Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เชียงใหม่เดินหน้าโปรเจกต์ “เชียงใหม่มหานคร” ปลดล็อกเศรษฐกิจกว่าแสนล้าน

    เชียงใหม่เดินหน้าโปรเจกต์ “เชียงใหม่มหานคร” ปลดล็อกเศรษฐกิจกว่าแสนล้าน

    จังหวัดเชียงใหม่จัดสัมมนาผลักดันแนวคิด “เชียงใหม่มหานคร” หวังแก้ปัญหาบริหารซ้ำซ้อน เพิ่มอำนาจท้องถิ่น และปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจท่องเที่ยวกว่า 1 แสนล้านบาท ยกระดับสู่มหานครแห่งใหม่ของภาคเหนือ

    วันที่ 26 ก.พ.69 เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอภินันท์ เผือกผ่อง รองประธานคณะกรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง “เชียงใหม่มหานคร” ร่วมกับคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นวุฒิสภา โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนพรรคการเมือง พร้อมด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมมีการนำเสนอแนวคิด “เชียงใหม่มหานคร” พร้อมทั้งร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง ซึ่งการก่อตั้ง “เชียงใหม่มหานคร” จะเป็นการแก้ไขความซ้ำซ้อนและล่าช้า โดยปัจจุบันหน่วยงานหลายระดับทำงานทับซ้อน ทําให้ขาดเอกภาพและดำเนินการตัดสินใจในพื้นที่ไม่ชัดเจน พร้อมทั้งเป็นการปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูง แต่รายได้ส่วนใหญ่ต้องนำส่งส่วนกลาง และมีส่วนน้อยที่จะถูกส่งกลับมาพัฒนาพื้นที่ อีกทั้งเป็นการตอบโจทย์บริบทพิเศษของล้านนา ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนรรรม ประวัติศาสตร์ และความหลากหลายของชาติพันธ์ จำเป็นต้องการการบริการที่เข้าใจพื้นที่โดยเฉพาะ ถือเป็นการผลักดันจังหวัดเชียงใหม่สู่มหานครแห่งใหม่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/131675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CQ4HXKfb47cXApoAS2ZHo

  • สศค.เผย ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคก.พ.69 ขยายตัวจากนทท.และปัจจัยภาคบริการเป็นหลัก

    สศค.เผย ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคก.พ.69 ขยายตัวจากนทท.และปัจจัยภาคบริการเป็นหลัก

    วันนี้, 17:23น.

              นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปัจจัยสนับสนุนในภาคบริการเป็นสำคัญ

               ภาคตะวันออก  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 76.9 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคเกษตร จากการเข้าสู่ฤดูผลไม้หลัก อุปสงค์สินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 80.6

               ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 73.5 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคบริการ และการลงทุน ตามกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และเทศกาลสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการจ้างงาน ขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไป มีทิศทางขยายตัวจากมาตรการภาครัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

               ภาคเหนือ  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 71.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงสนับสนุนจากการอยู่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทำให้มีวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเตรียมขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในจังหวัดลำพูน ขณะเดียวกันภาคบริการมีปัจจัยบวกจากการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ

                ภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 70.7 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และงานเทศกาลสำคัญ ที่ช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อ และการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประเด็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม

                ภาคกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 69.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการ ภาคเกษตรมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง และนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐและจังหวัด

              อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมบางส่วน ยังมีความกังวลต่อความผันผวนของอุปสงค์ในตลาด ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนในระยะ 6 เดือนข้างหน้า มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกิจการเดิมเป็นหลัก มากกว่าการขยายการลงทุนใหม่

              กรุงเทพฯ และปริมณฑล  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความเชื่อมั่นในภาคบริการ และการจ้างงานที่ดีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วน ยังมีความกังวลต่อราคาต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และยังรอติดตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

              ภาคตะวันตก ความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก อยู่ที่ระดับ 66.3 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ปรับตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและการลงทุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มเติม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

              ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    #ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค

    Cr:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159559&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o9KGNXfCxCor9JJITKYXm

  • เศรษฐกิจภูมิภาคม.ค. 69 ปรับดีขึ้นทุกภาค ตามบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาคม.ค. 69 ปรับดีขึ้นทุกภาค ตามบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนม.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลาง ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ใน กทม. และปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว และการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นโดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.3% และ 35.9% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -8.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 5.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -8.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -34.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 8.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 64.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 67.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 7.3% และ 12.4% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 9.7% 57.7% และ 6.9% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -10.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.1

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -10.5% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 22.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 70.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานโรงฆ่าสัตว์ แปรรูปสุกรและห้องเย็นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 76.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 78.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การท่องเที่ยว และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 4.9% และ 35.4% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -10.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -4.1% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 53.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.0% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 896.3% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้า ในจังหวัดพะเยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 5.8% และ 9.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.5% และ 32.8% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.7% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -3.3% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -29.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 8.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.2% ต่อปี เช่นเดียวกับ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.8% และ 9.4% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.2% และ 65.2% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -1.0% และ -7.4% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.9% และ 5.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 82.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.6% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 8.6% และ 12.8% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 40.7% และ 2.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -13.4% และ -5.8% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 2.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 17.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -4.5% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.0% และ 5.2% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 23.6% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -3.2% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.8% และ -6.5% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 6.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -28.8% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 12.4% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.2% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TvRK-L78HMcd7x46AyrgY

  • เด็กวัย 14 ปี โชว์ความแกร่งโค่นมือวาง 1 ผงาดตัดเชือกหญิงเดี่ยว ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เจ200” | เดลินิวส์

