Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ | TOPNEWS

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 06/07/2026 22:53

    “ปานปรีย์” ผู้แทนพิเศษไทยเข้าพบ “รมว.ต่างประเทศอิหร่าน” หารือซื้อขายน้ำมัน ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เผยภาพนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้แทนพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย และซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้หารือร่วมกันเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2026 ในระหว่างการเยือนอิหร่านของนายปานปรีย์ เพื่อเข้าร่วมพิธีศพอย่างเป็นทางการของท่านอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการทางการทูตล่าสุดภายหลังช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง การบรรเทามาตรการคว่ำบาตร และความเป็นไปได้ในการซื้อขายน้ำมันให้กับประเทศไทย, ความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ, ความสำคัญของการรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อิหร่าน เพื่อผลักดันและกระชับความร่วมมือทวิภาคีให้มีความเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงการสำรวจความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เช่น สินค้าอาหาร รวมถึงข้าวและน้ำตาล, การท่องเที่ยว และสุขภาพ

    1275297

    02

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

    “รมว.วธ.” เปิดการแสดงโขนสงขลานครินทร์ “รามเกียรติ์ ชุดศึกกุมภกรรณ ตอน สุครีพถอนต้นรัง” เชิดชูพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ผู้ทรงสืบสานโขนไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 35 ปี ม.อ.สุราษฎร์ธานี

    แอดมินไขข้อข้องใจ “ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์ มีคำตอบ

    ตร.จ่อเอาผิด “แม่-ยาย” ฐานปล่อยปละละเลย “เด็ก 11 ขวบ” ขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ

    เปิด 5 ชื่อบิ๊กสถ. “ปลัดมหาดไทย” ตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรง “ทุจริตสอบท้องถิ่นปี 68”

    “กปภ.” ผนึก “อจน.” ลงนาม MOU ยกระดับการบริหารองค์กรสู่การเสริมศักยภาพการจัดการน้ำของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1622530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E5e6G6wl6CDV2lTJ01cwI

  • ‘อันดามัน’…ไม่ได้มีดีแค่ทะเล กกร.ชง ‘Blue Economy’ ปลดล็อกเศรษฐกิจอันดามัน ยกระดับสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทะเลอย่างยั่งยืน

    ‘อันดามัน’…ไม่ได้มีดีแค่ทะเล กกร.ชง ‘Blue Economy’ ปลดล็อกเศรษฐกิจอันดามัน ยกระดับสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทะเลอย่างยั่งยืน

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันดามัน เตรียมเสนอรัฐบาลผลักดันโมเดล “Blue Economy” หรือเศรษฐกิจฐานทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับการพัฒนา 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยเตรียมยื่นหนังสือต่อ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เพื่อผลักดันเป็นวาระการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ชัยยันต์ ใจเย็น’ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมภาคใต้ (อันดามัน) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันดามัน เปิดเผยว่า ภาคเอกชนต้องการผลักดันแนวคิด “Blue Economy : เชื่อมโยงพลังอันดามัน สู่อนาคตอย่างยั่งยืน”

    โดยมองว่าอันดามันไม่ควรถูกจำกัดบทบาทเพียงการเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ควรพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจทางทะเลที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “เวลาพูดถึงอันดามัน คนส่วนใหญ่นึกถึงทะเลสวยและการท่องเที่ยว แต่ในมุมเศรษฐกิจ พื้นที่แห่งนี้ยังมีศักยภาพอีกมาก ทั้งประมง อุตสาหกรรมอาหารทะเล การเดินเรือ การซ่อมเรือ นวัตกรรมทางทะเล และพลังงานสะอาด หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้คนในพื้นที่ได้มหาศาล” ชัยยันต์ กล่าว

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo03.jpg

    เสนอ 3 ยุทธศาสตร์ ยกระดับ 6 จังหวัดอันดามัน

    ข้อเสนอของ กกร.อันดามัน ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

    * Strategic Infrastructure พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งภูมิภาค

    * Green Economy – Clean Energy – Blue Economy สร้างการเติบโตบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานสะอาด

    * Quality Tourism & Community Economy ยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    ภาคเอกชนยังเสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกในจังหวัดระนอง ตรัง หรือสตูล เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผลักดันอันดามันให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือยอชต์ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสนอให้มีท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ในภูเก็ต พังงา หรือกระบี่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเรือสำราญจากต่างประเทศ ซึ่งแต่ละเที่ยวสามารถนำนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งได้หลายพันคน

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    จาก “ขายทรัพยากร” สู่ “สร้างมูลค่าเพิ่ม”

    ชัยยันต์ กล่าวว่า แนวคิด Blue Economy ไม่ได้หมายถึงการใช้ทรัพยากรทางทะเลให้มากขึ้น แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน อาหารทะเลมูลค่าสูง อุตสาหกรรมแปรรูป การท่องเที่ยวทางทะเล การวิจัยนวัตกรรม พลังงานสะอาด การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง

    “เป้าหมายคือเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การสร้างมูลค่าจากทรัพยากร เพื่อให้ชาวประมง เกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว SME และคนรุ่นใหม่ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน”

    กกร.อันดามันยังเสนอให้เริ่มจากโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การยกระดับสินค้าอาหารทะเล การพัฒนานวัตกรรมทางทะเล การท่องเที่ยวคุณภาพ และการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ก่อนต่อยอดสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในระยะถัดไป

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo05.jpg

    จัดบทบาทใหม่ 6 จังหวัดอันดามัน

    ข้อเสนอของภาคเอกชนกำหนดบทบาทของแต่ละจังหวัดให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ได้แก่

