Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนมกราคม ปี 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนมกราคม ปี 2569

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหมวดอัญมณีและเครื่องประดับรวมทั้งหมวดปิโตรเลียมปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเฉพาะของบางบริษัทที่คาดว่าเร่งขึ้นชั่วคราว ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากทั้งจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 โดยบางส่วนมีการทยอยส่งมอบและมีการขยายระยะเวลาจดทะเบียนไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กิจกรรมในภาคท่องเที่ยวและการค้าที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนที่เร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมปรับลดลงตามกิจกรรมในสาขาก่อสร้างที่หดตัว ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคารถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นตามการขึ้นภาษีสรรพสามิต ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับลดลงตามการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    27 กุมภาพันธ์ 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-feaa479d97″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหมวดอัญมณีและเครื่องประดับรวมทั้งหมวดปิโตรเลียมปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเฉพาะของบางบริษัทที่คาดว่าเร่งขึ้นชั่วคราว ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากทั้งจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 โดยบางส่วนมีการทยอยส่งมอบและมีการขยายระยะเวลาจดทะเบียนไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กิจกรรมในภาคท่องเที่ยวและการค้าที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนที่เร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมปรับลดลงตามกิจกรรมในสาขาก่อสร้างที่หดตัว ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคารถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นตามการขึ้นภาษีสรรพสามิต ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับลดลงตามการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    27 กุมภาพันธ์ 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260227.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19GHx4f74C9JB3pQ6LRUPP

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจไทย ม.ค. ขยายตัวดีขึ้น ตามอุปสงค์ใน-ตปท.หนุนการค้าการท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ธปท. เผยเศรษฐกิจไทย ม.ค. ขยายตัวดีขึ้น ตามอุปสงค์ใน-ตปท.หนุนการค้าการท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. โดยรวมขยายตัวจากเดือนก่อน จากด้านอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

    • อุปสงค์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับจำนวนและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น
    • อุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นจากทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะหมวดยานพาหนะ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราว สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนเป็นสำคัญ

    ด้านอุปทานโดยรวมทรงตัว โดยภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการค้ายังขยายตัว อย่างไรก็ดี กิจกรรม ภาคก่อสร้างหดตัวหลังเร่งไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมหดตัวเล็กน้อย ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบมากขึ้นจากหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    ประเด็นที่ต้องติดตาม

    1. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ  และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
    2. ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
    3. สภาพคล่องและความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิต
    4. กระบวนการงบประมาณปี 70 และมาตรการภาครัฐ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15xkZb1UW_xH7BSbX-ZMlE

  • FMCG ฟิลิปปินส์ปี 2569 ยังเติบโต แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

    FMCG ฟิลิปปินส์ปี 2569 ยังเติบโต แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

        Worldpanel by Numerator บริษัทด้านข้อมูลและเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อช่วยกำหนดกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก คาดว่า อัตราการเติบโตของภาคสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว (fast-moving consumer goods: FMCG) ของฟิลิปปินส์ ในปี 2569 จะชะลอตัวลงเนื่องจาก ได้รับผลกระทบจากภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2568 โดยคาดว่า กลุ่มสินค้า FMCG ในครัวเรือน ซึ่งรวมถึงอาหารบรรจุหีบห่อ เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและส่วนบุคคลในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3 – 4 ลดลงจากปี 2568 ที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 5.2 และลดลงร้อยละ 0.9 ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568
        นาง Laurice P. Obana ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคจาก Worldpanel by Numerator กล่าวว่า แนวโน้มสินค้า FMCG สะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การปรับราคาที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของภาค FMCG ยังคงสูงกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และมีความสามารถในการปรับตัวที่มากกว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยจะซื้อสินค้าบรรจุหีบห่อแทนการทานอาหารนอกบ้าน หรือการซื้ออาหารสด การคาดการณ์นี้สะท้อนถึงมุมมองทางเศรษฐกิจของ นาย Arsenio M. Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา ที่ระบุว่า ถึงแม้ว่าผลกระทบจากภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2568 จะปรับลดลงแล้ว แต่คาดว่าจะยังคงส่งผลต่อเนื่องมาถึงปี 2569 โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine Statistics Authority: PSA) ระบุว่า GDP ของปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่คณะกรรมการประสานงานงบประมาณเพื่อการพัฒนา (Development Budget Coordination Committee: DBCC) ตั้งไว้อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 ส่วนอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ลดลงเหลือร้อยละ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 และลดลงจากร้อยละ 3.9 ในไตรมาส 3 ของปี 2568 ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของ GDP ที่ลดลงเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการป้องกันอุทกภัยที่มีผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน และอุปสงค์ของผู้บริโภค นอกจากนี้ ความต้องการสินค้า FMCG ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากราคาสินค้าพื้นฐานที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของเดือนธันวาคม 2568 จะลดลงเหลือร้อยละ 1.8 แต่ในเดือนมกราคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 2.0
        อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการในปี 2569 Worldpanel by Numerator ได้วิเคราะห์กลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับการใช้จ่ายสูงในปี 2568 โดยอ้างอิงข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากกลุ่มตัวอย่างครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์จำนวน 5,000 ครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีนัยสำคัญ และสามารถสะท้อนโครงสร้างของครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 29 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ตลาดผู้สูงอายุ หรือผู้บริโภคที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป มีอำนาจการซื้อและมูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่อายุต่ำกว่า 55 ปี ร้อยละ 10 นอกจากนี้ กลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเช่นกัน โดยข้อมูลระบุว่า ประมาณร้อยละ 67 ของครัวเรือนในฟิลิปปินส์มีสัตว์เลี้ยง ขณะที่ร้อยละ 83 ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดอาหารสุนัข ถึงแม้ว่ามูลค่าการใช้จ่ายในหมวดอาหารสุนัขจะปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยงยังมีแนวโน้มซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงถึง 1.49 เท่า สำหรับครัวเรือนที่มีแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Overseas Filipino Workers: OFWs) พบว่า มีศักยภาพในการเติบโต โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายมากกว่าครัวเรือนไม่มี OFWs อยู่ที่ร้อยละ 25 สำหรับสินค้าทั่วไป และร้อยละ 73 สำหรับสินค้า FMCG นอกจากนี้ โอกาสทางการตลาดสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและของใช้ในบ้าน รวมถึงช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค และกลุ่มธุรกิจร้านอาหารไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดกลยุทธ์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตของสินค้า FMCG ตามที่คาดการณ์ไว้ จำเป็นต้องเสริมสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอต่อผู้บริโภคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากสภาวะตลาดปรับดีขึ้น ผู้บริโภคอาจลดการมุ่งเน้นไปที่สินค้าราคาประหยัด ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าสินค้าของตนมีรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ หรือคุณค่าอื่นๆ ที่ดีกว่า เพื่อสนับสนุนการกำหนดราคาที่สูงขึ้น