    เด็กวัย 14 ปี โชว์ความแกร่งโค่นมือวาง 1 ผงาดตัดเชือกหญิงเดี่ยว ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เจ200” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 26 ก.พ.69 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว มีพลิกล็อก เมื่อ เอคาเทรินา ดอตเซนโก นักหวดวัย 14 ปี มือ 75 เยาวชนโลกจากรัสเซีย พลิกล็อกโค่นมือวาง 1 ฉู อี้หาน มือ 27 เยาวชนโลก วัย 16 ปี จากจีน 2-0 เซต 6-2, 7-5 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส มือ 54 เยาวชนโลกจากรัสเซีย ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทชายเดี่ยว ดาเนียล โจวาโนฟสกี จากออสเตรเลีย มือ 34 เยาวชนโลก และมือวาง 2 เกือบพลาดท่าให้กับ พาเวล สควอร์ตคอฟ มือ 203 เยาวชนโลก หลังดวลเดือดนานถึง 2 ชั่วโมง 48 นาที ก่อนที่ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จะพลิกจากที่แพ้เซตแรก โดยใช้ความแข็งแกร่งแซงเอาชนะไป 2-1 เซต 5-7, 6-3, 6-4 ตีตั๋วเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ แดน แบรนด์ จากอิสราเอล มือ 81 เยาวชนโลก

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ แดน แบรนด์ (อิสราเอล) ชนะ คันตะ วาตานาเบะ (ญี่ปุ่น) 6-4, 6-0, แอรอน กาเบต์ (ฝรั่งเศส) ชนะผ่าน ไค ทอมป์สัน (มือ 1 ฮ่องกง), ฮยู คาวานิชิ (ญี่ปุ่น) ชนะ อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (อินเดีย) 3-6, 6-3, 7-5

    ประเภทหญิงเดี่ยว เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (รัสเซีย) ชนะ เคอิซิยา เบอร์ซินา (ลัตเวีย) 3-6, 6-4, 6-1, ซาราห์ เย (สหรัฐฯ) ชนะ ไอชิ ดาส (นิวซีแลนด์) 7-6 (6), 7-5, เล่ย ไมลัวตี้ (จีน) ชนะ เว่ย จาง เฉียน (จีน) 6-4, 3-6, 6-1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5638274/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GuNmVivTqJ04wqARyOt1p

  • “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    วิเคราะห์ 3 มรสุมใหญ่

    1.    ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics & Geoeconomics): การใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นอาวุธทางการเมือง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกผันผวน

    2.    ภัยพิบัติและภาวะโลกร้อน (Climate Change): ภาระงบประมาณมหาศาลในการเยียวยาน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง

    3.    ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายใน: หนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกและสังคมสูงวัยที่ทำให้การบริโภคภายในประเทศติดหล่ม รวมถึงสัดส่วนการลงทุนที่ลดลงจาก 40% ของ GDP ในอดีตเหลือเพียง 23% ในปัจจุบัน

    เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก”

    o    ดอกที่ 1: การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว: มุ่งเน้น Clean Energy และการเปิด Direct PPA เพื่อดึงดูด FDI ในกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรม

    o    ดอกที่ 2: การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Skill Bridge): การสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับโลกธุรกิจ โดยมีข้อกำหนดให้ผู้รับสิทธิประโยชน์ BOI ต้องทำ Technology Transfer สู่แรงงานไทย

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ 

    o    ดอกที่ 3: การปฏิรูปกฎหมาย (Omnibus Law): การออกกฎหมายรวบยอด (กฎหมายรวบยอด) เพื่อลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน ปลดล็อกปัญหาที่ดินและใบอนุญาตให้เป็น Fast Track
    ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะเป็นเลเยอร์พื้นฐานที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก่อนจะส่งต่อให้นโยบายการเงินเข้ามาทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    การปฏิรูปโครงสร้างการเงินและการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉายภาพในมิติของเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพและการเติบโตของ GDP คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพเป็นเวลานาน เสถียรภาพย่อมพังทลายลงในที่สุด

    •    ประเมินมาตรการเฉพาะจุด (Targeted Policies): ธปท. ปรับบทบาทเชิงรุกผ่าน 4 แผนงานหลัก: 1) การแก้หนี้ NPL รายย่อย (บัญชีต่ำกว่า 1 แสนบาท) ผ่าน Virtual AMC 2) การเติมสินเชื่อ SME แสนล้านบาทผ่านกลไกค้ำประกัน 3) การกำกับดูแลทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) เพื่อสกัดทุนเทาและลดความผันผวนของค่าเงิน และ 4) การสังคายนาค่าธรรมเนียมธนาคาร (เช่น Prepayment Fee และ Transaction Fee) ให้เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย วิทัย รัตนากร

    •    วิเคราะห์ “SWOT” : ความท้าทายที่แท้จริงคือการที่ Potential GDP (ศักยภาพการเติบโต) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.7% การกระตุ้นความต้องการ (Demand Side) ระยะสั้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้โจทย์นี้ได้ แต่ต้องอาศัยการลงทุนใหม่และเพิ่ม Productivity เพื่อยกเพดานการเติบโตให้สูงขึ้น

    หัวข้อเปรียบเทียบ

    นโยบายการเงินแบบเดิม

    บทบาทเชิงรุกของ ธปท. ในยุคใหม่

    เครื่องมือ

    เน้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) + ดอกเบี้ย

    การจัดการหนี้

    ปล่อยตามกลไกตลาด

    เข้าแทรกแซงเชิงโครงสร้าง (NPL/SME Boost)

