Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปิดจบ 844 วัน ผลงาน 3 รัฐบาล คืบหน้าแค่ไหน?

    ปิดจบ 844 วัน ผลงาน 3 รัฐบาล คืบหน้าแค่ไหน?

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-298&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12-q_eDuQsULLE0kOs-md7

  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมกับ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (สถาบัน IBERD) และอีก 7 หน่วยงานหลักจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตประธานคณะที่ปรึกษาสถาบัน IBERD และนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้านพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทย- ญี่ปุ่น และต่างประเทศ และเพื่อสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยสาขาน้ำพุร้อนไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) และมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งต้นน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้ประโยชน์ด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากแหล่งน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ

    ทั้งนี้ สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B7GLdNW3jZyEqqI0LVBPj

  • กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และ พยายามถอดรหัส QR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขต และ บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569

    มีรายงานบุคคลที่ กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

    1.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    2.ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

    3.ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.

    4.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

    5.พริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

    6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

    โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

    ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตาม มาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี 2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

    ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

    มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/ect-1-26feb26&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X_kIAIowMikBP80YkVNGi

  • DUSIT ปี’68ขาดทุน 453 ล้าน  ท่องเที่ยวชะลอ-ธุรกิจอาหารแข่งดุ

    DUSIT ปี’68ขาดทุน 453 ล้าน ท่องเที่ยวชะลอ-ธุรกิจอาหารแข่งดุ

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 8,938 ล้านบาท ลดลง 20.2% จาก 11,204 ล้านบาท ในปี 2567 สาเหตุหลักมาจากปี 2567 มีการรับรู้รายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว จากการส่งมอบอาคารพื้นที่ค้าปลีก

    ทั้งนี้หากไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2567 และรายได้งานระบบประกอบอาคารพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2568 ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 จะเท่ากับ 8,686 ล้านบาท เติบโต 17.4% จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ แต่เป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการแข่งขันในธุรกิจอาหารที่สูงขึ้น โดยบริษัทขาดทุนสุทธิ 453 ล้านบาท ส่วน EBITDA รวมลดลง 12.4% ในขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 16.3% ของรายได้รวม

    สำหรับปี 2569 คาดว่าจะเป็นปีที่บริษัทก้าวสู่การเติบโตภายใต้ฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมาจากการคาดการณ์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เติบโตในระดับ 3-4% จากปี 2568 ภายใต้สมมติฐานว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะฟื้นตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกยังเอื้ออำนวย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยว 

    “ปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งสร้างความสมดุล การขยายธุรกิจ และการกระจายความเสี่ยง ตามกรอบ D.U.S.I.T. ซึ่งเป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานและการลงทุน ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างหลากหลาย การสร้างคุณค่าในระยะยาว ความยั่งยืน นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ตอบโจทย์ตลาด  โดยประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการโอนอาคารที่พักอาศัย) ในปี 2569 ไว้ที่ 5-8% และปรับเพิ่ม EBITDA Margin เป็น 18-20% ของรายได้รวม จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ”นายชนินทธ์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949540&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37jbFSajhqPnItQ8W6a1m1

  • กนง.หั่นดอกเบี้ยประคองเศรษฐกิจซึม.!

    กนง.หั่นดอกเบี้ยประคองเศรษฐกิจซึม.!

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยมติเสียงส่วนใหญ่ 4 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มีผลทันที

    การปรับลดดังกล่าว..ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขตามกลไกตลาดทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะแรงเสียดทานสูง” กว่าที่เคยประเมินกันไว้

    แม้ตัวเลขการขยายตัวช่วงไตรมาส 4/2568 จะออกมาสูงกว่าคาด แต่กนง.ระบุชัดเจนว่าเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราวและการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีที่ “กระจุกตัว” ไม่ได้ส่งอานิสงส์กระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงแท้จริง

    แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ แนวโน้มปี 2569 และ 2570 ที่คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ไทยยังปรับตัวไม่ทัน

    ภาวะเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยบีบคั้น ทำให้กนง. ต้องตัดสินใจผ่อนคลายนโยบาย การที่เงินเฟ้อทั่วไป จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้าลงจนถึงครึ่งหลังปี 2570 สะท้อนถึง “กำลังซื้อที่อ่อนแอ” และแรงกดดันจากสินค้าต่างชาติที่เข้ามาตีตลาดไทยอย่างหนัก