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World
    บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
    •    ตามที่ Worldpanel คาดว่า อัตราการเติบโตของสินค้า FMCG ของฟิลิปปินส์ในปี 2569 จะชะลอตัวจากผลกระทบของภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนลงในปี 2568 โดยคาดว่า การขยายตัวของกลุ่มสินค้า FMCG ในครัวเรือน ซึ่งรวมถึงอาหารบรรจุหีบห่อ เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและส่วนบุคคล ในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3 – 4 ลดลงจากร้อยละ 5.2 ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของ FMCG ยังคงสูงกว่า GDP และสามารถปรับตัวมากกว่า การวิเคราะห์กลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับการใช้จ่ายสูงในปี 2568 จากตัวอย่างครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์จำนวน 5,000 ครัวเรือน พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้บริโภคที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เจ้าของสัตว์เลี้ยง และครัวเรือนที่มีแรงงาน OFWs ยังเป็นโอกาสทางการตลาด เนื่องจากมูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่าและยังไม่เข้าสู่ตลาดเต็มที่ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การปรับสูตร และความเชี่ยวชาญด้าน FMCG เพื่อสร้างคุณค่าและสามารถกำหนดราคาที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ยังคงมีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นและต่างชาติสูง ราคาสินค้าพื้นฐานเพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย ปรับกลยุทธ์ราคาและโปรโมชั่น สร้างคุณค่าที่แตกต่างทั้งรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และประสบการณ์ผู้บริโภค รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์และการจัดจำหน่าย เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดฟิลิปปินส์
    ———————————————————————-
                        สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
                        กุมภาพันธ์ 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/srnv1vmcahez81nm55m4bowh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o9OobJN77ZvXNI9fq2lpz

  • ILM จ่อเปิด 2 สาขาใหม่ใน Q1/69 หลังฝ่าเศรษฐกิจซบปั๊มรายได้ปี 68 ทะลุหมื่นล้านทำ New High : อินโฟเควสท์

    ILM จ่อเปิด 2 สาขาใหม่ใน Q1/69 หลังฝ่าเศรษฐกิจซบปั๊มรายได้ปี 68 ทะลุหมื่นล้านทำ New High : อินโฟเควสท์

    นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ [ILM] เปิดเผยว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่ายังเติบโตในระดับจำกัด บริษัทฯพร้อมเดินหน้าเชิงรุกภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ปี “INDEX NEXTPERIENCE & BEYOND + SUSTAINABLE FUTURE” (2567–2569) โดยยึดกรอบ 3P: Performance, People และ Planet เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน บริษัทเร่งพัฒนาระบบนิเวศการช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิด Little Walk สาขาพรานนก ในเดือนมกราคม 2569 และเตรียมเปิดอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาอุบลราชธานี โลเคชันใหม่ ใหญ่และครบกว่าเดิม ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ รวมถึงมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมตลอดปี เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

    สำหรับปี 68 ถือเป็นอีกปีที่ ILM ทำผลการดำเนินงานได้เป็นที่น่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและไม่แน่นอน โดยสามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ 10,001.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 2567 ซึ่งทำได้ 9,890.2 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไร 753.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 67 ซึ่งทำได้ 745.3 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดทั้งรายได้และกำไร

    ส่วนผลการดำเนินการไตรมาส 4/68 มีรายได้รวม 2,664.9 ล้านบาท เติบโต 1.8% จากปี 2567 ที่ทำได้ 2,617.1 ล้านบาท เป็นผลจากยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงยอดขายงานโครงการที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการส่งมอบงานให้ลูกค้ากลุ่มอสังหาฯ ขณะที่ยอดขายหน้าร้านยังทำได้ใกล้เคียงเดิมแม้จะได้รับผลกระทบจากสาขาหาดใหญ่ ส่งผลให้สามารถทำกำไรประจำงวดได้ 179.9 ล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่า 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “ปี 68 นับเป็นอีกปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับกลยุทธ์เชิงรุก การพัฒนาสินค้า และการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ สามารถเดินหน้าเปิดร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ Flying Tiger Copenhagen ครบ 6 สาขาตามแผน พร้อมเปิดอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย และ Little Walk สาขารามคำแหง ส่งผลให้ ILM ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uKj3r2s0-jLObhMUTuvKK

  • ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

    ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.31 น.