    การกำกับดูแล

    เน้นระบบธนาคารพาณิชย์

    ขยายสู่ทองคำ/สินทรัพย์ดิจิทัล/สกัดทุนเทา

    เป้าหมายหลัก

    เสถียรภาพเงินเฟ้อ

    เสถียรภาพควบคู่การเติบโตที่ทั่วถึง

    โอกาสและการขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    เมลินดา กู๊ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา มองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งที่หายากคือความเป็น “Neutral Middle” หรือตัวกลางที่เป็นกลางท่ามกลางสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเร่งปิดช่องว่าง “Missing Middle” ในด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    •    วิเคราะห์ 5 เครื่องยนต์เติบโต

    1.    Agribusiness: เน้นความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยมีตัวอย่างความสำเร็จคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ (Pet Food) ที่ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิต Top 5 ของโลก

    2.    Manufacturing: ยกระดับสู่ Green & Advanced Manufacturing

    3.    Tourism: เปลี่ยนจากปริมาณสู่คุณภาพ

    4.    Creative Industries: การแปรรูป Soft Power สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    5.    Digital Services: การสร้าง Data Center สู่การเป็น Digital Backbone ของภูมิภาค

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย เมลินดา กู๊ด 

    •    มูลค่าทางเศรษฐกิจและจุดเปลี่ยน

    o    หากไทยยกระดับทักษะดิจิทัลพื้นฐานได้ จะเพิ่ม GDP ได้ถึง 20%

    o    การปรับปรุงภาคการผลิตสีเขียวช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 2.9% ภายใน 10 ปี

    o    หากภาค ICT ของไทยเทียบเท่ามาเลเซีย จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

    o    วิเคราะห์: ปัญหาใหญ่คือ Digital Skill Deficit โดยเยาวชนและผู้ใหญ่ถึง 74% ยังขาดทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน
     

    The Great Reset: การปรับฐานเศรษฐกิจไทยในยุคโลกปั่นป่วน

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล  กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย มองว่า เรากำลังอยู่ในโลกที่เรียกว่า “Never Normal” ที่พายุสงครามการค้ายกที่ 2 (Trump Tariff) จะรุนแรงและยืดเยื้อ ดร.กอบศักดิ์ใช้การเปรียบเทียบที่คมชัดว่า “ประเทศไทยวันนี้คือ Sony ในโลกที่มี LG และ Samsung” หากเราไม่เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนเครื่องเล่น MP3 ในยุคที่มี iPod

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย •    วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่าน: อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปและฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่ากำลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว (Dying Industries) สวนทางกับ EV, AI และ Data Center ที่กำลังผงาดขึ้น โดยมียอดขอรับส่งเสริมการลงทุน (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เป็นโอกาสทองที่ไทยต้องรีบคว้า

    •    ถอดรหัสหนี้ครัวเรือน: ปัญหารากเหง้าคือ หนี้นอกระบบที่มีสัดส่วนสูงถึง 42% ซึ่งมีกลไกทวงถามที่รุนแรงและดอกเบี้ยมหาศาล เป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อที่แท้จริงของประเทศ

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    •    3 คาถาเพื่อการอยู่รอด: มองโลกตามจริง (ยอมรับว่าโมเดลเดิมใช้ไม่ได้แล้ว), เปลี่ยนผ่านให้เร็ว (Pivot สู่เทคโนโลยีใหม่), และลงมือทำ (Execution)

    The Great Resilience: กลยุทธ์การปรับตัวของยักษ์ใหญ่พลังงานไทย

    ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะองค์กรยุทธศาสตร์ ปตท. ใช้กลยุทธ์ “Lean & Clean” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการสร้างกำไรที่ยั่งยืน

    •    กลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอ: เร่งการ Divest (ถอนการลงทุน) ในธุรกิจที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และ Accelerate ในกลุ่ม LNG และระบบนิเวศ EV

    •    Asset Monetization (ขุมทรัพย์ในงบดุล): การหยิบสินทรัพย์ที่ “นั่งเฉยๆ” เช่น ท่อส่งและคลังน้ำมัน มาสร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อดึงดูดพันธมิตรระดับโลก (Strategic Partners) ซึ่งได้รับความสนใจจาก Private Equity ชั้นนำกว่า 15 ราย

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย ภัทรลดา สง่าแสง

    •    Mission X และ AI: ปตท. พิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้ AI และการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน (Internal Improvement) สามารถ เพิ่มกำไรได้ถึง 3.8 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนงานรูทีนให้เป็นงานสร้างสรรค์

    ทรานส์ฟอร์มการท่องเที่ยวสู่ Migration Economy

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ถึงเวลาต้องเลิกนับแค่จำนวนหัวนักท่องเที่ยว และหันมาโฟกัสที่ “มูลค่า” ผ่านโมเดล “Migration Economy”

    •    วิเคราะห์ช่องว่าง: นักท่องเที่ยวในไทยพักเฉลี่ย 11.6 วัน (นานกว่าญี่ปุ่น/เม็กซิโก) แต่ใช้จ่ายเพียง 385 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อวัน ขณะที่คู่แข่งอยู่ที่ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ นี่คือช่องว่าง “Long Stay, Low Pay” ที่ต้องเร่งแก้ไข

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย พราวพุธ ลิปตพัลลภ

    •    กลยุทธ์ Soft Power และ IP: การสร้าง IP (Intellectual Property) ระดับโลกในไทย เช่น “Thai Boxing Capital” ที่ไม่ใช่แค่ค่ายมวย แต่รวมถึง Athlete Visa, Wellness Rehab และ Branded Residences เพื่อดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล

    •    ข้อเสนอแนะ: รัฐต้องเชื่อมโยง ททท. และ BOI เพื่อเปลี่ยน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ให้เป็น “นักลงทุนและประชากรคุณภาพ” ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ

    Roadmap สู่ปี 2569

    สรุปจุดร่วมสำคัญจากเหล่านักยุทธศาสตร์: ประเทศไทยต้องเลิกวิเคราะห์แต่ต้องเริ่ม “Execution” ทันทีผ่าน 5 Action Plan หลัก

    1.    Legal Transformation: ออก Omnibus Law เพื่อรวบยอดขั้นตอนอนุมัติการลงทุนให้จบในจุดเดียว

    2.    Structural Debt Resolution: แก้หนี้นอกระบบ 42% อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคืนกำลังซื้อให้ฐานราก

    3.    Human Capital Reboot: ใช้โครงการ Skill Bridge และ AI มายกระดับทักษะดิจิทัลเพื่อปิดช่องว่าง Digital Deficit

    4.    Industry Pivot: เคลื่อนย้ายทรัพยากรจากอุตสาหกรรมเก่า (Sony Model) สู่ New Economic Core (AI/Data Center/Green Manufacturing)

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    5.    Migration Strategy: ยกระดับการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจการพำนักคุณภาพสูง สร้าง Value Density จาก 385 ดอลลาร์สหรัฐ ให้สูงขึ้น

    กุญแจสำคัญคือ “3 คาถา” ของความอยู่รอด: มองโลกตามจริง เปลี่ยนผ่านให้เร็ว และที่สำคัญที่สุดคือการลงมือทำ (Execution) เพราะในมรสุมปี 69 ผู้ที่รอดไม่ใช่ผู้ที่รอ แต่คือผู้ที่กล้าจะข้ามขีดจำกัดเดิมตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qZxnWiM8a8eSISF4xUXWi

  • สภาการศึกษาเดินหน้าสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล

    สภาการศึกษาเดินหน้าสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล

    สภาการศึกษาผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชู 4 H. เสริมแนวทาง 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ฟื้นฟูพลังสมองเด็กปฐมวัยสู้ภาวะวิกฤต เพื่อสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งในท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ในหัวข้อ “Power of Brain: เพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต” ดึงผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมขับเคลื่อนแนวคิด “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” และกลยุทธ์ “4 H” เพื่อสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งในท่าม กลางความท้าทายยุคดิจิทัล ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดย นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานพิธีเปิด 

    นายสุภชัย กล่าวว่า การพัฒนาเด็กช่วง 0–6 ปี คือ ช่วงเวลาทองของการสร้างรากฐานสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นการลงทุนในเด็กเล็กให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุดระยะยาว แต่ปัจจุบันเด็กไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการถูกแย่งชิงเวลาจากโลกดิจิทัล การประชุมครั้งนี้ ตอกย้ำการเพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเด็กไทยที่คิดเป็น เรียนรู้ได้และปรับตัวได้

    ทั้งนี้ ได้เปิดสูตรสำเร็จฟื้นฟูเด็กปฐมวัย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ในเวทีเสวนา ECD Talk โดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่นำโดย พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร นางธิดา พิทักษ์สินสุขและดร.วรลักษณ์ ชูกำเนิด ร่วมกันถอดบทเรียนแนวทางการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืน 3 เร่ง คือ เร่งฟื้นฟูพัฒนาการและคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เร่งเสริมทักษะการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และเร่งสนับสนุนโภชนาการและสุขภาพจิตครอบครัว 3 ลด คือ ลดปัจจัยเสี่ยงและความเครียดในบ้าน ลดเวลาหน้าจอ (Screen Time) และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร 3 เพิ่ม คือ เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิตผ่านการเล่น เพิ่มบทบาทครอบครัวเป็นฐานการเรียนรู้แรกและเพิ่มความร่วมมือของชุมชนรอบด้าน

    นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน กล่าวว่า ได้ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมขับเคลื่อนกลยุทธ์ 4 H (Head – Hand – Heart – Health) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเด็ก 0–6 ปี โดย Head (มหัศจรรย์แห่งการอ่าน) เน้นการอ่านนิทาน 15 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองและสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าการท่องจำตัวอักษร Hand (เล่นเปลี่ยนโลก) ส่งเสริมการเล่นอิสระด้วยวัสดุรอบตัว (Loose Parts) เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ ก้อนหิน เพื่อฝึกการแก้ปัญหาและจินตนาการไร้ขีดจำกัด Heart (สื่อและการเรียนรู้อารมณ์) การใช้สื่อสร้างสรรค์ช่วยให้เด็กรู้จักเท่าทันอารมณ์ตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและสร้างความมั่นคงทางใจ Health (สุขภาวะองค์รวม) ดูแลครบทั้งกาย (โภชนาการและการนอน) ใจ (ความรัก) และจิตวิญญาณ (การเห็นคุณค่าในตนเอง) เพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กเล็กและครูที่พลาดการประชุม สามารถรับชมการเสวนาย้อนหลังทั้งช่วงเช้าและบ่ายเพื่อนำเทคนิคไปปรับใช้กับบุตรหลานได้ที่ Facebook สภาการศึกษา : https://www.facebook.com/share/v/183GfqdhrG/ YouTube สภาการศึกษา : https://www.youtube.com/live/mNLJVah8Fxc?si=FWSVhoVcII7z2MQ0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2916653&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-yZrLx3dIawGN6NjRM2DB

  • หอประวัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    หอประวัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ชวนก้าวสู่ “รั้วจามจุรี” เรียนรู้เรื่องราวประวัติและพัฒนาการการอุดมศึกษาของชาติ การก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุฬาฯ ผ่านสื่อนิทรรศการ วัตถุพิพิธภัณฑ์ และภาพถ่ายเก่าทรงคุณค่า ณ ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น โดดเด่นด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแปลกตา อายุกว่า 90 ปี ได้รับการประกาศให้เป็นโบราณสถานของชาติ บานประตูไม้สักสีแดง เปิดต้อนรับผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เชิญมาเรียนรู้และภาคภูมิใจใน “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ร่วมกัน