    * ระนอง ประตูการค้าสู่เมียนมาและอ่าวเบงกอล ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และการอนุรักษ์ป่าชายเลน

    * พังงา เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และศูนย์กลางการลงทุนใหม่

    * ภูเก็ต ศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับโลก เมืองสุขภาพ การศึกษา เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    * กระบี่ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมโยงการลงทุน พร้อมส่งเสริมประมงและเกษตรยั่งยืน

    * ตรัง เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Gastronomy) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    * สตูล ประตูสู่อาเซียนตอนใต้และโลกมุสลิม เชื่อมโยงการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

    Blue Economy กำลังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลก

    แนวคิด Blue Economy ได้รับการผลักดันจากหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประเมินว่า เศรษฐกิจมหาสมุทรมีมูลค่ามากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากนับเป็นประเทศจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

    ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ประชาชนกว่า 3,000 ล้านคน พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลในการดำรงชีพ และมากกว่าร้อยละ 80 ของการค้าระหว่างประเทศขนส่งผ่านเส้นทางทะเล ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจทางทะเลกำลังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    สำหรับประเทศไทย พื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,100 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน โดยฝั่งอันดามันถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูงที่สุดของประเทศ และเป็นฐานรายได้สำคัญจากการท่องเที่ยว การประมง และการค้าระหว่างประเทศ

    กกร.อันดามัน ระบุว่า ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้อันดามันเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งที่สมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำว่า “Blue Economy ไม่ใช่การใช้ทะเลให้มากขึ้น แต่คือการใช้ทะเลให้เกิดคุณค่ามากขึ้น เพื่อให้ทะเลสร้างอนาคตที่มั่นคงแก่ประชาชน และเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/andaman-promotes-blue-economy-a-future-economic-model-to-create-sustainable-marine-economic-value&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VWWjlFFaJHAkH1bVuctT1

  • ‘ขุนคลัง’ ไม่หวั่นคำตัดสิน ศาลรธน. คดี ‘พร.ก.เงินกู้’ เล็งแผนสำรองพร้อม

    ‘ขุนคลัง’ ไม่หวั่นคำตัดสิน ศาลรธน. คดี ‘พร.ก.เงินกู้’ เล็งแผนสำรองพร้อม

    ‘เอกนิติ’ เผยแล้วแต่ศาลรธน.ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำ รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน รับ หากผลเป็นลบ เร่งจับมือเอกชนแก้ปัญหา

    6 ก.ค.2569-นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือ พยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก

    “เรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และวันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น”

    ถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

    เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

    ถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส”ว่า เพื่อจะได้อธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ และหวังว่า ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน และพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1027027/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pSQ_RSG5-M59wyr3pQWDu

  • ‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพลังงานแพง กระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของประชาชนและภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หากไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่ภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ซึ่งเดิมก็เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว

    นายเอกนิติกล่าวว่า ความท้าทายครั้งนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรัง ทั้งการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การขาดดุลการคลังต่อเนื่องจากรายได้รัฐเติบโตไม่ทันรายจ่าย รวมถึงการขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    “หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นคนไข้ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง และยังต้องเผชิญโรคแทรกซ้อนเพิ่มเติมอีก” นายเอกนิติ กล่าว

     ชี้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 5 แสนล้านใน 2 เดือน

    นายเอกนิติ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากภาครัฐต้องดูแลทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศอย่างรอบคอบ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการทั้งการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาวควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ทั้งที่มีงบประมาณประจำปีรองรับอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม หากไม่เร่งดำเนินการในช่วงเวลานี้ ประเทศไทยอาจเผชิญปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลต่อเนื่อง กลับพลิกเป็นขาดดุลเกือบ 500,000 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 2 เดือน

    สาเหตุสำคัญมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เงินตราต่างประเทศไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้น

    “หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป และความขัดแย้งที่ทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวนยังไม่ยุติ ไทยอาจเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จนเสี่ยงกลับไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต” นายเอกนิติ กล่าว

    ดันพลังงานสะอาด-โซลาร์ภาคประชาชน

    สำหรับแนวทางการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท รัฐบาลจะมุ่งเน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด โดยเฉพาะไบโอดีเซลในระบบขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนแบบครบวงจร พร้อมระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน รวมถึงการลงทุนพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสมาร์ทกริดในอนาคต

    แม้ว่าวงเงินดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นกลไกเร่งรัดการลงทุนที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ปักธงลงทุนแตะ 30% ของ GDP

    นอกจากการลงทุนด้านพลังงานแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการเร่งลงทุนในทุกมิติ โดยประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อฟื้นบทบาทของการลงทุนให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือระดับการลงทุนที่ต่ำเกินไป ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้ทยอยกลับไปอยู่ใกล้ระดับ 30% เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การลงทุนรอบใหม่จะมุ่งเน้นทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและปลดล็อกข้อจำกัดด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

    เร่งดึงเม็ดเงินลงทุน 9 แสนล้านผ่าน Thailand Fast Pass

    สำหรับการลงทุนภาครัฐ นอกจากงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังมีเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนอื่นๆ ทั้งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ตลอดจนกองทุนระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศผ่านกลไก “Thailand Fast Pass” ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 900,000 ล้านบาทภายในปีนี้

    โดยรัฐบาลจะกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก สร้างการจ้างงาน และยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้การลงทุนใหม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CEwxKGnVF-Sbr6y0JDeJm

  • วิเคราะห์ตลาดน้ำมันนิวยอร์ก ก่อนเปิดทำการ 06/07/69

    วิเคราะห์ตลาดน้ำมันนิวยอร์ก ก่อนเปิดทำการ 06/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c0pGPwYhvpjtBoGfUAU4s