    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมต้องยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ?

    ผู้นำที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    มนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากยุคเกษตรกรรม สู่อุตสาหกรรม สู่ดิจิทัล และวันนี้สู่ Fourth Human Evolution — ยุคที่ Technosphere ไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือ” แต่กลายเป็น “โครงสร้างอำนาจ” ที่กำหนดเศรษฐกิจ สังคม และแม้แต่ความหมายของความเป็นมนุษย์ AI, Neurotechnology, Bioengineering, Quantum Computing และ Data Infrastructure กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และสมดุลอำนาจของรัฐและตลาดอย่างเป็นระบบ คำถามของประเทศไทยจึงไม่ใช่ว่า จะใช้เทคโนโลยีอย่างไร แต่คือจะออกแบบ Technosphere ของตนเองอย่างไร เพื่อรักษาอธิปไตยและความสมดุลทางอารยธรรม ในบริบทนี้ กระทรวง อว. จึงไม่ใช่ “กระทรวงงบวิจัย” หากคือ Strategic Core ของประเทศ

    I. อว. คือคานงัดเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ

    ภายใต้กรอบ Four Civilizational Layers (อ่านรายละเอียดในบทความที่โพสต์ก่อนหน้า) กระทรวง อว. ทำหน้าที่กำกับ Technosphere ซึ่งเป็นระนาบที่เติบโตเร็วและส่งผลลึกที่สุดต่อประเทศ
    Technosphere วันนี้กำหนด
     • โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
     • ขีดความสามารถการแข่งขัน
     • ความมั่นคงไซเบอร์
     • ระบบข้อมูลข่าวสาร
     • สมดุลอำนาจในสังคม
    หากไร้ผู้นำที่มองเห็นภาพระบบ Technosphere จะเติบโตแบบไร้ทิศทาง และปะทะกับ Biosphere, Sociosphere และ Ecosphere อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    II. เหตุผลที่ ศ. ยศชนัน เหมาะสม

    1) Systems Thinker มากกว่า Administrator
    ในฐานะอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. ยศชนัน กำกับยุทธศาสตร์วิจัยทั้งระบบ ครอบคลุมคุณภาพ มาตรฐานสากล การจัดสรรทุน ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการเชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม
    ประเทศวันนี้ต้องการ Policy Integrator ที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง
     • AI กับแรงงาน
     • งานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง
     • มหาวิทยาลัยกับความมั่นคง
     • เทคโนโลยีกับคุณธรรม
    ในยุคเปลี่ยนอารยธรรม เราต้องการ Integrator มากกว่า Bureaucrat

    2) Tech Literacy เชิงสถาปัตยกรรม
    การกำกับ AI และ Deep Tech ต้องการความเข้าใจเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงเชิงนโยบายผิวเผิน
    พื้นฐานด้าน Brain Engineering และ Neurotechnology — ที่เชื่อม Brain–Computer Interface, Neuro-modulation และ AI — ทำให้เห็นชัดว่าเทคโนโลยีกำลังแตะ “แก่นของความเป็นมนุษย์”
    รัฐมนตรี อว. ต้องสามารถ
     • สนทนากับนักวิจัยขั้นสูงได้
     • เข้าใจ Data Ecosystem
     • มองเห็นผลกระทบของ Algorithmic Governance
    ความรู้เชิงสถาปัตยกรรมนี้คือเงื่อนไขขั้นต่ำของผู้นำ Technosphere

    3) Moral Framing ของเทคโนโลยี
    ประเทศไทยไม่ควรสุดโต่งระหว่าง Laissez-faire แบบ Silicon Valley กับ Authoritarian Tech Model
    เราต้องการ Tech-Moral Path — เส้นทางที่ยอมรับพลังของเทคโนโลยี ควบคู่กับหลักคิดทางจริยธรรม
    ผู้นำที่เข้าใจว่า AI ไม่ใช่แค่ Productivity Tool แต่คือโครงสร้างอำนาจ ย่อมเหมาะสมจะวางกรอบ Tech-Moral Discipline ให้ประเทศ

    III. Strategic Agenda ที่ต้องมีผู้ “In Charge”
    หากไทยจะขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ในแบบของตนเอง รัฐมนตรี อว. ต้องทำหน้าที่เป็น Chief Architect of Thailand’s Tech-Moral Civilization
    วาระเร่งด่วน ได้แก่