    ด้วยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่เป็นเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีลมหายใจ” ที่ได้เก็บบันทึกเรื่องราวและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของชาติไว้ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อ ๆ มาได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งสอดแทรกอยู่ทุกอณูภายในรั้วจามจุรีสีชมพูแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งและบรรยากาศแวดล้อม อาคารสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยมรดกทางศิลปสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยาก แหล่งเรียนรู้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่หลายแห่ง เรื่องราวที่ถูกบันทึกอยู่ในตัวผู้คนซึ่งเคยใช้สถานที่แห่งนี้ในช่วงชีวิตที่เป็น “นิสิตจุฬาฯ” รุ่นแล้วรุ่นเล่า ภายใต้บริบทต่าง ๆ ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนสิ่งของและภาพถ่ายเก่า เอกสารหลักฐานทรงคุณค่าที่ถูกบันทึกและเก็บรักษาไว้และค่อย ๆ สะท้อนเรื่องราวเกียรติภูมิแห่งจุฬาฯ สื่อสารสร้างการรับรู้ให้ผู้สนใจที่ผ่านไปผ่านมาในพื้นที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงามใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้

    นับจากวันสถาปนาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าศตวรรษ ส่วนหนึ่งของเรื่องราวสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถานอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ได้รับการรวบรวมและจัดแสดงไว้ ณ “ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ”  

    ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ เป็นอาคารเก่าแก่ถือเป็น “โบราณสถานแห่งหนึ่งของชาติ”

    อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล เป็นอาคารเก่าแก่ถือเป็น “โบราณสถานแห่งหนึ่งของชาติ” เดิมสร้างขึ้นเป็น “สโมสรสถาน (Clubhouse) สำหรับนิสิตและคณาจารย์” ในยุคแรกของการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาใช้เป็นที่ทำการของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ของนิสิต ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ดำเนินงานโดยหน่วยงานที่มีชื่อว่า “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในรั้วจุฬาฯ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เผยแพร่เกียรติภูมิจุฬาฯ บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยาม ผ่านสื่อนิทรรศการและการจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่หาชมได้ยาก

    “ตึกจักรพงษ์” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารเก่าแก่ที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือที่เรียกว่า “อาคารอนุรักษ์” ที่มีกระจายอยู่หลายอาคารในพื้นที่จุฬาฯ ซึ่งเมื่อนับอายุตั้งแต่เมื่อแรกเปิดใช้พื้นที่ อาคารหลายหลังมีอายุเกิน 90 ปี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “โบราณสถาน” โดยกรมศิลปากรแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ทำนุบำรุงรักษาให้คงสภาพความสวยงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และมีการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะสมกับแต่ละยุคสมัย ดังเช่น “ตึกจักรพงษ์” ที่ได้ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น “สโมสรสถาน” ของคณาจารย์และนิสิต เริ่มเปิดใช้อาคารเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476  ในยุคต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) และต่อมาได้มีการปรับปรุงพื้นที่ใช้ประโยชน์ภายในอาคารหลังนี้ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการของ “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ในปัจจุบัน

    คุณพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    คุณพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ
    สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    นางสาวพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเข้าไปชมภายในอาคาร พร้อมกล่าวว่า “หากมองเพียงภายนอกจะเห็นว่าตึกจักรพงษ์เป็นอาคารสไตล์ไทยผสมฝรั่ง ประตู-หน้าต่างบานไม้สีแดงตัดกับอาคารคอนกรีตสีขาวนวลดูสวย คลาสสิก หรือจะมองว่าดูทึบ-โบราณ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่ด้านในจะพบกับพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการในลักษณะบอร์ดอินโฟกราฟิกนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ผสมผสานด้วยภาพถ่ายเก่า พร้อมการจัดแสดงสิ่งของทรงคุณค่าหาชมยากที่วางอยู่ตามห้องต่าง ๆ ชั้น 2 เป็นห้องโถงใหญ่ พื้นไม้ หน้าต่างกระจก มองเห็นทิวต้นไม้และแสงธรรมชาติด้านนอกรวมกับแสงไฟสีเหลืองนาลที่ส่องสว่างภายในให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนเดินอยู่ในบ้านยุคเก่า”     

    “ด้วยเหตุผลด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอาคารแบบทรงไทยประยุกต์ ผนวกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์อาคารให้เหมาะสมกับยุคสมัย มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม มองจากภายนอกเหมือนว่าประตูหน้าต่างบานไม้แบบดั้งเดิมปิดอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนผนังด้านในเป็นบอร์ดนิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ทำให้หลายคนที่ผ่านไปผ่านมาไม่สามารถมองเห็นภายในอาคารได้ชัดเจนนักจนอาจเข้าใจว่า “ตึกจักรพงษ์” ปิดอยู่ตลอดเวลา และไม่ทราบว่าทุกคนสามารถเอื้อมมือไปเปิดประตูครึ่งไม้สักครึ่งกระจกรูปทรงย้อนยุคบานใหญ่นั้น…ท่านก็จะได้เดินชมนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย พร้อมทั้งได้ชมวัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าของจุฬาฯ ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการแบ่งเป็นห้องย่อย ๆ ตามเรื่องราวต่าง ๆ 4 โซนจัดแสดงมีทั้งนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวรที่จัดแสดงเต็มพื้นที่ทั้ง 2 ชั้นของอาคาร เปิดต้อนรับผู้สนใจทุกท่านเข้าชมได้ในวันเวลาราชการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย”     