  • เชียงใหม่-สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ก้าวสู่ปีที่ 45 สานพลังเครือข่าย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่อนาคต | TOPNEWS

    เชียงใหม่-สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ก้าวสู่ปีที่ 45 สานพลังเครือข่าย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่อนาคต | TOPNEWS

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานเฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 45 ภายใต้แนวคิด “45 ปี แห่งความภาคภูมิใจ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงใหม่ให้ยั่งยืน” พร้อมประกาศเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทุกมิติ ชูโครงการ “Happy Chiang Mai” และ “Chiang Mai Muslim Friendly” เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของจังหวัด

    เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.30 น. ณ ภัตตาคารตูลู่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอดีตนายกสมาคมฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นายกสมาคม และตัวแทนนายกสมาคมพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือภาคตะวันออก และภาคใต้ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและเครือข่ายพันธมิตรในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับการจัดงานครบรอบ 45 ปี ได้มีกิจกรรมสำคัญทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ โดยช่วงเช้าเป็นพิธีทำบุญและรำลึกถึงอดีตนายกสมาคมฯ และผู้มีคุณูปการต่อวงการท่องเที่ยวเชียงใหม่ เพื่อสืบสานคุณงามความดีและระลึกถึงผู้วางรากฐานความเข้มแข็งให้กับองค์กร

    ขณะที่ช่วงเย็นเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์และพบปะเครือข่ายพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ พร้อมพิธีแสดงมุทิตาจิตและมอบของที่ระลึกแก่อดีตนายกสมาคมฯ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    นายศุภมิตร กล่าวว่า การดำเนินงานของสมาคมในปี 2569 ยังคงขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ “HELLO Chiang Mai” ประกอบด้วย H : Happy สร้างความสุขและประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวและชาวเชียงใหม่, E : Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน, L : Linkage ส่งเสริมความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตร, L : Localization สืบสานและต่อยอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และ O : Opportunities เพิ่มโอกาสทางการตลาดและแสวงหาตลาดใหม่รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

    นอกจากนี้ สมาคมยังได้กำหนดธีมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ประกอบด้วย HUG ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เน้นเสน่ห์ธรรมชาติและเทศกาลปีใหม่, MUAN เดือนเมษายน-มิถุนายน ส่งเสริมอาหารและผลไม้ตามฤดูกาล, CHUAN เดือนกรกฎาคม-กันยายน ชูจุดเด่นด้านอาหาร วัฒนธรรม ศรัทธา และไมซ์ และ WOW เดือนตุลาคม-ธันวาคม สัมผัสความงดงามของประเพณีล้านนาและความอบอุ่นของผู้คนเชียงใหม่

    สำหรับโครงการ “Happy Chiang Mai” ภายใต้แนวคิด “สุขคุ้ม เที่ยวครบ จบที่เชียงใหม่” มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สปา สนามกอล์ฟ ศูนย์การค้า รถเช่า และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ร่วมมอบสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและเป็นมิตร

    ขณะเดียวกัน สมาคมยังผลักดันโครงการ “Chiang Mai Muslim Friendly” เพื่อยกระดับมาตรฐานการรองรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม โดยส่งเสริมให้ร้านอาหารเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานฮาลาล รวมถึงสนับสนุนโรงแรม ที่พัก และแหล่งท่องเที่ยวให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามแนวทาง Muslim Friendly เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวในอนาคต

    กิจกรรมสำคัญที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้แก่ งาน Halal Street Foods ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ I Con Park Chiangmai และกิจกรรม “Mu Month มูให้เฮง มูให้รวย” ตลอดเดือนกันยายน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสายศรัทธาและดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น โดยอาศัยจุดเด่นด้านวัด โบราณสถาน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่เป็นแรงขับเคลื่อน

    ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงยึดหลักการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างรายได้สู่ชุมชน และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1620916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xr_qfOw0IeV9ypGrOMvcV

  • “อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี หลังการเป็นชะฮีด ได้กลายเป็นวาทกรรมระดับโลก”

    “อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี หลังการเป็นชะฮีด ได้กลายเป็นวาทกรรมระดับโลก”

    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวชับบิสตาน
    “อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี หลังการเป็นชะฮีด ได้กลายเป็นวาทกรรมระดับโลก”
    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวก่อนพิธีศพของผู้นำว่า

    “แท้จริงแล้ว แนวคิดของผู้นำผู้พลีชีพสามารถสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชาติต่าง ๆ อีกทั้งยังทำให้ ‘การยืนหยัดต่อสู้’ กลายเป็นวัฒนธรรมและสำนักคิดระดับโลก พร้อมสอนให้ผู้คนตระหนักว่า มนุษย์ควรเป็นผู้รักเสรีภาพและเรียกร้องความยุติธรรม และต้องยืนหยัดต่อสู้ในประเด็นเหล่านี้ จึงจะสามารถบรรลุผลได้”

    สำนักข่าวชับบิสตาน กลุ่มข่าวต่างประเทศ รายงานว่า

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ (Mehdi Zare Bi Aib) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวชับบิสตาน ก่อนพิธีศพของผู้นำการปฏิวัติอิสลาม เกี่ยวกับกระแสตอบรับต่อข่าวการเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติในประเทศไทย โดยกล่าวว่า

    ข่าวการเป็นชะฮีดของผู้นำผู้พลีชีพ สามารถพิจารณาได้ใน 3 ระดับ

    ระดับแรก คือ ประเด็นด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยจำนวนมาก มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันตก

    ดังนั้น ในวงเสวนาและการอภิปรายทางวิชาการ จึงมีคำถามสำคัญว่า

    เหตุการณ์ครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพมากขึ้น หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อรูป “ระเบียบใหม่” ในตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นไปในแนวทางหลัง คือ เชื่อว่าจะนำไปสู่การก่อรูปของระเบียบใหม่ในภูมิภาค

    การเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติ ยังนำมาซึ่งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างศาสนา รวมทั้งในหมู่ปัญญาชนด้านวัฒนธรรม

    นักคิดชาวพุทธในประเทศไทยกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ด้วยถ้อยคำ เช่น

    การเสียสละเพื่ออุดมการณ์

    ความเสียสละอุทิศตน

    ความมั่นคงยืนหยัดต่อความเชื่อ

    ประเด็นสำคัญคือ ทั้งนักคิดชาวพุทธและมุสลิมต่างมองการเป็นชะฮีดครั้งนี้ว่า เป็น สัญลักษณ์ของการยืนหยัดต่อสู้และความซื่อสัตย์ต่อหลักการ ซึ่งนำไปสู่การแสดงความเสียใจและความเห็นอกเห็นใจจากบุคคลสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยจำนวนมาก

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ กล่าวต่อว่า

    ในระดับที่สอง สามารถพิจารณาในมิติของ บุคลิกภาพทางความคิดและอารยธรรมของผู้นำผู้พลีชีพ

    ในแวดวงวิชาการของไทย โดยเฉพาะนักวิจัยด้านอิสลามศึกษาและเอเชียศึกษา ต่างเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้เข้ากับประเด็นเรื่อง

    ความยุติธรรม

    เอกราช

    การต่อต้านการครอบงำ

    ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    พวกเขาเชื่อว่าการเป็นชะฮีดครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบทอดแนวคิดสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรม การยืนหยัดต่อสู้ และศักดิ์ศรีของมนุษย์

    ตอนที่ 2 จะเริ่มตั้งแต่หัวข้อ “มรดกของผู้นำผู้พลีชีพ (میراث رهبر شهید)” จนถึงช่วง “การสะท้อนข่าวการเป็นชะฮีดของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี ในระดับโลก”

    “ในความเห็นของผม ท่านอายะตุลลอฮ์สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง ศรัทธา เหตุผล และความรับผิดชอบของประชาชาติ ได้ กล่าวคือ แม้ประชาชนจะยึดมั่นในคุณค่าทางศาสนาของตน แต่ก็สามารถดำรงความเป็นอิสระ พัฒนาประเทศ และมีบทบาทที่สร้างผลกระทบต่อโลกได้”

    เขากล่าวต่อว่า แท้จริงแล้ว แนวคิดของท่านสามารถสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชาติต่าง ๆ พร้อมทั้งทำให้ “การยืนหยัดต่อสู้” กลายเป็นวัฒนธรรมและสำนักคิดระดับโลก อีกทั้งยังสอนให้ผู้คนตระหนักว่า มนุษย์ควรเป็นผู้รักเสรีภาพและเรียกร้องความยุติธรรม และจำเป็นต้องยืนหยัดต่อสู้ในประเด็นเหล่านี้ จึงจะสามารถบรรลุผลได้

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของสำนักคิดทางการเมืองและจริยธรรมของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติว่า

    “หัวใจของสำนักคิดหนึ่ง คือการทำให้มนุษย์สามารถสร้างความหวัง พึ่งพาตนเอง และมีอนาคตที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ ซึ่งในความเห็นของผม นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของสำนักคิดทางการเมืองและจริยธรรมของท่าน”

    นักวิเคราะห์จำนวนมาก ภายหลังการเป็นชะฮีดของท่าน แทนที่จะกล่าวถึงเพียง “ผู้นำผู้พลีชีพ” กลับกล่าวถึง “วาทกรรมของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี” และ “มรดกทางความคิด” ของท่าน

    วาทกรรมดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปทางกายภาพของเจ้าของแนวคิด แต่กลับปรากฏตัวในรูปแบบใหม่ ทั้งในมิติทางสังคมและทางปัญญา

    การสะท้อนข่าวการเป็นชะฮีดของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี ในระดับโลก
    เมื่อถูกถามว่า ข่าวการเป็นชะฮีดของผู้นำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้รับการตอบรับจากสื่อมวลชนและแวดวงวิชาการทั่วโลกอย่างไร

    เขากล่าวว่า

    ตรงกันข้ามกับสิ่งที่สื่อมวลชนระหว่างประเทศบางแห่งและกระแสฝ่ายตรงข้ามพยายามนำเสนอ การเป็นชะฮีดของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี ไม่ได้ทำให้แนวร่วมแห่งการต่อต้านอ่อนแอลง และไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของวาทกรรมทางความคิดของท่าน

    สื่อเหล่านั้นพยายามเน้นย้ำการสูญเสียตัวบุคคล เพื่อสร้างภาพว่าความมีอิทธิพลทางความคิดและการเมืองของท่านได้ล่มสลายลงแล้ว

    แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง

    เขากล่าวต่อว่า

    การเข้าร่วมของประชาชนจำนวนมหาศาลในพิธีศพและพิธีไว้อาลัย การส่งสารแสดงความเสียใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากบุคคลสำคัญทางการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศ ตลอดจนกระแสตอบรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชนทั่วโลก ล้วนแสดงให้เห็นว่า

    อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี มิได้เป็นเพียงบุคคลทางการเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นผู้วางรากฐานและผู้แบกรับสำนักคิดและวาทกรรมหนึ่ง ซึ่งยังคงดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าท่านจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย ย้ำว่า

    ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ท้าทายการนำเสนอของสื่อฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงจัง และแสดงให้เห็นว่า ตลอดหลายทศวรรษแห่งการเป็นผู้นำ ท่านได้สร้างทุนทางสัญลักษณ์และอิทธิพลอันลึกซึ้งในหมู่สังคมมุสลิมจำนวนมาก รวมถึงในสังคมนอกโลกอิสลามด้วย

    ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมาก หลังการเป็นชะฮีดของท่าน จึงกล่าวถึง “วาทกรรมของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี” และ “มรดกทางความคิด” มากกว่าจะกล่าวถึงเพียง “ผู้นำผู้พลีชีพ”

    เพราะวาทกรรมดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปของเจ้าของแนวคิด แต่กลับได้รับการเผยแพร่และแสดงบทบาทใหม่ในเวทีทางสังคมและทางความคิดอย่างชัดเจน

    ด้วยเหตุนี้ กระแสต่าง ๆ ที่ในช่วงแรกมองว่าการเป็นชะฮีดของท่านเป็นสัญญาณแห่งการสิ้นสุดอิทธิพลทางความคิดของสาธารณรัฐอิสลาม ค่อย ๆ ต้องเผชิญกับความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง

    ความเป็นจริงที่แสดงให้เห็นว่า การเป็นชะฮีดไม่เพียงไม่ได้ลดทอนขอบเขตอิทธิพลของแนวคิดดังกล่าว แต่ในหลายกรณียังกลับทำให้แนวคิดนั้นได้รับการเผยแพร่และคงอยู่ต่อไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำกล่าวของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี เมื่อหลายปีก่อน ที่ท่านกล่าวถึงชะฮีด พลโทกอเซ็ม สุไลมานีว่า

    “ชะฮีดสุไลมานี มีอิทธิพลยิ่งกว่านายพลสุไลมานี”

    ดูเหมือนว่าหลักการเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองเช่นกัน เพราะการเป็นชะฮีดได้ทำให้สารและแนวคิดของท่าน กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนมากยิ่งกว่าเดิม

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ กล่าวต่อว่า

    ผู้นำผู้พลีชีพ หลังจากใช้ชีวิตมา 86 ปี และเป็นผู้ถือธงแห่งวาทกรรมการปฏิวัติอิสลามและการยืนหยัดต่อสู้ตลอดหลายทศวรรษ ได้ทิ้งมรดกทางความคิดไว้ให้แก่ประชาชาติทั้งหลาย

    สารสำคัญที่สุดของมรดกนี้ คือ

    ประชาชนสามารถยืนหยัดบนหลักการของตนเอง รักษาอัตลักษณ์ของตน และต่อต้านการครอบงำจากภายนอก พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง

    มรดกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หากแนวคิดหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธา อัตลักษณ์ และทุนทางสังคมแล้ว แนวคิดนั้นย่อมสามารถสร้างอิทธิพลได้ทั้งในช่วงที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากการเป็นชะฮีด ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยพลังที่มากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของท่านมิได้จำกัดอยู่เพียงโลกอิสลามเท่านั้น

    ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์จำนวนมาก ผู้นำผู้พลีชีพแห่งการปฏิวัติได้นำเสนอระบบความคิดที่แม้แต่ผู้ที่มิใช่มุสลิมก็สามารถนำไปพิจารณาและศึกษาได้

    ท่านมิได้เป็นเพียงผู้นำของรัฐหรือระบบการเมืองหนึ่งเท่านั้น

    แต่ได้รับการมองว่าเป็น “ผู้นำเชิงอารยธรรม” ผู้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น

    อัตลักษณ์ของประชาชาติ

    อนาคตของประเทศต่าง ๆ

    สถานะของมนุษย์ในระเบียบโลกยุคใหม่

    การพัฒนาที่ควบคู่กับจิตวิญญาณ

    บทบาทของประชาชาติที่เป็นอิสระในระบบระหว่างประเทศ

    สถานะของผู้นำผู้พลีชีพในสายตาของผู้คนทั่วโลก
    เมื่อถูกถามถึงสถานะของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ในสายตาของชาวมุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมทั่วโลก

    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวว่า

    ผู้นำผู้พลีชีพแห่งการปฏิวัติอิสลาม สามารถสร้างอิทธิพลต่อทั้งชาวมุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมใน 3 มิติสำคัญ

    ประการแรก

    ในฐานะผู้นำศาสนา ท่านไม่ได้จำกัดบทบาทของตนไว้เพียงการชี้นำทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังนำเสนอระบบความคิดที่เป็นเอกภาพและสมบูรณ์ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิดอีกด้วย

    ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดและภาวะผู้นำของท่านยังมีมิติด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งสามารถส่งอิทธิพลต่อสมการทางความคิดและการเมือง ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    เขากล่าวต่อว่า

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของแนวทางดังกล่าว คือ การสร้างความรู้สึกถึงศักยภาพและบทบาทของตนเองในหมู่ชาวมุสลิม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

    ผู้นำผู้พลีชีพได้เสริมสร้างความเชื่อว่า

    ประชาชาติหนึ่งสามารถอาศัยศักยภาพภายในของตนเอง สร้างองค์ความรู้ ผลิตแนวคิด และสร้างอำนาจได้ พร้อมทั้งก้าวขึ้นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญและทรงอิทธิพลในเวทีระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

    แนวคิดเช่นนี้ ได้นำไปสู่การก่อรูปของวาทกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเชื่อมั่นในตนเอง เอกราช และการพัฒนา ในสังคมมุสลิมจำนวนมาก

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก่อนเปิดตลาด 06/07/69

    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก่อนเปิดตลาด 06/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DsiZwKqKnMSWXVBEnndYp