     1. จัดทำ Thailand Tech-Moral Framework
     2. วาง AI Oversight Architecture
     3. ปรับ KPI มหาวิทยาลัยจาก paper-based เป็น impact-based
     4. จัดสรรงบวิจัยตาม Four Civilizational Layers
     5. สร้าง Human Augmentation Economy แทน AI Displacement Economy
    วาระเหล่านี้ไม่ใช่ Incremental Reform แต่คือการ Re-architect ระบบทั้งโครงสร้าง
    IV. หน้าต่างโอกาสของประเทศไทย

    ประเทศไทยกำลังเผชิญสามความเสี่ยงใหญ่
     • พึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติสูง
     • มหาวิทยาลัยไม่เชื่อมเศรษฐกิจจริง
     • การกำกับ AI ล่าช้า

    หาก อว. ทำหน้าที่เพียง Funding Agency ประเทศอาจสูญหายไปอีกหนึ่งทศวรรษ แต่หากมองกระทรวงนี้เป็น Strategic Lever ไทยสามารถ Repositioning ตนเองเป็น Tech-Moral Hub ของ ASEAN
    V. Beyond Minister — Toward Civilizational Leadership
    รัฐมนตรีทั่วไปบริหารงบประมาณ แต่รัฐมนตรีในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่ออารยธรรม ต้องบริหาร “ทิศทางของระบบ”
    บทบาทของ ศ. ยศชนัน จึงไม่ควรถูกจำกัดที่ตำแหน่งบริหาร หากควรถูกยกระดับเป็นผู้ออกแบบสมดุล Technosphere ให้สอดประสานกับ
     • Biosphere (ความมั่นคงพื้นฐาน)
     • Sociosphere (ความเป็นธรรม)
     • Ecosphere (ความยั่งยืน)
    เพื่อวางรากฐานอารยธรรมเทคโนโลยีที่มีหลักการและยั่งยืน

    บทสรุป

    ในศตวรรษที่อธิปไตยไม่ได้วัดจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่จากความสามารถในการกำกับ AI และ Deep Tech ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือ Chief Architect ของ Technosphere ไทย คำถามจึงไม่ใช่ “ใครบริหารได้” แต่คือ “ใครออกแบบอนาคตเป็น” หาก ศ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับความไว้วางใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล หากคือโอกาสในการ Reset ทิศทาง Technosphere ของชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/949621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x4rzTv4tuizpEOXVeP7xQ

  • เตือนวิกฤติล้อม ศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

    เตือนวิกฤติล้อม ศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

    เตือนวิกฤติล้อม ศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

    ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งความไม่แน่นอนสูง จากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจโลก ทิศทางดอกเบี้ย และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี ขณะที่ปัจจัยภายในอย่าง เงินบาทแข็ง หนี้ครัวเรือนสูง อุปสงค์อ่อน และโครงสร้างเศรษฐกิจเปราะบาง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ

    นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดการเงินปี 2569 เผชิญความท้าทายรอบด้าน จากปัจจัยภายนอก และภายในประเทศ

    โดยเฉพาะความผันผวน “ค่าเงิน” ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย และนโยบายที่ไม่แน่นอนของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกระทบความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย

    ตลาดการเงินโลก” อยู่โหมดผันผวนสูงจากหลายปัจจัยซ้อนทับ ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนนโยบายเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังสูง การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน การเร่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ภาคธุรกิจ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะตลาดการเงิน แต่กระทบโครงสร้างต้นทุน ความสามารถแข่งขัน และความผันผวนของรายได้ภาคธุรกิจ

    “ข้อมูลที่น่ากังวลคือ เอสเอ็มอี ป้องกันความเสี่ยงเพียง 50% ของภาระที่มี ในภาวะค่าเงินผันผวนระดับ 7-8% ซึ่งสูงกว่าอดีต ความครอบคลุมระดับนี้อาจไม่เพียงพอ
    ดังนั้น ธนาคารตั้งเป้าให้ลูกค้าธุรกิจเพิ่มสัดส่วน Hedging เป็น 70-80% เพื่อรับความผันผวน แต่ที่น่ากังวลคือ ความชะล่าใจ การไม่ทำอะไร เพราะคิดว่าตลาดนิ่งเท่ากับปลอดภัย และหวังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาดูแลค่าเงินบาท ดังนั้นเหล่านี้ยังอันตราย”

    • เงินบาทปี 2569 ยัง “ผันผวนสูง”

    นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส กล่าวว่า ความผันผวนของเงินบาทปี 2569 เพิ่มขึ้นตามตลาดการเงินโลก ทั้งตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงเดือนเม.ย.ปีก่อน แต่ไม่แน่นอนสูง

    โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันแข็งค่าจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งราคาทองคำผันผวน ปัจจัยการเมืองในประเทศ กระแสเงินทุนไหลเข้า “ตลาดเกิดใหม่” และความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ดีขึ้นหลังเลือกตั้ง

    หากดูปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าที่ผ่านมาสูงถึง 1 แสนล้านบาท ทั้งตลาดหุ้นตลาดบอนด์ สะท้อนการเก็งกำไรทั้งดอกเบี้ยและค่าเงิน  ซึ่งแม้ช่วยหนุนค่าเงินบาท แต่เพิ่มความผันผวนให้ตลาดระยะต่อไป โดยดอลลาร์เป็นตัวแปรที่กระทบหลัก 40-50% 