    หอประวัติจุฬาฯ
    อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์
    ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล

    “พื้นที่นี้เป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์สิ่งทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในความดูแลของหอประวัติจุฬาฯ จึงเรียกได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นโชว์รูม เป็นแหล่งเผยแพร่ประวัติและพัฒนาการของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้ พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับการกำเนิดสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ย้อนไปตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานการศึกษาให้แก่ประชาชนและพระราชปรารถนาในการตั้ง UNIVERSITY ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงให้มีขึ้นในชาติบ้านเมืองเพื่อมุ่งหวังให้ได้ใช้ความรู้รักษา และสร้างความเจริญให้ประเทศชาติได้ในอนาคต เรื่อยมาจนได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตลอดจนเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับจุฬาฯ ในกาลต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ที่นำเสนอผ่านนิทรรศการถาวร นิทรรศการหมุนเวียน และเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ที่จะทำให้ได้รับรู้และภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของจุฬาฯ ร่วมกัน”

    จาก “คลับเฮาส์” (Clubhouse) สำหรับคณาจารย์และนิสิตในอดีต สู่สโมสรนิสิตจุฬาฯ ในกาลต่อมา และหอประวัติจุฬาฯ ในกาลปัจจุบัน

    ปัจจุบันนี้ ตึกจักรพงษ์เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและบอกเล่าประวัติศาสตร์ตามเรื่องราวที่นำเสนอผ่านนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่จัดแสดงอยู่ภายใน แต่อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น มีเอกลักษณ์ด้วยปูนปั้นรูปจักรและกระบอง “ตราสัญลักษณ์ประจำราชสกุลจักรพงษ์” อยู่ตรงหน้าจั่วของอาคาร หน้าต่างบานไม้สีน้ำตาลแดง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดงอิฐ มีมุขระเบียงเสาประดับหัวเม็ดดูเด่นสง่า สถาปัตยกรรมอาคารรูปทรงคลาสสิกแห่งนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกส่วนหนึ่งของเรื่องราวการก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ไว้ในเรื่องราวความเป็นมาของอาคารสำคัญหลังนี้อีกด้วย

    หอประวัติ จุฬาฯ
    ตึกจักรพงษ์ เมื่อแรกสร้าง เปิดใช้อาคารวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476

    ย้อนไปเมื่อแรกสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงสองทศวรรษแรก คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์กำลังอยู่ในช่วงการเร่งพัฒนาการจัดการมหาวิทยาลัยให้สมบูรณ์ได้มาตรฐานสากลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอน เรื่องความเป็นอยู่ของนิสิตและคณาจารย์หนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้มีบทบาทสำคัญและมีคุณาปการต่อการพัฒนาการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก คือ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ครั้งหนึ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังสหราชอาณาจักร เพื่อทรงสำรวจว่าจะทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยใด พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งตามเสด็จฯ ด้วยได้กราบทูลว่า “ต้องการช่วยเหลืออาจารย์และนิสิตจุฬาฯ แต่ไม่ทราบว่าจะทรงช่วยอะไรได้บ้าง” สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงพระราชทานคำแนะนำว่าควรสร้าง “สโมสรสถาน” ให้อาจารย์และนิสิตใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์และเล่นกีฬาในร่ม เพราะช่วงเวลานั้น ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังไม่มีอาคารที่เหมาะสมเพื่อใช้ทำกิจกรรมดังกล่าว   

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทรงเห็นว่ามีสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2465 และใช้เรือนไม้สองชั้นใกล้กับบริเวณหอพักนิสิตเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ประทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 20,000 บาท ให้ทางมหาวิทยาลัยใช้จัดสร้างอาคารถาวรเป็นสโมสรสถานสำหรับนิสิตและคณาจารย์พร้อมประทานชื่ออาคารว่า “ตึกจักรพงษ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระบิดาของพระองค์ ไปในคราวเดียวกัน พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสด็จมาทำพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476  

    ตึกจักรพงษ์ได้รับการออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) และหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสองชั้น มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านทิศเหนือมีมุขโถง ชั้นบนเป็นชานมีลูกมะหวดรอบ ตรงกลางอาคารเป็นห้องโถงใหญ่ มีบันไดไม้สักขึ้นไปชั้นสองของอาคาร หลังคาจั่วไม้สองตับ มีกันสาดรอบ รองรับด้วยคันทวยคอนกรีต มุงกระเบื้องเกร็ดเต่าแบบไทย ลดมุขด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ที่หน้าบันประดับตรา “จักรและกระบอง” อันเป็นตราประจำพระองค์ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ตัวอาคารตกแต่งไม่มาก เน้นมุมอาคารและแนวเสาด้วยเสาเก็จ (Pillaster) มีลักษณะเป็นเสาแบนสี่เหลี่ยมผืนผ้ายื่นนูนออกจากผนังเพียงเล็กน้อยเป็นเสาย่อมุมสูงสองชั้นตัดกับเส้นลวดบัวที่ฐานอาคาร ช่องเปิดประตูหน้าต่างเป็นช่องสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ เน้นมุขโถงทางเข้าอาคารเป็นพิเศษด้วยเสาย่อมุมที่ยอดบนสุดตรงชานชั้นสองตกแต่งเป็นหัวเม็ด มีลูกมะหวดกันตกแบบไทยประยุกต์   