  • ติดดาบนักข่าวรับไอเอ็มเอฟ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-แบงก์บัวหลวงติวเข้ม

    ติดดาบนักข่าวรับไอเอ็มเอฟ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-แบงก์บัวหลวงติวเข้ม

    เมื่อวันที่  4 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยนางสาวพิมพ์รภัส  ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ได้เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยได้รับเกียรติจากนายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ นายอภิวัฒน์ ปุณโณปกรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์  พร้อมด้วย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ร่วมเปิดโครงการ  โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาจัดอบรม 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.-8 ส.ค.2569    

    นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ว่า ธนาคารกรุงเทพมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง” หรือ พศส. ซึ่งทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 20 ซึ่งธนาคารเล็งเห็นว่าเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ให้แก่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน    

    “ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตลอดจนกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย และในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี2569 หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026  ในปีนี้จึงเป็นปีเราต้องรับมือกับความเสี่ยง และเป็นที่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศในการแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน ตลอดจนการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น”    

    นายไชยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า  ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศมีความผันผวน บทบาทของข่าวเศรษฐกิจมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการรายงานข้อเท็จจริง เพื่อช่วยวิเคราะห์ สังเคราะห์ และอธิบายประเด็นเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย เข้าใจผลกระทบและมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจอีกปี และหัวข้อของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ปีนี้เป็นหัวข้อที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่ขอเพิ่มเติมว่า ปีนี้เป็นปีของโอกาส และทางรอดอันน้อยนิดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทุกคนจะต้องร่วมกันเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจของไทยมีความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกไปทางไหน และยังมีการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่หลายคนมีความกังวลว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในภาคส่วนใด อาชีพไหนที่จะถูกกระทบให้หายไปบ้าง    

    “การเตรียมพร้อมในด้าน AI ของจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทาง AI และกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก และทำให้สหรัฐฯ ต้องเดินเกมสกัดจีน โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปจะวิ่งเข้ามาเอเชีย และไทยมีโอกาสจากส่วนนี้ เห็นได้จากการให้การต้อนรับในหลวงและพระราชินีของเราอย่างยิ่งใหญ่ ของประธานาธิบดีมาครง ของฝรั่งเศส”    

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า เราจำเป็นต้องใช้ความได้เปรียบของไทยที่มีอยู่ เพราะประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด คือ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งเสริมเสน่ห์ของเรา เพื่อดึงนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาที่เรา การทำให้ธุรกิจเราลงทุนได้ง่ายขึ้น (ease doing business) เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งทำให้เร็ว ในขณะที่อีกสิ่งสำคัญซึ่งหอการค้าไทยเห็นว่าต้องดำเนินการคือ การเร่งปราบปรามการคอร์รัปชัน    

    “เมื่อวันก่อน ธนาคารโลก เพิ่งปรับระดับประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เท่ากับประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสของเขาในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และข้อที่เขาได้เปรียบเราคือ เขาเป็นประเทศที่มีคนเกิดใหม่มาก เป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ในขณะที่ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และหากถามนักลงทุนว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน สถานะเราเป็นอย่างไร ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังค่อยๆ หายไปจากแผนที่โลก ดังนั้น เราจะต้องเปิดรับต่างชาติเข้ามาทำงาน มาอยู่อาศัยในไทย หรือ Expat มากขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเร่ง เพราะข้อดีของไทยคือ เราไม่เคยทะเลาะกับใคร ต้อนรับต่างชาติเสมอ เพื่อที่จะดึงคนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ”    

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องมีกองหลังคือ วินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง มีกองกลาง ซึ่งเป็นที่ทำหน้าที่ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การรับมือการยกระดับประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาให้คนไทยเข้าถึงและมีความสามารถในการใช้ AI การเร่งปรับลดกฎหมายกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Thailand FastPass

    “หากเราต้องการเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูงใน 12 ปีข้างหน้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง บอกไว้ว่า ประเทศไทยต้องกลับมาโต 3% ขึ้นไปตั้งแต่ปี 2573 และโต 5% ต่อเนื่องไปตั้งแต่ปี 2575 แต่วันนี้ เรายังโตได้ต่ำๆ ที่ 2% และจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไม่ได้มองว่าไทยจะโตเกิน 3% ใน 5 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการสร้างเสน่ห์ที่เราเคยมีกลับมาแล้ว และต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โต 3% หรือ 5% อีกครั้ง ซึ่งแนวทางของ กรอ.ก็เป็นแนวทางที่ดี หรือ จะสร้างแลนด์บริจด์ก็ทำได้ถ้าทำแล้ว ดึงการลงทุนจากจีน จากตะวันออกกลางเข้ามา เพราะการทำเพื่อโลจิสติกส์อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้เสน่ห์ของไทยหายไปตลอดกาล”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2944003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WeFokypLBVCWUYmUx8SZ5

  • ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    ภาพใหญ่สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” จะเห็นการขยายตัวแบบ “กระจุกตัว” สะท้อนภาพอุตสาหกรรมยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว อย่าง “ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย” รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่กำลังเผชิญกับ “ความท้าทาย” อย่างหนัก 

    ท่ามกลาง “กำลังซื้อที่อ่อนแอ” อย่างหนักกระทบต่อกำลังซื้ออย่างมาก “หนี้ครัวเรือนสูง” กระทบความสามารถในการชำระหนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการก็เร่งเคลียร์สต๊อกค้างเก่าเพื่อสร้าง “กระแสเงินสด” อย่างเร่งด่วน

    หลายปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ที่มีผลต่อการผลิตและการจ้างงาน โดยด้านอุตสาหกรรมยานยนต์พบการผลิตรถยนต์ในประเทศที่ลดต่ำลงมาก

    โดยปี 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินการผลิตไว้ที่ 1.50 ล้านคัน เทียบกับปี 2559 หรือเมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมามียอดผลิต 1.94 ล้านคัน ในขณะที่ปี 2561-2562 มียอดการผลิตสูงเกิน 2 ล้านคัน

    ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ในประเทศเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า รวมถึงผลกระทบของซัปพลายเชน

    ในขณะที่ปัญหาสินเชื่อสถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อให้การเช่าซื้อรถเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปี 2566 เมื่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

    ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีซัปพลายเชนค่อนข้างยาวครอบคลุม โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้าง ที่หลากหลายมีสัญญาณจากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบทั่วประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568

    โดยปี 2568 อยู่ที่ 215,111 ยูนิต แต่ถ้าย้อนไปปี 2565 เคยสูงถึง 285,731 ยูนิต ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั่วประเทศในปี 2568 กลับมาลดลงอีกครั้ง

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต จุดที่น่าสนใจของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2568 โดยล่าสุดปี 2568 อยู่ที่ 16,704 ยูนิต เป็นระดับต่ำสุดมากกว่า 10 ปี ซึ่งในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าปี 2561 มากที่สุดถึง 66,226 ยูนิต

    • ห่วงเศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึง

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพใหญ่ “เศรษฐกิจไทย” ยังขยายตัวได้ แต่การขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยภาพห่วงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอยู่เดิมจากความสามารถแข่งขันแย่ลง 

    รวมทั้งที่รับผลกระทบจากสงครามทั้ง “การค้า-โรงแรม-ขนส่ง” โดยเฉพาะ “กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก-เอสเอ็มอี” ที่ปรับตัว “ยาก” ทำให้เข้าถึง “สินเชื่อยากขึ้น” จากความเสี่ยงเครดิตสูงขึ้น
    นอกจากนี้ “ตลาดแรงงาน” พบการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทรงตัว แต่การจ้างงานบางอุตสาหกรรมเริ่มเห็นผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะภาคโรงแรมและภาคขนส่งที่จำนวนผู้มีงานทำปรับลดลง

    ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์การเปิดและปิดโรงงาน สะท้อนว่าโรงงานที่เปิดใหม่มีแนวโน้มใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดแรงงานในระยะต่อไป

    • ต้นทุนพลังงานยังกดดันภาคการผลิต

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)กล่าวว่า SCB EIC เพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2%

    แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงระยะถัดไปจากผลกระทบต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้าเริ่มส่งผ่านยังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อและกำลังซื้อ

    สำหรับการฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนนำเข้าสูงทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างมีข้อจำกัด

    ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูงทำให้การบริโภคฟื้นตัวจำกัด ซึ่งทำให้ธุรกิจที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ

    โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่มเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถการชำระหนี้

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    • กลุ่มอสังหาฯ” ฟื้นตัวอย่างเร็วอีก2ปี

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันอยู่ภาวะยัง “ไม่ฟื้นตัว” และ “น่ากังวลใจ” โดยอสังหาฯ เป็นกลุ่มธุรกิจ “ดูแย่” และไม่มีสัญญาณกลับมาที่ชัดเจนระยะสั้น

    ประเด็น “น่ากังวลที่สุด” คือท่าทีสถาบันการเงินระมัดระวังสูงปล่อยสินเชื่อ แบงก์กังวล “หนี้ครัวเรือน” มาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเข้มงวดพิจารณาสินเชื่อทุกประเภท ตั้งแต่สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์ ไปจนถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ไม่เติบโตเท่าที่ควร

    นอกจากปัญหาเรื่องสินเชื่อแล้วปัจจุบันประชาชนมีกำลังซื้อน้อยลง หรือแทบจะไม่มีกำลังซื้อ ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็มีความกังวลต่อสถานการณ์โลก ทำให้การตัดสินใจ “ลงทุน” หรือ “ขยับตัวทำได้ยากลำบาก”

    • เมื่อมองไปข้างหน้าเชื่อว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการฟื้นตัว โดยคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าที่ตลาดจะกลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคส่วนที่เดินตามเศรษฐกิจ หมายความว่าเศรษฐกิจภาพรวมต้องดีก่อน ภาคอสังหาฯ จึงจะดีตาม

    ทั้งนี้หากรัฐบาลขับเคลื่อนการลงทุนได้จะช่วยสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ส่งผลรายได้ประชาชนดีขึ้น และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีทยอยลดลง โดยเมื่อถึงจุดนั้นแบงก์จะเริ่มเชื่อมั่นและกลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้งจะเป็นแรงส่งอสังหาฯ ฟื้นตัว

    • 4 ปัจจัย” ฉุดภาคอสังหาฯ  

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 ปีนี้ ยังปกคลุมด้วยความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ยังราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มสูงตามต้นทุนพลังงานและการขนส่ง 

    นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโครงการใหม่และการบริหารจัดการหนี้สินในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 มี 4 มิติด้วยกัน คือ

    1.สภาวะผู้ประกอบการและการดิ้นรนเพื่ออยู่รอด โดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญผลกระทบต่อเนื่องมา 3-4 ปีแล้ว จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงและความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติอย่างชาวจีนที่เคยเป็นกำลังซื้อหลักในตลาดคอนโดมิเนียมมีความต้องการลดลงชัดเจน