    ทั้งนี้ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงอีก 2-3% ปีนี้ แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ทิศทางดอกเบี้ย และประเทศความอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนโยบายการค้าของสหรัฐ ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้ทิศทางค่าเงินโลกผันผวนสูง

    • AI ปัจจัยใหม่ที่ตลาดกังวล

    อีกความเสี่ยงสำคัญ คือ AI disruption เริ่มส่งผลต่อความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสินทรัพย์ปลอดภัย

    เช่น พันธบัตร ทำให้ตลาดเงินผันผวน ค่าเงินแกว่งตัวเร็ว นักลงทุนเพิ่มการกระจายความเสี่ยง ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาท ซึ่งทองคำกับบาท ความสัมพันธ์ที่ต้องจับตา

    “หากดูความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาทยังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะช่วงราคาทองคำเคลื่อนไหวแรงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในคืนเดียว ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที 30-40 สตางค์ ที่น่ากังวลคือ นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มมองเงินบาทเป็นสินทรัพย์กลุ่มเดียวกับทองคำ และใช้เงินบาทเป็นเครื่องมือสร้าง Exposure แทนการถือทองคำโดยตรง ยิ่งเพิ่มความผันผวนของเงินบาท

    อย่างไรก็ตาม แม้กระแสเงินทุนไหลเข้า แต่ธนาคารมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ โดยประเมินจีดีพีในปีนี้เพียง 1.8% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควร 2.5-2.7% มาจากเปราะบางทั้งจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ เงินเฟ้อยังติดลบ ภาวะการเงินตึงตัว สินเชื่อหดตัว หนี้ครัวเรือนยังสูง ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันต่ำต่อแรงกระแทกภายนอก

    อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงจาก “ช็อก” อื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งจากภัยแล้งจากเอลนีโญ เหตุอัคคีภัย ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้อาจทำให้จีดีพีต่ำกว่า 2% และมีโอกาสที่ กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้
    จับตา ธปท.แทรกแซงค่าเงินใกล้เพดาน 2%

    อีกประเด็นที่ต้องจับตาระดับการแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. โดยช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การแทรกแซงอยู่ที่ 1.8-1.9% ของจีดีพี ใกล้เกณฑ์ 2% ของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ใช้พิจารณาประเทศบิดเบือนค่าเงิน (US treasury)

    ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และสะท้อนความพยายามชะลอการแข็งค่าของเงินบาทความไม่แน่นอนคือ หากเงินบาทแข็งต่อเนื่องจนต้องแทรกแซงเกินเพดาน จะกระทบความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศหรือไม่

    ดังนั้น อาจต้องจับตาว่าการเข้าไปดูแลเงินบาทอาจแตะระดับ 2% ได้ในระยะข้างหน้า

    สำหรับภาพเงินบาทระยะสั้นมองว่าอยู่ทิศทางแข็งค่า โดยมองแนวรับที่ 30.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่ครึ่งปีหลังเงินบาททยอยอ่อนค่าได้ จากเงินไหลออก ทั้งจากปันผลของบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศในกลางปี ส่งผลให้ต่างชาตินำเงินกลับประเทศ

    • กรุงศรีฯ ปรับจีดีพีไทยขึ้นเป็น 2% จาก 1.8%

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยในงาน 2026 Economic outlook : Between Headwind and Hope ว่า คาดจีดีพีอยู่ที่ 2% จากเดิม 1.8% จากปัจจัยเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า จากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล แนวโน้มมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

    รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งปีที่ผ่านมาขอรับส่งเสริมกว่า 1.87 ล้านล้านบาท รับอานิสงส์การย้ายฐานการลงทุนจากจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ เช่น ดาต้า เซนเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเกษตร

    เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่คาดฟื้นตัว โดยคาดนักท่องเที่ยวทั้งปีอยู่ที่ 35.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.67 ล้านล้านบาท จากการขยายเส้นทางการบินใหม่ในจีนและอินเดีย

    โดยตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 แสนคน

    • เตือนไทยเผชิญแรงปะทะรอบด้าน

    ทั้งนี้ ไทยยังเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ และการค้าโลกชะลอตัวลง ทำให้ปี 2569 การส่งออกจะหดตัว 0.4% จากที่เคยเติบโต 12.7% ในปี 2568 

    การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังมาตรการคนละครึ่งสิ้นสุด ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนเติบโตช้า นอกจากนี้ความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นระยะสั้นในระยะข้างหน้ายังเผชิญความท้าทายจากพื้นที่ทางการคลังที่ลดน้อยลง

    นอกจากนี้ ภาคการเกษตรมีความเสี่ยงปรากฏการณ์เอลนีโญถึง 50% อาจก่อให้เกิดภัยแล้งกระทบผลผลิตเกษตรกร แต่ปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนยังพอบรรเทาผลกระทบได้บ้างจากฝนตกชุกในปีนี้ ในแง่ดีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

    • ลดดอกเบี้ยช่วยต่อลมหายใจ ศก.

    ทั้งนี้มองว่า การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถือว่าเร็วกว่าความคาดหมายในแง่ของเวลา แต่ด้านความจำเป็นมองว่ามีความจำเป็นต้องลด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากสินเชื่อหดตัวเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน

    เนื่องจากคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากที่เคยติดลบ 0.1% ในปี 2568 จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย และรัฐบาลมีแนวโน้มคงมาตรการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง เป็นปัจจัยส่งเสริมการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ กนง.

    การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการต่อลมหายใจให้ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากประชาชนจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินครัวเรือนได้ อย่างไรก็ตามในแง่ของการกระตุ้นสินเชื่อให้เติบโตยังมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนหนึ่งคือ การส่งผ่านนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์ และระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ”

    ทั้งนี้ หากดูความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ของภาคครัวเรือนพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3 หมื่นบาท มีความท้าทายในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และเมื่อวิจัยกลุ่มตัวอย่างพบว่าหลายกลุ่มรายได้ โดยเฉพาะรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท หากมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 31% จะนำเงินไปใช้หนี้

    ฝ่ายวิจัยกรุงศรีมองว่า ปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% ทั้งปี จากการส่งสัญญาณของ กนง.ว่าดอกเบี้ยระดับนี้อยู่ระดับผ่อนคลายเพียงพอ และให้ความสำคัญกับพื้นที่เชิงนโยบายที่มีจำกัด ทั้งนี้ คาดว่า กนง.เหลือพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ไว้กรณีฉุกเฉินแม้เศรษฐกิจมีปรับตัวดีขึ้น แต่เติบโตยังฟื้นไม่เต็มที่ 

    • “ทริสเรทติ้ง” ปรับประมาณการ GDP

    ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.7% ตามแรงส่งทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 สูงกว่าคาด ซึ่งทำให้ GDP ทั้งปีขยายตัว 2.4% ถึงแม้ปรับประมาณการขึ้น ทริสเรทติ้งมอง GDP ไทยปีนี้เติบโตชะลอจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนการบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอ 

    รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐทั้งด้านการบริโภค และการลงทุนที่ล่าช้า เนื่องจากการอนุมัติงบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้า รวมถึงแนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลงจากฐานสูง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า 

    อย่างไรก็ตาม ประมาณการใหม่ได้คำนึงแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชนที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล และนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลาย ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

    • คาดดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ 1% เงินบาทแนวโน้มแข็งค่าขึ้น 

    ทั้งนี้ หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bp มาอยู่ที่ 1.00% ในเดือนก.พ.เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทริสเรทติ้ง คาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลง จนถึงสิ้นปี 2569 สอดคล้องการสื่อสารของ ธปท.ที่ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ระดับผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องแนวโน้มเศรษฐกิจระยะข้างหน้า 

    ขณะเดียวกันเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่เฉลี่ย 32 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2569 จาก 32.9 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2568 โดยแรงหนุนหลักจากดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1222966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HZdbcOpWLIxU9Yx0TUDiC

  • บีโอไอผนึกหอการค้า รับมือการค้าโลกยุคใหม่ เดินหน้าพลิก SMEs สู่กำลังหลักเศรษฐกิจไทย

    บีโอไอผนึกหอการค้า รับมือการค้าโลกยุคใหม่ เดินหน้าพลิก SMEs สู่กำลังหลักเศรษฐกิจไทย

    บีโอไอผนึกหอการค้า รับมือการค้าโลกยุคใหม่ เดินหน้าพลิก SMEs สู่กำลังหลักเศรษฐกิจไทย


    27/02/2569 | 59 |

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ได้นำคณะผู้บริหารบีโอไอเข้าพบและหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการหอการค้าไทย ณ อาคารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถรับมือกับมาตรการทางการค้าและความท้าทายของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ตลอดจนการผลักดันการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ

    นายนฤตม์ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี มาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนทั่วโลก ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ บีโอไอมองว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนและเติบโตไปพร้อมกันได้ ดังนั้น ความร่วมมือกับหอการค้าไทยในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญในการร่วมกันสร้างกลไกสนับสนุน SMEs ไทยให้ปรับตัว ยกระดับ และแข่งขันได้จริงในเวทีโลก โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องแนวทางความร่วมมือ 5 ด้านสำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย ได้แก่

    1. ยกระดับ “ผู้ประกอบการไทย” ให้สามารถแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล AI หรือเทคโนโลยี
      สีเขียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์จาก
      บีโอไอ ควบคู่กับการสนับสนุนสินเชื่อพิเศษจากธนาคารที่เป็นพันธมิตร อีกทั้งจะเพิ่มความสะดวก
      ในการเข้าถึงมาตรการนี้ ผ่านศูนย์ SMEs ของหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศด้วย

    2. สร้าง “บุคลากรไทยทักษะสูง” สำหรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยหอการค้าไทยจะช่วยเชิญชวนบริษัทสมาชิกให้ส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมทักษะขั้นสูงใหม่ ๆ ในหลักสูตรที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวง อว. และเป็นสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอตามโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล โดยบีโอไอให้เงินสนับสนุนค่าฝึกอบรมสูงสุด 40,000 บาทต่อคน   

    3. เชื่อมโยง “SMEs ไทย” เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอส่งเสริมการลงทุนผลิตเพื่อส่งออกไปตลาดโลก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย 

    4. เพิ่มน้ำหนักการส่งเสริม “ภาคบริการและธุรกิจการท่องเที่ยว” ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่กับ “ภาคการผลิต” อีกทั้งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และมี SMEs ไทยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีข้อเสนอให้ดึงผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ระบบและให้ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐมากขึ้น