    ในปี พ.ศ. 2496  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกิจการของมหาวิทยาลัยอีกครั้งทรงเห็นว่าตึกจักรพงษ์เริ่มคับแคบ พื้นที่ทำกิจกรรมไม่เพียงพอสำหรับนิสิตเกือบ 3,000 คนในสมัยนั้น จึงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรณะและต่อเติมอาคารออกไปทางทิศใต้เพื่อให้มีพื้นที่รองรับนิสิตเข้ามาทำกิจกรรมได้มากขึ้น ทำให้ผังอาคารเปลี่ยนไปเป็นอาคารตรีมุข โดยยังคงลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ไว้ดังเดิม มุขอาคารส่วนที่ต่อเติมนี้ ชั้นบนเป็นที่ทำการชมรมแสงและเสียง สโมสรนิสิตจุฬาฯ ซึ่งได้ริเริ่มตั้งสถานีวิทยุขึ้นในปีพ.ศ. 2501 อันเป็นจุดกำเนิดของสถานีวิทยุจุฬาฯ ในเวลาต่อมา 

    หอประวัติ จุฬา
    อาคารหลังนี้เป็นแหล่งเผยแพร่ประวัติและพัฒนาการของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้ พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับการกำเนิดสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย

    นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ตึกจักรพงษ์” ได้กลายเป็นสถานที่พบปะทำกิจกรรม นิสิตจากทุกคณะมารวมตัวใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำกิจกรรมตามความสนใจในชมรมต่าง ๆ ของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) บางครั้งใช้เป็นสถานที่นอนค้างคืนของเหล่านิสิตนักกิจกรรมหลาย ๆ รุ่น ที่อยู่ทำงานทำกิจกรรมกันจนดึกดื่นไม่ยอมกลับหอพัก เมื่อถึงปี พ.ศ. 2528 ด้วยจำนวนนิสิตและจำนวนชมรมที่มากขึ้น พื้นที่ในอาคารไม่เพียงพอในการทำกิจกรรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้จัดสร้างอาคารใหม่ เพื่อเป็นที่ตั้งของชมรมต่างๆ ในสังกัดสโมสรนิสิตจุฬาฯ และได้ปรับปรุง “ตึกจักรพงษ์” ให้เป็นที่ตั้งของ “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จนถึงปัจจุบัน  

    ล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 กรมศิลปากร ประกาศให้ “ตึกจักรพงษ์” เป็น “โบราณสถาน” พร้อมกับอาคารสำคัญของมหาวิทยาลัยอีก 3 อาคาร คือ “อาคารมหาจุฬาลงกรณ์” (อาคารอักษรศาสตร์ 1) คณะอักษรศาสตร์ “อาคารหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “ตึกขาว” (อาคารชีววิทยา1) คณะวิทยาศาสตร์

    คุณพิมพ์พิศาเล่าบรรยากาศในอดีตว่า “จากการรับฟังคำบอกเล่าของอาจารย์ผู้ใหญ่และจากภาพถ่ายเก่าของจุฬาฯ ทำให้ทราบว่าสมัยแรกสร้าง ในตึกนี้มีโต๊ะบิลเลียดอยู่ตรงโถงชั้นล่าง มีห้องกินดื่มสำหรับคณาจารย์และนิสิตมาพักผ่อนหย่อนใจ เวลาต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) เคยมีแผ่นป้ายทำด้วยไม้เขียนตัวอักษรสีขาวพร้อมสัญลักษณ์พระเกี้ยวติดอยู่หน้าตึก พื้นที่ด้านในอาคารทั้ง 2 ชั้น ถูกจัดสรรเป็นห้องชมรมต่างๆ เช่น ชมรมดนตรีสากล (อยู่ชั้นล่าง) ชมรมดนตรีไทย (อยู่ชั้นบน) และมีชมรมอื่นๆ อีก เช่น ชมรมแสงเสียง พื้นที่สำนักงานของสโมสรนิสิตฝ่ายต่างๆ ก็อยู่ด้วยกันในตึกเดียวทั้งหมด…นิสิตเก่าจุฬาฯ ในยุคก่อนๆ โดยเฉาะนิสิตนักกิจกรรมที่เคยใช้ “ตึกจักรพงษ์” เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมชมรม ในช่วงเวลา 4 ปีที่เป็นนิสิตจึงรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก  ปัจจุบันนี้เมื่อพี่ ๆ นิสิตเก่าเหล่านั้นมีโอกาสได้กลับมาในรั้วจุฬาฯ ครั้งใดก็ตาม มักจะนัดหมายมาเจอกันที่ “ตึก สจม.” (สโมสรนิสิตจุฬาฯ) อันหมายถึง “ตึกจักรพงษ์’ แห่งนี้ก่อนเสมอ บางครั้งก็ชวนกันเดินมาเป็นกลุ่ม ขึ้นไปนั่งเล่น พูดคุยรำลึกความหลังกันในมุมห้องนิทรรศการ มุมใดมุมหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมชมรม ที่กิน ที่นอนของพี่ๆ สมัยเป็นนิสิต”

    ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของจุฬาฯ ร่วมกัน ด้วยการเข้าชมนิทรรศการต่าง ๆ ภาพถ่ายเก่าและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่า ณ อาคารจักรพงษ์ หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08:30 – 16:30 น.และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทาง Social Media ทั้ง 4 ช่องทาง คือ Facebook: หอประวัติจุฬาฯ / Youtube: CU.Memorial Hall-หอประวัติจุฬาฯ / Instagram: Chulamemorialhall / Tiktok: หอประวัติจุฬาฯ  หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2187099 และ 02-2187098

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/highlight/288319/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6jEeCwHZU6763G9VUfvb

  • “ไอเดียร์ สุชาดา”สส.ภูมิใจไทย ประเดิมรายงานตัวคนแรก หลังกกต.รับรอง

    “ไอเดียร์ สุชาดา”สส.ภูมิใจไทย ประเดิมรายงานตัวคนแรก หลังกกต.รับรอง

    “ไอเดียร์ สุชาดา”สส.ภูมิใจไทย ประเดิมรายงานตัวคนแรก หลังกกต.รับรอง

    บรรยากาศที่อาคารรัฐสภาในเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 27 เข้ารายงานตัวเป็นวันแรก ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 396 เขตอย่างเป็นทางการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ “ไอเดียร์” สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 จากพรรคภูมิใจไทย ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเดินทางมารอรายงานตัวเป็นคนแรกตั้งแต่เวลา 08.20 น.

