่เครื่อง, ไฟร์วอลล์กี่ชั้น, หรือแบนด์วิดธ์เท่าไหร่ ซึ่งในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่ควรต้องรู้สิ่งเหล่านี้

    สิ่งที่ Helix ต้องการทำคือพลิกกระบวนการนี้กลับหัว ให้ลูกค้าสื่อสารโจทย์ในภาษาที่ตัวเองถนัด เช่น ต้องการจัดประชุมออนไลน์กับตัวแทนประกัน 5,000 คนทั่วประเทศพร้อมกัน พร้อมฉายวิดีโอและถามตอบแบบทันที แล้ว UIH จะรับหน้าที่แปลโจทย์นั้นไปเป็นการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานและระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมทั้งหมด

    เพื่อให้แนวคิดนี้เป็นจริง UIH กำลังเริ่มรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับลูกค้าทุกรายว่า ธุรกิจประเภทนี้มีความต้องการแบบนี้ หมายความว่าอะไรในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัย เพื่อสร้างแม่แบบการตั้งค่าสำเร็จรูปขึ้น และในอนาคตจะรองรับการสั่งงานด้วยภาษาของมนุษย์ได้โดยตรง

    เป้าหมายสุดท้ายคือการที่ เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ใช่เป็นตัวขัดขวาง ความยุ่งยากของเทคโนโลยีไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจก้าวต่อไปไม่ได้

    พิสูจน์แล้วจากในบ้าน ก่อนส่งต่อให้ลูกค้า

    สิ่งที่ทำให้ Helix น่าเชื่อถือมากกว่าแนวคิดบนกระดาษทั่วไป คือ UIH ได้ทดลองใช้รูปแบบการดำเนินงานนี้กับตัวเองก่อน แล้วนำบทเรียนที่ได้มาพัฒนาต่อ ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วมีดังนี้

    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กำแพงระหว่างทีมเครือข่าย, โครงสร้างพื้นฐาน, ความปลอดภัย และแอปพลิเคชัน ที่เดิมต้องผ่านการประชุมหลายรอบ ถูกทดแทนด้วยการตั้งค่าล่วงหน้าและการควบคุมจากศูนย์กลาง ทำให้ความเร็วในการแก้ปัญหาและการจัดสรรทรัพยากรให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    การจัดสรรทรัพยากรอัตโนมัติในหลักนาที ในอดีตกระบวนการปรับแบนด์วิดธ์ขึ้นหรือลง ต้องผ่านการส่งคำสั่ง, รอการอนุมัติ, และดำเนินการ ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นวัน บางกรณียังต้องมีการเตรียมตัวหลายรอบ วันนี้ด้วยระบบอัตโนมัติที่อยู่เบื้องหลัง กระบวนการเดียวกันนี้เสร็จสิ้นได้ในหลักนาที

    การสแกนการปฏิบัติตามมาตรฐานครอบคลุมทั้งระบบ UIH สามารถตรวจสอบระบบนิเวศทั้งหมดได้แบบทันที เพื่อตรวจจับจุดที่ยังติดปัญหาด้านการปฏิบัติตามมาตรฐาน ทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที และครอบมาตรฐานความปลอดภัยทับซ้อนไปได้ทุกชั้น

    ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของลดลงจริง การรวมศูนย์การจัดการโครงสร้างพื้นฐานพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของได้จริง มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น มีคุณค่าที่สร้างได้จากการเริ่มรวมศูนย์ และมีกระบวนการภายในที่ถูกตัดทิ้งได้หลายอย่าง ทั้งหมดนี้คือบทเรียนที่ได้จากการเริ่มทำ Helix ด้วยตัวเอง

    ปัญญาประดิษฐ์ในแพลตฟอร์ม ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่แทนที่คน

    คุณเบญจอธิบายว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่ฝังอยู่ใน Helix ไม่ได้มีเพื่อแทนที่ทีมให้บริการหรือจุดติดต่อที่ลูกค้าคุ้นเคย แต่มีเพื่อช่วยให้ทีมสามารถส่งมอบการบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกราย ครอบคลุมทุกการให้บริการ

    เมื่อปัญญาประดิษฐ์ดูแลการวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบระบบ และระบบอัตโนมัติหลังบ้านได้ ทีมให้บริการก็มีเวลาและพลังงานที่จะโฟกัสกับลูกค้าได้เต็มที่มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลากับงานซ้ำซากที่ระบบทำแทนได้ ข้อมูลทุกอย่างถูกดึงมาจากแหล่งข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้แหล่งเดียว ทำให้ไม่มีข้อกังขาว่าข้อมูลที่เห็นถูกหรือผิด เพราะทั้งลูกค้าและทีม UIH เห็นภาพเดียวกันแบบทันที

    ฟีเจอร์ของ Helix ครอบคลุมตั้งแต่ การตรวจสอบระบบ, การปรับให้เหมาะสม, การบริหารค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับควบคุมต้นทุนไอทีไม่ให้บานปลาย, การจัดการคำร้องขอและการสนับสนุนหลังการขาย ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน, การตรวจสอบความปลอดภัย ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

    ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องควบคุมระบบของตัวเองกลับมา

    คุณเบญจทิ้งท้ายด้วย 3 ข้อความที่ส่งตรงถึงผู้บริหารทุกคนในห้อง ซึ่งสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมในขณะนี้

    1. ความซับซ้อนของระบบนิเวศไอทีไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกองค์กรมีทางเลือกที่จะทำให้ระบบของตัวเองง่ายขึ้นได้เสมอ ความซับซ้อนเป็นเรื่องที่เลือกจัดการได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทน
    2. นี่คือเวลาที่ต้องควบคุมสถาปัตยกรรมระบบของตัวเองกลับมา การมองเห็นและควบคุมระบบนิเวศของตัวเองได้เต็มที่คือสิ่งสำคัญ การเลือกพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีควรมีทางเลือกเสมอ และการผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายเดียวได้กลายเป็นความเสี่ยงระดับองค์กรที่ไม่ควรมองข้าม
    3. แบ่งบทบาทให้ชัดเจน แล้วโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองเก่ง การเป็นพาร์ทเนอร์กับ UIH คือการที่ลูกค้ารันธุรกิจและสร้างคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองถนัด ขณะที่ UIH ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักเบื้องหลัง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้โดยไม่สะดุด ไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคลากรเพียงพอไหม หรือจะมีคนดูแลตรงนี้ไหม เพราะ UIH ได้เตรียมทรัพยากร, แพลตฟอร์ม, กระบวนการ และเครื่องมือทั้งหมดไว้แล้ว

    “หน้าที่ของ UIH คือเราต้องทำให้หลังบ้านของพี่ๆ ไม่มีปัญหา จนพี่ๆ ไม่รู้ว่ามีเราอยู่ นั่นคือเป้าหมาย เพราะแอปพลิเคชันของพี่ต้องทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด ธุรกิจของพี่ต้องไม่ถูกรบกวน”

    UIH ดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีมากว่า 25 ปี บน 3 วิสัยทัศน์หลักคือ ความไว้วางใจ, การให้บริการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และการเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง และงาน UIH DAY 2026 ครั้งนี้คือสัญญาณชัดที่สุดที่บอกว่า บริษัทที่เคยทำงานอยู่เบื้องหลังในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน กำลังก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ ผู้ให้บริการจัดการระบบยุคใหม่ที่พร้อมรับปัญญาประดิษฐ์ อย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/uih-helix-managed-services-platform-2026&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gcY8a8lNvAHi-ZQu5kS41

  • หวดวัย14ปีโค่นมือหนึ่ง! ลิ่วเข้ารอบเทนนิสไอทีเอฟเวิลด์จูเนียร์ส

    หวดวัย14ปีโค่นมือหนึ่ง! ลิ่วเข้ารอบเทนนิสไอทีเอฟเวิลด์จูเนียร์ส

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.05 น.

    Tag :

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการใหญ่ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้น นักหวดฝีมือดีที่ยังแข็งแกร่งผ่านเข้ารอบถ้วนหน้า

    ประเภทหญิงเดี่ยวมีพลิกล็อก เมื่อ เอคาเทรินา ดอตเซนโก นักหวดวัย 14 ปี มือ 75 เยาวชนโลก ซึ่งเป็นมือวาง 7 โค่นมือวาง 1 ฉู อี้หาน มือ 27 เยาวชนโลก วัย 16 ปี จากจีน ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ โดย เอคาเทรินา เอาชนะ 2-0 เซต 6-2 และ 7-5 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศพบกับ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส มือ 54 เยาวชนโลก และมือวาง 4

    ทางด้านชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จากออสเตรเลีย มือ 34 เยาวชนโลก และมือวาง 2 เกือบพลาดท่าให้กับ พาเวล สควอร์ทคอฟ มือ 203 เยาวชนโลก หลังดวลเดือดนานถึง 2 ชั่วโมง 48 นาที ก่อนที่ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จะพลิกจากที่แพ้เซตแรก โดยใช้ความแข็งแกร่งแซงเอาชนะไป 2-1 เซต 5-7, 6-3 และ 6-4 ได้เข้ารอบรองชนะเลิศ พบกับ แดน แบรนด์ จากอิสราเอล มือ 81 เยาวชนโลก และมือวาง 16

    ในส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ แดน แบรนด์ (16-อิสราเอล) ชนะ คันตะ วาตานาเบะ (7-ญี่ปุ่น) 6-4, 6-0 แอรอน กาเบต์ (10-ฝรั่งเศส) ชนะผ่าน ไค ทอมป์สัน (1-ฮ่องกง) ฮยู คาวานิชิ (3-ญี่ปุ่น) ชนะ อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (5-อินเดีย)    3-6, 6-3 และ 7-5

    หญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (4) ชนะ เคอิซิยา เบอร์ซินา (ลัตเวีย) 3-6, 6-4 และ 6-1 ซาร่าห์ เย (12-สหรัฐฯ) ชนะ ไอชิ ดาส (นิวซีแลนด์) 7-6(6), 7-5 เล่ย ไมลัวตี้ (จีน) ชนะ เว่ย จาง เฉียน (5-จีน) 6-4, 3-6 และ 6-1
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/949489&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RlJbuEyS17tpnDtTVt9wk