    5. “เพิ่มความสะดวกและลดอุปสรรค” ในการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลไก Thailand FastPass และ
      ความร่วมมือระหว่างบีโอไอและหอการค้าไทย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทย 

    นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “บีโอไอจะทำงานร่วมกับหอการค้าไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการในภาคปฏิบัติ พร้อมนำไปสู่การออกแบบมาตรการและกลไกสนับสนุนที่ตรงจุด โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนใหม่ กับการเสริมความเข้มแข็งของผู้ประกอบการไทย เป้าหมายของเราคือ ทำให้ SMEs ไทยไม่ใช่ผู้ที่ต้องปรับตัวตามแรงกดดันจากภายนอกเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผู้เล่นสำคัญที่สามารถใช้จุดแข็งที่มีและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมาสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของตนเองได้”

    ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กล่าวว่า “ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยให้ SMEs สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิต เข้าถึงตลาดใหม่ และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ หอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับบีโอไออย่างใกล้ชิด ในการสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการ และผลักดันแนวทางสนับสนุนที่ช่วยให้ SMEs ไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน”

    การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง พร้อมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/480641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_MpqaL3pD03ksRyKvK3TI

  • คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 ย่ำแย่ ตอกย้ำ คนป่วยแห่งเอเชีย

    คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 ย่ำแย่ ตอกย้ำ คนป่วยแห่งเอเชีย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-83&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bHZ90d1NEHOBTbz7Wy9zV

  • โผ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ แม้แต่ ‘ภูมิใจไทย’ งง เต๊ก ดูเลยใครนั่งอะไรบ้าง | เดลินิวส์

    โผ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ แม้แต่ ‘ภูมิใจไทย’ งง เต๊ก ดูเลยใครนั่งอะไรบ้าง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 69  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวในการจัดโผ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ   ภายหลังจากที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เริ่มประกาศรับรอง สส.แบบเขต  จำนวน 396  เขต และคาดว่าจะมีการรับรอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในสัปดาห์หน้า  โดยทางพรรคภูมิใจไทย ได้นัด สส. มารายงานตัว วันศุกร์ที่ 6 มี.ค.นี้ เวลา 10.30 น. ที่พรรค เพื่อไปรายงานตัวที่สภาฯ พร้อมกัน  ทำให้คาดว่า  กกต.จะรับรอง สส.ได้ถึง ร้อยละ 95  แล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะประสานสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภาฯนัดแรกภายใน 15วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา121 เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจะได้นัดวันเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มี.ค.นี้ แล้วก็จะเข้าสู่ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ตามมาด้วยการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว ก็เริ่มเดินหน้าทำงานก็น่าจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค.69  นั้น

    ทำให้ขณะนี้มีโผการตั้ง “รัฐบาลสน้ำเงิน “ ออกมาเป็น ระยะ ๆ  ซึ่งมีทั้งที่ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง   ซึ่งมีแบ่งโค้วต้าเก้าอี้รัฐมนตรี โดย สส.10 คน ได้1 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ  ส่วน สส.5-6 คน ได้1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วย  ซึ่งขระนี้เสียงพรรคร่วมรัฐบาลมี 292 เสียง  โดยคาดว่าพรรคภูมิใจไทย  ที่มีสส. 192 เสียง จะคุมด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง ใน 19  ตำแหน่ง จะเป็นกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย อาทิ  กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม  กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

    ซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นคนเดิมที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน  อาทิ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  รมว.คมนาคม  นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายภราดร ปริศนานันทกุล  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์  รมว.สาธารณสุข นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นต้น

    ขณะที่รัฐมนตรี ชัดเจนใน 3 เก้าอี้  “ชุดดรีมทีม” ตอนหาเสียง ได้แก่  นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ควบรมว.คลัง  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ต่างประเทศ  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีควบรมว.พาณิชย์  รวมถึงมือกฎหมายอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

    ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้โควตา 8 ที่นั่ง (4 รัฐมนตรีว่าการ ฯ  4 รัฐมนตรีช่วยฯ) คาดว่าจะได้ รมว.เกษตรและสหกรณ์  รมว.อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม รมว.ศึกษาธิการ  รมว.แรงงาน   ส่วนอีก 3 เก้าอี้ที่เหลือ จะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กๆ ที่เหลือ เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังมีข่าวสะพัดว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน ไม่โอเคกับรายชื่อรัฐมนตรี ฝั่งของพรรคเพื่อไทย ที่เปิดออกมา 5 ชื่อ ประกอบด้วย   3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรือง   นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง แต่ถูกพรรคภูมิใจไทยขอให้ ส่งชื่อ“ คนรุ่นใหม่” เข้ามาแทน 3 รายชื่อ  คือ นายสุริยะ  นายสมศักดิ์ นายประเสริฐ

    นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “เลือดแท้สีน้ำเงิน” และ “นิวเจน” พรรคภูมิใจไทย ที่ทำงานให้กับพรรคเป็นสายตรง “เซาะกราว”  จะเข้ามานั่งเป็น “รัฐมนตรีป้ายแดง” ด้วย อาทิ นางสุขสมรวย  วันทนียกุล  สส.อำนาจเจริญ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายเจเศรษฐ์  ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล   น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี  เป็นต้น