    แม้กนง.จะยังไม่ใช้คำว่า “เงินฝืด” อย่างเต็มปาก แต่การระบุให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เงินบาทกลับปรับแข็งค่าขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะตัว กลายเป็น “ยาขม” สำหรับผู้ส่งออกจากเดิมมีกำไรต่อหน่วย (Margin) ต่ำอยู่แล้ว เมื่อสมทบกับภาวะสินเชื่อที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เพราะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยกู้ ยิ่งทำให้สภาพคล่องของครัวเรือนและ SMEs ตึงตัวจนเข้าขั้นวิกฤต การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงหวังผลเพื่อช่วย “ลดภาระหนี้” และเพิ่มออกซิเจนให้ธุรกิจขนาดเล็กได้หายใจต่อได้

    อย่างไรก็ตามบทสรุปทิ้งท้ายของกนง. ที่ระบุไว้น่าสนใจว่า “นโยบายการเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้เพียงอย่างเดียว”

    นี่คือเสียงสะท้อนถึงฝ่ายบริหารและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า การลดดอกเบี้ยเป็นเพียงการ “ประคองอาการ” แต่การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง จำเป็นต้องมีนโยบายผสมผสาน ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบเฉพาะจุด และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/816013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q7n1ZBlkXF2Oln8ylZWvW

  • ชวนห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ เที่ยวงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ส่งเสริมการท่องเที่ยวราชบุรี

    ชวนห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ เที่ยวงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ส่งเสริมการท่องเที่ยวราชบุรี

    วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญลุ่มน้ำแม่กลองและภาคีเครือข่าย จัดงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างความสุขให้กับชุมชน ที่วัดมะขาม ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

    วันที่ 26 ก.พ. 69 นางพัชราภา มนัสปัญญากุล ผอ.กลุ่มกิจการพิเศษ สนง.วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมี 8 กลุ่มชาติพันธุ์หลักอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างยาวนานและกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ได้มีการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และกระจายตัวอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลองบริเวณ อ.โพธาราม และ อ.บ้านโป่ง ได้แก่ ต.นครชุมน์ ต.บ้านม่วง และ ต.คุ้งพยอม เพื่อความสะดวกในการเกษตรและคมนาคม ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญทั้ง 3 ตำบล มีความเข้มแข็ง และมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นทั้งภาษา อาหารการกิน วัฒนธรรมประเพณี และการแต่งกาย

    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จึงได้ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญลุ่มน้ำแม่กลองและภาคีเครือข่าย จัดงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” เพื่อส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม และต่อยอดให้กลายเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยสร้างรายได้และสร้างความสุขให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    ด้าน นายคมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ เปิดเผยว่า สำหรับงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ปีนี้มีความพิเศษอยู่ที่ การเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานได้ห่มสไบ นุ่งผ้าโสร่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชาวไทยเชื้อสายมอญถือปฏิบัติกันมา เนื่องจากสมัยโบราณ ผู้หญิงจะนุ่งผ้าแถบ หรือ ผ้าคาดอก แต่เมื่อต้องเข้าวัดไปฟังธรรมจึงดูไม่สุภาพ ด้วยความเคารพที่มีต่อพระศาสนา จึงนำผ้าสไบมาห่มพาดปกปิดเนินอก เพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อย โดยมีการปักลวดลายดอกไม้ด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง เช่น ลายดอกพิกุล ดอกพุดตาน และดอกมะลิ รวมไปถึง รูปหงส์ อันเป็นสัญลักษณ์ชาวมอญ ลงบนผืนผ้าเพื่อให้เกิดความสวยงาม