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่ประคองตัวได้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มระดับกลางถึงระดับบน ซึ่งยังเปิดโครงการใหม่บ้าง แต่ที่น่าสนใจ คือ กลยุทธ์เปลี่ยนไปสู่การเร่งระบายโครงการเก่าเพื่อให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่ “สงครามราคา” ที่แม้ได้เกิดขึ้นชัดเจน เริ่มเห็นสัญญาณการดัมพ์ราคาบางยูนิตหรือบางอาคารที่ต้องการปิดการขายอย่างเร่งด่วน

    2.ความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้และหุ้นกู้ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่จำเป็นต้องแยกแยะตามกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (ระดับกลาง-บน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงมีความสามารถในการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนได้ตามปกติ

    ทั้งนี้กลุ่มน่ากังวลมาก คือ ผู้ประกอบการที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง ซึ่งเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อและการออกตราสารหนี้
    อสังหาฯ กระทบเศรษฐกิจมหภาค

    3.บทบาทของอสังหาฯ ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค โดยภาพรวมเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก ทำให้เมื่ออสังหาริมทรัพย์เกิดการชะลอตัวหรือหยุดชะงัก

    แม้ว่าตัวเลขในไตรมาสที่ 1 จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการก่อสร้างในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้าง แต่ความไม่แน่นอนในไตรมาสที่ 2 จากปัจจัยสงครามและต้นทุนที่กล่าวไปข้างต้น ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    4.ความเข้มงวดของสถาบันการเงินและปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่แบงก์ยังคงใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่รัดกุมและเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ความระมัดระวังนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 นี้ที่ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนโตไม่ทันรายจ่าย

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มรายได้น้อยหรือผู้ที่มีภาระหนี้เดิมค่อนข้างสูง (High Debt Service Ratio) ซึ่งจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม หากมองในระยะยาว หากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวและตัวเลขหนี้ครัวเรือนปรับตัวลดลง ก็ยังถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มผู้ที่มีเครดิตดีในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้

    • ภาคอสังหาอ่อนแอต่อเนื่อง

    ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในภาวะที่น่ากังวล และแนวโน้มยังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง

    โดยหากดูข้อมูลสินเชื่อที่ปล่อยให้กับรายย่อยเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย(Post-financing) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี พบว่าตัวเลขมีการเติบโตขึ้นประมาณ1% แต่การเติบโตนี้ไม่สามารถนับเป็นการเติบโตที่แท้จริงเนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำมากของปีที่แล้ว

    อีกทั้งสินเชื่อที่ขยายตัวมาจากสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์ (Refinance)จากหนี้เดิมที่มีอยู่แล้วไม่ใช่การกู้เพื่อซื้อบ้านใหม่ สะท้อนว่าภาคอสังหาริมทรัพย์หรือแรงซื้อใหม่นั้นยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางอย่างมาก

    โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อบ้านในปีนี้ไว้ในระดับที่ค่อนข้างระมัดระวัง (Conservative) โดยมองว่าอาจจะติดลบ 0.5% ถึง 0%หรืออย่างดีที่สุดอาจจะเห็นการเติบโตที่เป็นบวกเพียงบางเบาเท่านั้น

    ในฝั่งของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ประกอบการ สถานการณ์ดูจะมีความยากลำบากไม่แพ้กัน สินเชื่อเพื่อการพัฒนาโครงการ(Pre-financing)ยังคงมีตัวเลขการเติบโตที่ติดลบสะท้อนว่าการลงทุนใหม่ในเซกเตอร์นี้ยังไม่กลับมา

    นอกจากนี้ ในตลาดหุ้นกู้ก็กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ แม้ว่าผู้ประกอบการจะยังสามารถระดมทุนได้ แต่เป็นการดำเนินการที่ยากลำบากขึ้น โดยพบว่ายอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ประกอบการจำนวนมากหันไปออกหุ้นกู้ระยะสั้นแทน เนื่องจากต้นทุนทางการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยของการออกหุ้นกู้ระยะยาวนั้นปรับตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นภาระหนัก    

    สำหรับ5 เดือนแรกของปีพบว่ายอดการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์สามารถทำได้ตามเป้าหมายเพียงประมาณ 75%ของวงเงินที่เสนอขาย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดรวม สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยจะเลือกเฉพาะรายที่มีความน่าเชื่อถือสูง ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีต

    • หนี้เสีย-ค้างชำระอสังหา-บ้านพุ่ง

    ในด้านคุณภาพสินทรัพย์แม้ว่าตัวเลขหนี้เสียหรือ NPL ในฝั่งผู้ประกอบการจะดูเหมือนทรงตัวหรือย่อตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสที่ 1 แต่เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อไม่ให้หนี้ตกชั้นไปเป็นNPL

    สิ่งที่น่ากังวลคือ สินเชื่อค้างชำระไม่เกิน 90วัน(Stage 2)พุ่งสูงถึง8.66%ในไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 8.61% เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย Stage 2 ของระบบธนาคารทั้งหมดซึ่งอยู่ที่เพียง 6.95% สะท้อนว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพอร์ตแบงก์รวมชัดเจน

    สำหรับในส่วนของสินเชื่อบ้านรายย่อย ตัวเลข NPL ขยับขึ้นมาอยู่ที่3.79%ในไตรมาสที่ 1จาก 3.76%สิ้นปีที่แล้ว ขณะที่ Stage 2 ของสินเชื่อบ้านอยู่ที่5.70%ซึ่งลดลงจาก 5.95%แต่การลดลงของ Stage 2 ในกรณีนี้กลับไม่ใช่เรื่องดี เพราะพบว่าลูกหนี้บางส่วนได้ไหลต่อจาก Stage 2 กลายเป็นNPLแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1241629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03C5jciKPfUIF7DVZRja4W