    ส่วนตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังไม่นิ่ง แต่ชื่อที่ยังเป็นเต็งหนึ่งคือนายโสภณ ซารัมย์  สส.บุรีรัมย์  สายตรง “ครูใหญ่”

    ล่าสุด เวลา 16.30 น. จากการสอบถาม แกนนำพรรคภูมิใจไทย ล้วนยืนยันในทิศทางเดียวกันว่ายังไม่ทราบว่าโผดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ และคงไม่มีใครออกมาปฎิเสธข่าวเพราะมีชื่อเป็นถึงรัฐมนตรี  แค่มีชื่อหลายคนก็ดีใจแล้วและข่าวที่ออกมา คนในพรรคภูมิใจไทยก็ยังงง เมื่อเห็นรายชื่อตามที่ปรากฏเป็นข่าว  แม้แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรค

    ล่าสุด นายอนุทิน ยังยืนยันถึงการตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ว่า “ยังไม่มีการเปิดดีล ยังไม่ได้พูดกับใครพรรคไหนทั้งนั้น” และยอมรับว่า “ต้องสอบคุณสมบัติ รมต.เข้มกว่าเดิม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5639304/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-k0Gg7iUKMMnZXIYdMv83

  • เปิด 15 อันดับ ประเทศที่ถูกร้อง “แท็กซี่โกง” มากสุดของโลก ไทยก็ติด สูงด้วย!

    เปิด 15 อันดับ ประเทศที่ถูกร้อง “แท็กซี่โกง” มากสุดของโลก ไทยก็ติด สูงด้วย!

    ผลสำรวจสะเทือนภาพลักษณ์ท่องเที่ยว  ไทยติดอันดับชาติที่ถูกต่างชาติร้องเรียน “แท็กซี่โกง” มากที่สุด TOP 3 ชี้ปัญหา เอาเปรียบโผล่เพียบ

    กลายเป็นข้อมูลที่สร้างความกังวลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เมื่อ ออล์เคลียร์ (AllClear) บริษัทประกันภัยการเดินทางชื่อดังจากสหราชอาณาจักร เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นและโพสต์บนโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับพฤติกรรมการให้บริการของรถแท็กซี่ใน 15 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของประเทศที่มีการร้องเรียนเรื่องการฉ้อโกงจากคนขับแท็กซี่มากที่สุด รองจากตุรกี และอินเดีย

    สำรวจมากกว่า 30,000 ความเห็น ไทยติด Top 3 โลก

    รายงานดังกล่าววิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ใช้บริการแท็กซี่กว่า 30,000 รายการ โดยจัดอันดับประเทศที่มีการร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ ตุรกี อินเดีย ไทย เวียดนาม อียิปต์ ออสเตรเลีย เม็กซิโก โมร็อกโก สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส โคลอมเบีย ฟิลิปปินส์ อิตาลี และนอร์เวย์

    การที่ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ สะท้อนให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเคยพบประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการใช้บริการแท็กซี่ โดยเฉพาะพฤติกรรมเอาเปรียบด้านค่าโดยสาร

    เปิด 5 พฤติกรรมยอดฮิต ที่ต่างชาติร้องเรียนหนัก

    ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ การปฏิเสธเปิดมิเตอร์ และเรียกเก็บค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย แม้เป็นระยะทางสั้น โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีกรณีคนขับรีบหยิบสัมภาระผู้โดยสารไปใส่ท้ายรถ เพื่อกดดันให้ตกลงใช้บริการในราคาที่สูง

    ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวยังพบการอ้างว่าไม่สามารถโอนเงินได้ หรือไม่มีเงินทอน ทำให้ต้องจ่ายเงินเกินจริง รวมถึงพฤติกรรมขับอ้อมเส้นทางเพื่อเพิ่มค่าโดยสาร และการเรียกรถนอกระบบบริเวณสนามบิน ที่มักคิดราคาแพงกว่าปกติ

    รายได้จริงเหลือไม่มาก หนึ่งในแรงกดดันของคนขับ

    ข้อมูลจากการศึกษาโดยกรมการขนส่งทางบก และ TDRI ระบุว่า แม้คนขับแท็กซี่จะมีรายรับรวมประมาณ 1,500–1,600 บาทต่อวัน แต่เมื่อหักค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว จะเหลือรายได้สุทธิเพียงประมาณ 350–450 บาทต่อวันเท่านั้น

    หากรับงานผ่านแอปพลิเคชันร่วมด้วย อาจเพิ่มรายได้เป็นประมาณ 900 บาทต่อวัน แต่ต้องทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากอาชีพนี้ไม่มีรายได้ประจำ และไม่ได้รับสวัสดิการเหมือนพนักงานทั่วไป

    ปัญหาเรื้อรัง กระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    รายได้ที่ไม่แน่นอน และสภาพการจราจรที่ติดขัด ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนขับบางส่วนเลือกใช้วิธีเรียกเก็บค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย เพื่อเพิ่มรายได้ต่อเที่ยว แม้วิธีดังกล่าวจะเป็นการเอาเปรียบผู้โดยสาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ

    ผลสำรวจนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญ ที่สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานบริการแท็กซี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875582/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-W_r9fPLisVOIqHL1HL3s