    ขณะที่ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่ง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแหล่งที่อยู่ อาทิ ฝั่ง ต.นครชุมน์ จะนิยมสีลูกตาลสุก ฝั่ง ต.คุ้งพยอม จะนุ่งห่มโทนสีสดใส อย่างสีฟ้า สีชมพู หรือสีเขียวตอง และ ต.บ้านม่วง จะใช้สีเข้มขรึม เช่น สีคราม สีน้ำตาล หรือสีเปลือกมังคุด โดยในงานครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงพิเศษคือ “รำทะแยมอญ” ซึ่งเป็นการรำชั้นสูงที่จะมีขึ้นเฉพาะในพิธีสำคัญ มีนางรำจากเครือข่ายวัฒนธรรมมอญ ทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายมอญในพื้นที่บ้านโป่งและโพธารามกว่า 100 ชีวิต มารวมตัวกัน เพื่อถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ภายในงานยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมแบบ DIY ทั้งการปั้นดิน การเล่นสะบ้า การทำและชิมอาหารพื้นบ้าน อาทิ แกงบอน, แกงส้มลูกส้านดอกงิ้ว, แกงใบมะรุมถั่วเขียว, แกงไก่กล้วยดิบ และข้าวแดกงา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการพิเศษ “ตำนานข้าวแช่ชาวมอญ” รวมถึงตลาดชุมชนที่มีร้านค้ากว่า 100 ร้าน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าเกษตร สำหรับท่านที่สนใจ งานเทศกาล “เจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิง ราชบุรี” หรือ “กิน อยู่ ดู มอญ” ครั้งที่ 10 จัดขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ ลานวัฒนธรรมวัดมะขาม ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 08-7706-5642

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2916728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15osNjiIxeOuyZtdkWyMsx

  • เปิดฤดูกาลเที่ยว “หาดแห่” ทะเลอีสานนครพนม พลิกวิกฤตแล้ง สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เปิดฤดูกาลเที่ยว “หาดแห่” ทะเลอีสานนครพนม พลิกวิกฤตแล้ง สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เปิดฤดูกาลเที่ยวแล้ว “หาดแห่” ทะเลอีสาน จ.นครพนม พลิกวิกฤตแล้ง – น้ำโขงลด ปรับเป็นแหล่งสร้างรายได้ หมุนเวียนเศรษฐกิจชุมชน เงินสะพัดหลักแสนต่อวัน

    วันที่ 25 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศแหล่งท่องเที่ยว หาดสันดอนทรายกลางน้ำโขง เขตพื้นที่ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม นครพนมหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หาดแห่” นักท่องเที่ยวเริ่มคึกคัก หลังเปิดบริการทุกปีช่วงฤดูแล้งหลังน้ำโขงลด

    โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดสรรพื้นที่ จัดซุ้มร้านค้า ร้านอาหาร สร้างจากซุ้มไม้ไผ่ กว่า 200-300 หลัง พร้อมทั้งยังมีบริการเช่าอุปกรณ์เล่นน้ำ เจ็ตสกี บานาน่าโบ๊ท ส่วนอาหารก็มีหลากหลายเมนูไทยอีสาน พร้อมบริการเครื่องดื่มทุกชนิด จนได้ชื่อว่าทะเลอีสาน สร้างเศรษฐกิจ เงินหมุนเวียนสะพัดในชุมชน กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวคลายร้อนที่สำคัญของ จ.นครพนม

    อีกทั้งเป็นเส้นทางเดียวกันกับวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยวถือโอกาสมาเที่ยวพักผ่อน หลังไปกราบไหว้ขอพรองค์พระธาตุพนม ส่งผลให้มีการค้าขายคึกคักยาวไปถึงสงกรานต์ จนกว่าน้ำโขงจะเพิ่มระดับ มีเงินหมุนเวียนสะพัดวันละนับแสนบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ยิ่งคึกคัก

    สอบถามเจ้าของร้านอาหาร ธงฟ้า เปิดเผยว่า จุดเด่นของพื้นที่หาดแห่ นอกจากจะมีบริการเรือลงไปหาดฟรี ยังขายอาหารหลากหลายเมนู รวมถึงเมนูปลาน้ำโขง รสเด็ด การันตีความอร่อย ยังเป็นจุดที่สามารถเล่นน้ำคลายร้อนที่สะอาดปลอดภัย เพราะหาดแห่เป็นพื้นหินกรวดบนทราย ไม่มีร่องน้ำลึก สามารถเล่นน้ำได้ทุกจุด เหมาะสมหรับผู้ปกครองพาลูกหลานมาเที่ยวเล่นน้ำ รวมถึงยังมีบริการอุปกรณ์เล่นน้ำครบวงจร จึงเชิญชวนมาท่องเที่ยวหาดแห่ ทะเลอีสาน นครพนม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2916524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sb4suvHggpY-q9xlFkM0B

  • SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น
    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ
    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้
      • พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน
      • การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน
    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้
    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว
      • ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว
      • Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง
    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620538/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z4nbF2txjp2kGvK9EnMbk

  • “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    “นฤมล”นั่งประธานบอร์ด คุรุสภา เห็นชอบรับรอง 19 หลักสูตร 13 สถาบัน ผ่านประเมินครู 3,450 คน เร่งปรับระบบสอบ–ออกใบอนุญาตให้จบในหลักสูตร ลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ คุรุสภา ครั้งที่ 2/2569 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ จำนวน 13 สถาบัน รวม 19 หลักสูตร พร้อมอนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลักสูตรที่ได้รับการรับรองแล้วใน 4 สถาบัน รวม 10 หลักสูตร โดยเป็นการปรับแผนการรับนักศึกษาให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตครู

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการประพฤติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2569 รวม 3,450 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา และประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู รวมถึงผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เสนอแนวทางพัฒนาระบบการทดสอบวิชาชีพครูอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้คุรุสภาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทดสอบและการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในหลักสูตรของสถาบันผลิตครู เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ พร้อมศึกษาแนวทางรองรับผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างสาขา

    ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบให้ใช้ข้อมูลการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นฐานประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู รวมถึงเห็นชอบร่างประกาศ แผนบริหารความเสี่ยงประจำปีงบประมาณ 2569 และร่างระเบียบด้านการบริหารงานบุคคลของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738545&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LRR3dciPt2HzCcvdzVxF7

  • กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน


    26/02/2569 | 79 |

    กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม โดยศูนย์สร้างทางสงขลา และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (นครศรีธรรมราช) ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงทาง ทล.4030 ตอน ถลาง – หาดราไวย์ ช่วง กม. ที่ 16+950 – 18+200 ระยะทาง 1.250 กิโลเมตร อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต แล้วเสร็จ ยกระดับมาตรฐานทางเดิมจาก 2 ช่องจราจร เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสัญจรด้วยความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี ทล. เปิดเผยว่า ทล. มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในจังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ทล.4030 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวสายหลักที่เชื่อมต่อจากถนนเทพกระษัตรี (ทล.402) ผ่านหาดสุรินทร์ หาดกมลา     หาดกะหลิม หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน ไปจนถึงแยกราไวย์ เดิมเส้นทางช่วง กม. ที่ 16+950 – 18+200 มีข้อจำกัดทางด้านกายภาพ เนื่องจากเป็นทางหลวงขนาด 2 ช่องจราจรและมีลักษณะเป็นทางโค้งต่อเนื่องหลายจุด และมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทล. จึงเร่งเข้าดำเนินการปรับปรุงทางหลวงสายนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์ 4 เลน ตัวสุดท้าย” เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร (ไป – กลับ) พร้อมติดตั้งเกาะกลางและระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการทุบรื้อสะพานคอนกรีตเดิมที่มีสภาพเก่าและก่อสร้างสะพานคอนกรีตใหม่ บริเวณ กม. ที่ 17+918 ที่มีความกว้างของผิวจราจรมากขึ้นและยาว 30 เมตร เพื่อทำให้การจราจรคล่องตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความปลอดภัย เช่น ป้ายจราจร และระบบแสงสว่างครบถ้วนตามมาตรฐาน Road Safety เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุในจุดเสี่ยงเดิม การพัฒนาเส้นทางนี้นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างอำเภอถลางและหาดราไวย์ กระจายความหนาแน่นของการจราจรจากถนนสายหลัก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านคมนาคมขนส่งให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนจังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปด้วย

    ทล. มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทางหลวงทุกสายทางให้เป็นเส้นทางแห่งความสะดวกและปลอดภัย โดยขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากพบเหตุขัดข้องหรือต้องการร่วมเสนอแนะเพื่อการพัฒนา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161894


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/480360&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VQiHHvO9H1Uel-OLg2iLD