    ภารกิจแม่ลูกอ่อน สู่บทบาทผู้แทนปวงชน

    น.ส.สุชาดา ปรากฏตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ที่ตั้งใจมาแต่เช้าเพราะมีภารกิจรัดตัว ทั้งการเตรียมตัวเดินทางไปทำงานต่างประเทศ และหน้าที่สำคัญในฐานะคุณแม่ที่ต้องพาลูกวัย 2 เดือนไปรับวัคซีนในช่วงบ่ายวันเดียวกัน การปรากฏตัวครั้งนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่บริหารจัดการเวลาได้อย่างลงตัวระหว่างเรื่องส่วนตัวและงานเพื่อส่วนรวม

    น.ส.สุชาดา  ยืนยันว่า ความเป็นผู้หญิงไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงานการเมือง โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่อายุ 26 ปี ซึ่งในอดีตอาจเห็นสัดส่วน สส.หญิงในบทบาทแถวหน้าค่อนข้างน้อย แต่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เปิดโปรไฟล์ “ไอเดียร์ สุชาดา” จากดาราเด่นสู่ดาวสภา

    เส้นทางของ “ไอเดียร์” สุชาดา (ชื่อเดิม ธันลดา) เกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ปัจจุบันอายุ 33 ปี เป็นบุตรสาวของ สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เธอเริ่มต้นก้าวแรกในฐานะ “เด็กปั้น” ของนักปั้นมือทอง “เอ ศุภชัย” เมื่อปี 2557 ก่อนจะเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว

    ด้านการศึกษาถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ใคร จบปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ปริญญาโทด้าน Real Estate และ Finance จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยาและยุติธรรมทางอาญา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพื้นที่: โครงสร้างพื้นฐาน-ราคาเกษตร

    สำหรับทิศทางการทำงานในสภา น.ส.สุชาดา เน้นย้ำว่าจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานกว่า 30 ปี ในพื้นที่เขต 4 จังหวัดชัยภูมิ โดยเฉพาะเรื่อง “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ยังขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันเรื่อง “ราคาสินค้าเกษตร” เนื่องจากประชากรในพื้นที่กว่า 70% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

    น.ส.สุชาดา มั่นใจว่าจะนำประสบการณ์จากการทำงานในหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และกระทรวงดีอี มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชน ส่วนประเด็นร้อนแรงอย่างตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” นั้น เธอปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยระบุว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรคที่จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738539&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z65_LtBYzphAWcZR8ybJc

  • ประชุมการจัดทำแผนพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมการจัดทำแผนพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121390/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_SI4hyrSmXkJKwzHfDF02

  • รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการศึกษาเด็กพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก

    รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการศึกษาเด็กพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก

    รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการศึกษาเด็กพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชนฯ

    รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (Grant Assistance for Grassroots Human Security Projects: GGP)
    การสนับสนุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนิน “โครงการก่อสร้างหอพักนักเรียนหญิงของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่จังหวัดตาก (The Project for the Construction of Female Dormitory at Secondary School in Tak Province)” โดยก่อสร้างอาคารหอพักนักเรียนหญิงคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 1 อาคาร สูง 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักนักเรียน ห้องพยาบาลจำนวน 1 ห้อง ห้องอาบน้ำจำนวน 6 ห้อง และห้องสุขาจำนวน 6 ห้อง พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น อาทิ พัดลม เตียงนอน และที่นอน เพื่อเอื้อต่อการพักอาศัยและการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียนอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ได้มีพิธีส่งมอบอาคารหอพักนักเรียนหญิง ณ โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Mr.Toru Kajiwara (ท่านคะจิวาระ โทรุ)อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Mr. Akiyoshi Suzuki (คุณอะคิโยชิ ซูซูกิ) เลขานุการโท สถานเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (หัวหน้า จีจีพี) Ms. Eriko Yuzawa (คุณเอริโกะ ยูซาวะ) ผู้ประสานงานโครงการจีจีพี สถานเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชน คือ ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ และ ดร.สุรีย์วัลย์ ลิ้มพิพัฒนกุล ที่ปรึกษายุทธศาสตร์และแผนงาน และผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตากนายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก โดยนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้มอบหมายให้นายปรีดา ฟุ้งตระกูลชัย นายอำเภอท่าสองยาง ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีส่งมอบอาคารหอพักนักเรียนหญิงในครั้งนี้
    ซึ่งอำเภอท่าสองยางเป็นพื้นที่ห่างไกลและมีข้อจำกัดด้านการเดินทางและการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การก่อสร้างหอพักนักเรียนหญิงในครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินทางไปและกลับโรงเรียน ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักเรียนหญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

    โครงการดังกล่าวยังช่วยเอื้อให้นักเรียนสามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา คาดว่าจะมีส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
    การสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้ สะท้อนถึงความห่วงใยต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้อยโอกาส อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3889276/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IssrAhNcpy4qNhUUeApA_